พปชร.แนะสลับ
เก้าอี้‘ป๊อก-หนู’
‘บิ๊กตู่’ เคาะชื่อ ‘เสธ.ไก่’ พล.อ.สุพจน์ มาลานิยม ขยับนั่งเลขาฯสมช. จับตาโผ 5 เสือทัพบกตท.22 พรึบ พปชร.เสนอเอง ปรับครม.สลับเก้าอี้ มท.1 กับ รมว.สาธารณสุข ชู ‘อนุพงษ์’ เป็นผู้นำ มีความเด็ดขาดของทหาร มั่นใจคุมโควิดอยู่ ส่วน ‘อนุทิน’ เคยบริหารบริษัทเอกชน เอื้องานกระจายอำนาจ เพื่อไทยเล็งลาก ‘บิ๊กป้อม’ ขึ้นเขียงซักฟอกด้วย ในฐานะผู้ให้กำเนิด ‘เรือดำน้ำ’ เตรียมยื่นป.ป.ช.สัปดาห์นี้ สอบจริยธรรมนายกฯ ออกข้อกำหนดลิดรอนสิทธิเสรีภาพประชาชน-สื่อมวลชน ก้าวไกลเล็งยื่นเอาผิดด้วย เกาะติดกรรมาธิการรวบรัดแก้รัฐธรรมนูญผิดปกติ
พปชร.เสนอสลับเก้าอี้‘ป๊อก-หนู’
วันที่ 8 ส.ค. นายสัณหพจน์ สุขศรีเมือง รองโฆษกพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) กล่าวว่า จากสถานการณ์โควิด-19 ที่แพร่ระบาดในขั้นรุนแรง ทำให้ตัวเลขผู้ติดเชื้อและผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นสูงสุดติดต่อกันเกือบทุกวัน จนทำให้ประชาชนส่วนหนึ่งขาดความเชื่อมั่นในการบริหารจัดการสถานการณ์ จึงขอให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม พิจารณาปรับเปลี่ยนตำแหน่งรัฐมนตรีในการบริหารงานของรัฐบาลใหม่
โดยสลับให้ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย มาเป็นรมว.สาธารณสุข เนื่องจากบุคลิกการทำงานที่เป็นผู้นำ มีความเด็ดขาดของทหาร สามารถสั่งการทั้งเรื่องควบคุมการแพร่ระบาดโควิด การตรวจเชื้อเชิงรุก การจัดสรรวัคซีน และทำให้สถานการณ์การแพร่ระบาดคลี่คลายไปได้ เพื่อแก้ไขสถานการณ์การควบคุมโควิด-19 ที่ต้องรัดกุมและเด็ดขาด ทำให้สามารถควบคุมการแพร่ระบาดได้
ขณะที่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล รอง นายกฯ และรมว.สาธารณสุข เหมาะสมที่จะเป็นรมว.มหาดไทย เนื่องจาก นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล บิดา เคยดำรงตำแหน่ง ดังกล่าวมาแล้ว สามารถถ่ายทอดประสบการณ์การทำงานได้ รวมทั้งประสบการณ์ของนายอนุทิน ซึ่งเคยบริหารบริษัทเอกชนมาแล้ว จะสามารถนำมาปรับใช้กับรูปแบบการบริหารในส่วนของการปกครองที่ต้องกระจายอำนาจให้กับส่วนภูมิภาคได้
ตนเสนอในนามส.ส.มีหน้าที่ดูแลประชาชน และเห็นว่าควรมีการปรับเปลี่ยนการทำงานเพื่อให้การดูแลและแก้ไขสถานการณ์โควิดในปัจจุบันสามารถทำได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเพิ่มความเชื่อมั่นให้กับประชาชน ต่อการบริหารจัดการสถานการณ์โควิด-19 ของรัฐบาลได้มากยิ่งขึ้น
พท.เล็งร้องสอบจริยธรรม‘ตู่’
นายชูศักดิ์ ศิรินิล รองหัวหน้าพรรค เพื่อไทย (พท.) ให้สัมภาษณ์กรณีศาลแพ่งสั่งคุ้มครองชั่วคราวห้าม พล.อ.ประยุทธ์ บังคับใช้ข้อกำหนดที่ออกตาม พ.ร.ก. ฉุกเฉินฉบับที่ 29 โดยระบุข้อกำหนดที่ออกมาไม่ชอบด้วยกฎหมายว่า ระบบของรัฐธรรมนูญ 60 ที่วางไว้ หากผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองดำเนินการไม่ชอบด้วยกฎหมาย ต้องพิจารณาในศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง โดยต้องยื่นเรื่องผ่านป.ป.ช. หาก ป.ป.ช.ไต่ส่วนมีมูลเข้าข่ายความผิดทางอาญา ก็จะส่งให้อัยการยื่นเรื่องต่อศาลฎีกานักการเมือง ถ้ามีมูลเป็นการฝ่าฝืนจริยธรรมอย่างร้ายแรง เรื่องก็จะไปถึงศาลฎีกา
ประเด็นนี้ พท.อยู่ระหว่างร่างคำร้องเพื่อยื่นต่อป.ป.ช.ให้ไต่สวน พล.อ.ประยุทธ์ ดำเนินการโดยฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญ ใช้อำนาจหน้าที่โดยไม่ชอบ เพราะคำสั่งศาลแพ่งระบุไว้ชัดว่าไว้ชัดเจนว่าการออกข้อกำหนดดังกล่าวไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ ฝ่าฝืนกฎหมาย เข้าข่ายฝ่าฝืนประมวลจริยธรรมเมื่อร่างคำร้องเสร็จแล้วก็จะให้ ส.ส.พรรคร่วมฝ่ายค้านร่วมกันลงชื่อ เพื่อยื่นต่อ ป.ป.ช.ต่อไป คาดว่าจะยื่นได้ช่วงสัปดาห์หน้า
ส่วนการอภิปรายไม่ไว้วางใจว่า เบื้องต้นพท.ชัดเจนแล้วจะยื่นอภิปราย พล.อ.ประยุทธ์ นายอนุทิน เป็นหลัก นอกจากนี้ยังมีประเด็นเกี่ยวกับรัฐมนตรีคนอื่นด้วย แต่จะนำไปหารือกับพรรค ร่วมฝ่ายค้านวันที่ 11 ส.ค. เพื่อสรุปรายชื่อรัฐมนตรีที่จะถูกอภิปรายกันอีกครั้ง
ยุทธพงศ์เสนอชำแหละ‘ป้อม’ด้วย
เวลา 10.00 น. ที่ทำการ พท. นายยุทธพงศ์ จรัสเสถียร รองหัวหน้าพรรค แถลงว่าการอภิปรายไม่ไว้วางใจที่จะมียื่นญัตติวันที่ 16 ส.ค.นั้น คนที่จะถูกยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจแน่ๆ คือ พล.อ. ประยุทธ์ และนายอนุทิน ประเด็นที่จะยกเป็นน้ำจิ้มคือ กรณี พล.อ.ประยุทธ์ ในฐานะรมว.กลาโหม เพราะกองทัพบกขอเงินจากสภาจัดหายานยนต์สายสรรพาวุธ จำนวน 921 ล้านบาท เมื่อสภาอนุมัติไปแล้วแทนที่จะนำไปซื้อรถใหม่ กลับเปลี่ยนแปลงงบฯ เอาไปซ่อมรถ M35 ค่าซ่อม คันละ 2.5 ล้านบาท
ขณะที่บริษัทซ่อมรถ ดังกล่าวที่เสนอราคามาแล้ว คือ บริษัท ชัยเสรีเม็ททอลแอนด์รับเบอร์ จำกัด เรื่องนี้มีความผิดปกติ เพราะขอสภาซื้อรถใหม่แต่กลับเอาเงินไปซ่อมรถเก่าที่ใช้มากว่า 40 ปี และไม่มีการผลิตอะไหล่แล้ว ต้องไปเอาอะไหล่เก่าจากเกาหลีมาซ่อม ซึ่งพล.อ.ประยุทธ์เป็นผู้เซ็นเสนอเรื่องนี้ เข้าครม.
และในวันที่ 9 ส.ค. นายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพ พท. และนายประเสริฐ จันทรรวงทอง เลขาธิการพรรค เชิญตนในฐานะรองหัวหน้าพรรคเข้าพบเวลา 13.00 น. ตนเตรียมเสนอชื่อ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ ในฐานะผู้ให้กำเนิดเรือดำน้ำในประเทศไทยตอนที่ยังเป็น รมว.กลาโหม ถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจด้วย ตนมีข้อมูลการจัดซื้อจัดจ้างของกระทรวงกลาโหมจำนวนมาก
ก้าวไกลจ่อร้องปปช.ด้วย
ที่พรรคก้าวไกล นายรังสิมันต์ โรม รองเลขาธิการพรรค แถลงกรณีศาลแพ่งมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวไม่ให้ประกาศฉบับ 29 ตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉิน มีการบังคับใช้ ว่า การออกข้อกำหนดตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ที่อนุญาตให้ตัดสัญญาณอินเตอร์เน็ตได้โดยไม่สนใจข้อเท็จจริงว่าเป็นเรื่องจริงหรือเท็จ อาจส่งผลต่อการรับรู้ข่าวสาร ของประชาชน ศาลแพ่งได้ออกคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวที่มีประเด็นสำคัญอยู่ 2 ประเด็น 1.การออกคำสั่งเป็นการ กระทำที่ขัดรัฐธรรมนูญ เพราะเกินความจำเป็นต่อสถานการณ์ และ 2.การ ไม่มีอำนาจตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินให้ตัดอินเตอร์เน็ตได้
ดังนั้น สัปดาห์หน้า พรรคจะรวบรวม หลักฐานเพื่อทำคำร้องต่อ ป.ป.ช. ตามมาตรา 234 อนุ 1 ตามรัฐธรรมนูญ เพื่อเอาผิด พล.อ.ประยุทธ์ รายละเอียดของมาตรานี้ ป.ป.ช.มีหน้าที่และอํานาจไต่สวนและมีความเห็น กรณีการกล่าวหาว่า ผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ผู้ดํารงตําแหน่งในองค์กรอิสระ หรือผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน มีพฤติการณ์ร่ำรวยผิดปกติ ทุจริตต่อหน้าที่ หรือจงใจปฏิบัติหน้าที่หรือใช้อํานาจ ขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญหรือกฎหมาย หรือฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง เพื่อดําเนินการต่อไปตามรัฐธรรมนูญ หรือตามพ.ร.ป.ว่าด้วยการป้องกันและ ปราบปรามการทุจริต
ชี้ศาลรับต้องหยุดทำหน้าที่
กรณีนี้เห็นได้ชัดว่า พล.อ.ประยุทธ์ ในฐานะนายกฯ ออกข้อกำหนดที่ศาลวินิจฉัยว่าขัดต่อรัฐธรรมนูญ และยังมีความผิดเรื่องจริยธรรม เช่น ข้อที่ 7 ต้องถือผลประโยชน์ประเทศชาติเหนือกว่าผลประโยชน์ส่วนตน การห้ามกระทั่งการเผยแพร่ข่าวจริงจึงเป็นการกระทำที่อาจเกินเลยกว่าผลประโยชน์ของชาติ หรือข้อที่ 12 ต้องยึดมั่นในหลักนิติธรรม
หาก ป.ป.ช.วินิจฉัยว่ามีมูลต้องดำเนินต่อตามมาตรา 235 หากเป็นการผิดจริยธรรมร้ายแรงต้องส่งต่อเพื่อให้ศาลฎีกาวินิจฉัย แต่หากผิดจริยธรรมไม่ร้ายแรงต้องส่งต่อไปยังอัยการสูงสุดเพื่อส่งต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง และหากมีการรับเรื่องไว้พิจารณา พล.อ.ประยุทธ์ ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ทันที
จับตาเร่งแก้รธน.ผิดปกติ
นายรังสิมันต์ ในฐานะกมธ.พิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 83 และมาตรา 91 แถลงถึงความคืบหน้าในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ว่า ในกระบวนการพิจารณาชั้น กมธ.มีความพยายามเร่งรัดเพื่อแก้ไขอย่างรวดเร็วจนผิดปกติ โดยนายไพบูลย์ นิติตะวัน ส.ส.พปชร. ในฐานะประธานกมธ. ต้องการพิจารณาให้เสร็จในสัปดาห์นี้
ซึ่งในสถานการณ์โควิด-19 ไม่พบว่าประชาชนจะมีส่วนร่วมในกระบวนการแก้รัฐธรรมนูญได้เลย ทั้งที่เรื่องระบบเลือกตั้ง คือการกำหนดว่าประชาชนจะได้รัฐบาลแบบไหนมาบริหาร ประชาชนก็ควรมีสิทธิ มีปากมีเสียงในการแสดงความเห็นว่าเขาต้องการเห็นระบบอะไร เราเห็นแต่การรวบรัดโดยไม่สนใจขั้นตอนปฏิบัติ เป็นการแก้รัฐธรรมนูญในแบบที่คนไม่กี่คนมาสุมหัวกันโดยประชาชนไม่มีสิทธิอะไร
ที่สำคัญคือคนที่แก้ต้องการให้ผลลัพธ์ออกมาตรงกับร่างที่สภามีมติไม่รับหลักการไปแล้ว หากเป็นแบบนี้กลไกสภาและสิทธิประชาชนอยู่ตรงไหน จึงอยากให้จับตาว่ารัฐธรรมนูญจะมีหน้าตาอย่างไรต่อไป
ซัดปราบม็อบอยากให้บานปลาย
รองเลขาธิการพรรคก้าวไกล ยังแถลงกรณีมาตรการสลายการชุมนุมและการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจในการชุมนุมของกลุ่มเยาวชนปลดแอก เมื่อ 7 ส.ค. ที่ผ่านมา ว่า พรรคผิดหวังที่เจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าควบคุมการชุมนุมของประชาชนด้วยความรุนแรงและกังวลว่าความรุนแรงแบบนี้จะขยายตัวไปเรื่อยๆ ก่อนหน้านี้ การฉีดน้ำแรงดันสูงหรือยิงแก๊สน้ำตายังไม่มากขนาดนี้ มีการใช้กระสุนยางไม่บ่อยนัก แต่ช่วงที่ผ่านมาการใช้แก๊สน้ำตาและกระสุนยางกับผู้ชุมนุมเหมือนกลายเป็นมาตรฐานการควบคุมการชุมนุมของ เจ้าหน้าที่ไปเสียแล้ว
“ผมได้ไปสังเกตการณ์อย่างใกล้ชิดบริเวณดินแดง เชื่อว่าภายใน 1 นาที มีการยิงแก๊สน้ำตาไม่ต่ำกว่า 3 ลูก จำนวนหนึ่งไปตกอยู่บริเวณบ้านเรือนใกล้เคียงที่ชุมนุมและปั๊มน้ำมัน สะท้อนว่าเป็นการยิงโดยไม่สนว่าผู้ชุมนุมมีพฤติการณ์รุนแรงหรือไม่ ขอย้ำว่าการใช้ความรุนแรง ไม่ใช่การแก้ปัญหา
กรณีที่ประชาชน ออกมาเรียกร้องเนื่องจากได้รับความเดือดร้อนจากรัฐบาล ทางออกที่ดีที่สุดคือการตอบโต้ด้วยการทำงานให้มีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะในช่วงโควิด-19 หรือไม่การ ลาออกก็เป็นเงื่อนไขอย่างหนึ่งในการ แก้วิกฤตการเมืองได้ อย่าใช้เจ้าหน้าที่ เป็นเครื่องมือทำร้ายประชาชน เราอยาก เห็นความอดกลั้น ในส่วนผู้ปฏิบัติหน้าที่ชั้นผู้น้อยก็พอเห็นความพยายามอยู่ แต่ในส่วนผู้อยู่ในตำแหน่งและมีอำนาจตัดสินใจ มีคำถามว่าเหมือนต้องการ ให้บานปลายหรือไม่” นายรังสิมันต์ กล่าว
ภท.แจงปมอนุทินมอบไฟเซอร์
น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวกรณี โซเชี่ยลนำภาพนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกฯ และรมว.สาธารณสุข ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมการดำเนินการควบคุมการแพร่ระบาดโควิด-19 ที่ร.พ.ท่าตะโก อ.ท่าตะโก จ.นครสวรรค์ มาโพสต์พร้อมระบุข้อความ รองนายกฯ เคลมวัคซีนไฟเซอร์เป็นผลงานตนเองนั้น เป็นข้อความที่คลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง นายอนุทินลงพื้นที่เพื่อตรวจเยี่ยมให้กำลังใจการทำงานแก่เจ้าหน้าที่ในจ.นครสวรรค์ พร้อมตรวจเยี่ยมการฉีดวัคซีนไฟเซอร์ล็อตที่ได้รับบริจาคจากสหรัฐให้แก่บุคลากรทางการแพทย์ อาสาสมัครสาธารณสุขและบุคลากรด่านหน้า ส่วนการจัดเตรียมป้ายหรือข้อความต่างๆ จัดโดยเจ้าหน้าที่ในจังหวัด
การลงพื้นที่ นอกจากนายอนุทินยังมีปลัดกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) อธิบดีกรมควบคุมโรคร่วมด้วย ภารกิจคือตรวจเยี่ยมให้กำลังใจ ติดตามการดำเนินงาน สอบถามผู้ร่วมคณะก็ไม่มีใครเห็นข้อความใดที่มีการส่งต่อในโซเชี่ยล จึงสงสัย เช่นกันว่าข้อความนั้นอยู่ส่วนใดของงาน การวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของรัฐบาลหากอยู่บนข้อมูลและเป็นความจริงและเพื่อให้เจ้าหน้าที่ปฏิบัติหน้าที่ได้ดีขึ้น ประชาชนทุกคนทำได้อยู่แล้ว แต่ขอความร่วมมืออย่าสร้างและส่งต่อข้อมูลที่ก่อความเข้าใจผิดในหมู่ประชาชน โดยเฉพาะประเด็นที่จะกระทบต่อขวัญกำลังใจ เจ้าหน้าที่ทางการแพทย์ที่เป็นด่านหน้า
เลขาฯ ยันไม่มีป้าย-ซัดสาดสี
นายวัชรพงศ์ คูวิจิตสุวรรณ เลขานุการรมว.สาธารณสุข กล่าวว่า ป้ายที่กำลังถูกวิจารณ์ขึ้นข้อความว่า นายอนุทินมอบวัคซีนไฟเซอร์ให้บุคลากรทางการแพทย์นครสวรรค์ เป็นงานวันที่ 7 ส.ค.ที่ผ่านมา เป็นการลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมการควบคุม โรคที่ร.พ.ท่าตะโก ตนอยู่ด้วยตลอดทั้งงาน พูดด้วยความสัตย์จริงว่า ไม่มีป้ายนี้
ขอถามคนในงานมีใครเห็นป้ายนี้บ้าง ป้ายที่เห็นในงานมีเพียงไม่กี่ป้าย อาทิ ป้ายโรงพยาบาล ป้ายห้องประชุมและ ป้ายบนเวที ซึ่งเขียนว่า นายอนุทิน ตรวจเยี่ยมการดำเนินการควบคุมการแพร่ระบาดโควิด จ.นครสวรรค์ คือป้ายเดียวที่เห็นบนเวที ส่วนป้ายมอบวัคซีนไฟเซอร์ พูดด้วยความสัตย์จริงว่าไม่ทราบเลยว่าป้ายนั้น อยู่ตรงส่วนไหนของงาน การมอบวัคซีนไม่ใช่สาระของงานด้วยซ้ำ แต่รมว.สาธารณสุข มาเพื่อมอบนโยบายเรื่องการรักษาผู้ป่วย ให้กำลังใจคนทำงาน รับฟังปัญหาหน้างาน ส่วนวัคซีนบูสเตอร์ถึงนายอนุทินไม่มา บุคลากรการแพทย์จังหวัดต่างๆ ก็ได้ฉีดตามแผนแน่นอน
“เรื่องป้ายปริศนาหาในงานไม่เจอ เพราะไม่รู้ไปวางตรงไหน หรืออาจเล็กจนไม่ทันสังเกต จะไม่มองในแง่ร้ายว่าเป็นการเล่นงานสาดสีกันทางการเมือง เพราะถ้ามีความพยายามเช่นนี้จริงก็ต้องถือว่าเป็นอีกครั้งที่การเมืองไทยเล่นกันสกปรกมาก” นายวัชรพงศ์กล่าว
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การมอบวัคซีน ไฟเซอร์ในงาน มี นพ.เกียรติภูมิ วงศ์รจิต ปลัดสธ. เป็นตัวแทนในนาม สธ. มอบวัคซีนให้บุคลากรการแพทย์ด่านหน้า โดยมี นายอนุทิน ยืนอยู่ด้านหลัง
คนกลุ่มเดิมเล่นการเมืองน้ำเน่า
นายศุภชัย ใจสมุทร นายทะเบียนพรรคภูมิใจไทย โพสต์เฟซบุ๊กระบุ ประเด็นดราม่าเรื่อง “ป้าย รมต.มอบ ไฟเซอร์” เมื่ออ่านข้อมูลครบถ้วน ก็ไม่มีอะไรมากกว่าการเล่นการเมืองสกปรกของพวกขี้แพ้ซ้ำซาก ที่จับเอาทุกประเด็นมาโจมตีรัฐบาลโดยไม่สนใจข้อเท็จจริง หวังสร้างดราม่าให้เป็นกระแสสนุกสนานครื้นเครงแล้วก็จบไป
เรื่องของเรื่องเป็นแค่ความหวังดีของเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติงานต้องการให้ให้เกียรติรัฐมนตรีมามอบวัคซีน แล้วก็ทำป้าย มูลค่าป้ายไม่เกิน 50 บาทแน่นอน แต่ที่ สุดป้ายนั้นก็เอาลง ไม่ได้ใช้ เพราะฝ่ายสถานที่เห็นว่าไม่เหมาะสม ในงานก็ไม่มีป้ายนั้นปรากฏอยู่ ตอนรัฐมนตรีมาถึง ก็ไม่มีการขึ้นป้ายที่ว่า เรื่องมีแค่นี้ เปรียบเหมือนเราทำงานมาเสนอหัวหน้า หัวหน้าไม่เอาก็ตัดออกจบ แต่ฝ่ายการเมืองสายปลุกปั่นสังคมเห็นภาพนี้ก็เอามาแต่ง เรื่องราวใหม่ บิดเบือน สร้างความเข้าใจผิดแก่สังคม
เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏคนกลุ่มเดิมก็หาเรื่องใหม่มาด่าต่อเรื่อยๆ นี่คือการเมืองน้ำเน่าสกปรก ยกตัวอย่าง เคลมว่าตัวเองมีส่วนนำไฟเซอร์จากสหรัฐเข้ามา พอทางการสหรัฐแถลงว่าไม่จริง ก็เงียบ ต่อมาบอกจะหาไฟเซอร์เข้ามาเดือน ก.ค. พูดจนหุ้นในกลุ่มพวกเขาพุ่งเอาๆ แต่เมื่อทำไม่ได้ก็เงียบ เมื่อตำรวจที่มี หน้าที่รับผู้ป่วยได้วัคซีนเข็ม 3 ตั้งหน้า ตั้งตาด่า แต่เมื่ออาสาในกลุ่มพวกเขาได้รับก็เงียบ
บิ๊กตู่ดัน‘บิ๊กไก่’เลขาสมช.คนใหม่
วันที่ 8 ส.ค. รายงานข่าวเผยการจัดทำบัญชีรายชื่อโยกย้ายนายทหารชั้นนายพลประจำปี 2564 ล่าสุด พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและรมว.กลาโหม เห็นชอบชื่อ พล.อ.สุพจน์ มาลานิยม (ตท.22) เสธ.ทหาร เป็น เลขาธิการสภาความมั่นคง แห่งชาติ (สมช.) แทน พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ ที่เกษียณ โดยเตรียมนำชื่อเข้าที่ ประชุมครม.ต่อไป
ขณะเดียวกัน พล.อ.ประยุทธ์เตรียมนัดประชุมคณะกรรมการปรับย้ายนายทหารประจำปี โดยมี พล.อ.ชัยชาญ ช้างมงคล รมช.กลาโหม พล.อ.ณัฐ อินทรเจริญ ปลัดกลาโหม พล.อ.เฉลิมพล ศรีสวัสดิ์ ผบ.ทสส. พล.อ.ณรงค์พันธ์ จิตต์แก้วแท้ ผบ.ทบ. พล.ร.อ.ชาติชาย ศรีวรขาน ผบ.ทร. พล.อ.อ.แอร์บูล สุทธิวรรณ ผบ.ทอ. ตามกำหนดเวลาที่ต้องจัดส่งภายใน 16 ส.ค.
พล.อ.ประยุทธ์ อยากให้เหล่าทัพดำเนินการให้ได้ข้อยุติในทุกตำแหน่ง ก่อนนำเข้าที่ประชุมคณะกรรมการพิจารณา โดยเฉพาะตำแหน่งระดับบน เช่น ปลัดกลาโหม, ผบ.ทร. ผบ.ทอ. ท่ามกลางกระแสข่าวคนแคนดิเดตต่างรอลุ้นช่วงโค้งสุดท้าย เบื้องต้นตำแหน่งปลัดกลาโหมยังคงเป็นชื่อของ พล.อ.วรเกียรติ รัตนานนท์ เสธ.ทบ. (ตท.20)
ส่วนตำแหน่ง ผบ.ทร. ยังไม่ได้ข้อยุติ แม้ พล.ร.อ.ชาติชาย จะยึดธรรมเนียมเสนอชื่อบุคคลในไลน์ทร. ที่อาวุโสสูงสุด คือ พล.ร.อ.ธีรกุล กาญจนะ เสธ.ทร. (ตท.21) เป็น ผบ.ทร. แต่ที่มองข้ามไม่ได้คือ การคืนความชอบธรรมให้ พล.ร.อ.สมประสงค์ นิลสมัย รองปลัดกลาโหมอาวุโสสูงสุด (ตท.20) ที่ถูกโยกออกมาจากทร.ก่อนหน้านี้ สุดท้ายแล้ว พล.อ.ประยุทธ์ ต้องตัดสินใจเลือก
เช่นเดียวกับตำแหน่ง ผบ.ทอ. แม้มีแนวโน้มว่า พล.อ.อ.สฤษฎ์พงศ์ วัฒนวรางกูร (ตท.21) ผบ.คปอ. ได้รับการเสนอชื่อ แต่ก็มีชื่อ พล.อ.อ.ธาดา เคี่ยมทองคำ (ตท.21) ผู้ทรงคุณวุฒิ ทอ. สอดแทรกอีกคน
ในส่วน ทบ. พล.อ.ณรงค์พันธ์ ยังทำบัญชีรายชื่อไม่เสร็จสิ้น แต่คาดว่าตำแหน่ง 5 เสือทบ.ลงตัวแล้ว ได้แก่ พล.อ.อภินันท์ คำเพราะ หัวหน้าสำนักงานผบ.ทบ. ขึ้นเป็น รองผบ.ทบ. พล.ท.เกรียงไกร ศรีรักษ์ แม่ทัพภาคที่ 4 เป็น ผู้ช่วยผบ.ทบ. พล.ท.เจริญชัย หินเธาว์ แม่ทัพภาคที่ 1 เป็นผู้ช่วยผบ.ทบ. พล.ท.สันติพงศ์ ธรรมปิยะ รองเสธ.ทบ. เป็น เสธ.ทบ. โผ 5 เสือ ทบ.ครั้งนี้มีเตรียมทหารรุ่น 22 เข้ามาเพิ่ม 3 คน