จากนักกีฬาแบดมินตันทีมชาติ พลิกผันก้าวสู่วงการบันเทิงเป็นนักแสดงเต็มตัว แสดงศักยภาพทางการแสดงกับละครเรื่องแรก “มวยสะดิ้ง หมัดซิ่งสายฟ้า” ทางช่อง 8 สำหรับ ‘ตะวัน’ ณวินวิชญ์ กิตติชนวิทย์ โดยวันนี้เจ้าตัวมาเปิดอกพูดคุยว่าอะไรคือสาเหตุที่ทำให้ชีวิตถึงจุดเปลี่ยน

◆ ละคร “มวยสะดิ้ง หมัดซิ่งสายฟ้า” ออนแอร์แล้ว รู้สึกอย่างไร?
ตะวัน – “ตื่นเต้นมากๆ เพราะเป็นละครเรื่องแรก แล้วเราเป็นพระเอกเลย ทำให้กดดันกังวล”

◆ อะไรที่ยากสำหรับเราในการแสดง?
ตะวัน – “ผมว่าในมุมที่เป็นคอมเมดี้ บางทีจังหวะเรายังรับส่งไม่โบ๊ะบ๊ะ ยังตามไม่ทัน แต่ในมุมดราม่า แอ๊กชั่น ไม่มีปัญหา ในบทที่เป็นดราม่า เรากลับเล่นได้ดี ที่เราคิดว่ามันยากกลายเป็นง่ายที่สุด แต่คอมเมดี้ที่คิดว่าง่ายกลับยากที่สุด”

◆ โตมาจากการเป็นนักกีฬา แล้วหักเหมาเส้นทางวงการบันเทิงได้ยังไง?
ตะวัน – “ผมเริ่มเป็นนักกีฬาตั้งแต่ 5 ขวบ ตีแบดฯ มาเรื่อยๆ ติดเยาวชน ทีมชาติตั้งแต่อายุ 14 เป็นทีมชาติรุ่นใหญ่ตอนอายุ 22-23 ก็ติดมาเรื่อยๆ และตอนเป็นนักกีฬาก็มีผู้จัดละครติดต่อมา แต่ไม่ได้ตอบตกลงเพราะช่วงนั้นไม่มีเวลาทำอย่างอื่นเลย จริงๆ ผู้จัดเรื่องนี้ พี่บอย(พีรพล) เคยจะเอาผมมาเล่นตั้งแต่ 5 ปีที่แล้ว แต่ผมปฏิเสธเพราะกลัวเขาหลอก ไม่รู้ว่าเขาเป็นผู้จัดจริงไหมจนมาเล่นละครเรื่องนี้ เจอพี่บอยที่เป็นผู้จัด เพิ่งรู้ว่าอ้าวคนนี้นี่นา โป๊ะเชะ”

“ส่วนจุดพลิกผันจากนักกีฬามาเป็นนักแสดงคือช่วงโควิด ปีแรกที่โควิดเข้า ตอนนั้นผมเป็นนักกีฬาอิสระ เป็นนักกีฬาอาชีพที่รับสปอนเซอร์ทั่วไป แต่ตอนนั้นสปอนเซอร์หลักล้มละลาย ก็เลยคิดว่าในหนึ่งปีสองปี ถ้ารายได้ลงเกินครึ่ง เราต้องหาอะไรมาทดแทน ก็เลยมีโอกาสที่ช่อง 8 เปิดคัดเลือกนักแสดงพอดี มีพี่ที่รู้จักแนะนำ แล้วช่อง 8 อยู่ใกล้ที่พัก ทุกอย่างเอื้อหมด ก็เลยลองเข้ามาแคสต์ดู ส่วนกีฬาแบดมินตัน เราติดทีมชาติ ซีเกมส์ เอเชียนเกมส์ แชมป์โลก รู้สึกเต็มอิ่มแล้ว พ่อแม่ก็เอ็นจอยกับเรา คุณแม่ก็อยากให้เเป็นนักแสดง เป็นการสานต่อความฝันตัวเองกับคุณแม่ด้วย”

◆ เรียกว่าแขวนแร็กเกต?
ตะวัน – “ครับ เหตุผลอย่างแรกคือ อาการบาดเจ็บ แต่เราไม่ได้แจ้งใครเพราะรู้สึกเป็นจุดบอดจุดหนึ่งของเรา กับอีกอันนึงคือสปอนเซอร์ ในช่วง โควิดตอนนั้นมันทำอะไรไม่ได้ เรามีครอบครัวที่ต้องดูแล มีภาระอย่างอื่นที่ต้องหาลู่ทางในช่องทางอื่น ซึ่งพอเข้ามาอยู่วงการบันเทิง ก็เหมือนมาใช้ศักยภาพให้ผู้ใหญ่เห็นว่าเราทำได้ โดยการแสดงตัวตนเราออกมา แล้วสิ่งที่ผมต้องพัฒนาคือเรื่องการแสดง แอ๊กติ้ง เหมือนของพวกนี้มันหยุดเรียนรู้ไม่ได้ครับ”

◆ มาพาร์ตเรื่องหัวใจบ้าง มีข่าวกับน้ำตาล ชลิตา อัพเดตให้ฟังหน่อย?
ตะวัน – “ใช้คำว่าใจฟูแล้วกัน แต่สถานะยังไม่ชัดเจนจ๋าขนาดนั้น อาจจะใช้ คำว่าเป็นคนคุย เป็นสเปเชี่ยลวัน ถามว่าติดอะไร คือด้วยทุกอย่างยังไม่ลงตัว หลายๆ อย่างเรายังปะติดปะต่อกันไม่ทุกอย่าง ตาลเองยังทำงาน 7 วัน แล้วพอผมเริ่มเข้าวงการบันเทิงก็เริ่มไม่ว่าง จังหวะไทมิ่งยังไม่เป๊ะขนาดนั้น”

◆ เจอและรู้จักกันได้ยังไง?
ตะวัน – “เราเจอกันช่วงโควิด เจอครั้งแรกตอนตีแบดฯ เหมือนเข้ามาจอยกรุ๊ป ก็รู้จักกันตั้งแต่ตอนนั้น ตีแบดฯด้วยกันไม่พอ เราเกิด วันเดียวกัน 24 ธันวาคม แต่คนละปี ตาลเกิดปี 2537 ผมเกิด 2538 เลยคิดว่ามันบังเอิญขนาดนั้นเลยเหรอ ก็เริ่มจากแบบนั้น แล้วก็ได้คุยกัน ติดต่อกันเรื่อยๆ ตอนนี้ก็สามปีนิดๆ แล้ว และอยากบอกว่าปีที่น้ำตาลจะไปมิสยูฯ อันใหญ่ เราไปออกงานเจอกัน ตอนนั้นผมรับราชการเป็นทหาร คือมีรูปนึงตอนนั้นผมยังไม่รู้ว่าเป็นน้ำตาล เราก็เหมือนแอบมอง แล้วมีคนถ่ายรูปนั้นไว้ โดยไม่รู้ตัวว่าเขาถ่าย”

◆ เรียกว่าตกหลุมรักตั้งแต่ตอนนั้น?
ตะวัน – “ผมยังไม่รู้ว่ามันคืออะไร จนมาเห็นรูปนั้น เราก็เอ้ย…เป็นอย่างนั้นจริงเหรอ”

◆ หลังรู้จักน้ำตาล เขาเป็นคนยังไง?
ตะวัน – “นิสัยดี แฮปปี้ สดใส ขยันทำงาน จิตใจดี อาจจะดูเฟียร์ซๆ แรงๆ หน้าเหวี่ยง แต่ผมว่ามันเป็นคาแร็กเตอร์ ตัวตนเขาเป็นอีกแบบ เป็นคนน่ารัก ซึ่งผมชอบในความเป็นตัวตนเขา เราติดต่อกันเรื่อยๆ แล้วเรารู้สึกดี โดยรวมมันแฮปปี้ ตอนนี้คือเป็นคนคุยกันอยู่”

◆ มีโอกาสจะตกลงสถานะเป็นแฟนกันไหม?
ตะวัน – “ต้องรอติดตาม ไม่อยากบอกก่อน อาจรอทุกอย่างลงตัว รอจังหวะที่อาจจะเหมาะสม กว่านี้ การทำงานด้วย อยากให้ทุกอย่างเคลียร์ให้มันกลมๆ”

อชริญา บุญชู

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน