เทพไทแนะรัฐถอนญัตติ
พปชร.วางตัว‘สิระ-ปารีณา’
ตัวเปิดอัดม็อบนักศึกษา
เสธ.อู้ยันหนุนตัดมือสว.

‘ชวน’ มั่นใจม็อบชุมนุมโดยสงบสั่งเบรกกองกำลังทหารตำรวจ เข้ามาคุมเข้มประชุมรัฐสภาสมัยวิสามัญ ด้านพรรคเพื่อไทยตั้ง 20 ขุนพล ชำแหละต้นตอปัญหา ดักคอส.ส.รัฐบาล-ส.ว. อย่าใช้เวทีสภาด่าม็อบ นัดฝ่ายค้านถกวางตัวคนอภิปราย ปมญัตติของรัฐบาลโยงสถาบัน ‘ทวี สอดส่อง’ หวั่นผิดข้อบังคับ พปชร. วาง‘สิระ-ปารีณา’อภิปรายถล่มนักศึกษา ปชป.กำชับส.ส.อภิปรายสร้างสรรค์ ชงตั้งกก.ดึงทุกฝ่ายร่วมหาทางออก เทพไทแนะ ‘บิ๊กตู่’ ตั้งโต๊ะคุยแกนนำม็อบ แก้รธน.-ยุบสภาเลือกใหม่ใน 6 เดือน ก้าวไกลเสนอตั้ง กมธ.สอบข้อบกพร่องกำหนดเส้นทางเสด็จฯ ‘เสธ.อู้’ หนุนตัดอำนาจส.ว.โหวตเลือก นายกฯ กกต.ไม่กังวลการชุมนุมกระทบ เลือกตั้ง

 

‘ชวน’เบรกใช้กองกำลังคุมรัฐสภา

เมื่อวันที่ 25 ต.ค. นพ.สุกิจ อัถโถปกรณ์ ที่ปรึกษาประธานสภาผู้แทนราษฎร กล่าวถึงข้อกังวลต่างๆ ในการรักษาความปลอดภัยของรัฐสภา ในการประชุมรัฐสภาสมัยวิสามัญ เพื่ออภิปรายทั่วไปโดยไม่มีการลงมติ ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 165 วันที่ 26-27 ต.ค. ซึ่งอาจจะมีการชุมนุมของประชาชนจากหลายฝ่ายว่า เป็นความจริงที่มีการประชุมเตรียมการให้มีกองกำลังทหารและตำรวจเข้ามาคุมเข้มรักษาความสงบเรียบร้อยในรัฐสภา แต่นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา ได้สั่งการให้ยกเลิกแผนปฏิบัติการนั้น เพราะนายชวน มีดำริไม่ให้รัฐสภาเป็นพื้นที่ควบคุม เพียงแต่ขอให้ยกระดับการรักษาความปลอดภัย ซึ่งปัจจุบันทำเป็นปกติอยู่แล้ว ให้มากขึ้นกว่าเดิมในระดับหนึ่งเท่านั้น เพราะเชื่อมั่นในระบบรัฐสภาที่คิดว่าจะช่วยคลี่คลายปัญหาของบ้านเมืองได้ดีกว่า ระบบอื่น

ยังไม่ยกระดับรักษาความปลอดภัย

นพ.สุกิจกล่าวต่อว่า นายชวนหวังว่า ผู้ชุมนุมจะเข้าใจว่าการประชุมสมัยวิสามัญครั้งนี้ เป็นความตั้งใจของฝ่ายรัฐสภาซึ่งเป็นตัวแทนของประชนชนจากทั่วประเทศ และรัฐบาลจะช่วยกันหาทางออกให้กับบ้านเมือง เชื่อว่าเป็นสิ่งที่ประชาชนอยากเห็นในยามนี้ และนายชวนยังบอกอีกว่าฝ่ายผู้ชุมนุมก็แสดงให้เห็นแล้วว่าชุมนุมโดยสงบ ก็อยากให้การประชุมรัฐสภาครั้งนี้ผ่านไปได้ด้วยดีเช่นกัน

แหล่งข่าวจากรัฐสภา เปิดเผยว่า สำหรับมาตรการรักษาความปลอดภัยของรัฐสภา ยังไม่มีการยกระดับเป็นพิเศษ ซึ่งในการประชุมร่วมรัฐสภา วันที่ 26-27 ต.ค. เจ้าหน้าที่ตำรวจรัฐสภา จะยังตรวจคัดกรองบุคคล และยานพาหนะที่เข้าออกในพื้นที่รัฐสภาตามปกติ ส่วนที่ผู้ชุมนุมอาจเคลื่อนมายังรัฐสภาหรือไม่นั้น เจ้าหน้าที่ตำรวจจะติดตามดูแลในส่วนนี้อยู่แล้ว

วิปรัฐยันไม่ประท้วงเลอะเทอะ

นายอรรถกร ศิริลัทธยากร ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ในฐานะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล (วิปรัฐบาล) กล่าวถึงการประชุมสภาสมัยวิสามัญว่า วิปรัฐบาลได้แจ้งสมาชิกพรรคร่วมรัฐบาล ให้เข้าร่วมประชุมในจำนวนที่เพียงพอต่อการนับองค์ประชุม และขอให้เข้าประชุมตรงเวลาคือเวลา 09.30 น. ขณะที่เวลาที่ใช้ประชุมวันแรก ตั้งแต่เวลา 09.30-22.00 น. หรือ 12 ชั่วโมง 30 นาที และจะประชุมโดยเปิดเผย ไม่มีประชุมลับ ทั้งนี้ จะให้สิทธิ์ส.ส.อภิปรายเพื่อเสนอแนะแนวทางแก้ปัญหาให้กับรัฐบาลอย่างเต็มที่ หากไม่พบการอภิปรายที่เลอะเทอะ ส.ส.พรรคฝ่ายรัฐบาลจะไม่ใช้สิทธิ์ประท้วง เพราะต้องการใช้การอภิปราย รวมถึงการชี้แจงของรัฐบาลนั้นเป็นไปตามข้อมูล และข้อเท็จจริง

นายอรรถกรกล่าวด้วยว่า พปชร.เตรียมข้อมูลไว้ส่วนหนึ่ง และรัฐบาลได้เตรียมข้อมูลไว้ชี้แจงแล้วเช่นกัน เช่น กรณีออกประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรง ตามอำนาจในพ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน และส.ส.พรรครัฐบาลจะไม่ลุกประท้วงเพื่อขัดจังหวะ ส่วนที่คณะราษฎร 2563 เตรียมยกระดับการชุมนุมในวันที่ 26 ต.ค.นั้น เชื่อว่าสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรได้เตรียมมาตรการไว้พร้อมแล้ว และการชุมนุมหากจะปรับจุดนัด คงเป็นไปเพื่อเรียกร้องตามข้อเรียกร้องเท่านั้น ไม่มีเจตนาสร้างความวุ่นวาย

พปชร.ส่ง‘สิระ-เอ๋’อภิปรายม็อบ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พปชร.ได้ติวเข้มส.ส.ของพรรค 5 คน ได้แก่ นายวิรัช รัตนเศรษฐ ส.ส.บัญชีรายชื่อ และประธานวิปรัฐบาล นายไพบูลย์ นิติตะวัน ส.ส.บัญชีรายชื่อ นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ น.ส.ปารีณา ไกรคุปต์ ส.ส.ราชบุรี และนายสิระ เจนจาคะ ส.ส.กทม. เตรียมพร้อมอภิปราย โดยนายสิระ และน.ส. ปารีณา จะมีคิวอภิปรายในวันที่ 26 ต.ค. ซึ่งคาดว่าจะได้รับการจัดสรรเวลาค่อนข้างมาก และอภิปรายเน้นเนื้อหาถึงเหตุการณ์ขัดขวางขบวนเสด็จฯ วันที่ 14 ต.ค.ที่ผ่านมา

ปชป.แนะรัฐบาลถอนญัตติ

นายเทพไท เสนพงศ์ ส.ส.นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์(ปชป.) กล่าว่า การประชุมรัฐสภาสมัยวิสามัญ เพื่อเปิดอภิปรายกี่ยวกับสถานการณ์การชุมนุมของกลุ่มคณะราษฎร 2563 ยิ่งทำให้สถานการณ์การเมืองมีความร้อนแรงทั้งในสภาและนอกสภา รุมเร้ารัฐบาลอย่างรุนแรง ถ้ากลุ่มผู้ชุมนุมยกระดับไปปิดล้อมอาคารรัฐสภา ยิ่งสร้างปัญหา และความวุ่นวายให้เกิดขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะในสภา มีการอภิปรายญัตติที่รัฐบาลยื่นเสนอในประเด็นการขัดขวางขบวนเสด็จฯ ยิ่งเปิดช่องให้มีการอภิปรายโจมตีถล่มกันไปมาทั้ง 2 ฝ่าย ซึ่งเป็นจุดอ่อนของรัฐบาล ที่เขียนญัตติเปิดทางให้อภิปรายพาดพิงถึงสถาบัน ได้ตามเนื้อหาของญัตติที่เสนอต่อประธานรัฐสภา

“เพื่อดับไฟความขัดแย้งและถอนฟืนออกจากกองไฟ รัฐบาลน่าจะมีแนวทางแก้ปัญหา ทั้งในสภาและนอกสภาให้ได้โดยเร็วที่สุด รัฐบาลควรตั้งโต๊ะเจรจากับกลุ่มแกนนำของผู้ชุมนุม โดยเฉพาะประเด็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ต้องชัดเจนว่าจะแก้ไขหรือยกร่างใหม่ให้เสร็จภายใน 6 เดือน โดยตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) แล้วยุบสภาเปิดให้มีการเลือกตั้งใหม่ ส่วนในสภา รัฐบาลควรถอนญัตติออกไปปรับปรุงแก้ไขแล้วค่อยยื่นกลับมาใหม่ เพื่อไม่สร้างเงื่อนไขให้อภิปรายพาดพิงถึงสถาบัน ตามข้อบังคับการประชุมรัฐสภา ถ้ารัฐบาลตัดสินใจใช้ 2 แนวทางนี้ จะลดความรุนแรงในการชุมนุมของกลุ่มคณะราษฎร 2563 ได้ระดับหนึ่ง” นายเทพไทกล่าว

อู๊ดด้าชงตั้งกก.หาทางออก

เมื่อเวลา 16.00 น. ที่พรรคประชาธิปัตย์ นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกฯและรมว.พาณิชย์ ในฐานะหัวหน้า ปชป. ให้สัมภาษณ์ก่อนการประชุมส.ส.ว่า ที่ประชุมส.ส.พรรคจะพูดคุยและเตรียมความพร้อมถึงการอภิปรายวันที่ 26-27 ต.ค. โดยกำหนดผู้อภิปรายและจัดสรรเวลาตามกรอบที่พรรคได้รับ 1 ชั่วโมง ซึ่งจะเน้นความสร้างสรรค์ ประเด็นสำคัญคือจะเสนอทางออกของสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ตนเห็นว่าควรตั้งคณะกรรมการขึ้นมา 1 ชุด ประกอบด้วย ตัวแทนจากทุกฝ่าย ทั้งสมาชิก กรัฐสภา และบุคคลที่เกี่ยวข้องเพื่อพิจารณาหาคำตอบโดยเร็วที่สุด

นายจุรินทร์กล่าวต่อว่า สิ่งที่เป็นไปได้ที่อาจเห็นตรงกันคือ การแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งควรเริ่มดำเนินการ ขณะนี้มี 2 แนวทางคือ 6 ร่างที่บรรจุเป็นญัตติแล้ว ควรพิจารณาว่าจะทำเร็วที่สุดเพื่อรับหลักการ หรือจะรอร่างของไอลอว์ที่เป็นฉบับของประชาชน ต้องดูข้อดีข้อเสียและความเห็นพ้องว่าจะดำเนินร่วมกันอย่างไร เพราะอาจมีเสียงวิจารณ์ตามมาได้ ถ้าหากพิจารณา 6 ร่างไปก่อน จะมีคำถามว่าร่างของประชาชนจะถูกทิ้งหรือไม่ หากรอร่างของไอลอว์ อย่างน้อยต้องรอหลังวันที่ 12 พ.ย. อาจจะคำถามอีกว่าถ่วงเวลาหรือไม่ ดังนั้น เป็นหน้าที่ของทุกฝ่ายที่จะต้องหารือร่วมกัน

ภท.ย้ำ 4จุดยืน-แก้ม.256ทันที

นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รมว.คมนาคม ในฐานะเลขาธิการพรรคภูมิใจไทย (ภท.) กล่าวว่า ภท.จะประชุมพรรคในเวลา 08.30 น. วันที่ 26 ต.ค. ที่รัฐสภา ก่อนเริ่มประชุมรัฐสภาสมัยวิสามัญในเวลา 09.30 น. เพื่อสรุปรายละเอียดตัวผู้อภิปรายว่าจะมีใครบ้าง เนื่องจากภท.ได้เวลาไม่ถึง 1 ชั่วโมง

ด้านนายภราดร ปริศนานันทกุล ส.ส.อ่างทอง และโฆษก ภท. กล่าวว่า สำหรับการอภิปราย พรรคยังยืนยันจุดยืน 4 ข้อ คือ 1.ปกป้องเทิดทูนสถาบัน 2.แก้มาตรา 256 ทันทีให้ประชาชนร่วมร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ 3.แก้ปัญหาปากท้องประชาชน และ4.หยุดความรุนแรง และหยุดทำผิดกฎหมาย เมื่อถามว่าหากในการประชุมมีการพูดล่อแหลม นายภราดรกล่าวว่า ส.ส.ทุกคนของพรรคเข้าใจข้อบังคับการประชุมเป็นอย่างดี

ย้ำไม่ถอนตัวจากพรรคร่วม

เมื่อถามว่าหลายคนสงสัยว่าญัตติในการพิจารณาครั้งนี้ เหมือนเป็นเวทีให้รัฐบาลแก้ต่างเพียงฝ่ายเดียว และไม่นำไปสู่การแก้ปัญหา นายจุรินทร์กล่าวว่า เวทีนี้ปชป.จุดประกาย มีเจตนารับฟังความเห็นจากทุกฝ่ายว่า สถานการณ์ปัจจุบันประเทศควรมีทางออกอย่างไร ไม่ใช่เป็นเวทีเพื่อโจมตีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ส่วนที่มองว่ามีการตั้งธงไว้แล้วนั้น ตนคิดว่าทุกฝ่ายให้ความเห็นได้ สิ่งใดที่ไม่เห็นด้วย ก็พูดในที่ประชุมได้ คงไม่ใช่เวทีให้ฝ่ายใดพูดได้เพียงฝ่ายเดียว ดังนั้นไม่ต้องกังวล

นายจุรินทร์กล่าวว่า ปชป.ชัดเจนว่าจะอภิปรายอย่างสร้างสรรค์และเป็นไปตามข้อบังคับ ทั้งนี้ เป็นหน้าที่ของประธานรัฐสภา หรือผู้ทำหน้าที่ประธานในการควบคุมการประชุม ส่วนการประชุมรัฐสภาสมัยวิสามัญครั้งนี้จะช่วยทำให้สถานการณ์ผ่านคลายหรือไม่นั้น นายจุรินทร์กล่าวว่า ถ้าทุกฝ่ายให้ความร่วมมือ อภิปรายสร้างสรรค์ และตั้งใจจริง เสนอทางออกให้ประเทศ เชื่อว่าทุกอย่างจะเป็นไปในทิศทางที่ดี และหากตั้งคณะกรรมการตามที่ตนเสนอ น่าจะเป็นเวทีให้ทุกฝ่ายมาร่วมกันหาทางออก ส่วนที่เรียกร้องให้พรรคร่วมถอนตัวจากรัฐบาลนั้น ปชป.ยืนยันว่ายังไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง

พรรคเล็กยันไม่ทิ้งรัฐบาล

นายพิเชษฐ สถิรชวาล ส.ส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาธรรมไท ให้สัมภาษณ์ว่า 3 พรรคเล็ก ได้แก่ พรรคประชาธรรมไท พรรคไทยศรีวิไลย์ และพรรคไทรักธรรม ได้เวลารวมกัน 10 นาที และได้มอบให้นายมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคไทยศรีวิไลย์ เป็นตัวแทนอภิปราย ตนได้ฝากประเด็นต่อการแก้ปัญหาคือ สนับสนุนการแก้ไขรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 โดยไม่แก้ไขเนื้อหาหมวด 1 และหมวด 2 ส่วนการชุมนุมนั้น เชื่อว่านายกฯจะพิจารณาสถานการณ์ และมีวิธีประนีประนอมกับการชุมนุม ซึ่งการเปิดประชุมรัฐสภาสมัยวิสามัญ เพื่อปรึกษาปัญหาและขอความเห็นจากส.ส.และส.ว. ถือเป็นวิธีที่มาถูกทาง อย่างไรก็ตาม หากการชุมนุมที่จะเกิดขึ้น จำนวนคนที่มาร่วมหากมามากหลักแสน เชื่อว่ารัฐบาลจะมีวิธี และทางออกของปัญหา

นายพิเชษฐกล่าวถึงข้อเสนอให้พรรคร่วมรัฐบาลถอนตัวจากการร่วมรัฐบาล เพื่อกดดันนายกฯ ว่า ส.ส.พรรคเล็กไม่ได้หารือเรื่องดังกล่าว ซึ่งมองว่าส.ส.พรรคเล็กทั้ง 10 พรรคนั้น คงไม่มีผลใดต่อรัฐบาล เพราะขณะที่รัฐบาลมีเสียงส.ส.มากพอสมควร ไม่เหมือนกับตอนจัดตั้งรัฐบาล ที่เสียงของส.ส.พรรคเล็กจะมีความหมาย ซึ่งการถอนตัวหรือไม่นั้น หากจะให้เกิดผล ต้องเป็นการพิจารณาของส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ หรือพรรคภูมิใจไทย ที่มีส.ส.จำนวนมาก

‘ทวี’หวั่นอภิปรายขัดข้อบังคับ

พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง ส.ส.บัญชีรายชื่อ และเลขาธิการพรรคประชาชาติ เปิดเผยว่า การประชุมร่วมรัฐสภาวันที่ 26-27 ต.ค.นี้ พรรคได้เตรียมส.ส. 2 คน เพื่อร่วมอภิปราย โดยได้เวลา 30 นาที ยืนยันว่าอภิปรายเพื่อเสนอแนะต่อปัญหา และแนวทางแก้ปัญหาตามที่รัฐบาลเสนอ 3 ข้อ ซึ่งพรรคจะยึดการเสนอความเห็นที่เป็นประโยชน์ ไม่มีอคติ ส่วนรัฐบาลจะรับไปปฏิบัติหรือไม่ ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของรัฐบาล แต่ยอมรับว่าปัญหาที่รัฐบาลเสนอให้รัฐสภาช่วยแสดงความเห็นนั้น มีประเด็นที่อาจขัดข้อบังคับการประชุมรัฐสภาได้กรณีการกล่าวถึงสถาบันที่เกี่ยวกับขบวนเสด็จฯ

เมื่อถามว่าติดใจประเด็นที่รัฐบาลพยายามชี้นำต่อการคงอยู่ของการประกาศใช้พ.ร.ก.ฉุกเฉินเพื่อคุมระบาดของโควิด-19 และเกี่ยวเนื่องกับการชุมนุมหรือไม่ พ.ต.อ. ทวีกล่าวว่า ประเด็นการประกาศใช้พ.ร.ก. ฉุกเฉิน จะอภิปรายเสนอแนะ ซึ่งการชุมนุมช่วง 4-5 เดือนที่ผ่านมา ไม่พบการติดเชื้อหรือระบาดของโควิด-19 เพิ่มขึ้น ดังนั้น การชุมนุมคือการใช้สิทธิ เสรีภาพในวิถีทางประชาธิปไตย การอภิปรายที่จะเกิดขึ้นรัฐสภา และสมาชิกรัฐสภา จึงควรใช้เป็นเวทีเพื่อความผาสุกของประชาชน ไม่ใช่เป็นเวทีที่ทะเลาะกัน ส่วนการยกระดับการชุมนุมขับไล่รัฐบาลของม็อบคณะราษฎร อาจเปลี่ยนจุดมาที่รัฐสภานั้น เป็นหน้าที่ของรัฐบาลต้องดูแล ทั้งนี้ ไม่มีฝ่ายการเมืองใดสนับสนุนม็อบ ส่วนฝ่ายค้านแค่ติดตามการใช้สิทธิเสรีภาพของประชาชน ไม่ให้บุคคลใดละเมิดสิทธิเสรีภาพของประชาชน

ชงตั้งกมธ.สอบปมเส้นทางเสด็จฯ

นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล เปิดเผยว่า ในสัปดาห์หน้า พรรคก้าวไกลจะเสนอญัตติด่วน ขอให้สภาพิจารณาแต่งตั้งกมธ.วิสามัญเพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงในข้อบกพร่องการกำหนดเส้นทางเสด็จฯ และการถวายความปลอดภัยของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เมื่อวันที่ 14 ต.ค.2563 ทั้งนี้ เพื่อทำความจริงในทุกแง่มุมให้ปรากฏ พร้อมหลักฐานอย่างสิ้นข้อสงสัย เพื่อป้องกัน ไม่ให้กล่าวหากันไปมา โดยที่ยังไม่มีกระบวนการสืบหาข้อเท็จจริง เราไม่ต้องการให้เกิดความคลุมเครือ คนที่พบว่ามีหลักฐานว่ามีการกระทำความผิด ก็ต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม และมิใช่ถูกพิพากษาไปล่วงหน้าจากการกล่าวหา การทำให้ข้อเท็จจริงปรากฏ เชื่อว่าจะทำให้ความขัดเเย้งลดลง

นายวิโรจน์กล่าวว่า เบื้องต้นเชื่อว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) ตระหนักดีว่า อาจมีความเป็นไปได้ว่าจะเกิดจากความบกพร่องของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ที่รับผิดชอบจัดเส้นทางขบวนเสด็จฯ การเตรียมเส้นทางเสด็จฯ และการถวายความปลอดภัย ไม่เช่นนั้น คงไม่มีการสั่งย้ายตำรวจที่เป็นข้าราช การระดับสูง ในระดับพล.ต.ต.ถึง 3 นาย เรื่องนี้ ขอวิงวอนให้ฝ่ายรัฐบาลร่วมกัน ตั้งกมธ.วิสามัญชุดนี้ขึ้น เพื่อคลี่คลายสถานการณ์ และทำความจริงให้ปรากฏ

ยันอภิปรายตามกรอบญัตติรัฐบาล

นายวิโรจน์กล่าวถึงพรรครัฐบาลบางพรรคระบุข้อบังคับการประชุมสภา ห้ามกล่าวถึงสถาบันหรือออกชื่อสมาชิกรัฐสภาหรือบุคคลใดโดยไม่จำเป็นว่า ยืนยันว่าพรรคก้าวไกลรักษามารยาท และจะอภิปรายโดยเคารพข้อบังคับอย่างแน่นอน การกล่าวถึงสถาบัน ในญัตติที่ไม่ได้ระบุถึงสถาบันนั้นจะกระทำไม่ได้ตามข้อบังคับ แต่ในกรณีนี้ ญัตติที่รัฐบาลเสนอมานั้น มีการระบุถึงข้อเรียกร้องให้มีการปฏิรูปสถาบัน ซึ่งรัฐบาลได้ระบุในญัตติอีกด้วยว่า ข้อเรียกร้องบางเรื่องอยู่ระหว่างการดำเนินการอยู่แล้ว และยังมีประเด็นที่เกี่ยวข้องกับขบวนเสด็จฯ การอภิปรายที่อยู่ในกรอบญัตติที่รัฐบาลเสนอมา จึงเป็นเรื่องที่อภิปรายได้ ไม่ขัดกับข้อบังคับแต่อย่างใด

นายวิโรจน์กล่าวว่า ยืนยันว่าจะอภิปรายตามกรอบญัตติที่รัฐบาลเสนอมาเท่านั้น รับรองว่าจะอภิปรายภายใต้กรอบที่รัฐธรรมนูญกำหนด ล่าสุดทราบข่าวว่า พปชร.ได้มอบให้ น.ส.ปารีณา ไกรคุปต์ และนายสิระ เจนจาคะ เป็นผู้อภิปรายเนื้อหาในกรณีขบวนเสด็จฯด้วย ซึ่งเป็นสิทธิ์ที่ทั้ง 2 จะอภิปรายได้ และตนก็เคารพสิทธิในการอภิปรายนั้น และเชื่อว่าจะเป็นการอภิปรายที่มีเนื้อหา นำเอาหลักการและหลักฐาน มาแลกเปลี่ยนกันอย่างสร้างสรรค์ในสภา และประชาชนจะได้รับประโยชน์ ที่จะมีโอกาสรับฟังมุมมองต่อกรณีขบวนเสด็จฯในข้อเท็จจริงที่มีหลายแง่มุม

พท.ตั้ง20ขุนพลชำแหละต้นเหตุ

เวลา 17.00 น. ที่พรรคเพื่อไทย (พท.) นายประเสริฐ จันทรวงทอง เลขาธิการพรรค พร้อมด้วยน.ส.อรุณี กาสยานนท์ โฆษกพรรค แถลงภายหลังการประชุมส.ส.พรรค เพื่อเตรียมความพร้ออภิปรายในการเปิดประชุมสภาวิสามัญวันที่ 26-27 ต.ค.นี้

นายประเสริฐกล่าวว่า พท.ได้รับจัดสรรเวลา 4 ชั่วโมง จาก 8 ชั่วโมงที่ฝ่ายค้านได้รับ ซึ่งวันแรกจะเปิดการอภิปราย โดยนายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ ผู้นำฝ่ายค้านในสภา และนพ.ชลน่าน ศรีแก้ว ส.ส.น่าน จะเป็น ผู้สรุปจบ ใช้เวลา 30 นาที ส่วนวันที่ 2 นายสุทิน คลังแสง ส.ส.มหาสารคาม และประธานวิปฝ่ายค้าน จะเป็นผู้สรุปจบ ซึ่งจะใช้เวลา 30 นาทีเช่นกัน โดยพท.เตรียมหัวข้อ และขุนพลอภิปรายไว้ 20 คน กำหนดเวลาไว้คนละ 10 นาที และมีประเด็นอภิปรายหลากหลาย เช่น เรื่องความเป็นมา ต้นตอของปัญหา ข้อเรียกร้องของ ผู้ชุมนุม และทางออกของประเทศที่พรรคเคยเสนอไว้

นายประเสริฐกล่าวว่า ทั้งนี้ ตามคำขอเปิดอภิปรายของรัฐบาลขอไว้ 3 เรื่อง คือ เรื่องปัญหาโควิด ขบวนเสด็จฯ และความไม่สงบในรูปแบบต่างๆ ซึ่งเราจะต้องยึดข้อบังคับการประชุมรัฐสภาเป็นหลัก ที่การอภิปรายต้องไม่พูดถึงสถาบันโดยไม่จำเป็น จึงจะกำชับผู้อภิปรายให้ระมัดระวัง สำหรับประเด็นที่รัฐบาลตั้งมา 3 ประเด็น มุ่งเน้นที่ผู้ชุมนุมเป็นหลัก ต่างกับญัตติที่พท.ได้เตรียมไว้ ซึ่งเราจะมีทีมตอบโต้ในกรณีที่มีการอภิปรายไม่อยู่ในเนื้อหา อาทิ นายสมคิด เชื้อคง ส.ส.อุบลราชธานี นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน ส.ส.เชียงราย และนายจิรายุ ห่วงทรัพย์ ส.ส.กทม.

นัดถกพรรคร่วมปมสถาบัน

เมื่อถามว่าขณะที่พูดถึงเรื่องที่เกี่ยวข้องกับสถาบัน จะต้องประชุมลับหรือไม่ นายประเสริฐกล่าวว่า ขึ้นอยู่กับประธานรัฐสภา เมื่อถามว่ากังวลสถานการณ์ภายนอกที่ผู้ชุมนุม 2 กลุ่ม จะเดินทางไปที่สภาและอาจจะเกิดการเผชิญหน้ากันหรือไม่ นายประเสริฐกล่าวว่า ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มไหน ก็ไม่อยากให้ไปเผชิญหน้า ขอให้มีสติในการเรียกร้องของแต่ละกลุ่ม แต่คิดว่าคงไม่น่ามีอะไรน่ากังวล

ด้านน.ส.อรุณี กล่าวว่า เรามีการหารือกับพรรคร่วมฝ่ายค้าน โดยเราได้แบ่งบทบาทกัน เพราะมีเวลาจำกัดและเราเสียเปรียบ ทั้งนี้ พรรคจะตั้งวอร์รูมป็นส่วนสนับสนุนข้อมูล รวมถึงไลฟ์สดในบางช่วง เพื่อขยายข้อมูลข้อเท็จจริงให้ประชาชนได้รับทราบด้วย ส่วนใครจะอภิปรายในประเด็นใดบ้าง จะสรุปกันอีกครั้งหนึ่งในเย็นของวันนี้ และวันที่ 26 ต.ค. เวลา 08.00 น. พรรคร่วมฝ่ายค้านจะสรุปร่วมกันอีกครั้งหนึ่ง ฝ่ายค้านมองว่า ญัตติของรัฐบาลไม่จริงใจ และไม่ได้เป็นการรับฟังปัญหาของประชาชนอย่างแท้จริง

พท.เย้ย‘บิ๊กตู่’6ปีทำอะไรถูกบ้าง

นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย (พท.) กล่าวถึงการประชุมรัฐสภาสมัยวิสามัญ ถูกจับตามองจะเป็นเวทีหาทางออกจากปัญหาวิกฤตชาติ หรือเป็นเวทีเติมเชื้อไฟความขัดแย้งว่า ถ้ารัฐบาลตั้งโจทย์ปัญหาของประเทศผิด นอกจากจะแก้ปัญหาไม่ได้ ยังอาจเติมเชื้อไฟและเมล็ดพันธุ์แห่งความขัดแย้งเข้าไปอีก ปัญหาทั้งหมดที่เกิดในช่วง 6 ปีที่ผ่านมา ต้องยอมรับก่อนว่ามาจากพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ ปัญหาไม่ได้เพิ่งเกิดจากการชุมนุมของนักเรียน นิสิต นักศึกษา ประชาชนเพียงอย่างเดียว พล.อ.ประยุทธ์ต้องลาออก รัฐธรรมนูญต้องแก้ไขทันที หยุดคุกคามประชาชนโดยใช้กฎหมายไม่เป็นธรรม สองมาตรฐาน

นายอนุสรณ์กล่าวว่า อย่าถามว่า พล.อ. ประยุทธ์ผิดอะไร แต่ต้องถามว่า 6 ปีที่ผ่านมา พล.อ.ประยุทธ์ทำอะไรถูกบ้าง ต้นทางทำรัฐประหาร ยึดอำนาจเข้ามาก็ผิดแล้ว เขียนกติกาไม่เป็นธรรม สืบทอดอำนาจ เพราะอยากอยู่ยาว ไม่มีผลงานทางการบริหาร เครื่องยนต์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจพังทุกตัว ตัวเลขเศรษฐกิจติดลบทุกมิติ ความขัดแย้งนอกจากจะไม่ลดยังเพิ่มขึ้น ประเทศไม่ได้มีไว้ให้พล.อ.ประยุทธ์ ทำลายสถิติเป็นนายกฯ ที่อยู่นานที่สุด เมื่อไปต่อไม่ไหว ต้องยอมรับสารภาพ วันที่ 26-27 ต.ค. ทุกฝ่ายต้องพูดความจริงกับประชาชน

จี้ลาออกโดยไม่มีเงื่อนไข

“ถ้าพล.อ.ประยุทธ์ คิดจะเปิดวิสามัญเพื่อเอาไว้ไปด่าม็อบในสภา คิดผิด ทางที่ดีทุกฝ่ายควรพูดความจริงกับประชาชน เพราะหากสภาไม่ช่วยแก้วิกฤต ปัญหาจะลุกลามบานปลายจนไม่สามารถแก้ไขได้ พล.อ.ประยุทธ์ต้องคิด ทำไมนักเรียน นิสิต นักศึกษา ประชาชน ถึงออกมาไล่ทั้งประเทศมากขนาดนี้ หยุดถามว่าทำไมต้องออก แต่ควรทำความเข้าใจและรับสภาพว่าถ้าออกแล้ว ปัญหาบ้านเมืองได้รับการแก้ได้ ต้องรีบออก พล.อ.ประยุทธ์เข้ามาผิดตั้งแต่แรก ระหว่างทางจะถูกไปได้อย่างไร เหลือทางเลือกสุดท้าย ที่ต้องรีบตัดสินใจ คือต้องลาออกทันที โดยไม่มีเงื่อนไข” นายอนุสรณ์กล่าว

เสธ.อู้หนุนตัดอำนาจส.ว.

พล.อ.เลิศรัตน์ รัตนวานิช ส.ว. กล่าวถึงประชุมร่วมรัฐสภาสมัยวิสามัญว่า เชื่อว่าการประชุมครั้งนี้จะเป็นประโยชน์ แม้จะไม่สามารถคลี่คลายสถานการณ์ได้ทั้งหมด แต่อย่างน้อยก็ได้ฟังเสียงและความเห็นของตัวแทนแต่ละฝ่าย ยังดีกว่าการไม่ได้พูดกันเลย จึงถือเป็นจุดเริ่มต้นที่เป็นประโยชน์ ตนเห็นด้วยกับข้อเสนอให้ตั้งคณะกรรมการขึ้นมารับฟังความเห็นของทุกฝ่ายเพิ่มเติมภายหลัง และนำผลการรับฟังนั้น มาเสนอรัฐบาลหรือที่ประชุม น่าจะเป็นทางออกอีกทางหนึ่ง ทำให้เกิดประโยชน์มากยิ่งขึ้น

พล.อ.เลิศรัตน์กล่าวต่อว่า ตนจะอภิปรายเสนอความเห็นว่าน่าจะแก้ไขรัฐธรรมนูญรายมาตราในบางมาตราก่อน ซึ่งเป็นการถอยคนละก้าว อาทิ มาตรา 272 ที่ให้รัฐสภาเป็นผู้ลงมติเลือกนายกฯ เพราะถ้าแก้ก็ดำเนินการได้เลย ไม่ต้องทำประชามติ รวมถึงมาตราเกี่ยวกับการเลือกตั้งส.ส. ปรับปรุงวิธีการเลือกตั้งที่เป็นปัญหา ที่ถกเถียงกันมาตลอด น่าจะดำเนินการได้เลย ใช้เวลาไม่เกิน 6 เดือนก็จะแก้ไขได้

ป้อง‘บิ๊กตู่’บริหารงานไม่ผิดพลาด

พล.อ.เลิศรัตน์กล่าวถึงข้อเรียกร้องของ ผู้ชุมนุมว่า ข้อเรียกร้องที่ให้นายกฯลาออก คิดว่าเป็นสิทธิ์ที่นายกฯจะพิจารณา เราไปตัดสินใจแทนไม่ได้ เพราะพล.อ.ประยุทธ์ มาโดยชอบธรรมและได้พยายามทำหลายสิ่งหลายอย่างในการบริหารราชการแผ่นดิน ซึ่งไม่มีอะไรที่เราคิดว่าเป็นข้อผิดพลาด พล.อ.ประยุทธ์ ทำได้ดีในหลายหลายเรื่อง ส่วนข้อเรียกร้องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ก็มีปัญหาว่าจะแก้ไขได้เลยหรือไม่ ซึ่งเรื่องนี้ยังไงก็ต้องถึงศาลรัฐธรรมนูญแน่นอน และต้องใช้เวลาพอสมควร ทั้งนี้ หากศาลรัฐธรรมนูญเห็นว่าแก้ไขได้ ก็ค่อยมาว่ากันในการตั้งส.ส.ร. ส่วนข้อเรียกร้องเรื่องการปฏิรูปสถาบันนั้น ตนมองว่าเป็นข้อเรียกร้องที่เกินกว่าคนไทยทั้งหมดจะรับได้ เพราะคนไทยส่วนใหญ่ยังเทิดทูนและรักสถาบัน มันจึงยากมากที่จะหาคนเห็นด้วยกับแนวคิดนี้


ลุยสู้อบจ. – นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว ส.ส.น่าน เขต 2 นายณัฐพงษ์ สุปริยศิลป์ ส.ส.น่าน เขต 3 พรรคเพื่อไทย แถลงข่าวเปิดตัวนายนพรัตน์ ถาวงศ์ เป็นผู้สมัครเลือกตั้งนายกอบจ.น่าน ที่โรงแรมน่านตรึงใจ จ.น่าน เมื่อวันที่ 25 ต.ค.

กกต.ชงประกาศจัดเลือกตั้งอบจ.

พ.ต.อ.จรุงวิทย์ ภุมมา เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กล่าวถึงสถานการณ์บ้านเมืองขณะนี้อาจส่งผล กระทบการเลือกตั้งท้องถิ่นว่า ไม่กังวล เพราะการเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) และสมาชิกสภา อบจ. เราดำเนินการตามขั้นตอนกฎหมาย โดยวันที่ 26 ต.ค. สำนักงานกกต.จะเสนอต่อที่ประชุม กกต.ให้ความเห็นชอบในการประกาศวันเลือกตั้งสมาชิกและนายกอบจ.ในวันที่ 20 ธ.ค. เมื่อที่ประชุมเห็นชอบแล้วจะประกาศในราชกิจจานุเบกษา จากนั้นทั้ง นายกอบจ. และอบจ. ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่โดยทันที อย่างไรก็ตาม เรามีความพร้อมในทุกด้านแล้ว เหลือเพียงรอขั้นตอนปฏิบัติเท่านั้นเอง มั่นใจไม่มีปัญหา และจะทำให้การเลือกตั้งนี้มีประสิทธิภาพมากที่สุด

เลขาธิการกกต. กล่าวว่า ยืนยันว่าในภาพรวมไม่มีความน่ากังวลใจอะไร จะห่วงก็แต่ผู้สมัครรับเลือกตั้ง อยากให้ศึกษาคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของผู้ไม่มีสิทธิสมัครให้ดี เพราะถ้าไม่มีคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามแล้วมายื่นสมัครจะมีความผิดทางอาญา และโทษร้ายแรงจำคุก 10 ปี ซึ่งเรื่องนี้ได้ฝากให้ปลัดอบจ.ช่วยประชาสัมพันธ์ อยู่แล้ว

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน