รายงานพิเศษ
จากสถานการณ์การชุมนุมของนักเรียนนิสิต นักศึกษา และประชาชนภายใต้ 3 ข้อเรียกร้อง 1.ให้พล.อ.ประยุทธ์จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหมลาออกจากตำแหน่ง 2.รัฐสภาต้องเปิดประชุมวิสามัญทันทีเพื่อรับร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับประชาชนและ 3.ปฏิรูปสถาบันให้อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญตามระบอบประชาธิปไตย
นายปริญญาเทวานฤมิตรกุล อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัวระบุถึงพล.อ.ประยุทธ์ในฐานะนายกฯ ควรต้องทำสิ่งใดแก้รัฐธรรมนูญ-ยุบสภา-ลาออกเพื่อแก้ปัญหาทางการเมืองดังนี้
ตามที่พล.อ.ประยุทธ์จันทร์โอชา นายกฯ ขอให้มีการ “ถอยคนละก้าว” เพื่อแก้ไขปัญหาการชุมนุมที่กำลังกดดันรัฐบาลมากขึ้นเรื่อยๆโดยพล.อ.ประยุทธ์แถลงว่าจะนำข้อเรียกร้องของผู้ชุมนุมเข้าสู่การหารือของรัฐสภาในวันที่ 26 ต.ค.นั้นเพื่อประโยชน์ในการถอยคนละก้าวซึ่งพล.อ.ประยุทธ์ในฐานะ นายกฯ ควรต้องเป็นผู้นำในการถอยตนมีข้อเสนอดังนี้
1.การแก้ปัญหาต้องแก้ที่ต้นเหตุต้นเหตุของชุมนุมคือการสืบทอดอำนาจของคสช. และรัฐธรรมนูญพ.ศ.2560 โดยเฉพาะอย่างยิ่งบทเฉพาะกาลที่ให้คสช. เป็นผู้เลือกส.ว.ชุดแรกที่มีอำนาจในการเลือกนายกฯทำให้พล.อ.ประยุทธ์สามารถเป็นนายกฯต่อได้หลังจากเลือกตั้งในวันที่ 24 มี.ค. 2562 มาจนถึงปัจจุบัน
หากคสช.ไม่สืบทอดอำนาจก็จะไม่มีการประท้วงหรือการชุมนุมเช่นนี้การชุมนุมถ้าหากมีก็จะเป็นเรื่องอื่นและจะเป็นการประท้วงนายกฯคนอื่นที่ไม่ใช่พล.อ.ประยุทธ์
การที่คณะรัฐประหารมีอำนาจเลือก ส.ว.ชุดแรกตามรัฐธรรมนูญใหม่นั้นเป็นเรื่องที่คณะรัฐประหารทำมาแทบทุกยุคทุกสมัยแต่ไม่เคยมีรัฐธรรมนูญฉบับใดให้ส.ว.ที่มาจากคณะรัฐประหารมีอำนาจเลือกนายกฯ มาก่อนเลย
ดังนั้นเรื่องนี้เป็นเรื่องที่พล.อ.ประยุทธ์ควรต้อง “ถอย” เป็นก้าวแรกคือแก้ปัญหาที่ต้นเหตุด้วยการถอยไปก่อนหน้าการยึดอำนาจ 22 พ.ค. 2557 ที่รัฐธรรมนูญให้สภาผู้แทนราษฎรเป็นผู้เลือกนายกฯซึ่งเป็นหลักการของระบอบประชาธิปไตยในระบบรัฐสภาที่ประชาชนเลือกนายกฯและรัฐบาล ผ่านการเลือกส.ส. โดยประชาชนทุกคนมีเสียงเท่ากัน ไม่ว่าจะเห็นต่างกันเพียงใดใครจะเป็นนายกฯและพรรคการเมืองไหนจะเป็นรัฐบาลจะจบที่หีบบัตรเลือกตั้งไม่ใช่ประชาชนเลือกตั้งไปคสช.ก็เป็นนายกฯและสืบทอดอำนาจได้อยู่ดีเช่นนี้
ในปี 2534 คณะรัฐประหารในชื่อคล้ายคลึงกันคือคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติหรือ รสช. เคยถอยในเรื่องนี้มาแล้วด้วยการตัดอำนาจ ส.ว.ในการเลือกนายกฯออกไปจากร่างรัฐธรรมนูญพ.ศ.2534 เมื่อมีนิสิตนักศึกษาประท้วงต่อต้านในขณะนั้นซึ่งขณะนี้มีคนประท้วงเรื่องนี้มากกว่าในปี 2534 แล้วคสช.ก็ควรต้องถอยเรื่องอำนาจส.ว.ในการเลือกนายกฯเช่นกัน
ซึ่งจะเป็นสัญญาณว่าคสช.จะยุติการสืบทอดอำนาจและจะทำให้สถานการณ์เขม็งตึงทางการเมืองคลายออกและจะนำมาสู่การสร้างบรรยากาศที่เหมาะสมในการแก้ไขปัญหาระยะยาวโดยวิถีทางประชาธิปไตยโดยเฉพาะอย่างยิ่งในการพิจารณาเรื่องการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญเพื่อนำไปสู่การร่างใหม่ทั้งฉบับต่อไป
2.รัฐธรรมนูญพ.ศ.2560 เป็นรัฐธรรมนูญที่มีคนต่อต้านไม่น้อยกว่ารัฐธรรมนูญพ.ศ.2534 ไปแล้วรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2534 นำไปสู่เหตุการณ์นองเลือดในเดือนพ.ค. 2535 หลังเหตุการณ์นองเลือดต้องมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญและนำไปสู่การร่างใหม่ทั้งฉบับเกิดเป็นรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2540 ในเวลาต่อมา
รัฐธรรมนูญพ.ศ.2560 มีที่มาจากการยึดอำนาจเหมือนกันมีปัญหามากกว่าด้วยซ้ำเพราะในปี 2534 ยังไม่มีองค์กรอิสระและศาลรัฐธรรมนูญที่คณะรัฐประหารจะไปยุ่งเกี่ยวกับการสรรหาได้ดังเช่นในปัจจุบันนี้
องค์กรอิสระและศาลรัฐธรรมนูญนั้นเริ่มเกิดในรัฐธรรมนูญพ.ศ.2540 โดยให้วุฒิสภาที่ประชาชนเลือกโดยตรงเป็นผู้เลือกองค์กรอิสระและตุลาการศาลรัฐธรรมนูญแต่พอรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 ให้ส.ว.ชุดแรกมาจากคสช. โดยมีอำนาจเหมือนส.ว.ที่มาจากการเลือกตั้งคือให้ความเห็นชอบองค์กรอิสระและตุลาการศาลรัฐธรรมนูญทำให้ คสช. ไปเกี่ยวข้องกับการสรรหาโดยผ่าน ส.ว. และเกิดปัญหาเรื่องการตรวจสอบและความเชื่อถือที่มีต่อองค์กรอิสระ
ความจริงเรื่องนี้เป็นปัญหามาตั้งแต่รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวพ.ศ.2557 ของ คสช. ที่ให้สนช.เป็นผู้ให้ความเห็นชอบองค์กรอิสระแล้วถ้าจะกล่าวว่า ส.ว.ชุดแรกคือสนช.แปลงร่างมาก็ไม่ผิดความจริงไปนัก
นอกจากนี้รัฐธรรมนูญพ.ศ.2560 ยังมีการกำหนดแผนยุทธศาสตร์ชาติและการปฏิรูปประเทศไปถึง 20 ปีโดยไม่มีการมีส่วนร่วมของประชาชนเลยรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 จึงมีปัญหายิ่งกว่ารัฐธรรมนูญพ.ศ.2534 ที่สุดท้ายต้องร่างใหม่ทั้งฉบับรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 ที่มีปัญหายิ่งกว่าจึงน่าจะหลีกเลี่ยงไม่พ้นที่จะต้องร่างใหม่ทั้งฉบับเช่นกันและควรทำโดยที่ไม่ต้องให้มีการนองเลือดก่อน
สำหรับประเด็นที่มีการให้เหตุผลว่ารัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 ผ่านการลงประชามติจึงไม่อาจจะแก้ไขหรือร่างใหม่เป็นเหตุผลที่ไม่มีน้ำหนักเพราะรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 มีผู้ออกเสียงให้ผ่านเพียง 61 เปอร์เซ็นต์และคำถามพ่วงที่ทำให้ส.ว.ชุดแรกมีอำนาจเลือกนายกฯก็ผ่านด้วยคะแนนเพียง 57 เปอร์เซ็นต์เท่านั้นถามว่าในขณะนั้นประชาชนที่ลงคะแนนเห็นชอบที่ไม่ได้อ่านร่างรัฐธรรมนูญแต่ออกเสียงรับร่างรัฐธรรมนูญเพื่อให้มีการเลือกตั้งและบ้านเมืองเดินหน้าต่อมีมากกว่า 11 เปอร์เซ็นต์หรือไม่ซึ่งเป็นไปได้มากเพราะมิได้กำหนดไว้ว่าถ้าร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านประชามติแล้วจะเกิดอะไรขึ้นต่อไปและจะมีการเลือกตั้งเมื่อใดที่สำคัญ รัฐธรรมนูญนั้นแก้ไขได้และร่างใหม่ได้ รัฐธรรมนูญพ.ศ.2550 ก็ผ่านประชามติคสช.ยังฉีกทิ้งได้โดยไม่สนใจว่าเป็นรัฐธรรมนูญที่ผ่านประชามติมาแล้วเลย
3.การยุบสภาให้มีการเลือกตั้งใหม่นั้นเป็นทางออกทางหนึ่งเพราะจะเป็นทางลงให้พล.อ.ประยุทธ์ได้ทั้งนี้ โดยต้องไม่รับเป็นว่าที่นายกฯของพรรคการเมืองใดอีกแต่ปัญหาคือ ถ้ายุบสภาอย่างเดียวผู้คนจะยังไม่วางใจว่าคสช.จะยุติการสืบทอดอำนาจจริงๆเพราะตราบใดที่ส.ว.ชุดแรกยังมีอำนาจเลือกนายกฯคสช.ก็ยังกลับมามีอำนาจใหม่ได้
ดังนั้นการแก้ไขรัฐธรรมนูญตัดอำนาจส.ว.เลือกนายกฯจึงเป็นเรื่องเฉพาะหน้าที่ควร “ถอย” เป็นการเร่งด่วนแม้การแก้ไขรัฐธรรมนูญจะต้องใช้เสียงอย่างน้อย 1 ใน 3 ของส.ว. คือ 84 เสียงจาก 250 เสียงและยากที่ ส.ว.จะแก้รัฐธรรมนูญตัดอำนาจตนเองแต่ถ้าพล.อ.ประยุทธ์ยอมที่จะแก้ไขเรื่องนี้เชื่อว่าจำนวน ส.ว. 84 เสียงไม่ใช่เรื่องยากแม้แต่น้อย
4.การลาออกจากตำแหน่งก็เป็นหนทางคลี่คลายสถานการณ์ได้เพราะหากพล.อ.ประยุทธ์ไม่ต้องการถอย ด้วยการแก้ไขรัฐธรรมนูญหรือยุบสภา ก็อาจต้องถอยให้คนอื่นมาทำหน้าที่แทนที่พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่าจะใช้รัฐสภาเป็นเวทีแก้ปัญหาไม่ควรเป็นเพียงการโยนปัญหาออกไปจากตัวและให้รัฐสภาถกเถียงกันโดยไม่เกิดการแก้ปัญหาเพราะผู้ชุมนุมประท้วงพล.อ.ประยุทธ์มิใช่ประท้วงรัฐสภาและที่สำคัญที่สุดพล.อ.ประยุทธ์มีเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎรและมีเสียงทั้งหมดในวุฒิสภาจึงสามารถใช้รัฐสภา แก้ปัญหาได้โดยเฉพาะการแก้ไขรัฐธรรมนูญ
5.มีประเด็นละเอียดอ่อนประการสำคัญที่ควรต้องแก้ไขทันทีคือพล.อ.ประยุทธ์ต้องไม่พูดหรืออ้างในทำนองให้คนเข้าใจว่าพระเจ้าอยู่หัวทรงเป็นแบ๊กให้ตนเองหลักการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขคือ The King Can Do No Wrong หรือพระมหากษัตริย์ทรงอยู่ใต้รัฐธรรมนูญแต่อยู่เหนือความขัดแย้งทางการเมือง
พล.อ.ประยุทธ์ต้องยึดมั่นหลักการนี้และปกป้องสถาบันด้วยการออกหน้าและรับผิดชอบไม่ใช่ทำในสิ่งที่ดูเหมือนกับตรงกันข้ามอย่างทุกวันนี้ซึ่งเป็นการทำให้ประชาชนที่เห็นต่างจากรัฐบาลขัดแย้งกับสถาบันและประชาชนที่เห็นต่างกันขัดแย้งกันที่สำคัญคือพล.อ.ประยุทธ์ต้องแก้ปัญหาในทางการเมืองโดยเร็วที่สุดเพื่อมิให้สถานการณ์ลุกลามมากไปกว่านี้
6.พล.อ.ประยุทธ์คงไม่ลืมว่า ท่านเป็นผบ.ทบ.ในขณะที่น.ส.ยิ่งลักษณ์ชินวัตร อดีตนายกฯถูกประท้วงให้ลาออกจากนายกฯและพล.อ.ประยุทธ์ได้ยึดอำนาจ ซึ่งทำให้เป็นนายกฯมาจนถึงทุกวันนี้ในวันนั้นพล.อ.ประยุทธ์สัญญากับประชาชนไว้ว่าขอเวลาอีกไม่นาน ความสุขจะคืนมา
บัดนี้เวลาผ่านไป 6 ปีแล้วเราก็ยังไม่เห็น “ความสุขที่กลับคืนมา” นอกจากรัฐธรรมนูญที่สืบทอดอำนาจการตรวจสอบถ่วงดุลที่แย่ลงความขัดแย้งในสังคมในเรื่องสถาบันและการกลับมาประท้วงขับไล่นายกฯอีกครั้งโดยวันนี้ท่านเป็นผู้ถูกประท้วงเองระยะเวลา 6 ปีนั้นยาวนานกว่าอดีตนายกฯยิ่งลักษณ์ชินวัตร และแม้กระทั่งอดีตนายกฯทักษิณชินวัตร ไปแล้ว
แม้รัฐบาลจะมีเสียงข้างมากในสภาแบบไม่ปริ่มน้ำแล้วและมีเสียงในวุฒิสภาทั้งหมดแต่รัฐบาลไม่ได้มีเสถียรภาพมากอย่างที่หลายคนเข้าใจเพราะเสียงข้างมากในสภาเป็นเสียงข้างมากแบบมีความง่อนแง่นเนื่องจากหากมีพรรคขนาดกลางพรรคหนึ่งพรรคใดถอนตัวก็มีเพียงพรรคเพื่อไทยและพรรคก้าวไกลที่เป็นพรรคฝ่ายค้านมีเสียงมากพอที่จะไปเสียบแทนได้ซึ่งแทบเป็นไปไม่ได้ที่ 1 ใน 2 พรรคนี้จะไปร่วมรัฐบาลกับท่านและมีโอกาสที่พรรคถอนตัวก็มีความเป็นไปได้สูงขึ้นโดยเฉพาะอย่างยิ่งพรรคที่ให้เหตุผลในการยกมือให้ท่านเป็นนายกฯว่าเข้าร่วมรัฐบาลเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญเพราะพรรคนั้นจะถูกผู้ชุมนุมเรียกร้องกดดันมากขึ้นเรื่อยๆจนนำมาสู่การถอนตัวได้ซึ่งเป็นโอกาสที่จะเกิดขึ้นได้ในไม่ช้าข้างหน้านี้
พล.อ.ประยุทธ์จึงควรรีบแก้ไขปัญหาทางการเมืองที่เกิดมาจากการสืบทอดอำนาจคือแก้ไขรัฐธรรมนูญยุบสภาหรือลาออกดังที่ท่านอาจเคยแนะนำอดีตนายกฯยิ่งลักษณ์เมื่อ 6 ปีที่แล้วและดังที่ท่านสัญญากับประชาชนไว้ว่าเราจะทำตามสัญญา ความสุขจะกลับคืนมาก่อนที่สถานการณ์จะกลายเป็นวิกฤตการณ์จนไม่มีทางออกและประชาชนจะมีความทุกข์จากความขัดแย้งทางการเมืองที่เกิดขึ้นอีกครั้งมากไปกว่านี้

7.เรื่องสำคัญที่เป็นเรื่องเฉพาะหน้าคือรัฐบาลต้องไม่ใช้ความรุนแรงและไม่ใช้วิธีการสลายการชุมนุมอีกหากการชุมนุมเป็นไปโดยสงบและปราศจากอาวุธซึ่งเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานตามรัฐธรรมนูญเพราะจะยิ่งทำให้เกิดการต่อต้านดังเช่นที่เกิดหลังการสลายการชุมนุมที่ปทุมวันในวันที่ 16 ต.ค. ที่สำคัญคือรัฐบาลต้องมองว่าผู้ชุมนุมแค่มาทวงสัญญาที่พล.อ.ประยุทธ์ได้สัญญาไว้เมื่อ 6 ปีที่แล้ว
ความรุนแรงจะไม่เกิดถ้าไม่มีฝ่ายใดเริ่มก่อนในฐานะที่ประเทศไทยมีบทเรียนเรื่องการนองเลือดมามากแล้วเราไม่ควรเกิดเหตุการณ์รุนแรงอีกซึ่งเราทำได้โดยใช้กระบวนการประชาธิปไตยในการแก้ไขปัญหารับฟังเหตุผลกันและกันเคารพความคิดเห็นที่แตกต่างกันเราก็จะผ่านวิกฤตการณ์และแก้ปัญหาการเมืองและแก้ไขรัฐธรรมนูญได้โดยไม่เกิดเหตุการณ์นองเลือดอีก