“นายกฯ คนใหม่มองว่านายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ เหมาะสมที่สุด เพราะมีความโดดเด่นในการสื่อสาร เป็นผู้นำพรรคที่ชนะการเลือกตั้ง ผมเชื่อทั้งในคุณวุฒิและคุณสมบัติส่วนตัว”
หากการจัดตั้งรัฐบาลล่าช้า ย่อมส่งผลต่อเศรษฐกิจ สังคม และภาพพจน์ของไทย
ไทยเริ่มเสียโอกาสนับตั้งแต่หลังวันที่ 14 พ.ค.2566 สูญเสียมูลค่าทางเศรษฐกิจที่ควรจะเกิดขึ้นหลายแสนล้านในระดับมหภาค
ระดับจุลภาค ประชาชนทั่วไป ธุรกิจ รายเล็ก SME หน่วยงานราชการขาดเข็มทิศเพราะมีเพียงรัฐบาลรักษาการ ไม่สามารถตัดสินใจเรื่องยากๆ หรือเรื่องที่สำคัญ ซึ่งช่วงปลายปีงบประมาณจะเป็นเรื่องใหญ่ที่สุด เป็นช่วงเบิร์นมันนี่ให้หมดตามระเบียบ การใช้เงินของราชการจะสะเปะสะปะ ไม่มีประสิทธิภาพ ทำให้คนวางแผนธุรกิจไม่มั่นใจ ไม่กล้าลงทุน ระบบเงินไม่หมุนเวียนทำให้ระดับจุลภาคพังไปด้วย
อีกเรื่องคือภาพพจน์ของไทย หรือศักยภาพที่ไทยต้องมีต่อหน่วยงานในระดับนานาชาติ เพราะบางครั้งการตัดสินใจในเรื่องสำคัญที่ต้องมีไทย นั่งร่วมประชุมหรือเกี่ยวข้อง ก็ไม่มีตัวแทนในการลงนามหรือเจรจา ทำให้ประเทศไทยเสียโอกาสในเวทีระดับโลก
สำหรับนายกฯ คนใหม่มองว่านายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล เหมาะสมที่สุด เพราะมีความโดดเด่นในการสื่อสาร เป็นผู้นำพรรคที่ชนะการเลือกตั้ง แบ๊กกราวด์การศึกษาจบจากสถาบันการศึกษาชั้นนำจากอเมริกา เชื่อมั่นว่าต้องผ่านการทดสอบอย่างโหดหินถึงจะจบมาได้ ตนเชื่อทั้งในคุณวุฒิ และคุณสมบัติส่วนตัวนายพิธา
ส่วนกระทรวงมหาดไทย จำเป็นต้องปฏิรูปตัวเองอย่างมาก ผู้ที่นำทัพกระทรวงนี้ ต้องเข้าใจและคุยกับคนมหาดไทยรู้เรื่อง จะเข้ามาหักด้ามพร้าด้วยเข่าคงไม่ได้ แต่ต้องเด็ดขาด มีพระเดชพระคุณให้คนมหาดไทยยอมรับ
จุดหมายปลายทางต้องมีการกระจาย อำนาจ แต่หัวใจสำคัญต้องมีก้าวแรกให้ได้ อย่าติดกับดักว่าคนไทยไม่พร้อม ข้าราชการไม่พร้อม คิดว่าผู้นำกระทรวงนี้ต้องเป็นพรรคก้าวไกล เชื่อว่าพรรคทำการบ้านมาเยอะแล้ว
ฝากรัฐบาลชุดใหม่ ขอให้ยึดหลักประชาธิปไตย เป็นรัฐบาลของประชาชน ทำหน้าที่ตามที่ประชาชนคาดหวังและเลือกมา นโยบายที่หาเสียงไว้ต้องพยายามทำให้ได้ แต่ภายใต้ระบบการเมืองและราชการ หากนโยบายไหนยังทำไม่ได้ต้องสื่อสารให้ประชาชนรับทราบ เพื่อให้เกิดความโปร่งใส สามารถตรวจสอบได้