เตรียมให้การตร.ปปป. ปมส่วย-ชื่อบนซองเงิน

โฆษกรัฐบาลชี้นายกฯ มีอำนาจสั่ง ‘อธิบดีกรมอุทยานฯ’ มาช่วยราชการสำนักนายกฯ เปิดทางสอบสวนยืนยันไม่ปกป้องใคร ‘ชัยวัฒน์’ ให้ปากคำตำรวจ ปปป.เพิ่มเติม คดี ‘อธิบดีรัชฎา’ รีดส่วย ลูกน้อง พร้อมมอบหลักฐานใหม่มัดแน่น พยานสำคัญอีกชุด 17 บิ๊กอุทยานที่มีชื่อบนซองเงิน เตรียมเข้าให้การตำรวจ 6 ม.ค.นี้ ผบก.ปปป.ย้ำต้องขยายผลไปถึงผู้เกี่ยวข้องทั้งหมด

เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 4 ม.ค. นายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร ผอ.สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 9 (อุบลราชธานี) เดินทางเข้าพบพล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว ผบก.ป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (ปปป.) เพื่อให้ปากคำกับทางพนักงานสอบสวน หลังจากเป็นคนยื่นข้อมูลหลักฐานให้ตรวจสอบนายรัชฎา สุริยกุล ณ อยุธยา อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช กรณีถูกจับกุม และถูกกล่าวหาเรียกรับเงินจากผู้ใต้บังคับบัญชา

นายชัยวัฒน์กล่าวว่านำเอกสารข้อมูลเข้าไปให้ปากคำ และรายละเอียดกับกรรมการของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม (ทส.) ก่อนเดินทางไปบก.ปปป. โดยเข้ามาให้ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับรายชื่อบุคคลที่ปรากฏบนซองเงินว่าเป็นใครบ้าง อยู่ส่วนไหนบ้าง และเชื่อมั่นในหลักฐานของปปป. และคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ที่เข้าไปตรวจค้น และถ่ายคลิปไว้อย่างชัดเจน โดยยืนยันว่าที่ออกมาครั้งนี้ไม่ได้กลั่นแกล้ง หรือมีข้อขัดแย้งส่วนตัว และไม่คิดว่าจะล้มคดีด้วย

ผู้สื่อข่าวถามว่าก่อนหน้านี้เคยมีการ จ่ายเงินแบบนี้ภายในองค์กรหรือไม่ นายชัยวัฒน์กล่าวว่าการให้เป็นวัฒนธรรมของคนไทย ทั้งการให้ด้วยความเต็มใจหรือไม่ก็ตาม ยอมรับว่ามี แต่วัฒนธรรมการเรียกเก็บแบบนี้ไม่เคยมีมาก่อน ที่เรียกเก็บทุกเม็ดทุกขั้นแบบนี้มาก่อน ส่วนใครจะจ่าย หรือไม่จ่าย ตนไม่รู้เห็น ตั้งแต่ทำงานมา ไม่เคยต้องจ่าย หลังจากที่เรื่องถูกเปิดเผยขึ้นก็มีหลายส่วนที่เข้ามาให้กำลังใจ และขอบคุณที่ทำเพื่อพวกคนเหล่านั้น จะมีเพียงบางส่วนที่เป็นกลุ่มที่เสียผลประโยชน์ก็มีการข่มขู่ผ่านแช็ตไลน์ ซึ่งตนไม่ได้สนใจและไม่ได้กลัวอะไร

ให้การ – นายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร ผอ.สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 9 เข้าพบ พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว ผบก.ปปป. ให้การคดีนายรัชฎา สุริยกุล ณ อยุธยา อธิบดีกรมอุทยานฯ ถูกกล่าวหาเรียกรับเงินผู้ใต้บังคับบัญชา ที่บก.ปปป. เมื่อวันที่ 4 ม.ค.

ภายหลังการสอบปากคำนานกว่า 2 ชั่วโมง นายชัยวัฒน์ออกมาเปิดเผยอีกว่า ทุกคนไม่ต้องกังวลกรณีมีคลิปวิดีโอ ที่เผยแพร่ออกไป ไม่มีมุมไหนต้องปกปิด และแสดงว่าป.ป.ช. และบก.ปปป. ตั้งใจทำหน้าที่และอยากให้สังคมรับรู้ ครั้งนี้ มาให้การเพิ่มเติมพร้อมนำเอกสารหลักฐาน จำนวน 53 แผ่น ที่เกี่ยวข้องกับซองเงินที่พบ นอกจากนี้ยังมีเจ้าหน้าที่อีก 2 นายที่มาให้ปากคำด้วย จากนั้นจะมีอีก 17 ปาก ที่อยู่ในสังกัดสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 9 จะมาให้ข้อมูลวันศุกร์ที่ 6 ม.ค. สำหรับซองเงินทั้งหมด ตามที่ปรากฏมี 13 รายชื่อ ตั้งแต่ระดับผู้อำนวยการสำนักลงไปถึงหัวหน้าหน่วยงาน

นายชัยวัฒน์กล่าวต่อว่า พยานส่วน ของตนทั้งหมด 19 นาย ซึ่งมี 15 นาย ที่เกี่ยวข้องกับเรียกรับเงินรายเดือน จำนวน 98,000 บาท อีก 4 นายที่เหลือเป็นผู้ที่เดือดร้อน ตามที่ร้องเรียนไว้กับป.ป.ช. กรณีถูกโยกย้าย ตนไม่ทราบว่ามีการเรียกรับกันมาแล้วกี่เดือน เพราะตั้งแต่ตนเข้ามารับตำแหน่งเมื่อต้นเดือนต.ค.ก็เริ่มทราบปัญหาว่ามีเรียกรับเงินจากลูกน้อง ที่ต้องนำเงินส่วนตัวหรือเงินกู้สหกรณ์ที่ต้องหาไปจ่ายก่อน เพราะเงินงบประมาณที่มีอยู่นั้น ไม่พอทำงาน ลูกน้องจะไปทุจริตต่อเงิน งบประมาณคงเป็นไปไม่ได้ เจ้าหน้าที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเป็นหน่วยงานที่น่าสงสาร ต้องยอมจ่ายกันหน่วยละ 2,000 บาท มีหัวหน้าหน่วยงานหลายรายที่ถูกรังแก ต้องหาเงินมาจ่ายให้แบบนี้

ผอ.สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 9 กล่าวอีกว่า ระหว่างนี้ตนรับเรื่องร้องเรียนเรียกรับเงินโยกย้ายตำแหน่งจากอดีต ผู้บังคับบัญชา เพื่อน รุ่นน้องจำนวนมาก จนเมื่อวันที่ 4 ส.ค.ปีเดียวกัน ก็ทำหนังสือร้องเรียน เพื่อขอให้ตั้งคณะกรรมการ ตรวจสอบข้อเท็จจริงในทางลับถึงพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เลขาธิการป.ป.ช. เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) พล.อ.สุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ ประธานคณะกรรมาธิการทรัพยากร ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม วุฒิสภา และเตรียมเข้าพบนายจตุพร บุรุษพัฒน์ ปลัดกระทรวงทส. เพื่อพูดคุยถึงการเรียกรับเงินวิ่งเต้นโยกย้ายตำแหน่ง ซึ่งนายจตุพรชี้แจงว่าไม่มีส่วนรู้เห็น และไม่ทราบเรื่องมาก่อน หากมีหลักฐานก็ให้นำมาชี้แจ้งได้เลย

ด้านพล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว ผบก.ปปป. เผยว่า หลังจากนี้จะส่งหมายเรียกไปทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยจะเร่งสอบสวน ให้เสร็จสิ้น เพื่อนำสำนวนส่งต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช.โดยเร็วที่สุด ตามกำหนดของกฎหมาย

พล.ต.ต.จรูญเกียรติกล่าวถึงข้อสงสัยกรณีที่ไม่เข้าค้นหาหลักฐานเพิ่มที่บ้านพักของนายรัชฎา ว่า ทางบก.ปปป.ต้องทำงานให้ครบทุกมิติ เพื่อให้ได้ข้อเท็จจริง การจะทำ อะไรทุกอย่างต้องมีหลักฐานที่รัดกุมมากกว่านี้ เพราะเหมือนกำลังเล่นกับพายุใหญ่ ต้องระมัดระวังตัวด้วย ส่วนการขยายผลไปยังผู้เกี่ยวข้องรายอื่น ต้องขยายผลแน่นอน แต่คงต้องเป็นไปตามอำนาจหน้าที่ ซึ่งไม่ได้กลั่นแกล้งใคร และเรื่องนี้เป็นความผิดที่เกี่ยวข้องกับตัวบุคคล ไม่ใช่ความผิดของหน่วยงานแต่อย่างใด

วันเดียวกัน นายอนุชา บูรพชัยศรี รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง ปฏิบัติหน้าที่โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงกรณีป.ป.ช. จับกุมอธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ว่าเป็นประเด็นที่พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม ให้ความสำคัญ และเพื่อให้เจ้าหน้าที่สอบสวน ทำงานได้อย่างสะดวกไร้ข้อครหา นายกรัฐมนตรีได้ลงนามในคำสั่งให้นำตัวเข้ามาช่วยราชการที่สำนักนายกรัฐมนตรี โดยใช้อำนาจตามพ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน มาตรา 11

พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 แก้ไขเพิ่มเติมถึงปัจจุบัน (ฉบับที่ 8) พ.ศ. 2553 มาตรา 11 ข้อ (4) นายกรัฐมนตรีในฐานะหัวหน้ารัฐบาลมีอำนาจ (4) สั่งให้ข้าราชการซึ่งสังกัดกระทรวง ทบวง กรมหนึ่งมาปฏิบัติราชการสำนักนายกรัฐมนตรี โดยจะให้ขาดจากอัตรา เงินเดือนทางสังกัดเดิมหรือไม่ก็ได้ ในกรณี ที่ให้ขาดจากอัตราเงินเดือนทางสังกัดเดิม ให้ได้รับเงินเดือนในสำนักนายกรัฐมนตรีในระดับ และขั้นที่ไม่สูงกว่าเดิม

นายอนุชากล่าวต่อว่า เรื่องนี้เป็นประเด็น ที่สังคมให้ความสนใจ นายกรัฐมนตรีต้องการให้เกิดความโปร่งใสที่สุดในการสอบสวนหาข้อเท็จจริง ซึ่งการลงนามในคำสั่งดังกล่าวนั้น เพื่อไม่ต้องการให้เกิดการแทรกแซง และให้เจ้าหน้าที่สามารถสอบสวนได้อย่างเต็มที่

“นายกฯไม่ได้ต้องการปกป้องความผิดของผู้ใด และต้องการให้เจ้าหน้าที่สืบสวนหาข้อเท็จจริง สอบสวนด้วยความโปร่งใส ไม่มีการแทรกแซง เพื่อให้เกิดความกระจ่าง ในสังคม ซึ่งหนึ่งในข้อปฏิบัติในการทำงาน ที่นายกรัฐมนตรียึดถือมาตลอดคือ ตั้งใจ จะแก้ปัญหาทุจริตคอร์รัปชั่นในทุกแวดวง ต้องโปร่งใส เป็นธรรม ตรวจสอบได้” นายอนุชากล่าว

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน