ฮือต้านคุมสื่อ-จี้ยกเลิก
ปชป.ให้ทบทวนคำสั่ง
กสม.ชี้กระทบเสรีภาพ
ผบ.ทบ.ส่งทหารพระธรรมนูญแจ้งจับคนกุข่าวรัฐประหาร ทำลายชื่อเสียง กองทัพรัฐบาล ตร.เผยรู้ตัวคนโพสต์แล้ว รอศาลอนุมัติหมาย ก้าวไกลข้องใจข่าวลือไม่ถูกแชร์แพร่หลาย แต่มารู้ข่าวหลังแจ้งความ ซัด เป้าหมายออกข้อกำหนดตามมาตรา 9 พ.ร.ก. ฉุกเฉิน หวังปิดปากสื่อ-ประชาชน เพื่อไทยแถลงการณ์จี้ยกเลิก เชื่อการเมืองแอบแฝง ปชป.เตือนระวังบูมเมอแรง 6 องค์กรสื่อร้องกรรมการสิทธิฯ สอบปมรัฐคุกคาม กสม. ชี้จำกัดสิทธิเสรีภาพไม่ใช่ทางแก้วิกฤต อาจารย์นิติฯ ลงชื่อเพิ่มในแถลงการณ์จี้ยกเลิกข้อกำหนด รวมเป็น 72 คน
กลาโหมโต้รัฐประหาร
วันที่ 31 ก.ค. พล.ท.คงชีพ ตันตระวาณิชย์ โฆษกกระทรวงกลาโหม กล่าวกรณีมีกลุ่มคนปล่อยข่าวลงโซเชี่ยลอ้างทหารได้รัฐประหาร ว่า เรื่องดังกล่าวมันไม่ใช่ง่ายที่จะทำ และเป็นการซ้ำเติมประเทศชาติ ในภาวะวิกฤตชาติเวลานี้เราควรร่วมมือร่วมใจกัน ทุกกลุ่มทุกฝ่าย เพราะช่วงเวลานี้ถือว่าเป็นภาวะสงครามโรคติดต่อ ซึ่งมันสามารถระบาดได้กับทุกคน
“ขอร้องให้หยุดเถอะ ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มใดก็ตาม ขอให้หยุดการกระทำเช่นนี้ การสร้างข่าวปลอมหรือการสร้างข่าวลือในปัจจุบันนี้ ก่อให้เกิดความหวาดกลัวตื่นตระหนกตกใจ ยิ่งเป็นการซ้ำเติมประเทศชาติ ให้หมดความหน้าเชื่อถือ เป็นการสร้างความหวาดระแวง ซึ่งกันและกัน มันไม่เป็นผลดีกับประเทศชาติ ในยามสถานการณ์ยากลำบากเช่นนี้เราต้องการความร่วมมือเป็นหนึ่งเดียวที่สูงสุดให้ผ่านพ่นวิกฤตนี้ไปด้วยกันทั้งประเทศ” พล.ท.คงชีพกล่าว
บิ๊กบี้แจ้งจับคนปล่อย-คนแชร์
รายงานข่าวจากกองทัพระบุว่า จากกรณี มีการปล่อยข่าวเผยแพร่ลงในโซเชี่ยลอ้างผบ.ทบ.ได้ทําการรัฐประหาร และนํากําลังทหารเข้าควบคุมบุคคลสําคัญแล้ว ซึ่งข่าว ดังกล่าวเป็นข่าวเท็จ สร้างเรื่องหวังให้เกิด ความวุ่นวายในสังคม เป็นการทำผิดกฎหมาย ทําลายชื่อเสียงของกองทัพและรัฐบาล ทาง พล.อ.ณรงค์พันธ์ จิตต์แก้วแท้ ผบ.ทบ. ได้มอบให้ พล.ต.บุรินทร์ ทองประไพ ผู้อํานวยการสํานักงานพระธรรมนูญทหารบก (ผอ.สธน.ทบ.) เข้าแจ้งความดำเนินคดีกับผู้ที่เกี่ยวข้องกับการเผยแพร่ข่าวอันเป็นเท็จ
ทั้งนี้โดยเมื่อ 30 ก.ค. พล.ต.บุรินทร์ได้เดินทางเข้าแจ้งความร้องทุกข์ กล่าวโทษกับทางพนักงานสอบสวน กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บช.สอท.) โดยระบุว่าเมื่อเวลา 15.00 น. วันที่ 30 ก.ค.ที่ผ่านมา ทบ.ได้ตรวจสอบพบว่ามีผู้ใช้บัญชีเฟซบุ๊กระบุชื่อ Nathapong Akkara นำเข้าสู่ระบบซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความ เสียหายต่อการรักษาความมั่นคงปลอดภัยของประเทศ ความปลอดภัยสาธารณะ ความมั่นคงในทางเศรษฐกิจของประเทศ หรือโครงสร้างพื้นฐานอันเป็นประโยชน์สาธารณะของประเทศ หรือก่อให้เกิดความตื่นตระหนกแก่ประชาชน ตามพ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 มาตรา 14 (2) และความผิดอื่นที่เกี่ยวข้องกับเจ้าของเพจเฟซบุ๊ก ระบุชื่อ Nathapong Akkara และหรือผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในการกระทำผิด อาทิ การแชร์ข้อมูลอันเป็นเท็จ เพื่อให้ได้รับโทษตามกฎหมายต่อไป
ตร.รู้ตัวแล้ว-ขอหมายค้น
ที่บช.น. พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ รองโฆษกตร. เผยว่าเมื่อวันที่ 30 ก.ค. นายทหารพระธรรมนูญเข้าแจ้งความกับ บช.สอท. และตำรวจได้พิสูจน์ทราบผู้โพสต์ข้อความ ดังกล่าว จนทราบตัวแล้ว อยู่ระหว่างขอ ออกหมายค้นบ้านของผู้โพสต์
“อย่างไรก็ตาม ยังไม่สามารถยืนยันได้ว่าผู้โพสต์รายดังกล่าวเป็นกลุ่มคู่ขัดแย้งกับรัฐบาลหรือไม่ ต้องรอรวบรวมพยานหลักฐานและสอบสวนในรายละเอียดก่อน ข่าวดังกล่าวถือเป็นข่าวปลอมที่ทำให้ประชาชนเกิดความตื่นตระหนกและโกลาหล จนทำให้ประชาชนบางส่วนมีการกักตุนอาหารเกิดขึ้น จึงฝากไปยังประชาชนอย่าหลงเชื่อข่าวปลอม เนื่องจากปัจจุบันมีผู้ไม่หวังดีสร้างข่าวปลอมออกมาเป็นจำนวนมาก เพื่อทำให้เกิดความวุ่นวาย” รองโฆษกตร. กล่าว
ก้าวไกลชี้เชือดไก่ให้ลิงดู
นายรังสิมันต์ โรม รองเลขาธิการพรรคก้าวไกล กล่าวถึงการดำเนินคดีกับผู้เผยแพร่ข่าวลือรัฐประหาร ซึ่งเกิดขึ้นไม่นานหลังประกาศใช้ข้อกำหนดจับกุมเฟกนิวส์ ว่า ถือเป็นการเชือดไก่ให้ลิงดูหรือไม่ เพื่อให้เห็นถึงความสำคัญของกฎหมายข้อนี้ เราไม่รู้ว่าการปล่อยข่าวลือนี้มีที่มาที่ไปอย่างไร และข่าวลือนี้ก็ไม่ได้เกิดการแชร์ต่ออย่างแพร่หลาย เพราะเราทราบข่าวเมื่อ ผบ.ทบ.แจ้งดำเนินคดีไปแล้ว ประเด็นใหญ่ที่ควรจะให้ความสนใจคือ ที่ออกมาบอกว่าการล้มตายของประชาชนบนถนน เป็นการจัดฉากโดยพรรคการเมืองหนึ่ง จึงเกิดคำถามว่าเรื่องไหนควรจะจัดการมากกว่ากัน ถ้าจัดการคนปล่อยข่าวรัฐประหารได้ ก็ต้องจัดการคนที่ตั้งคำถามการจัดฉากตายยิ่งกว่า
อยากจะถามหาสามัญสำนึกว่า ทุกวันนี้ประชาชนมีความกลัวมากพออยู่แล้ว ยังไปทำให้เกิดความกลัวในเรื่องอื่นอีก วิธีการต่อสู้กับเฟกนิวส์ที่ดีที่สุดคือ การสู้ด้วยความจริง รัฐบาลก็มีทรัพยากรมากเพียงพอที่จะเชื่อมต่อกับประชาชนเพื่อให้ได้รับรู้ข้อมูลต่างๆ การออกข้อกำหนดเพื่อปกป้องตัวเองจากความจริงที่ประชาชนกำลังรับรู้ว่ารัฐบาล ล้มเหลวในการจัดการโควิด-19 ทุกด้านหรือไม่
ให้อำนาจ‘กสทช.’ขัดรธน.
นายรังสิมันต์ยังกล่าวถึงการออกข้อกำหนดตามมาตรา 9 พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ให้อำนาจ กสทช.ตรวจสอบ สั่งระงับการให้บริการอินเตอร์เน็ตว่า การห้ามต่างๆ ต้องได้รับการพิจารณาและตรวจสอบโดยศาล ปัญหาของกรณีนี้คืออำนาจการตรวจสอบนี้ถูกย้ายไปที่ กสทช. คำถามคือระหว่าง กสทช. และศาล หน่วยงานใดจะมีความเชื่อมั่นในการตรวจสอบมากกว่ากัน ที่เรายอมรับตามหลักสากลคือศาลมีความน่าเชื่อถือมากกว่า ผู้ออกข้อกำหนด ฉบับที่ 29 ได้เล็งเห็นว่า กสทช.จะตอบสนองความต้องการได้ดี ซึ่งขัดรัฐธรรมนูญแน่นอน
ส่วนที่นายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ อ้างรัฐธรรมนูญไม่คุ้มครองหากข้อมูลนั้นกระทบต่อความมั่นคงของรัฐ ความสงบเรียบร้อยของประชาชน และสิทธิเสรีภาพของผู้อื่นนั้น ประเด็นแรกคือ การใช้กฎหมายไม่ใช่มีแค่นายวิษณุ แต่มีองคาพยพจำนวนมากที่มีเจตนาอย่างเดียวกัน ประเด็นที่สอง เนื้อหาสาระของข้อกำหนด ไม่ได้ใช้ถ้อยคำที่รัดกุมและเจาะจงที่เฟกนิวส์อย่างเดียว กว่าจะพิสูจน์ว่าข้อมูลใดเป็นเฟกนิวส์หรือความจริงก็อาจมีคนต้องรับโทษ และถูกทำลายเสรีภาพไปก่อนหน้าแล้ว รวมถึงขั้นตอนการพิสูจน์ก็มาจากการตีความของรัฐ คิดว่า กสทช.จะทำหน้าที่เซ็นเซอร์เป็นหลัก ให้เสรีภาพเป็นรอง
ตรวจสอบกลับ‘ดีอีเอส’
นายณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ ส.ส.ก้าวไกล ประธานกมธ.การพัฒนาการเมืองฯ สภาผู้แทนราษฎร กล่าวถึงข้อกำหนดฉบับที่ 29 ออกตามความมาตรา 9 พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ว่ารัฐบาลมุ่งหมายปิดปากสื่อมวลชน ประชาชน และพรรค การเมืองที่วิพากษ์วิจารณ์ความล้มเหลวและความโง่เขลาเบาปัญญาในการแก้ไขโควิด เป็นการใช้กฎหมายปกปิดความล้มเหลวในการบริหารราชการแผ่นดินของตัวเอง
ข้อกำหนดดังกล่าวยังขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญที่รับรองสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น เพียงแค่ผู้มีอำนาจตีความว่ามีลักษณะเป็นข้อความอันอาจทำให้ประชาชนเกิดความหวาดกลัว ทำให้เกิดความเข้าใจผิดในสถานการณ์ฉุกเฉินก็ผิดกฎหมายและถูกดำเนินคดีได้ จึงมีจุดมุ่งหมายเพื่อสร้างความกลัวขึ้นในหมู่ประชาชนด้วยการเอากฎหมายมาใช้ข่มขู่ พฤติกรรมไม่ต่างจากมาเฟีย ไม่ใช่พฤติกรรมของรัฐบาลในสังคมประชาธิปไตย
หากรัฐบาลไม่มีสติปัญญามากพอในการแก้ไขปัญหา แม้จะมีตัวอย่างให้ศึกษาและปฏิบัติตามจากนานาอารยะประเทศที่กำลังผ่านวิกฤตนี้ไปด้วยดีแล้ว การเปลี่ยนม้ากลางศึกก็เป็นทางออกที่สำคัญยิ่ง และตนมอบหมายให้อนุกมธ.ต่อต้านเฟกนิวส์ ในคณะกมธ.พัฒนาการเมืองฯ ติดตามการทำงานของกระทรวงดีอีเอสอย่างใกล้ชิด เพื่อติดตามการทำงานคณะกรรมการเฉพาะกิจที่คาดว่าตั้งขึ้นเพื่อการนี้ เมื่อจะตรวจสอบผู้อื่น ในฐานะตัวแทนประชาชนขอตรวจสอบพวกเขาบ้าง จะได้กระจ่างว่าฝ่ายใดกันแน่คือกระบวนการผลิตข้อมูล ข่าวสารเท็จ ออกมาสร้างความหวาดกลัวให้ประชาชน
พท.แถลง6ข้อ-จี้เลิกข้อกำหนด
พรรคเพื่อไทย (พท.) ออกแถลงการณ์ เรื่อง ขอให้ยกเลิกข้อกำหนดออกตามความมาตรา 9 แห่ง พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 (ฉบับที่ 29) ระบุว่า ตามที่นายกฯ ออกข้อกำหนดดังกล่าวซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่ 30 ก.ค. มีเนื้อหาห้ามเสนอข่าว จำหน่าย หรือทำให้แพร่หลายซึ่งหนังสือ สิ่งพิมพ์ หรือสื่ออื่นใดที่มีข้อความอันอาจทำให้ประชาชนหวาดกลัว หรือเจตนาบิดเบือนข้อมูลข่าวสาร และกำหนดกรณีเผยแพร่ทางอินเตอร์เน็ตให้สำนักงาน กสทช.แจ้งผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ตตรวจสอบ IP Address และให้ระงับการให้บริการได้ทันทีนั้น
ข้อกำหนดดังกล่าวขัดรัฐธรรมนูญ ละเมิดเสรีภาพสื่อมวลชนในการเสนอข้อมูล ข่าวสาร และเสรีภาพของประชาชนในการแสดงความคิดเห็นอย่างร้ายแรง กล่าวคือ 1.การออกข้อกำหนดดังกล่าวต้องเป็นกรณีจำเป็นเพื่อแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินให้ยุติลงโดยเร็ว ตามที่บัญญัติในมาตรา 9 วรรคแรก แต่การจำกัดการเสนอข้อมูลข่าวสารของสื่อมวลชน การจำกัดเสรีภาพประชาชน ไม่เกี่ยวข้องกับการจะทำให้การแพร่ระบาดของโควิดยุติลงโดยเร็ว การออกข้อกำหนดจึงไม่เป็นไปตามเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด
2.ข้อความ “ห้ามเสนอข่าวที่มีข้อความอันทำให้ประชาชนเกิดความกลัว” ความหมายไม่ชัดเจน ไม่มีมาตรวัดใดที่ใช้เป็นเกณฑ์มาตรฐานได้ ปล่อยให้เกิดการใช้ดุลพินิจและการเลือกปฏิบัติได้ จึงขัดต่อหลักการตรากฎหมายที่มีโทษทางอาญาและกฎหมายที่จำกัดสิทธิเสรีภาพของประชาชน และจำกัดเสรีภาพของสื่อมวลชนและเสรีภาพประชาชนเกินสมควรแก่เหตุ อันขัดต่อรัฐธรรมนูญ
การเมือง-เบื้องหลังออกข้อกำหนด
3.ข้อกำหนดที่ให้อำนาจผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ตตรวจสอบและวินิจฉัยการเสนอข้อมูลข่าวสาร และให้อำนาจระงับการให้บริการอินเตอร์เน็ต เป็นการมอบอำนาจให้เอกชน ผิดหลักการของกฎหมายมหาชน ละเมิดสิทธิเสรีภาพของบุคคลอย่างร้ายแรง เพราะอำนาจการวินิจฉัยว่าผู้ใดกระทำความผิดและระงับการใช้อินเตอร์เน็ตควรเป็นอำนาจของศาลหรือ กสทช. 4.เหตุผลการออกข้อกำหนดระบุชัดเจนว่า “โดยที่มีการเผยแพร่โดยทั่วไปซึ่งข้อความอันเป็นเท็จ ทำให้ประชาชนเกิดความกลัว หรือข้อมูลข่าวสารที่บิดเบือน…” การเสนอข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นจริงไม่ควรถูกห้ามไปด้วย การออกข้อกำหนดเพื่อเอาผิดกับผู้ที่พูดความจริงจึงมีเจตนาปิดกั้นเสรีภาพของสื่อมวลชนและประชาชน
5.รัฐบาล และ ศบค.บริหารงานล้มเหลวในการป้องกันและแก้ไขปัญหาโควิด-19 และถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักจากทุกภาคส่วนจนกระทบสถานะรัฐบาล โดยเฉพาะตัว นายกฯ และ รมว.สาธารณสุข ขณะที่ไม่ปรากฏมีสื่อสำนักใดเผยแพร่ข้อมูลอันเป็นเท็จเกี่ยวกับโควิด เหตุผลที่แท้จริงในการออกข้อกำหนดจึงไม่เกี่ยวกับความจำเป็นที่จะทำให้การแพร่โควิดยุติลงโดยเร็ว หรือเพื่อป้องกันมิให้การแพร่ระบาดรุนแรงขึ้น แต่ดำเนินการโดยมีเหตุผลทางการเมืองแอบแฝง 6.การแก้ไขปัญหาและต่อสู้กับโรคระบาดร้ายแรงเช่นนี้ การระงับ ยับยั้ง หรือปิดกั้นการรับรู้ข้อเท็จจริงด้วยการออกข้อกำหนดดังกล่าว นอกจากทำให้ประชาชนเข้าใจคลาดเคลื่อน ยังส่งผลกระทบต่อการระดมความร่วมมือของประชาชนเพื่อร่วมกันแก้ปัญหาด้วย
พท.เห็นว่าไม่มีเหตุผลและความจำเป็นที่นายกฯ ต้องออกข้อกำหนดนี้ และการออกข้อกำหนดก็ขัดต่อรัฐธรรมนูญและไม่เป็นไปตามเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนดไว้ พรรคจึงเรียกร้องให้ยกเลิกข้อกำหนดฉบับนี้เสีย
เตือนบิ๊กตู่วางระเบิดลูกใหญ่
นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว ส.ส.พท. กล่าวว่า จากข้อกำหนดนี้พล.อ.ประยุทธ์กำลังวางระเบิดลูกใหญ่ในสังคมไทย เพราะทำให้ประชาชนรับไม่ได้ การเลือกปิดปากประชาชนไม่เกิดประโยชน์กับประเทศในยามวิกฤตขนาดนี้ และเป็นการใช้กฎหมายเกินขอบเขต ขัดเจตนารมณ์รัฐธรรมนูญหมวดที่ 3 ระบุว่าสิทธิและเสรีภาพของปวงชนชาวไทย นอกจากที่บัญญัติคุ้มครองไว้เป็นการเฉพาะในรัฐธรรมนูญแล้ว การตรากฎหมายต้องไม่เพิ่มภาระหรือจำกัดสิทธิหรือเสรีภาพของบุคคลเกินสมควรกว่าเหตุ และจะกระทบต่อศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของบุคคลมิได้
ชัดเจนว่ารัฐบาลไม่เคารพรัฐธรรมนูญ กฎหมายสูงสุดของประเทศ รัฐบาลใช้กฎหมายพร่ำเพรื่อ สร้างแรงกดดันในหมู่ประชาชน ทั้งที่การแก้เฟกนิวส์ที่ดีที่สุดคือการพูดความจริง หรือรัฐบาลนี้กลัวความจริง จึงไม่ยอมรับการรับรู้ของประชาชน
รัฐบาลเลือกใช้กฎหมายเพื่อปิดหูปิดตา ปิดปากประชาชน วิธีการที่รัฐบาลเลือกใช้ใกล้เคียงกับรัฐบาลเผด็จการทั่วโลกใช้กัน คือควบคุมสื่อไม่ให้เสนอข่าว นอกเหนือจากสิ่งที่รัฐบาลนำเสนอเท่านั้น หากมีใครไม่เชื่อฟังก็จะใช้มาตรการทางกฎหมายดำเนินการ
ปชป.ออกโรงจี้ทบทวนด้วย
นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงข้อกำหนด ตามพ.ร.ก.ฉุกเฉิน อาจปิดกั้นการทำหน้าที่ของสื่อมวลชนว่า เนื้อหาสาระโดยเฉพาะการระบุไม่ให้เผยแพร่ “ข้อความอันอาจทำให้ประชาชนเกิดความหวาดกลัว” เป็นการให้อำนาจหน้าที่รัฐกว้างขวางมากจนอาจนำไปสู่การใช้อำนาจเกินขอบเขต และอาจใช้อำนาจเพื่อประโยชน์ของใครคนใดคนหนึ่ง แม้ ภาครัฐอธิบายว่าข้อกำหนดมีจุดประสงค์ จะจัดการกับข่าวปลอมเป็นหลัก ไม่ได้ปิดกั้นการทำงานของสื่อมวลชน แต่การออกข้อกำหนดที่ทำให้ตีความเพื่อใช้อำนาจได้กว้างขวาง อาจส่งผลต่อคนทำงานตามมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชน ขณะที่คนทำข่าวจริงคือสื่อมวลชนอาชีพส่วนมากที่ทำงานตามจรรยาบรรณวิชาชีพ นำเสนอข้อมูลข่าวสารและความคิดเห็นบนพื้นฐานของความเป็นจริง ภายใต้กรอบของกฎหมาย
“ผมจึงเสนอให้ภาครัฐรีบทบทวนข้อกำหนดนี้อย่างจริงจัง ควรดำเนินการอย่างไรให้เกิดความพอดีที่จะไม่กระทบกับการทำงานของสื่อมวลชนโดยสุจริต ไม่ปิดกั้นการใช้สิทธิเสรีภาพของประชาชน ที่สำคัญภาครัฐต้องพึงระมัดระวังอย่าให้เกิดการใช้อำนาจเกินขอบเขตจากข้อกำหนด เพื่อประโยชน์ทางการเมืองของผู้มีอำนาจรัฐ เพราะอำนาจที่ใช้โดยไม่ถูกต้องจะเป็นบูมเมอแรงย้อนกลับมาทำลาย และสร้างความเสียหายจนยากที่จะแก้ไขได้โดยไม่จำเป็น” นายองอาจกล่าว
6 องค์กรสื่อร้องสอบปมรัฐคุกคาม
วันเดียวกัน คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) โดย น.ส.พรประไพ กาญจนรินทร์ ประธานกรรมการสิทธิมนุษยชน แห่งชาติ นางปรีดา คงแป้น นายสุชาติ เศรษฐมาลินี น.ส.ศยามล ไกยูรวงศ์ น.ส.ปิติกาญจน์ สิทธิเดช และนายวสันต์ ภัยหลีกลี้ กสม. รับเรื่องร้องเรียนผ่านระบบออนไลน์ (Zoom meeting) จากผู้แทน 6 องค์กรวิชาชีพสื่อ ได้แก่ สภาการสื่อมวลชนแห่งชาติ สมาคม นักข่าววิทยุโทรทัศน์ไทย สมาคมนักข่าว นักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย สภาวิชาชีพข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย สหภาพแรงงานกลางสื่อมวลชนไทย และสมาคมผู้ผลิตข่าวออนไลน์
กรณีขอให้ตรวจสอบการคุกคามการแสดงออกของประชาชนและสื่อมวลชนโดยรัฐ สืบเนื่องจากกรณีรัฐบาลประกาศใช้ข้อกำหนดฉบับที่ 27 และ ฉบับที่ 29 ออกตามความในมาตรา 9 แห่งพ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 ซึ่งระบุมาตรการเพื่อมิให้มีการบิดเบือนข้อมูลข่าวสารอันทำให้เกิดความเข้าใจผิดในสถานการณ์ฉุกเฉิน และการเผยแพร่ข้อมูลอันเป็นเท็จที่กระทบต่อความมั่นคงของรัฐ การรักษาความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน
องค์กรวิชาชีพสื่อเห็นว่า ข้อกำหนดทั้ง 2 ฉบับ เป็นการให้อำนาจรัฐใช้ดุลพินิจอย่างกว้างขวางในการควบคุมการปฏิบัติหน้าที่ของสื่อมวลชน ตลอดจนการใช้สื่อออนไลน์ของประชาชนทั่วไป อันเป็นการละเมิดสิทธิและเสรีภาพในการแสดงออกอย่างชัดแจ้ง
กสม.เตือนจำกัดสิทธิเสรีภาพ
กสม.ได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับองค์กรวิชาชีพสื่อ ห่วงกังวลต่อการบังคับใช้ข้อกำหนดฉบับที่ 27 และ ฉบับที่ 29 ซึ่งไม่เพียงกระทบกระเทือนต่อเสรีภาพในการนำเสนอข้อมูลข่าวสารของสื่อเท่านั้น แต่ยังกระทบต่อเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นและการแสดงออกของประชาชนอย่างมีนัยสำคัญ ก่อนหน้านี้ กสม.เคยออกมาย้ำเตือนรัฐบาลให้ทบทวนข้อกำหนด ฉบับที่ 27 โดยเฉพาะข้อที่ 11 แล้ว อย่างไรก็ดี รัฐบาลยังประกาศใช้ข้อกำหนดฉบับที่ 29 ตามมาเมื่อวันที่ 29 ก.ค. ซึ่งให้อำนาจรัฐครอบคลุมไปถึงการกำกับดูแลสื่ออินเตอร์เน็ตอย่างเข้มงวด และเมื่อพิจารณาประกอบกับมาตรการการจัดการข่าวปลอม หรือ เฟกนิวส์ ซึ่งนายกฯ ประกาศผ่านสื่อสังคมออนไลน์ส่วนตัวให้แต่ละหน่วยงานแก้ไขปัญหาและแจ้งความดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดในการเผยแพร่ข่าวปลอมด้วยนั้น ยิ่งอาจทำให้การใช้สิทธิเสรีภาพในการแสดงออกของประชาชนและสื่อมวลชนอยู่ในภาวะถูกคุกคาม และไม่นำไปสู่การแก้ไขวิกฤตการแพร่ระบาดของ โควิด-19 ร่วมกันอย่างสร้างสรรค์ ซึ่ง กสม. จะตรวจสอบและจัดทำรายงานข้อเสนอแนะเชิงนโยบายเสนอรัฐบาลต่อไป
“ในภาวะวิกฤต การรับรู้และส่งต่อข้อมูลข่าวสารอาจคลาดเคลื่อนและไม่ถูกต้องได้ทั้งโดยเจตนาและไม่เจตนาของบุคคลใดบุคคลหนึ่ง อย่างไรก็ดี การจำกัดการใช้สิทธิและเสรีภาพในการแสดงออกของสื่อมวลชนและประชาชนอย่างเคร่งครัด อาจยิ่งไม่เป็นผลดีต่อการแก้ไขปัญหาของประเทศ” ประธาน กสม.กล่าว
อจ.นิติลงชื่อเพิ่ม-จี้เลิกข้อกำหนด
ส่วนความเคลื่อนไหวจากคณาจารย์นิติศาสตร์สถาบันต่างๆ ที่ร่วมลงชื่อกันจำนวน 70 คน เพื่อออกแถลงการณ์เรียกร้องให้ยกเลิกหรือแก้ไขข้อกำหนดที่ออกตามความมาตรา 9 พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ปรากฎว่าล่าสุด เมื่อวันที่ 31 ก.ค. มีอาจารย์ร่วมลงชื่อเพิ่มอีก 2 คน รวมเป็น 72 คน
แถลงการณ์ดังกล่าวระบุข้อกำหนดที่ นายกฯ ประกาศนั้นมีเนื้อหาที่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ และไม่ชอบด้วยกฎหมายอย่างแจ้งชัด โดยแจกจายว่าขัดกฎหมายข้อไหนอย่างละเอียดใน 2 ประเด็นหลักคือ 1.การห้ามเสนอข่าว จำหน่าย หรือทำให้แพร่หลายซึ่งหนังสือ สิ่งพิมพ์ หรือสื่ออื่นใดที่มี “ข้อความอันอาจทำให้ประชาชนเกิดความหวาดกลัว” ขัดต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 34 มาตรา 35 และมาตรา 29 ประกอบมาตรา 26 เนื่องจากคลุมเครือ ไม่ชัดเจน 2.การให้ สำนักงาน กสทช. แจ้งผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ตตรวจสอบ IP address และให้ระงับการให้บริการได้ในทันทีได้ ไม่ชอบด้วยกฎหมาย และขัดต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 34 มาตรา 36 ประกอบมาตรา 26
ก้าวไกลย้ำซักฟอกแซ่บแน่
นายรังสิมันต์ โรม รองเลขาธิการพรรคก้าวไกล กล่าวถึงการเตรียมการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลว่า พรรคก้าวไกลไม่ได้ตั้งเป้าว่าจะให้ ส.ส.อภิปรายกี่คน แต่จะพิจารณาจากเนื้อหาและเวลาที่ได้รับ ส่วนจำนวนรัฐมนตรีที่จะถูกอภิปรายจะมี 5 คน ตามที่หน้าเพจ เฟซบุ๊กของพรรคขึ้นรูปไว้หรือไม่นั้น ยังไม่สามารถเปิดเผยได้ เป็นไปได้ว่าอาจมีมากกว่า 5 คน แต่มั่นใจว่า การอภิปรายครั้งนี้แซ่บแน่นอน เพราะอยากให้เป็นการอภิปรายครั้งสุดท้ายภายใต้รัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา และหวังว่าจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงรัฐบาลได้จริง มือในสภาอาจมีไม่เพียงพอ จึงอยากขอมือประชาชนมาช่วยกัน