ส่องแอปเปิ้ล อีเวนต์2020 – มาตามนัดสำหรับ แอปเปิ้ล อีเวนต์ 2020 ทิม คุก ซีอีโอแอปเปิ้ลนำทีมงานเปิดตัวไอโฟน 12 และผลิตภัณฑ์ ของค่ายแอปเปิ้ลชื่อดังประจำปี 2563 โดยใช้วิธีการสตรีมผ่านโลกออนไลน์ เนื่องจากการระบาดของโรคโควิด-19

ทีมข่าวสดไอทีจึงนำไฮไลต์เด็ดๆ มาฝากกัน ส่วนภาพประกอบที่ใช้นี้มาจากสำนักข่าวเอพี เอเอฟพี และรอยเตอร์

ผลิตภัณฑ์เด่นๆ ในงานเปิดตัวครั้งนี้ ได้แก่ ไอโฟน 12 (iPhone 12) จำนวนถึง 4 รุ่น ที่ภายนอกได้รับการออกแบบโฉมใหม่ รองรับเทคโนโลยีการสื่อสารยุคที่ห้า (5G) และโฮมพ็อด มินิ (HomePod mini) ลำโพงอัจฉริยะน้องใหม่ที่เปิดตัวมาในราคาเข้าถึงได้มากกว่ารุ่นก่อนหน้า

เริ่มที่ไฮไลต์แรกอย่าง ไอโฟน 12 แม้จะเปิดตัวสายกว่าปกติในปีนี้เนื่องจากการระบาดของโรคโควิด-19 แต่ความฮือฮานั้นไม่แพ้ปีไหนๆ โดยไอโฟน 12 มีหน้าจอแสดงผลแบบ OLED ขนาด 6.1 นิ้ว (ขนาดเท่ากันกับ iPhone 11 และ iPhone XR) แบนราบสนิทไม่มีโค้งที่ขอบ ตัวเครื่องขึ้นรูปยูนิบอดี้ขอบอะลูมิเนียมประกบด้วยกระจกเซรามิก โดยรวมแล้วออกแบบให้สอดรับกับ iPad Pro และ iPad Air (และ iPhone 4 จากเมื่อ 4 ปีก่อน)

ลิซา แจ๊กสัน หัวหน้านโยบายฝ่ายสิ่งแวดล้อมของแอปเปิ้ลกล่าวอย่างภาคภูมิใจว่า ใช้วัสดุแร่หายากที่รีไซเคิล เป็นครั้งแรกที่แฮนด์เซ็ตของไอโฟน 12 ใช้ส่วนประกอบแม่เหล็กทุกตัวรวมถึงกล้อง ระบบสัมผัส และแม็กเซฟ (ตัวเชื่อมต่อ) ที่มีความเป็น กลางทางคาร์บอน ไม่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

สิ่งนี้ขานรับข้อวิตกกังวลต่ออุตสาหกรรมมือถือที่ผู้ผลิตนิยมปล่อยผลิตภัณฑ์รุ่นใหม่ๆ ออกมาและทำให้รุ่นเก่าๆ กลายเป็นขยะกองมหึมาในโลก

กลับมาที่งานออกแบบภายนอก ขอบบนของจอภาพยังคงมีแถบเป็นติ่งห้อยลงมาเหมือนกันกับ iPhone 11 เป็นที่อยู่ของกล้องเซลฟี่ และเซ็นเซอร์ Face ID ขณะที่ขอบรอบจอนั้นแลดูบางลง แต่เป็นที่น่าเสียดายที่ปุ่มคอมโบระหว่าง Touch ID กับการปิดเปิดเครื่องแบบใน new iPad Air ไม่ได้ถูกนำมาใส่ไว้ใน iPhone 12 ส่วนกล้องหลังของ iPhone 12 มี 2 เลนส์ อยู่ภายใต้กระจกด้านใส แลดูคอนทราสต์กับพื้นหลังที่เงางามของเครื่อง

หน้าจอ OLED ของ iPhone 12 มีความสว่างสูงสุด 1,200 นิต สนับสนุนเทคโนโลยีภาพ Dolby Vision, HDR 10 และ HLG ส่วนกระจกเคลือบสารพิเศษไว้ส่งผลให้มีความแข็งแกร่งมากขึ้น และไม่เปื้อนของเหลว เรียกว่า เซรามิก ชีลด์

iPhone 12 ใช้ขุมพลังจากชิพประมวลผล (SoC) A14 Bionic ซึ่งเป็น SoC ตัวแรกของโลกที่ใช้สถาปัตยกรรมการผลิตขนาดเล็กถึง 5 นาโนเมตร (nm) ทำให้มีความเร็วในการประมวลผลมากขึ้นเป็นร้อยละ 50 เมื่อเทียบกับ SoC รุ่นล่าสุดที่ใช้ในเรือธงระบบปฏิบัติการ แอนดรอยด์ เช่นเดียวกันกับหน่วยประมวลผลกราฟิก (GPU) ที่ทางแอปเปิ้ลอ้างว่า ดีที่สุดในสมาร์ตโฟนเช่นกัน

iPhone 12 ยังถือเป็นสมาร์ตโฟนรุ่นแรกของแอปเปิ้ลที่รองรับ 5G ซึ่งทางค่าย Verizon เพิ่งประกาศเปิดตัว 5G ทั่วประเทศ โดยทางแอปเปิ้ลระบุว่า ออกแบบ iPhone 12 มาให้สามารถใช้งาน 5G ได้อย่างดีที่สุดโดยกระทบต่อพลังงานที่ใช้น้อยที่สุด พร้อมฟังก์ชันอัจฉริยะอย่าง “smart data mode” ที่จะเปลี่ยนไปใช้ 4G LTE แทน หากเครื่องไม่จำเป็นต้องใช้ 5G ด้วย ซึ่งผลจากการทดสอบใช้งาน 5G จากทางแอปเปิ้ลใน 30 ประเทศทั่วโลก พบว่ามีอัตราการส่งข้อมูลอยู่ระหว่าง LTE ถึง 500 เมกะบิตต่อวินาที (Mbps)

กล้องหลังของ iPhone 12 มีเลนส์หลักขนาดช่องรับแสง f/1.6 เซ็นเซอร์ภาพความละเอียด 12 ล้านพิกเซล (MP) มีความเร็วชัตเตอร์มากที่สุดในบรรดากล้องที่แอปเปิ้ลเคยพัฒนามา ส่วนอีกเลนส์นั้นเป็นอัลตราวายไว้ถ่ายภาพมุมกว้างความละเอียดเดียวกันกับกล้องหลัก โดยหนึ่งในจุดที่ทางแอปเปิ้ลมุ่งปรับปรุงในรุ่นนี้เป็น Night Mode สำหรับการถ่ายภาพตอนกลางคืน

อีกจุดหนึ่งเป็นการชาร์จแบบไร้สายใช้ระบบ MagSafe เพื่อให้แน่ใจว่าชาร์จเจอร์กับตัวเครื่องนั้นจะประกบกันได้ตรงกันพอดิบพอดี ที่สำคัญคือต้องซื้อแยกต่างหาก โดยทางแอปเปิ้ลจะไม่มีการแถมชาร์จเจอร์และหูฟังใดๆ มาให้อีก แต่จะมีเพียงสายเคเบิลเชื่อมต่อข้อมูลมาให้เท่านั้น ซึ่งทางแอปเปิ้ลอ้างว่า เพื่อเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และผู้ใช้ไอโฟนที่อัพเกรดนั้นจะมีอุปกรณ์เหล่านี้อยู่แล้ว ส่วนใครที่ต้องการซื้อ ชาร์จเจอร์แบบเดิมก็ซื้อได้ในราคา 19 ดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 600 บาท หรือจะเลือกซื้อเป็นชาร์จเจอร์แบบไร้สายตัวใหม่ก็ย่อมได้ สนนราคาที่ 39.99 ดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 1,200 บาท

แอปเปิ้ลระบุว่า การไม่แถมหูฟังและชาร์จเจอร์มานั้นทำให้ลดวัตถุดิบในการผลิตลง และกล่องเล็กลงสามารถขนส่งได้มากขึ้นต่อเที่ยว คาดว่าจะทำให้แอปเปิ้ลลดการปลดปล่อย ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ หรือก๊าซโลกร้อนลงได้ 2 ล้านตัน ต่อปี เทียบเท่ากับปริมาณที่ปลดปล่อยจากรถยนต์ 450,000 คัน

ส่วนอีกรุ่นที่มาคู่กันเป็น iPhone 12 mini มีจุดเด่นที่ขนาดหน้าจอ 5.4 นิ้ว เหมาะสำหรับผู้ที่ชอบสมาร์ตโฟนเครื่องเล็กๆ สนนราคาที่ 729 ดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 22,000 บาท นอกนั้นส่วนใหญ่เหมือนกันกับ iPhone 12

มาถึงเรือธง iPhone 12 Pro และ iPhone 12 Pro Max ฟีเจอร์หลักเป็นขนาดจอภาพ OLED ใหญ่ยักษ์ 6.1 และ 6.7 นิ้ว รองรับ 5G พร้อมกล้อง 3 เลนส์ เป็น iPhone ที่ขนาดใหญ่ที่สุดของค่าย และมีจอภาพไร้ขอบ ทำจาก สแตนเลส สตีล เงาวับ มีให้เลือก 4 สี ได้แก่ สีเทา สีสแตนเลส สีทอง และสีฟ้าใหม่ สนนราคาเริ่มต้นที่ 999 และ 1,099 ดอลลาร์สหรัฐ หรือกว่า 31,000 และ 34,000 บาทตามลำดับใช้ขุมพลังเดียวกันกับ iPhone 12

สิ่งที่พิเศษสุดกว่าใน iPhone 12 Pro เป็นเซ็นเซอร์ไลด้า (LIDAR) ช่วยให้กล้องสามารถโฟกัสได้ง่ายและรวดเร็วในสภาวะแสงน้อย ทำให้ถ่ายภาพในที่มือได้ไวกว่าเดิมเป็น 6 เท่า ส่วนกล้องหลังยังเป็น 3 เลนส์เหมือนเรือธงปีที่แล้ว ได้แก่ เลนส์วาย เลนส์อัลตราวายและเทเลโฟโต้ ความละเอียด 12MP ขนาดช่องรับแสง f/1.6 ทำให้ถ่ายภาพได้เร็วขึ้นร้อยละ 27 ในที่มืด ขณะที่เทโลโฟโต้ หรือเลนส์ซูมนั้นสามารถซูมแท้ (ออพติคอล) ได้ 4 เท่า

iPhone 12 Pro Max ต่อยอดความพิเศษของกล้องหลังเข้าไปอีก ด้วยระบบต้านการสั่นสะเทือนแบบใหม่ และเซ็นเซอร์ภาพขนาดใหญ่ขึ้นร้อยละ 47 คิดเป็นประสิทธิภาพถ่ายภาพกลางคืนที่เพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 87 เมื่อเทียบกับเรือธงรุ่นที่ผ่านมา

ฟังก์ชันสุดพิเศษในเรือธงปีนี้ที่ทางแอปเปิ้ลภูมิใจนำเสนอเป็น Apple ProRAW ซึ่งจะเป็นประโยชน์อย่างมากสำหรับผู้ที่ต้องการถ่ายภาพไปใช้ในการตัดต่ออย่างมืออาชีพ สนับสนุนเทคโนโลยี Deep Fusion และ Smart HDR บนฟอร์แมต RAW แต่งภาพได้ทันทีหลังถ่ายในเครื่อง ขณะที่การถ่ายคลิปนั้นจะสามารถถ่ายคลิปแบบ HDR ได้แล้ว

เช่นเดียวกันกับ iPhone 12 ทางแอปเปิ้ลจะไม่แถมหูฟังและชาร์จเจอร์มาให้ โดยจะแถมมาเพียงสายเคเบิล USB-C to Lightning แต่จะเป็นสายเคเบิลแบบพิเศษ คือเป็นแบบถัก ทำให้เหนียวและคงทนกว่าสายเคเบิลปกติทั่วไป

อีกหนึ่งผลิตภัณฑ์ที่น่าสนใจใน แอปเปิ้ล อีเวนต์ ปีนี้ เป็น เจ้าลำโพงอัจฉริยะรุ่นใหม่อย่าง HomePod mini ที่สนน ราคาเพียง 99 ดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 3,000 บาทเท่านั้น โดยความแตกต่างกับรุ่นก่อนหน้านี้เป็นขนาดที่เล็กลง ภายใต้รูปลักษณ์เรียบหรูเดิมและการถักทอที่ประณีต มีให้เลือก 2 สี ได้แก่ ดำ และขาว ด้านบนของเครื่องมีหน้าจอที่แสดงกราฟประมวลผลของปัญญาประดิษฐ์ Siri ของแอปเปิ้ล และปุ่มปรับ ระดับเสียง

แน่นอนว่า ขนาดที่เล็กลงนั้นมาพร้อมกับส่วนประกอบภายในที่ลดลงด้วย นั่นคือลำโพงของ HomePod mini จะเหลือไดรเวอร์เพียงตัวเดียว และเรเดียร์เตอร์ 2 ตัว ใช้ขุมพลังจากชิพประมวลผลรุ่น S5 ที่ทางแอปเปิ้ลระบุว่า ประมวลผลได้ 180 รอบต่อวินาที เพียงพอต่อการรับคำสั่งและสั่งการอุปกรณ์อัจฉริยะอื่นๆ

ทีมข่าวสดไอทีมองว่า การเปลี่ยนกลับไปใช้ดีไซน์เดิมของ iPhone 12 ที่เป็นเหลี่ยมๆ มากขึ้น เป็นการออกแบบที่น่าจะทำให้หลายคนชื่นชอบ เพราะหยิบจับสะดวกกว่า และแตกต่างกับ สมาร์ตโฟนปัจจุบันที่เป็นกลมๆ มนๆ แต่เรื่องที่แอปเปิ้ลไม่แถมชาร์จเจอร์มาให้ อ้างว่าผู้ที่อัพเกรดนั้นจะมีอยู่แล้ว อาจสร้างความลำบากให้คนส่วนใหญ่ที่จะเปลี่ยนมาใช้มือถือของค่ายแอปเปิ้ลอยู่เหมือนกัน เพราะมีเพียงผู้ที่ใช้ iPhone รุ่นที่ผ่านมาเท่านั้นที่จะมีชาร์จเจอร์และสายที่เข้ากันได้

แต่ภาพรวมแล้วมองว่าอย่างไรก็คงขายดีอีกเป็นแน่แท้ แม้ว่าจะต้องฝ่าวิกฤตผลกระทบจากโควิด-19

ไอโฟน 12 มีทั้งหมด 4 สี ได้แก่ สีดำ สีขาว สีฟ้า และสีเขียว ความจุข้อมูลเลือกได้ 3 แบบ ได้แก่ 64, 128 และ 256 กิกะไบต์ (GB) ราคาเริ่มต้นที่ 829 ดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 26,000 บาท

เริ่มสั่งจองในสหรัฐอเมริกาได้ตั้งแต่วันที่ 16 ต.ค. และจะวางจำหน่ายในสหรัฐ วันที่ 23 ต.ค.นี้

โดย จันท์เกษม รุณภัย

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน