เลือกตั้ง 14 พฤษภาคม 2566 ผ่าน 1 เดือนเต็ม พรรคก้าวไกลซึ่งมี นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ เป็นหัวหน้าพรรคและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ได้รับ ชัยชนะกวาดส.ส.มากที่สุด 151 ที่นั่ง
ประกาศตัวเป็นแกนนำรวบรวมเสียงพรรคฝ่ายเสรีประชาธิปไตยทั้งสิ้น 8 พรรค ลงนามบันทึกความเข้าใจ หรือเอ็มโอยู ร่วมกันจัดตั้งรัฐบาลที่มีพรรค ก้าวไกลเป็นแกนนำ
ผลักดัน “พิธา ลิ้มเจริญรัตน์” ขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนที่ 30 ของประเทศไทย
แต่แล้วเส้นทางของนายพิธา ไม่เพียงปราศจากกลีบกุหลาบ ตรงกันข้ามกลับต้องเผชิญกับอุปสรรคนานัปการจากการเมืองฝ่ายอนุรักษนิยม ที่สร้างกับดักฝังระเบิดไว้ตามรายทาง
โดยเฉพาะกรณีการถือครองหุ้นไอทีวี 42,000 หุ้น ที่เป็นประเด็นร้อนตลอด 1 เดือนที่ผ่านมา
เรื่องราวนายพิธากับหุ้นไอทีวี มาถึงจุดหักเลี้ยวครั้งแรก จากการที่ กกต.มีมติรับเรื่องมาไต่สวนเองตามมาตรา 151 พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้งส.ส.
กรณีความปรากฏมีลักษณะต้องห้ามลงสมัครรับเลือกตั้ง และยินยอมให้พรรคส่งชื่อตนเองเป็นผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อ รวมถึงเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี
เข้าข่ายรู้อยู่แล้วว่าตนเองไม่มีสิทธิ์ลงสมัครรับเลือกตั้ง แต่ก็ยังลงสมัคร มีโทษจำคุก 1-10 ปี ปรับ 20,000-200,000 บาท และสั่งเพิกถอนสิทธิ์เลือกตั้งกำหนด 20 ปี
มติ กกต.ดังกล่าวก่อให้เกิดเสียงวิจารณ์ทั้งในแง่บวกและลบ เกี่ยวกับชะตากรรมทางการเมืองของนายพิธา และพรรคก้าวไกล
อย่างไรก็ตาม กรณี “พิธา-หุ้นไอทีวี” มาถึงจุดพลิกผันสำคัญอีกครั้ง หลังจาก “ข่าว 3 มิติ” แฉคลิปการประชุมผู้ถือหุ้นไอทีวี ที่จัดประชุมเมื่อ 26 เมษายนที่ผ่านมา
ปรากฏข้อเท็จจริงต่อคำถาม ไอทีวียังดำเนินกิจการเกี่ยวกับสื่อหรือไม่ คำตอบของประธานกรรมการบริษัทผ่านคลิปภาพและเสียงก็คือ บริษัทยังไม่มีการดำเนินการใดๆ รอผลคดีความให้สิ้นสุดก่อน
ซึ่งเป็นคนละเรื่องกับคำตอบตัวอักษรที่ปรากฏในเอกสารบันทึกรายงานการประชุมที่ว่า ปัจจุบันบริษัทยังดำเนินกิจการอยู่ ตามวัตถุประสงค์ของบริษัท มีการส่งงบการเงิน และยื่นแบบภาษีเงินได้นิติบุคคลตามปกติ
บันทึกรายงานนี้ยังถูกส่งผ่าน “นักร้อง” ไปยัง กกต. เพื่อใช้ยื่นร้องนายพิธา หวังให้เกิดผลเหมือนนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ เมื่อปี 2563
สิ่งที่เกิดขึ้นยังต้องรอการพิสูจน์ ถ้าจริงก็แสดงถึงความพยายามฟื้นคืนชีพไอทีวีให้กลับมาเป็นสื่อ เพื่อเตะตัดขา “พิธา” สกัดกั้นการจัดตั้งรัฐบาลตามฉันทามติประชาชน ด้วยวิธีการน่าละอายอย่างยิ่ง