3.1ล้านรายเฮ
6จว.โควิดยังพุ่ง

ชงโปรเจ็กต์ใหม่ ‘เอสเอ็มอี-คนละครึ่ง’ ช่วยผู้ประกอบการกว่า 3.1 ล้านราย พัฒนาคุณภาพสินค้าบริการ-ขยายตลาดมาตรฐานสากล ย้ำร้านค้าเข้าร่วมโครงการเยียวยา ฉวยโอกาสขึ้นราคาสินค้าซ้ำเติมประชาชน มีโทษคุก 7 ปี ปรับ 1.4 แสน ศบค.แถลงติดโควิดอีก 65 ราย กระจาย 6 จังหวัด จากมหาชัยมากสุด 47 ราย ที่เหลือจากตาก-ปทุมธานี-กทม.-นครนายก และอยุธยา ต่างประเทศอีก 5 ส่วนลักลอบจากมาเลเซียพบอีก 2 ยอดสะสม 26,370 ราย ทั่วโลกป่วยพุ่ง 117.07 ล้าน

ติดโควิดอีก 65

เมื่อวันที่ 7 มี.ค. ศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 (ศบค.) เผยแพร่สถานการณ์โรคโควิด-19 ประจำวัน ผ่านเฟซบุ๊กศูนย์ข้อมูล COVID-19 ว่า สถานการณ์ทั่วโลกวันนี้มี ผู้ติดเชื้อสะสม 117.07 ล้านราย เพิ่มขึ้น 4.05 แสนราย เสียชีวิตสะสม 2.59 ล้านราย เพิ่มขึ้น 7,685 ราย ประเทศไทยติดเชื้อรายใหม่ 65 ราย เป็นการติดเชื้อในประเทศ 60 ราย และเดินทางมาจากต่างประเทศ 5 ราย ไม่มีผู้เสียชีวิตเพิ่ม รักษาหาย 58 ราย ผู้ป่วยสะสม 26,370 ราย รักษาหาย 25,744 ราย เหลือรักษาอยู่ 541 ราย เสียชีวิตสะสม 85 ราย ส่วนระลอกใหม่ผู้ติดเชื้อสะสม 22,133 ราย รักษาหายสะสม 21,567 ราย เสียชีวิตสะสม 25 ราย

มหาชัยยังเจอ 47

ผู้ติดเชื้อในประเทศรายใหม่มาจาก 6 จังหวัด ได้แก่ สมุทรสาคร 47 ราย, กทม. 2 ราย, ปทุมธานี 3 ราย, ตาก 5 ราย, พระนครศรีอยุธยา 1 ราย และนครนายก 2 ราย เมื่อแยกตามประเภทผู้ติดเชื้อพบว่ามาจาก 1.ระบบเฝ้าระวัง 20 ราย ได้แก่ กทม. 2 ราย ปทุมธานี 1 ราย พระนครศรีอยุธยา 1 ราย นครนายก 2 ราย ตาก 5 ราย และสมุทรสาคร 9 ราย 2.คัดกรองเชิงรุกในชุมชน 40 ราย ได้แก่ ปทุมธานี 2 ราย และสมุทรสาคร 38 ราย และ 3.เดินทางจากต่างประเทศ 5 ราย ได้แก่ ซาอุดีอาระเบีย สหรัฐสหราชอาณาจักร และสวีเดน ประเทศละ 1 ราย และมาเลเซีย 2 ราย แอบลักลอบเข้าเส้นทางธรรมชาติ

ลอบข้ามฝั่งมีไข้ 3 ส่งกลับพม่า

ด้านเจ้าหน้าที่ด่านตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) เชียงแสน จ.เชียงราย ทหารร้อย ม.4 บก.ควบคุมที่ 2 ฉก.ม.3 กองกำลังผาเมือง ร่วมกับร้อย ม.คทร.และ มว.2 ร้อยม.4 ฉก.ม.3 กองกำลังผาเมือง ตำรวจน้ำเชียงแสน หน่วยเรือรักษาความสงบเรียบร้อยตามลำแม่น้ำโขง (นรข.) เขตเชียงราย ตำรวจตระเวนชายแดน (ตชด.) 327 ได้ลาดตระเวนไปตามชายแดนไทย-เมียนมา และสปป.ลาว บริเวณสามเหลี่ยมทองคำที่เป็นชายแดน 3 ประเทศ เมื่อถึงบริเวณท่าข้ามสวนเงาะ บ้านเวียงแก้ว หมู่ 5 ต.ศรีดอนมูล อ.เชียงแสน ได้ตรวจพบบุคคลทั้ง 8 คน กำลังเดินข้ามลำน้ำรวกที่ตื้นเขินในฤดูแล้งมาจากฝั่ง จ.ท่าขี้เหล็ก ประเทศเมียนมา โดยเป็นพระภิกษุ 2 รูป ชาย 2 คน และผู้หญิง 4 คน เจ้าหน้าที่จึงแสดงตัวเข้าตรวจสอบ

เบื้องต้นทั้งหมดให้การว่ากำลังเดินทางเข้าไป อ.เมือง จ.เชียงราย และบางส่วนจะไปจ.เชียงใหม่ เจ้าหน้าที่จึงได้ควบคุมตัวเอาไว้ และแจ้งถึงมาตรการของประเทศไทยและเมียนมาในการปิดพรมแดนช่วงมาตรการป้องกันโรคโควิด-19 โดยมีทั้งการใช้ พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน กฎหมายเกี่ยวกับโรคติดต่อ และกฎหมายการเข้าออกเมือง จากนั้นแจ้งเจ้าหน้าที่สาธารณสุขให้ไปร่วมตรวจสอบ ตรวจคัดกรอง พบ 3 คนมีไข้สูง เจ้าหน้าที่จึงผลักดันกลับประเทศเมียนมาตามช่อง ทางเดิม พร้อมเพิ่มการเฝ้าระวังตรวจตราชายแดนเพื่อป้องกันไม่ให้มีการหลบหนี เข้ามาอีก

ร้านฉวยขึ้นราคาโทษจำ-ปรับ

ด้านนายอนุชา บูรพชัยศรี โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม กำชับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับโครงการคนละครึ่ง โครงการเราชนะ ที่ดำเนินการมาระยะหนึ่ง และโครงการเรารักกัน ที่จะเริ่มใช้จ่ายได้เร็วๆ นี้ โดยเฉพาะในส่วนของการควบคุมดูแลร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการ ให้ติดตามตรวจสอบไม่ให้ผู้ค้าฉวยโอกาสขึ้นราคาสินค้า หลังจากที่มีประชาชนร้องเรียนถึงปัญหานี้มายังรัฐบาล

“จากข้อมูลจากกระทรวงพาณิชย์ ระบุว่านับตั้งแต่ช่วงปลายเดือนธ.ค.2563 จนถึงปัจจุบัน ได้ดำเนินคดีกับร้านค้าที่กระทำผิดไปแล้ว 68 ราย ในจำนวนนี้เป็นร้านธงฟ้า 47 ราย โดยเจ้าหน้าที่ได้แจ้งไปยังร้านค้าทุกแห่งและออกตรวจสอบไม่ให้ฝ่าฝืนกฎข้อบังคับ เช่น ห้ามยึดบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ห้ามรับหรือแลกเป็นเงินสด ห้ามบังคับการซื้อหรือขายสินค้า ห้ามจำหน่ายบุหรี่ สุรา เบียร์ ห้ามเอาเปรียบขึ้นราคาและขายเกินราคาที่กำหนดโดยเด็ดขาด หากพบหลักฐานว่าร้านค้าใดจำหน่ายสินค้าราคาแพงเกินสมควร จะมีโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี ปรับไม่เกิน 140,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ หากไม่ปิดป้ายแสดงราคา มีโทษปรับไม่เกิน 10,000 บาท สำหรับร้านธงฟ้านั้นมีข้อกำหนดชัดเจนอยู่แล้วว่าควรทำอย่างไร ดังนั้น ถ้าตรวจพบการกระทำผิดจะถูกยกเลิกจากโครงการทันทีและอาจถูกยึดเครื่อง EDC หรือยกเลิกการใช้แอพพลิเคชั่น ทำให้ขายสินค้ากับโครงการไม่ได้อีกต่อไป หากประชาชนพบร้านค้าที่ฉวยโอกาสขึ้นราคาหรือไม่ปิดป้ายแสดงราคาสินค้า แจ้งได้ที่สายด่วนกรมการค้าภายใน 1569 หรือสำนักงานพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศ” นายอนุชากล่าว

แจงคนละครึ่ง‘เอสเอ็มอี’

นายอนุชากล่าวต่อว่า รัฐบาลเตรียมมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการรายย่อยเพิ่มเติม ในลักษณะร่วมกันจ่ายกับ SME (Co-payment) มีสัดส่วนตั้งแต่ร้อยละ 50-80 สำหรับค่าใช้จ่ายในการขอทดสอบผลิตภัณฑ์ จดทะเบียนหรือขอใบรับรองมาตรฐานต่างๆ และการปรึกษาทางธุรกิจ เช่น มาตรฐานการบัญชี มาตรฐานสินค้าเกษตร (มกอช.) มาตรฐานอาหาร (อย.) ซึ่งที่ผ่านมาการขอรับบริการทางธุรกิจต่างๆ มีค่าใช้จ่ายสูง เป็นต้นทุนสำคัญของการประกอบการ และกลายเป็นอุปสรรคสำคัญในการพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการของเอสเอ็มอีไทยด้วยโดยคาดว่าจะเริ่มเปิดตัวโครงการ SMEs’ Co-payment ในกลางปีนี้ ซึ่งนอกจากจะลดภาระค่าใช้จ่ายแล้ว ยังเปิดโอกาสให้ เอสเอ็มอีไทยที่มีอยู่กว่า 3.1 ล้านราย ตัดสินใจเลือกพัฒนาคุณภาพและขอรับมาตรฐานสินค้าและบริการที่ตรง ความต้องการของแต่ละอุตสาหกรรมแต่ละราย สร้างโอกาสใหม่ๆ ทางการตลาดด้วยผลิตภัณฑ์และบริการที่เป็นมาตรฐาน สากลด้วย

นายอนุชากล่าวว่า สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) ได้ริเริ่มแนวทางเพื่อสร้างทางเลือกให้กับเอสเอ็มอี ในการพัฒนาธุรกิจของตนเองให้ได้ตรงตามความต้องการได้มากขึ้น สสว. จากผู้ให้บริการทางธุรกิจ โดยสสว.จะให้การเงินสนับสนุนแบบร่วมจ่าย มีค่าใช้จ่ายที่ขอรับการสนับสนุน ได้แก่ ค่าใช้จ่ายในการอบรมพัฒนาความรู้ด้านธุรกิจ ค่าใช้จ่ายในการทดสอบและรับรองมาตรฐาน ค่าใช้จ่ายในการพัฒนาต้นแบบผลิตภัณฑ์ การพัฒนาผลิตภัณฑ์ การทดลองผลิตระดับอุตสาหกรรมและการออกแบบ ค่าใช้จ่ายในการขยายโอกาสทางการตลาด ค่าใช้จ่ายในการรับถ่ายทอดเทคโนโลยี การวิจัยและพัฒนา รวมทั้งค่าตอบแทน เช่น ค่าที่ปรึกษา ค่าผู้เชี่ยวชาญ ค่าวินิจฉัย เป็นต้น โดยคุณสมบัติของเอสเอ็มอีต้องเป็นธุรกิจที่มีการยื่นชำระภาษีและขึ้นทะเบียนสมาชิกกับ สสว.

นายอนุชากล่าวอีกว่า นอกจากนี้รัฐบาลได้ปรับกฎเกณฑ์ด้วยการออกกฎกระทรวงกำหนดพัสดุและวิธีการจัดซื้อจัดจ้างพัสดุที่รัฐต้องการส่งเสริมหรือสนับสนุน (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2563 เพื่อเอื้อให้เอสเอ็มอีเข้าถึงตลาดการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐที่มีมูลค่ากว่า 1.3 ล้านล้านบาทต่อปี มีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 22 ธ.ค.2563

ทั้งนี้ ธนาคารแห่งประเทศไทย และกระทรวงการคลังได้หารือเพื่อปรับปรุงโครงการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ หรือซอฟต์โลน ให้มีความยืดหยุ่นมากยิ่งขึ้น เพื่อเปิดโอกาสให้เข้าถึงซอฟต์โลนได้ง่ายและมีวงเงินกู้สูงขึ้น รวมทั้งแนวทางโครงการ “โกดังพักหนี้” หรือ “Asset Warehousing” เพื่อช่วยเหลือไม่ใช้ทรัพย์สินธุรกิจที่ยังมีศักยภาพต้องถูกยึดหรือปิดตัวลง ซึ่งรายละเอียดจะนำสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรีในเร็วๆ นี้

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน