บุ๊กสโตร์ ผู้สื่อข่าวหรรษา
แล้ว “ปีศาจ” ก็กลับมา!!
เป็น ปีศาจ ที่นักเขียนลือนาม เสนีย์ เสาวพงศ์ ผู้ให้กำเนิดอมตะนิยายของสามัญชนเล่มสำคัญนี้ กล่าวไว้ว่า “…โลกนี้มีปีศาจหรือไม่? ตอบง่ายนิดเดียว เพราะเราไม่ได้อยู่ในยุคมืดของอวิชชาสมัยกลาง วิทยาศาสตร์แห่งเหตุผลบอกเราว่า ภูตผีปีศาจหามีไม่… ถ้าเช่นนั้นทำไมข้าพเจ้าจึงเขียนเรื่องปีศาจอันเป็นของเหลวไหล?

แต่ในสังคมที่เรามีชีวิตอยู่นี้ สำหรับคนบางคน บางหมู่และบางกลุ่ม ปีศาจเป็นของมีจริง และกำลังหลอกหลอนเขาอยู่ทุกวี่วัน…เปล่า มันไม่ใช่ปีศาจคนตายที่หลอกหลอนคนเป็น ไม่ใช่ปีศาจที่ทำความเสียวสยองอย่างเคาต์แดร็กคูล่า หรือแฟรงเก็น สไตน์ แต่เป็นปีศาจของกาลเวลา และปีศาจคนเป็นๆ นี่แหละที่กำลังหลอกหลอนคนเป็นๆ ด้วยกัน”
และปีศาจโดยนัยยะนั้น “สาย สีมา” ประกาศในวงล้อมท่านๆ เธอๆ แห่งสมาคมคนชั้นสูง
“ผมเป็นปีศาจที่กาลเวลาได้สร้างขึ้นมาหลอกหลอนคนที่อยู่ในโลกเก่า ความคิดเก่า ทำให้เกิดความละเมอหวาดกลัว และไม่มีอะไรที่จะเป็นเครื่องปลอบใจท่านเหล่านี้ได้ เท่ากับไม่มีอะไรหยุดยั้งความรุดหน้าของกาลเวลาที่สร้างปีศาจเหล่านี้ให้มากขึ้นทุกที
ท่านคิดจะทำลายปีศาจตัวนี้ในคืนนี้วันนี้ ต่อหน้าสมาคมชั้นสูงเช่นนี้ แต่ไม่มีทางจะเป็นไปได้ เพราะเขาอยู่ยงคงกระพันยิ่งกว่าอาคิลลิส หรือซิกฟริด เพราะเขาอยู่ในเกราะกำบังแห่งกาลเวลา ท่านอาจจะเหนี่ยวรั้งอะไรไว้ได้บางสิ่งบางอย่างชั่วครั้งชั่วคราว แต่ท่านไม่สามารถจะรักษาทุกสิ่งทุกอย่างไว้ได้ตลอดไป โลกของเราเป็นคนละโลก…โลกของผมเป็นโลกของธรรมดาสามัญชน”
ในการจัดพิมพ์ “ปีศาจ” สู่บรรณพิภพอีกครั้ง สำนักพิมพ์มติชนได้รับเกียรติจาก ผศ.ดร.ประจักษ์ ก้องกีรติ รองคณบดีฝ่ายวิจัยและบริการวิชาการ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เป็นผู้เขียนคำนำเสนอ ว่าด้วย ปีศาจของกาลเวลา
อาจารย์ประจักษ์ระบุตอนหนึ่งว่า เหตุที่หนังสือเล่มนี้ทรงพลังและได้รับความนิยมมาจนถึงปัจจุบัน น่าจะเป็นเพราะมันสื่อสารประเด็นที่ยังคงเป็นปัญหาที่สังคมไทยเผชิญอยู่ในลักษณะข้ามยุคสมัย นั่นคือ การปะทะกันระหว่าง “โลกเก่า” และ “โลกใหม่”
ในขณะที่สาย สีมา และเพื่อนของเขา คือภาพตัวแทนของโลกใหม่ที่เต็มเปี่ยมไปด้วยพลังและความฝันที่จะเห็นสังคมก้าวไปข้างหน้าอย่างเสมอภาคและทุกคนมีศักดิ์ศรีอันเท่าเทียม พ่อของรัชนีก็คือภาพตัวแทนของโลกเก่าที่มองความเปลี่ยนแปลงที่กำลังเกิดขึ้นในยุคสมัยใหม่ว่าเป็นสิ่งที่น่าตระหนกตกใจ เพราะมองว่าคนชั้นล่างที่ไม่มี “หัวนอนปลายเท้า” ที่ได้รับการศึกษาสูงขึ้น มีฐานะดีขึ้น กำลังลุกขึ้นมาตีตนเสมอ “ผู้ดี” คนชั้นสูงอย่างตน นอกจากนั้นเด็กรุ่นใหม่ที่ยัง ไม่สิ้นกลิ่นน้ำนมก็ยังหาญกล้าลุกขึ้นมาทายท้าอำนาจของ “ผู้ใหญ่” จนพานให้เกิดความรู้สึกว่าโลกที่ตนเคยมีอภิสิทธิ์ควบคุมและครอบงำได้ทุกอย่างกำลังพังทลายลง
โลกแบบใหม่นี้เองคือสิ่งที่พ่อของรัชนีรู้สึกหวาดกลัวอย่างลึกซึ้ง เพราะคนที่อยู่ในที่สูงกำลังถูกดึงลงมาให้เสมอกับคนอื่น ซึ่งมันสั่นคลอนระเบียบสังคมแบบโบราณตามขนบประเพณีที่สังคมมีลักษณะเป็นพีระมิดที่มีความเหลื่อมล้ำต่ำสูง แบ่งคนเป็นชนชั้นอยู่ในลำดับขั้นทางสังคมของตนเองอย่างค่อนข้างตายตัวตามชาติกำเนิด กล่อมเกลาให้คนยอมรับชะตากรรมของตนอย่างสงบเสงี่ยมเจียมตัวโดยไม่ตั้งคำถามถึงสิทธิและความยุติธรรม
“หนังสือเล่มนี้ คือ “หนังสือที่มาก่อนกาล” เพราะมันพูดถึงพลังของหนุ่มสาวในการเปลี่ยนแปลงสังคมในยุคที่ขบวนการของคนหนุ่มสาวยังไม่ปรากฏและความ ตื่นตัวของจิตสำนึกยังซบเซา มันจึงเป็นหนังสือที่ผู้เขียนเขียนขึ้นมาจากความหวัง ความเชื่อมั่นในคุณค่าของความเป็นมนุษย์ และการฝันไปข้างหน้าว่าสักวัน “โลกใบใหม่” จะก่อตัวขึ้นที่เส้นขอบฟ้า…ไม่ว่าจะต้องอาศัยเวลายาวนานเท่าใดก็ตาม
งานประพันธ์ของ เสนีย์ เสาวพงศ์ มิใช่อะไรอื่น หากคือ ปีศาจของกาลเวลา นั่นเอง”
“ปีศาจ” ฉบับพิมพ์ล่าสุดนี้มาในรูปแบบหนังสือปกแข็ง เข้าเล่มเย็บกี่ สวมด้วย แจ๊กเกตอย่างประณีตสวยงาม ควรค่าแก่การสะสม โดยยังคงข้อเขียน บทวิเคราะห์วิจารณ์ พร้อมภาพประกอบจากฉบับก่อนหน้าไว้ครบถ้วน เพื่อความสมบูรณ์ของเนื้อหา และเป็นของกำนัลแด่นักอ่านผู้ร่วมปลุก “ปีศาจ” แห่งกาลเวลาขึ้นมาท้าทายยุคสมัยอีกครั้ง
สำนักพิมพ์มติชน รับช่วงเวลาประวัติศาสตร์ที่เยาวชนคนรุ่นใหม่ไขว่คว้าหาหนังสือที่เกี่ยวข้องกับการเมือง ประวัติศาสตร์ และบริบทสังคมไทยมาอ่านกันเป็นจำนวนมาก ในโอกาสนี้ ขอเสนอ “อ่านปลดแอก 10 หนังสือเบิกเนตรที่ตำราเรียนไม่มีสอน” ให้แก่ผู้สนใจ ว่าเรื่องราวไหนบ้างที่เราควรรู้ และต้องรู้ แต่ไม่ได้ถูกบรรจุไว้ในตำราเรียน
เรื่องไหนไม่มีสอน เราชี้เป้าบอกให้ เชิญทุกท่าน อ่านปลดแอก กันได้เลย

….“เผด็จการวิทยา” พิชญ์ พงษ์สวัสด์ นักคิด นักเขียน นักวิชาการจากคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เขียนหนังสือเล่มนี้ขึ้นมาเพื่อศึกษาว่า เหตุใดระบอบเผด็จการจึงเติบโตและเกาะกินระบอบการเมืองทุกรูปแบบได้อย่างชาญฉลาด สามารถปรับตัวเข้ากับยุคสมัยได้อย่างไม่น่าเชื่อ เพราะถึงจะถูกท้าทายจากผู้คนที่เชิดชูสิทธิเสรีภาพตามระบอบประชาธิปไตย แต่สุดท้ายแล้วระบอบเผด็จการภายใต้รูปลักษณ์ต่างๆ ก็ยังคงอยู่อย่างไม่อาจคาดคำนวณได้ว่าจะจบสิ้นลงเมื่อใด
ทั้งหมดนี้เพื่อชี้ให้เห็นว่า ความเจริญก้าวหน้าของสังคมไม่ได้หมายมุ่งไปสู่ระบอบประชาธิปไตยเพียงเท่านั้น แต่จงระวังการปรากฏตัวของเผด็จการในยุคสมัยใหม่ เพราะถึงอย่างไร ไม่ว่าระบอบเผด็จการจะอยู่ในรูปลักษณ์ไหน ย่อมถือเป็นความคิดและการกระทำที่สังคมโลกไม่อาจยอมรับได้
….“ประวัติศาสตร์ไทยร่วมสมัย” คริส เบเคอร์ (นักประวัติศาสตร์) และ ผาสุก พงษ์ไพจิตร (นักเศรษฐศาสตร์การเมือง) มีผลงานเขียนและแปลร่วมกันหลายเล่มทั้งที่เป็นภาษาอังกฤษและภาษาไทยเผยแพร่สู่วงกว้างทั้งในและต่างประเทศ ก่อนที่หนังสือเล่มนี้จะมาอยู่ในมือผู้อ่านคนไทย ได้ผ่านสายตาชาวต่างชาติมาแล้วในฉบับภาษาอังกฤษที่จัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ และใช้เรียนในวิชาประวัติศาสตร์การเมืองของเอเชียตามมหาวิทยาลัยหลายแห่งในต่างประเทศ จนได้รับคำติชมจากสื่อต่างๆ
อาจเรียกได้ว่า หนังสือเล่มนี้สามารถกะเทาะเปลือกสังคมไทยได้อย่างรอบด้าน และทำให้ผู้อ่านเข้าใจบริบทการเมืองไทยได้ดีที่สุด ควรค่าแก่การศึกษาอย่างยิ่ง

….“กบฏบวรเดช เบื้องแรกปฏิปักษ์ปฏิวัติสยาม 2475” โดย ณัฐพล ใจจริง หนังสือที่ชี้ให้เห็นชัด ไม่เพียงแต่ กบฏบวรเดช จะทำให้เกิดผลกระทบทางการเมืองที่สำคัญยิ่งต่อประวัติศาสตร์การเมืองไทยสมัยใหม่แล้ว ยังสะท้อนให้เห็นถึงประวัติศาสตร์การทหารไทยสมัยใหม่ ที่กองทัพไทยได้แสดงแสนยานุภาพ
และเหตุการณ์นี้ยังเป็นที่น่าใคร่ครวญว่า แม้การสถาปนาระบอบประชาธิปไตยจะมีความยากลำบาก แต่การธำรงรักษาระบอบการปกครองให้อยู่รอดปลอดภัยได้นั้นอาจจะยากเสียยิ่งกว่า หากปราศจากเหล่าพลเมืองที่มีความแข็งขัน เกื้อหนุน ค้ำจุนจากรากฐานของระบอบการปกครอง
เป้าหมายของหนังสือเล่มนี้ นอกจากจะต้องการศึกษาเหตุการณ์ดังกล่าวโดยใช้หลักฐานที่เผยแพร่ใหม่ เพื่อนำไปสู่การวิเคราะห์และตีความเหตุการณ์ดังกล่าวใหม่ให้ใกล้เคียงสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างมีความสมดุล เพื่อให้สังคมไทยได้องค์ความรู้ใหม่เพื่อสร้างระบอบประชาธิปไตยและการอยู่ร่วมกันในสังคมไทยให้เกิดสันติภาพอันยั่งยืนต่อไป

….“การเมืองภาคประชาชน” โดย อุเชนทร์ เชียงเสน นับตั้งแต่การรณรงค์ให้โหวตรับรัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 ซึ่งเป็นหนึ่งในรัฐธรรมนูญที่มีความเป็นประชาธิปไตยมากที่สุดฉบับหนึ่ง การรวมตัวของขบวนการ “สมัชชาคนจน” เพื่อเรียกร้องความเป็นธรรมให้แก่คนยากไร้ รวมถึงการถือกำเนิดของ “คณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย” ที่เริ่มมีบทบาทเทียบเคียงเวทีการเมืองมากขึ้นตามลำดับ โดยกลุ่มองค์กรที่ได้ยกตัวอย่างดังกล่าว ไม่ว่าจะมีฐานมวลชนเป็นของตัวเองหรือเปล่า ล้วนกำเนิดจากรากเหง้าทางความคิดเกี่ยวกับ “การเมืองภาคประชาชน” แทบทั้งสิ้น
จุดหักเหสำคัญของขบวนการภาคประชาชนในช่วงเวลาต่อมาก็คือการถือกำเนิดของ “พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย” ซึ่งมีเป้าประสงค์เพื่อขับไล่ “ระบอบทักษิณ”
เมื่อมาถึงตรงจุดนี้ย่อมสังเกตได้ชัดเจนว่า การต่อสู้เรียกร้องในฐานะ “การเมืองภาคประชาชน” เริ่มแตกต่างจากในอดีตอย่างไร ใช้รูปแบบการต่อสู้อย่างสันติอหิงสาเหมือนในอดีตหรือไม่ เชิดชูการกระจายอำนาจตามปณิธานประชาธิปไตยหรือเปล่า ใครคือผู้กำหนดกลเกมการเรียกร้อง จนถึงคำถามสำคัญ จริงหรือไม่ที่การต่อสู้กับระบอบทักษิณคือการเมืองภาคประชาชนตามเจตนารมณ์เดิม
เหลี่ยมมุมของหนังสือเล่มนี้จึงไม่ใช่เพียงสถิติหรือข้อมูลเปลือกผิว แต่เป็นคำถามและปมประเด็นสำคัญในสถานการณ์ที่ทุกฝ่ายก็อ้างความชอบธรรมในการต่อสู้เพื่อประชาชน ทั้งที่ความจริงเสียงของประชาชนก็ยังไม่ได้รับการยอมรับอย่างบริบูรณ์แม้กระทั่งปัจจุบันนี้
….“When_We_Vote พลวัตการเลือกตั้งและประชาธิปไตยในอาเซียน” ผศ.ดร.ประจักษ์ ก้องกีรติ พาไปสำรวจและศึกษาพลวัตทางการเมืองที่เกิดขึ้นภายใต้สถาบันและกระบวนการเลือกตั้งที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วตั้งแต่ต้นทศวรรษ 2010 ที่เกิดขึ้นในอินโดนีเซีย มาเลเซีย และฟิลิปปินส์
รวมไปถึงเปรียบเทียบความเปลี่ยนแปลงเกี่ยวกับการเลือกตั้งในประเทศเพื่อนบ้าน และย้อนกลับมาเปรียบเทียบและทบทวนสถานการณ์การเมืองการเลือกตั้งของไทย–ประเทศซึ่งตั้งไข่และล้มลุกคลุกคลานมากว่า 88 ปี ในการสร้างกระบวนการเลือกตั้งที่มีคุณภาพและประชาธิปไตยที่ยั่งยืน
หนังสือชุด “อ่านปลดแอก 10 หนังสือเบิกเนตรที่ตำราเรียนไม่มีสอน” ยังมี “บ้านเมืองของเราลงแดง” / เบเนดิกต์ แอนเดอร์สัน, “ประชาธิปไตยที่ไม่ตั้งมั่น” / จิราภรณ์ ดำจันทร์, “ศิลปะ-สถาปัตยกรรมคณะราษฎร / ชาตรี ประกิตนนทการ, “รัฐประหาร 2490” / สุชิน ตันติกุล และ “สู่สังคมไทยเสมอหน้า” / ผาสุก พงษ์ไพจิตร
ทุกเล่มสั่งซื้อได้เลยที่ www.matichonbook.com หน้าแรก – MatichonBook.com
….พบกันใหม่อาทิตย์หน้า