‘แก่’ แบบไม่ต้องพึ่งลูกหลาน
ฝึกจิต
7 วิธีที่จะทำให้ชีวิตเข้มแข็ง แม้แก่ตัวไป แต่ก็ไม่จำเป็นต้องพึ่งลูกหลานหรือสร้างภาระให้แก่ใครๆ
1. ปรับทัศนคติให้ตรง
ต้องเข้าใจให้ชัดก่อนว่า “ทุกคนมีชีวิตเป็นของตัวเอง” ไม่ว่าจะมีลูกหลานหรือไม่ก็ตาม ตราบใดยังมีลมหายใจ ตราบนั้นชีวิตก็ยังเป็นของเรา! จึงจำเป็นต้องพยายามมีชีวิตอยู่ด้วยตัวเองให้ได้ คนมีลูกหลานยุคสมัยนี้จะไปคาดหวังอะไรจากเขามากก็ไม่ได้ เพราะเขาก็มีชีวิตมีครอบครัวเป็นของตัวเอง คนมีลูกถ้าแก่ตัวไปได้ลูกเลี้ยงดูก็นับว่าเป็นโชคที่ยิ่งกว่าถูกหวยรางวัลที่ 1! เพราะในความเป็นจริงนั้นหาได้ยากเต็มที ดังนั้นจึงต้องวางแผนการเงินไว้ให้ชัดเจน มีการเก็บออมเพื่อชีวิตบั้นปลาย ให้สามารถดำรงชีพอยู่ได้ด้วยตัวเอง และรักษาพยาบาลตัวเองได้ยามเฒ่าชรา เพราะมีเงินเป็นของตัวเอง อย่างไรก็ดีกว่าแบมือขอลูกเต้าเหล่าหลานอยู่ทุกเดือนเป็นแน่!
ขอให้จำไว้ว่า “อยู่ให้คนอื่นได้พึ่ง ดีกว่าอยู่แบบพึ่งคนอื่น” แล้วชีวิตจะเป็นของเราจริงๆ
2. ดูแลตัวเองดี
พยายามใส่ใจและรักษาตัวเองให้ดี ด้วยการกินดี อยู่ดี มีการ พักผ่อนเพียงพอ และออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ อยู่อย่างมีศักดิ์ศรี เมื่ออายุมากขึ้นต้องรักษาสุขภาพ ประคับประคองร่างกายให้อยู่กับเราไปยาวนานที่สุด พยายามยุ่งวุ่นวายเรื่องคนอื่นให้น้อยลง และใส่ใจเรื่องของตัวเองให้มากขึ้น ‘ชีวิตเป็นของเรา ถ้าไม่รับผิดชอบดูแลเอาใจใส่ สักวัน มันย่อมกลายเป็นภาระของผู้อื่น’
3. ตั้งเป้าหมายในชีวิต
เพราะเป้าหมายผลักดันให้ชีวิตเคลื่อนไปข้างหน้า เหมือนเครื่องยนต์ที่ทรงพลัง เมื่อหมดเป้าหมายในชีวิต ก็เหมือนรถที่หมดน้ำมัน ต้องจอดนิ่งๆ รอวันทิ้งให้ผุพัง เช่น ฝันว่าอยากรวย อยากมีเงินร้อยล้าน อยากเที่ยวรอบโลก อยากเป็นนักร้อง อยากมีร้านกาแฟ อยากทำโรงเรียนเล็กๆ เป็นของตัวเอง หรือ อยากเป็นพระอริยบุคคล หรือ อยากไปพระนิพพาน เป็นต้น “อย่าเอาอายุมาเป็นตัวกำหนดให้หมดไฟในการไปสู่เป้าหมาย” ตราบใดที่ยังมีลมหายใจ ตราบนั้นก็ควรต้องมีเป้าหมาย เพราะเป้าหมายไม่มีวันหมดอายุ
4. อย่าหยุดให้
เพราะการให้ย่อมสร้างความอิ่มเอิบใจ และทำให้รู้สึกว่าเรา “มี” และความรู้สึกว่า “มี” จะดึงดูดความมีเข้ามาสู่ชีวิตอย่างไม่สิ้นสุด ตราบใดที่ยังได้ให้ ตราบนั้นชีวิตก็ยังคงมีคุณค่าและความภาคภูมิ ซึ่งการให้มีหลากหลาย ทั้งให้ความรู้ ให้คำปรึกษา ให้เวลา ให้น้ำใจ ให้วัตถุ ให้อาหาร ให้ได้เท่าที่สามารถให้ ไม่ว่าจะเล็กน้อยเพียงไรก็ตาม การให้จะลดทอนความตระหนี่ ขยายขอบเขตจิตใจที่คับแคบออกไป และการให้ย่อมทำให้เป็นที่รัก!… อย่าหยุดให้เพราะคิดว่ามีน้อย เนื่องจากการให้ที่ไม่ต้องใช้เงินมีมากมาย และ อย่าหยุดให้เพราะคิดว่าเราไม่เคยได้อะไรตอบแทน เพราะการให้เป็นความดี ย่อมดีตั้งแต่ได้ให้ เป็นสมบัติติดตัวข้ามภพชาติที่มิอาจมีใครมาพรากไปจากเราได้
5. เรียนรู้ที่จะเข้าใจโลก
อายุที่เพิ่มมากขึ้น ควรมาพร้อมความรู้ ความเข้าใจโลกที่ชัดเจนยิ่งขึ้น ว่าเราไม่ใช่ศูนย์กลางของโลก ไม่ใช่คนสำคัญที่ต้องถูกเอาใจจากใครต่อใครไปตลอดชีวิต ดังนั้นต้องหยุดเหวี่ยง หยุดสำคัญตัว หยุดคิดว่าตัวเองต้องถูกเสมอ หยุดคิดว่าใครๆ ต้องเชื่อฟัง! หยุดทวงบุญคุณคน และที่สำคัญอย่าแก่แล้วขี้บ่น!! เพราะไม่มีใครอยากอยู่ใกล้คนขี้บ่น แม้แต่ตัวเราเอง เมื่อมีอายุมากขึ้นต้องมีคุณภาพมากขึ้น ไม่ใช่ ‘แก่เพราะกินข้าว เฒ่าเพราะอยู่นาน’ ควรเรียนรู้ที่จะเข้าใจโลกธรรม 8 ว่าเมื่อมีลาภ ย่อมต้องมีเสื่อมลาภ มียศ เสื่อมยศ มีสรรเสริญ นินทา และมีสุข มีทุกข์ ทุกอย่างเป็นของคู่กัน ไม่มีอะไรเป็นของเราตลอดไป และไม่มีสิ่งใดอยู่กับเราได้ตลอดกาล ทุกสิ่งเป็นของชั่วคราว มาแล้วก็ไป แม้ตัวเราเองสักวันหนึ่งก็ต้องจากไปเช่นเดียวกัน
6. หัดปล่อยวางให้เป็น
เพราะความทุกข์ส่วนใหญ่มาจากความคิดของเราเอง เช่น โดนคนด่ามาประโยคเพียงเดียว แต่ผ่านไปหลายปียังเจ็บปวดใจไม่หาย เจ็บใจทุกครั้งที่คิด หรือ ทะเลาะกับใครมา แล้วเถียงสู้เขาไม่ได้ จนทำให้รู้สึกคาใจ สร้างห้องซ้อมในใจ แล้วคิดวนว่า ถ้ามันพูดแบบนี้มาอีกเราต้องสวนกลับไปแบบนั้นแบบนี้! วนเป็นลูปไม่จบสิ้น ทั้งที่เรื่องจริงมันจบไปนานแล้ว เพราะความคิดจึงทำให้ทุกข์เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า จึงจำเป็นต้องหัดเรียนรู้การปล่อยวาง อะไรที่ผ่านไปแล้วก็ควรปล่อยให้ผ่านเลย ไม่จำเป็นต้องทนแบกไว้ทุกเรื่อง ไม่จำเป็นต้องคิดกังวลทุกอย่าง ยิ่งถือมาก ยิ่งแบกมาก ก็ยิ่งทุกข์ เหมือนถืออะไรไว้นานๆ ยิ่งนานก็ยิ่งหนัก ยิ่งนานก็ยิ่งเมื่อย ดังนั้นควรปล่อยบ้าง วางบ้าง อะไรจะเกิดก็ต้องเกิด การแบกทุกอย่างไว้ในหัว คือ ความไม่ฉลาดทางอารมณ์
7. เรียนรู้ที่จะอยู่กับตัวเองให้เป็น
ไม่มีการเรียนรู้ใดจะสำคัญไปกว่าการเรียนกายใจของตน เพราะมีแต่เข้าใจกายใจนี้ จึงสามารถเห็นแจ้งตามความเป็นจริงได้อย่างถูกตรง เมื่อเห็นความจริง จะไม่หลงใหลไปกับสิ่งที่นำพาไปสู่ความทุกข์ ความผิดหวัง ความชอกช้ำ ความเจ็บปวด และย่อมสามารถทำให้พึ่งตัวเองได้! ซึ่งเครื่องมือในการเรียนชนิดนี้ คือ การฝึกสมาธิและการเจริญสติ
การเจริญสติ เป็นทักษะสำคัญของชีวิต ที่จะทำให้เข้าใจตัวเองและเข้าใจโลกได้มากขึ้น อีกทั้งยังช่วยทำให้จิตใจมีความเข้มแข็ง สามารถเผชิญหน้ากับอุปสรรคปัญหาในชีวิตได้อย่างมีสติมากยิ่งขึ้น ทำให้ไม่เหงาหงอย เศร้าซึม เป็นการเติมเต็มกำลังใจที่บกพร่อง ทำให้อยู่คนเดียวได้อย่างไม่หว้าเหว่เดียวดาย และยังช่วยให้จิตใจมีความสงบ เยือกเย็น เป็นสุขมากยิ่งขึ้นอีกด้วย
พระเฉลิมชาติ ชาติวโร
พระธรรมทูตเชิงลึกแดนพุทธภูมิ
สถาบันโพธิคยาวิชชาลัย ๙๘๐