เพื่อไทยตั้งเป้าโค่น‘ตู่’
ลั่นซักฟอกรอบสุดท้าย

เพื่อไทยโวศึกซักฟอกรอบนี้ตั้งเป้าโค่น‘บิ๊กตู่’ เย้ยสภาพรัฐบาลเหมือนเรือแป๊ะรั่วทั้งลำ ไม่มีปาฏิหาริย์ให้ได้ไปต่อแน่ ปชป.โต้ข่าว ‘อนุทิน-สาธิต’ แตกคอกัน โฆษกกองทัพเรือยันจำเป็นต้องซื้อเรือดำน้ำลำที่ 2-3 เพื่อนำมาหมุนเวียน พร้อมชี้แจงกมธ.งบผ่านออนไลน์ 19 ก.ค.นี้ ก้าวไกลแฉกรมราชทัณฑ์ชงซื้อโล่กันกระสุน-ครุภัณฑ์ เพียบ อ้างใช้ดูแลนักโทษ ส่วนศาลรธน.ขอซื้อทั้งแจมเมอร์ ใช้ตัดสัญญาณมือถือ-อุปกรณ์ในห้องพิจารณาคดีราคาสูงลิ่ว

‘จุรินทร์’โต้ข่าวแตกคอภูมิใจไทย

เมื่อวันที่ 17 ก.ค. นายจุรินทร์ ลักษณ วิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พาณิชย์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์(ปชป.) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรมว.สาธารณสุข หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย(ภท.) ไม่พอใจนายสาธิต ปิตุเตชะ รมช.สาธารณสุข รองหัวหน้าพรรคประชา ธิปัตย์ ในการให้ข้อมูลจัดส่งวัคซีน ที่ระบุว่าสัญญาสั่งซื้อวัคซีนแอสตร้าเซนเนก้า 61 ล้านโดส ไม่ได้ระบุว่าต้องส่งมอบเมื่อไร คาดว่าจะล่าช้าส่งครบทั้งหมดถึง พ.ค.2565 ว่า ตนได้ติดตามจากข่าว และได้สอบถามนายสาธิต ท่านยืนยันว่าไม่ได้มีปัญหาอะไรเลย และไม่ได้มีความขัดแย้งอะไรกับนายอนุทิน ยังทำงานไปด้วยกันด้วยดี เรื่องนี้จึงไม่เป็นปัญหาอะไรทั้งสิ้น

องครักษ์ตู่ฉะฝ่ายค้านจ่อซักฟอก

นายเสกสกล อัตถาวงศ์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ตอบโต้นายพิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ รองหัวหน้าพรรคก้าวไกล ที่ระบุชื่อผู้ถูกอภิปรายคือพล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม และนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรมว.สาธารณสุข แก้ปัญหาโควิดล้มเหลวว่า ในสถานการณ์การระบาดเชื้อโควิด-19 ขณะนี้มีผู้ติดเชื้อและเสียชีวิตเพิ่มขึ้น นายกฯ รัฐบาล บุคลากรทางการแพทย์ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องรวมถึงประชาชนช่วยกันแก้ไขปัญหาเพื่อให้สถานการณ์คลี่คลาย แต่พรรคร่วมฝ่ายค้านกลับใช้โอกาสนี้เอาประเด็น โควิดมาอภิปรายไม่ไว้วางใจเพื่อผลประโยชน์ทางการเมืองของตัวเอง โดยไม่คิดถึงคนทำงานและประชาชน จึงขอให้คิดถึงคนที่ต้องใช้เวลาทุกชั่วโมง ทุกวินาที ไปแก้ไขปัญหาให้กับประชาชน

อีกทั้งในขณะนี้ที่รัฐสภายังมีผู้ที่ติดเชื้อ โควิด-19 และกำลังเร่งตรวจหาผู้ติดเชื้อเชิงรุกอยู่ พรรคฝ่ายค้านยังจะขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจให้ได้ แม้การยื่นญัตติอภิปรายจะสามารถทำได้ แต่ถามว่ามีความเหมาะสมหรือ และที่ผ่านมาพรรคก้าวไกลก็ได้เห็นแล้วว่ามี ส.ส.ของพรรคก้าวไกลติดเชื้อโควิด-19 อยู่ หากเกิดการติดเชื้อเพิ่มกลายเป็นคลัสเตอร์ ฝ่ายค้านจะรับผิดชอบในเรื่องนี้หรือไม่ ขอให้คิดถึงข้อนี้ อย่าคิดแต่หวังทำลายกันทางการเมือง

วอนมีจิตสำนึกช่วยประชาชน

นายเสกสกลกล่าวว่า พรรคฝ่ายค้านควรมีจิตสำนึกมากกว่านี้ ในการที่จะช่วยเหลือประเทศชาติและประชาชนมากกว่าที่จะเอาแต่ผลประโยชน์ทางการเมืองของตัวเองหรืออยากที่จะเข้ามามีอำนาจมากเกินไป ยืนยันว่านายกฯ และนายอนุทิน หรือรัฐมนตรีทุกคนไม่ได้กลัวการถูกซักฟอก หรือคิดจะหนี แต่ขณะนี้ไม่ใช่เวลาของการที่จะอภิปรายไม่ไว้วางใจ และหากพรรคฝ่ายค้านจะเสนอแนวคิดเพื่อช่วยกันแก้ไขปัญหาก็สามารถเสนอมาได้ทุกเวลา นายกฯ พร้อมรับฟังจากทุกภาคส่วนอยู่แล้ว

“ผมไม่เข้าใจจิตสำนึกของฝ่ายค้านเมืองไทย ทำไมไม่มีสมองที่จะคิดร่วมมือร่วมแรงร่วมใจกับรัฐบาลในการแก้ปัญหาวิกฤตของประเทศชาติประชาชน คิดเป็นแต่เล่นเกมการเมือง มุ่งหวังแต่ทำลายล้างทางการเมือง ประชาชนจะเดือดร้อนอย่างไรช่าง ขอเพียงได้ล้มรัฐบาลเพื่อให้พวกตัวเองมีอำนาจรัฐคือสิ่งที่ต้องการหรือ”นายเสกสกลกล่าว

นายพิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคก้าวไกล ให้สัมภาษณ์ว่า ขณะนี้ยังเร็วไปที่จะไปเปิดรายชื่อรัฐมนตรีที่จะถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจ แต่การอภิปรายรอบนี้จะมาเร็วกว่า 2 ปีที่ผ่านมาเพราะความบกพร่องและล้มเหลวการบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาลชัดเจนมาก แต่ขออุบไว้ก่อนว่าจะมีรัฐมนตรีกี่คนที่จะถูกอภิปราย

พท.ลั่นตั้งเป้าเปลี่ยนนายกฯ

ด้านนายสุทิน คลังแสง ส.ส.มหาสารคาม พรรคเพื่อไทย (พท.) และประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน (วิปฝ่ายค้าน) กล่าวว่า พรรคร่วมฝ่ายค้านเตรียมยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลแบบลงมติ ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 151 ในช่วงเดือน ส.ค. ซึ่งเป็นมาตรการตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลตามกลไกของสภา ที่เข้มข้นที่สุด โดยหลังจากการอภิปรายจะต้องให้ ส.ส.ลงมติว่าจะไว้วางใจให้รัฐบาลบริหารงานต่อไปหรือไม่ หากเสียงลงมติไม่ไว้วางใจมีมากกว่า พล.อ.ประยุทธ์ก็ต้องพ้นจากตำแหน่ง นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงตัวนายกฯ โดยใช้กลไกสภา

พรรคเพื่อไทยได้หารือเรื่องนี้มาแล้วระยะหนึ่ง จนได้ข้อสรุปว่าจะต้องอภิปรายเพื่อทำให้สังคมได้ตระหนักรู้ และเห็นว่ารัฐบาลไร้ประสิทธิภาพชุดนี้ ทำงานไม่ได้เรื่อง ล้มเหลว ผิดพลาดซ้ำแล้วซ้ำอีก ถ้าปล่อยให้รัฐบาลนี้อยู่ต่อไป ประชาชนก็ต้องลำบากมากขึ้น สถาน การณ์ก็มีแต่จะหนักมากขึ้น ทางรอดน่าจะมีเพียงทางเดียว คือหาคนใหม่เข้ามาบริหารประเทศ เพื่อให้ประชาชนมีความหวังอยู่บ้าง เรายึดมั่นหลักการประชาธิปไตย ทำงานการเมืองมาแล้วทั้งในสภาและนอกสภาที่เป็นการลงพื้นที่ช่วยเหลือประชาชน สถาน การณ์ขณะนี้ถือว่าหนักมาก พรรคต้องหาหนทางแก้ไขปัญหาให้พี่น้องประชาชน โดยเฉพาะการใช้กลไกลของสภา ที่เป็นหนทางการเปลี่ยนแปลงที่ปลอดภัยกับประเทศมากที่สุด

พร้อมเสียบแทน-จับตาพรรครบ.ชิ่ง

นายสุทินกล่าวว่า การอภิปรายไม่ไว้วางใจครั้งนี้ พรรคมีเป้าหมายทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงโดยเฉพาะตัวนายกฯ และรัฐบาล เพราะประเทศจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องมีผู้นำที่มีศักยภาพ มีความสามารถมาแก้ไขปัญหา เราไม่เกี่ยงว่าจะเป็นใคร ขอให้เป็นผู้มีความรู้ความสามารถจริงๆ มีที่มาตามครรลองกติกาประชาธิปไตยและรัฐธรรมนูญ ประชาชนก็จะยอมรับ แต่หากเกิดการเปลี่ยนแปลงแล้วพรรคเพื่อไทยได้เข้ามาทำหน้าที่ เราก็พร้อม เพราะเชื่อว่าเราทำได้ดีกว่ารัฐบาลชุดนี้แน่นอน

เราไม่ห่วงว่าเสียงของฝ่ายค้านในสภาจะยังน้อยกว่าเสียงของฝ่ายรัฐบาล แม้การนับมือในสภาอาจล้มรัฐบาลไม่ได้ แต่การเปิดเผยข้อมูลความไม่ดีไม่งามของรัฐบาล ที่ซุกไว้ให้ประชาชนและสังคมได้เห็น จะทำให้ประชาชนตระหนัก แม้ยกมือในสภาจะแพ้ แต่นอกสภาจะชนะใจประชาชน ในที่สุดรัฐบาลก็จะไปไม่รอด การอภิปรายไม่ไว้วางใจครั้งนี้เชื่อว่าจะเกิดการเปลี่ยนแปลงแน่นอน เพียงแต่จะเปลี่ยนแปลงแบบไหน อย่างน้อยที่สุดก็ต้องเปลี่ยนนายกฯ โดยใช้กลไกสภา

“วันนี้ประเทศเจอปัญหาหนักมากแล้ว ประชาชนประจักษ์แล้วว่ารัฐบาลแก้ไขปัญหาไม่ได้ ภัยอันตรายกำลังรออยู่ข้างหน้า ความตายอันเกิดจากเชื้อโรคและความอดอยากเกิดขึ้นอย่างมาก สังคมเรียกร้องทั่วไปให้ พล.อ. ประยุทธ์ออกไป ไม่แน่อาจเกิดกรณีพรรคร่วมรัฐบาลประกาศถอนตัวจากการร่วมรัฐบาลตั้งแต่ก่อนการอภิปรายไม่ไว้วางใจจะเริ่มขึ้น หรือพรรคร่วมรัฐบาลบางพรรคยกมือโหวตสวนรัฐบาล เพราะอาจหาจังหวะตีจากการร่วมรัฐบาลอยู่แล้ว” นายสุทินกล่าว

เย้ยสภาพเหมือนเรือแป๊ะรั่วทั้งลำ

ด้านนายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า หากพล.อ.ประยุทธ์อยู่ถึง น่าจะเป็นการอภิปรายไม่ไว้วางใจรอบสุดท้าย เพราะตลอด 7 ปี ของพล.อ.ประยุทธ์ ได้ทำทุกอย่างที่อยากทำครบหมดแล้ว ใช้ทุกองคาพยพอย่างเต็มที่ แต่ผลงานห่วย เดินหน้าต่อไปลำบาก สถานการณ์ประเทศสลดหดหู่มากขึ้นทุกวัน ระบบสาธารณสุขที่เคยเข้มแข็งวันนี้กลับอ่อนแอ ถูกตั้งคำถามว่าขยับเข้าใกล้ความล่มสลายหรือไม่

ก่อนถึงการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลของพรรคร่วมฝ่ายค้าน กลุ่มพลังมวลชนจะหลอมรวมกับบุคคลที่ได้รับความเดือดร้อนจากสถานการณ์โควิด เคลื่อนไหวกดดันนอกสภาอย่างหนัก ขณะที่พล.อ.ประยุทธ์ไม่เหลือภูมิคุ้มกันอะไรแล้ว สภาพเหมือนเรือแป๊ะรั่วทั้งลำ พร้อมอับปางได้ตลอดเวลา

ถ้าพล.อ.ประยุทธ์อยู่ถึงวันอภิปราย คาดว่าอาจจะเป็นการอภิปรายไม่ไว้วางใจครั้งสุดท้ายของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ ไม่มีปาฏิหาริย์ใดที่จะทำให้รัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ไปต่อได้ท่ามกลางเสียงก่นด่าของคนทั้งประเทศ พรรคร่วมรัฐบาลจะทนฟังเสียงร้องไห้ของประชาชนได้อีกนานแค่ไหน ไม่มีเหตุผลที่จะยอมถูก กล่าวหาว่าร่วมก่อกรรมทำเข็ญกับประชาชน

‘ชวน’ร่วมสังเกตตรวจโควิดกมธ.

วันเดียวกัน ที่บริเวณด้านหน้าอาคารรัฐสภา นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา และประธานสภาผู้แทนราษฎร พร้อมด้วย นพ.สุกิจ อัถโถปกรณ์ ที่ปรึกษาประธานสภา นายสาธิต ประเสริฐศักดิ์ รองเลขาธิการสภา และคณะผู้บริหารสำนักงานฯ เข้าสังเกตการณ์การตรวจหาโควิด-19 ด้วยชุดตรวจโควิด-19 แอนติเจน เทสต์ คิต หรือแรพิด แอนติเจน เทสต์ ของคณะกรรมาธิการ(กมธ.) พิจารณาร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบ ประมาณ พ.ศ.2565 คณะอนุกมธ. และผู้ที่เกี่ยวข้อง หลังพบเจ้าหน้าที่สำนักงบประมาณที่เข้ามาชี้แจงต่อคณะอนุกมธ.งบ 3 คณะในวันที่ 8, 10 และ 13 ก.ค. ติดโควิด-19

ทั้งนี้ เพื่อให้การปฏิบัติหน้าที่ของกมธ.งบประมาณ ดำเนินการต่อไปได้อย่างต่อเนื่องด้วยความปลอดภัยตามมาตรการสาธารณสุขอย่างเคร่งครัด เนื่องจากการประชุมพิจารณางบประมาณมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะเป็นงบประมาณแผ่นดินที่จะเป็นกลไกในการขับเคลื่อนและแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและสังคม รวมทั้งวิกฤตโรคระบาดของประเทศที่เกิดขึ้นอยู่ในขณะนี้ โดยรัฐธรรมนูญกำหนดไว้ให้ต้องพิจารณาแล้วเสร็จภายใน 105 วัน สภา ผู้แทนราษฎรในฐานะสถาบันนิติบัญญัติเป็นตัวแทนของพี่น้องประชาชนจึงต้องเดินหน้าปฏิบัติหน้าที่เพื่อแก้ไขปัญหาให้กับประชาชน

ทร.เตรียมแจงซื้อเรือดำน้ำ

พล.ร.อ.เชษฐา ใจเปี่ยม โฆษกกองทัพเรือ(ทร.) เปิดเผยถึงกรณีที่กมธ.งบประมาณ ในสัดส่วนพรรคฝ่ายค้าน ไม่เห็นด้วยกับการตั้งงบจัดซื้อเรือดำน้ำลำที่ 2-3 ท่ามกลางสถานการณ์โควิด-19 ว่า กองทัพเรือทำตามหน้าที่ ที่ต้องเสนอในการจัดทำงบประมาณทุกปี เป็นขั้นตอนตามปกติ เช่นเดียวกับกระทรวง ทบวง กรม ในการดำรงภารกิจของตัวเอง ส่วนจะผ่านหรือไม่ผ่านขึ้นอยู่กับการพิจารณาของกมธ.และรัฐสภา ไม่ได้มีอะไรซ่อนเร้น โดยเมื่อ 2 ปีที่ผ่านมา รัฐบาลได้ขอตัดงบ นำไปใช้ในการแก้ไขปัญหาเยียวยาประชาชนในช่วงสถานการณ์แพร่ระบาดของโควิด-19

ผู้สื่อข่าวถามว่า การเสนอจัดซื้ออาวุธช่วงนี้ถูกโจมตีว่าไม่เหมาะสมในช่วงสถานการณ์โควิด พล.ร.อ.เชษฐา กล่าวว่า เป็นหน้าที่ที่เราต้องเสนอขึ้นไป ไม่ว่าเสนอปีไหนก็โดน และไม่ใช่เพิ่งโดน ก็โดนมาตลอด จะเลือกจากประเทศใด เยอรมัน สวีเดน จีน ก็โดนโจมตี ฝ่ายค้านก็ทำหน้าที่ของเขา กองทัพเรือก็ทำหน้าที่ของเรา หากเห็นว่ายังไม่ถึงเวลาก็ไม่เป็นไร เมื่อกองทัพมีแผนพัฒนาเพื่อดำรงความพร้อมตามหน้าที่ เราก็ต้องทำ เมื่อเว้นไปก็จะมีผลกระทบ เนื่องจากโครงการเป็นลักษณะของแพ็กเกจ เมื่อจัดหาลำหนึ่งมาแล้ว จำเป็นต้องมีลำที่ 2-3 เพื่อนำมาหมุนเวียน ช่วงซ่อมบำรุง ซึ่งมีปัจจัยหลายอย่างเข้ามาประกอบ

ยันผ่านระบบออนไลน์

พล.ร.อ.เชษฐากล่าวว่า ในการตั้งงบประมาณปี 2565 ได้มีการเจรจากับจีนขอลดวงเงินในปีแรกลง 1 ใน 3 ตามคำแนะนำของฝ่ายค้านเพื่อให้เกิดความต่อเนื่อง ซึ่งเราจะเตรียมข้อมูล เหตุผล จำเป็น ชี้แจงในกมธ. ส่วนรายละเอียดเรื่องตัวเลข ทางกองประชาสัมพันธ์กองทัพเรือจะนำมาเผยแพร่ต่อไป

สำหรับการชี้แจงต่อกมธ.นั้น จะใช้ระบบออนไลน์ โดยผู้บัญชาการเหล่าทัพ เสนาธิการเหล่าทัพ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด เสนาธิการทหาร ปลัดกระทรวงกลาโหม ผู้อำนวยการสำนักนโยบายและแผนกระทรวงกลาโหม ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณกลาโหม ปลัดบัญชีทุกเหล่าทัพ จะอยู่ ณ ที่ตั้งหน่วยของตัวเองแล้วชี้แจงไปยังห้องประชุมกมธ.

นายชาดา ไชยเศรษฐ์ ส.ส.อุทัยธานี พรรคภูมิใจไทย (ภท.) ในฐานะกมธ.งบประมาณ กล่าวว่า การพิจารณางบของกระทรวงกลาโหม (กห.) ในส่วนของกองทัพจะเข้าสู่การพิจารณาในกมธ.วันที่ 19 ก.ค. เป็นการรับทราบภาพรวมของกมธ.คณะใหญ่ก่อน ซึ่งครั้งแรกจะไม่มีการตัดลดงบใดๆ ต้องผ่านการพิจารณาของอนุกมธ.ก่อน หากอนุกมธ.ว่าอย่างไรก็ต้องมารายงานและพิจารณากันอีกครั้งในชั้นกมธ.คณะใหญ่ว่าเห็นด้วยกับ อนุกมธ.จะตัดหรือไม่ตัด

ก้าวไกลขวาง-จี้มาที่สภาเอง

นายพิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ในฐานะอนุกมธ.ครุภัณฑ์ ไอซีที รัฐวิสาหกิจ และทุนหมุนเวียนในกมธ.งบประมาณ กล่าวว่า ไม่เห็นด้วยที่ประเทศ ไทย หรือกองทัพเรือต้องมีเรือดำน้ำ เพราะการรักษาผลประโยชน์ทางทะเลทำได้หลายวิธี ยืนยันว่าสามารถชะลอการซื้อลำที่ 2-3 ออกไปได้แน่นอน เพราะความเสี่ยงภัย และภัยคุกคามของประเทศขณะนี้ ไม่มีความเร่งด่วนที่ต้องมีเรือดำน้ำ ความเสี่ยงภัยขณะนี้ คือ ด้านสาธารณสุข และด้านเศรษฐกิจ ที่เกี่ยวข้องกับชีวิตของประชาชนมากกว่า ฉะนั้นงบที่จะผูกพันไปอีก 6-7 ปีข้างหน้า จากการซื้อเรือดำน้ำ 2.2 หมื่นล้านบาท ที่ต้องทยอยจ่าย จึงยังไม่ควรต้องเริ่มการผูกมัดในปีงบประมาณนี้

ส่วนกรณีที่กมธ.งบประมาณ นำประเด็นการป้องกันการแพร่ระบาดโควิด-19 มาใช้เป็นข้ออ้าง ให้หน่วยงานของกองทัพสามารถชี้แจงผ่านระบบการประชุมออนไลน์ ซึ่งตามข้อบังคับสามารถทำได้ แต่ตนคิดว่าผู้บัญชาการแต่ละเหล่าทัพจำเป็นต้องเข้ามาชี้แจงด้วยตัวเองที่สภา เพราะสังคมจดจ้องและสนใจ ส่วนหน่วยงานอื่นที่อยู่ต่างจังหวัด หรือเดินทางลำบาก เราก็รับฟังได้

แฉ‘ราชทัณฑ์’ชงซื้อครุภัณฑ์อื้อ

นายจิรัฏฐ์ ทองสุวรรณ์ ส.ส.ฉะเชิงเทรา พรรคก้าวไกล ในฐานะที่ปรึกษาอนุกมธ. ครุภัณฑ์และไอซีที รัฐวิสาหกิจ และทุนหมุนเวียนในกมธ.งบประมาณ ให้สัมภาษณ์ถึงการพิจารณางบของกระทรวงยุติธรรม ในส่วนของกรมราชทัณฑ์ ว่า มีการของบซื้อหลายส่วนที่ควรถูกตั้งคำถามว่าเหมาะสมกับช่วงเวลาที่มีการเเพร่ระบาด โควิด-19 หรือไม่ เช่น ขอซื้อชุดเครื่องแบบปราบจลาจล (กันสะเก็ด) ชุดละ 18,500 บาท รวม 3.2 ล้านบาท โล่ปราบจลาจล อันละ 13,500 บาท รวม 3.6 ล้านบาท หมวกปราบจลาจล ใบละ 13,000 บาท รวม 2.4 ล้านบาท กระบองปราบจลาจล (ยังไม่ได้ชี้แจงสเป๊ก) อันละ 7,200 บาท รวม 2.53 ล้านบาท กระบองดิ้ว (ยืดหดได้) อันละ 6,500 บาท รวม 2.6 ล้าน เสื้อพันธนาการ 83 ตัว ตัวละ 8,000 บาท รวม 6 แสนบาท โดยเหตุผล เพื่อใช้ระงับเหตุปราบจลาจลและการแหกคุก ที่น่าสนใจคือโล่กันกระสุน ขอมา 2 อัน อันละ 3.5 แสนบาท รวมกว่า 7 แสนบาท

ปัญหาที่กรมราชทัณฑ์กำลังประสบคือมีนักโทษมากเกินไป แออัด สาธารณูปโภคไม่เพียงพอ ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตผู้ต้องขัง แต่ดูเหมือนงบส่วนใหญ่ในส่วนของครุภัณฑ์นั้น ซื้อเพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้คุมมากกว่าจะซื้อไปดูแลนักโทษ เช่น ตู้กดน้ำร้อน-น้ำเย็น เครื่องดูดฝุ่น เครื่องระบายอากาศ เครื่องฟอกอากาศ เครื่องตัดหญ้า เครื่องตัดแต่งพุ่มไม้ ในขณะที่กรมราชทัณฑ์มีรายได้จากการที่ ให้นักโทษรับงานต่างๆ มาทำในเรือนจำประมาณ 2,500 ล้านบาทต่อปี ที่ไม่ต้องส่งให้คลังเพื่อเป็นรายได้แผ่นดิน อธิบดีกรมราชทัณฑ์ที่เข้ามาชี้แจงถึงดังกล่าวบอก ว่าต้องนำไปซื้อวัสดุ อุปกรณ์เครื่องมือมาหมุนเวียนเพื่อทำงานต่อ เหลือกำไรเพียงปีละประมาณ 500 ล้านบาท โดยเก็บไว้บริหารจัดการในกรมเองตามกฎหมาย

ศาลรธน.ขอแจมเมอร์-จออัจฉริยะ

นอกจากนี้ ยังมีงบในส่วนของศาลรัฐธรรมนูญที่ขอซื้อเครื่องแจมเมอร์ หรือเครื่องรบกวนสัญญาณมือถือเครื่องใหม่ทดแทนเครื่องเดิมที่ไม่รองรับสัญญาณ 5G เครื่องละ 4 ล้านบาท จำนวน 2 เครื่อง และไม่มีรายละเอียดสเป๊กอะไรเลย ทางเลขาธิการศาลรัฐธรรมนูญผู้ชี้แจงอ้างว่าจำเป็นต้องใช้ในห้องพิจารณาคดี ห้องอ่านคำพิพากษา ซึ่งเป็นเรื่องความปลอดภัย เพราะกลัวจะมีการส่งข้อมูลภายในออกไปข้างนอก รวมถึงรักษาความปลอดภัยให้ตุลาการทั้ง 9 ท่านจาก การลอบวางระเบิด จึงต้องใช้เครื่องตัดสัญญาณ

ตนสอบถามกลับไปว่า ระเบิดที่ไม่ได้ใช้สัญญาณโทรศัพท์ก็มี รวมถึงยังมีสัญญาณวิทยุอื่นๆ ตั้งมากมายที่ไม่ไช่ 3G 4G 5G แบบ ที่กสทช.รับรอง แล้วถ้าจะกันคนนำข้อมูลออกไปข้างนอกก็ถ่ายทอดสดการพิจารณาคดีอยู่แล้วไม่ใช่หรือ หากผู้ไม่ประสงค์ดีจะนำข้อมูลออกไปภายนอกด้วยวิธีคลาสสิค อย่างเช่น การบันทึกลงเมมโมรี่การ์ด เครื่องรบกวนสัญญาณ 8 ล้านจะสกัดอย่างไร ทางเลขาธิการสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญก็ไม่ได้ตอบอะไร นอกจากให้เหตุผลเรื่องความปลอดภัย ตนถามไปว่าถ้าไปลงทุนตั้งแต่การตรวจทางเข้าศาลดีหรือไม่ มีเครื่องตรวจหรือเครื่องสแกนต่างๆ และราคาถูกกว่านี้หลายเท่า เขาก็บอกว่ามันไม่ครอบคลุม ไม่ได้สร้างความมั่นใจให้กับตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ

“ศาลรัฐธรรมนูญ ยังจะขอซื้ออุปกรณ์ต่างๆ เพื่อนำไปปรับปรุงห้องพิจารณาคดีด้วย เช่น จอภาพอัจฉริยะอินเตอร์แอ๊กทีฟไวต์บอร์ด ขนาด 98 นิ้ว เครื่องละ 1.2 ล้านบาท เพื่อปรับปรุงพัฒนาระบบห้องประชุมและวินิจฉัย จอแสดงผลสำหรับติดตั้งโต๊ะประชุมขนาด 18 นิ้ว ความละเอียดแค่ 1,366 x 768 จำนวน 9 จอ ราคาสูงถึงจอละ 78,000 บาท การตั้งงบแบบนี้เป็นประโยชน์กับประชาชนในสถานการณ์โรค ระบาดจริงๆ หรือไม่” นายจิรัฏฐ์กล่าว

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน