วิศวกรคาดเป็นต้นเหตุเหยื่อยังต้องนอนไอซียูลูกเป็นห่วงสภาพจิตแม่

วิศวกรรมสถานฯตรวจทางเลื่อนดอนเมือง คลี่สาเหตุหนีบ ผู้โดยสารหญิงขาขาด สันนิษฐานอาจมีวัสดุตกหล่นไปขัดปลายซี่หวีทางเลื่อน ทำให้ล้อกระเป๋าเดินทางติด ขัดตัวจนปลายหวีแตกหักหลุดเข้าไปในระบบ เป็นเหตุให้ง้างแผ่นทางเลื่อนกระดกนอตล็อกแผ่นพื้นกับรางขาด เกิดช่องทำให้ขาหล่นลงไป ไม่ใช่การดูด ขณะที่เหยื่อยังอยู่ไอซียู แพทย์ต้องดูอาการหลังผ่าตัดอย่าให้แผลติดเชื้อ ลูกชายระบุครอบครัวเป็นห่วงสภาพจิตใจแม่เพราะต้องสูญเสียขา ขอให้จัดทีมนักจิตวิทยาช่วยเหลือเยียวยา

เมื่อวันที่ 30 มิ.ย. พ.ต.อ.อดิเรก ทองแกมแก้ว ผกก.สน.ดอนเมือง เปิดเผยความคืบหน้าคดีน.ส.สุพรรณี กิตติรัตนา อายุ 57 ปี ถูกสายพานทางเลื่อนภายในอาคารผู้โดยสารขาออกท่าอากาศยานดอนเมืองดูดหนีบขาขาดว่า เร่งสอบปากคำผู้เกี่ยวข้อง ต้องรอผลตรวจพิสูจน์จากกองพิสูจน์หลักฐาน เพื่อพิจารณาว่าเหตุการณ์เกิดขึ้นได้อย่างไร เป็นความผิดบกพร่องตรงไหนหรือไม่ ความรับผิดชอบเป็นของการท่าอากาศยานดอนเมือง แต่จะต้องตรวจสอบว่าบริษัทเอาต์ซอร์ซที่ดูแลทางเลื่อนว่าได้ตรวจสอบการใช้งานอย่างไร ใครเป็นผู้รับผิดชอบ ส่งหนังสือไปยังบริษัทเพื่อขอสอบปากคำผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด

ผกก.สน.ดอนเมืองกล่าวอีกว่า พนักงานสอบสวนเร่งดำเนินการทุกอย่างที่เป็นประโยชน์ต่อผู้เสียหาย จากการโทรศัพท์ไปสอบถามญาติผู้เสียหาย ทราบว่ายังคงรักษาตัวอยู่ห้องไอซียู ร.พ.บำรุงราษฎร์ ยังไม่พร้อมให้การ และในวันที่ 1 ก.ค.นี้ ตนและพนักงานสอบสวนจะไปเยี่ยมผู้เสียหาย เพื่อสอบถามข้อมูลเบื้องต้น

ขณะที่นายบุญพงษ์ กิจวัฒนาชัย ประธานสาขาวิศวกรรมเครื่องกล วิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ (วสท.) เปิดเผยหลังลงพื้นที่ตรวจสอบทางเลื่อนท่าอากาศยานดอนเมืองว่า สันนิษฐานเป็นลำดับได้ว่าอาจเกิดจากการที่มีวัสดุตกหล่นไปขัดอยู่บริเวณปลายซี่หวี เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ล้อกระเป๋าเดินทางติดอยู่ที่ปลายหวี เมื่อล้อกระเป๋าเดินทางไม่สามารถเคลื่อนตัวต่อไปได้ จึงเกิดการขัดตัวจนกระทั่งปลายหวีแตกหักหลุดเข้าไปในระบบทางเลื่อนอัตโนมัติ เป็นเหตุให้ไปง้างแผ่นพื้นทางเลื่อน เกิดการกระดกจนนอตที่ล็อกแผ่นพื้นกับรางเลื่อนขาด ซึ่งในที่เกิดเหตุพบว่านอตหายไป 3 ตัว ทำให้มีช่องว่างกว้างเพียงพอที่จะทำให้ขาของผู้บาดเจ็บที่กำลังก้าวหล่นลงไปในช่องว่าง ในขณะที่ทางเลื่อนยังทำงานตามปกติ จึงทำให้เกิดการบาดเจ็บ

นายบุญพงษ์กล่าวว่า ผลการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่า จากข้อมูลของการบำรุงรักษา ซึ่งมีการตรวจความปลอดภัยของระบบบันไดเลื่อนทั้งหมด รวมถึงทางเลื่อนอัตโนมัติได้รับรองความสมบูรณ์ของอุปกรณ์ไว้แล้ว นอกจากนี้ในการใช้งาน เจ้าหน้าที่ดูแลรักษาจะต้องตรวจสอบการทำงานของระบบก่อนการเปิดใช้งานทุกวัน ซึ่งในวันเกิดเหตุก็ตรวจสอบก่อนใช้งาน และไม่พบเหตุที่ทำให้ทางเลื่อนอัตโนมัติทำงานที่ผิดปกติ และในวันเกิดเหตุเป็นการหยุดโดยระบบเซ็นเซอร์ ซึ่งใช้เวลาหยุดทำงาน 20 วินาที ไม่ได้เกิดจากการกดหยุดโดยคน

ประธานสาขาวิศวกรรมเครื่องกล วสท. กล่าวอีกว่าสำหรับความแตกต่างของทางเลื่อนอัตโนมัติและบันไดเลื่อน การทำงานและอุปกรณ์ของทั้ง 2 อุปกรณ์คล้ายกัน มีความแตกต่างที่เห็นได้ชัดเจน 2 เรื่อง คือมุมที่วัดจากแนวระนาบสำหรับทางเลื่อนอัตโนมัติจะไม่เกิน 11 องศา เพื่อให้แผ่นพื้นเรียบ หากมุมจากแนวระนาบเกินกว่านี้ จะต้องทำแผ่นพื้นให้เป็นขั้นบันไดเลื่อน และข้อแตกต่างของการรับน้ำหนัก ซึ่งทางเลื่อนอัตโนมัติ 1 แผ่นพื้น รับน้ำหนักได้ 160 กิโลกรัม ขณะที่บันไดเลื่อนรับน้ำหนักที่ 75 กิโลกรัมต่อคน น้ำหนักที่ใช้ในการออกแบบดังกล่าวมีความสำคัญในการออกแบบอุปกรณ์ เพื่อความปลอดภัยของทั้งระบบบันไดเลื่อนและทางเลื่อนอัตโนมัติ ซึ่งเป็นไปตามมาตรฐานสากล

นายบุญพงษ์กล่าวว่า มีข้อแนะนำ 4 เรื่องสำหรับประชาชนในการใช้บันไดเลื่อนและทางเลื่อน 1.ต้องมีสติ อย่าให้มีสิ่งวอกแวกเกิดขึ้น 2.งด หรือหลีกเลี่ยงการใช้อุปกรณ์สื่อสารระหว่างใช้บันไดเลื่อน หรือทางเลื่อน 3.ขอให้จับราวบันไดเลื่อน ซึ่งในกรณีที่จับจะป้องกันความรุนแรงของเหตุที่จะเกิดได้ดีกว่าไม่จับ และ 4.หากพบเสียงดังผิดปกติ อย่าใช้บันได ขอยืนยันว่าไม่มีส่วนไหนของทางเลื่อน หรือบันไดเลื่อนที่มีแรงดูด และดึงคนเข้าไปติดได้ อุปกรณ์เหล่านี้ไม่ได้มีแรงดูดขนาดนั้น โดยเฉพาะขนแปรงที่มีคนเข้าใจว่าเป็นที่ขัดรองเท้า แต่สิ่งนั้นคือระบบเซฟตี้ที่ทำมาเพื่อป้องกันชายกระโปรง หรือสิ่งแปลกปลอมเข้าไปติดบริเวณด้านข้างของทางเลื่อน ไม่ได้สร้างความอันตรายแต่อย่างใด

ผู้เชี่ยวชาญ วสท. กล่าวอีกว่าหลังจากนี้ วสท.ยังมีความจำเป็นที่ต้องแสวงหาข้อเท็จจริงโดยละเอียด เพื่อหามาตรการป้องกันให้เกิดความปลอดภัยต่อประชาชนผู้ใช้งานต่อไป อยากฝากถึงผู้ประกอบการ หรือหน่วยงานต่างๆ ต้องเฝ้าระวังให้มากกว่านี้ ต้องมีคนเดินตรวจ และหมั่นตรวจ เพราะทางเลื่อนหรือระบบสาธารณะมีโอกาสที่เกิดอุบัติเหตุได้ตลอดเวลา และห้ามให้เกิดการหักของซี่หวีติดกัน หากพบต้องซ่อมแซมทันที เพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์ลักษณะเช่นนี้อีก

วันเดียวกัน นายกฤตย์ กิตติรัตนา ลูกชาย น.ส.สุพรรณี โพสต์เฟซบุ๊กถึงอาการแม่ว่าขอขอบคุณทุกท่านที่ให้กำลังใจกันอย่างล้นหลาม กำลังใจคือสิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับครอบครัวในตอนนี้จริงๆ วันที่เกิดเรื่องทางครอบครัวอยู่ในความตกใจ เศร้าเสียใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แต่ต้องรีบตั้งสติ และบริหารจัดการวิกฤตของครอบครัวให้เร็วและดีที่สุด หลังเกิดอุบัติเหตุพวกเรายังไม่ได้พูดคุยกันถึงรายละเอียดที่เกิดขึ้นกับคุณแม่ แต่โฟกัสไปที่การรักษา เพื่อกู้ภาวะวิกฤตของคุณแม่เป็นความสำคัญอันดับแรก เนื่องจากเสียเลือดมาก จึงยังไม่ได้มีโอกาสได้ออกมาให้สัมภาษณ์ หรือตอบคำถามสื่อที่ติดต่อเข้ามาทางครอบครัวอย่างเป็นทางการ ตอนนี้เราเริ่มตั้งสติกันได้บ้างแล้ว เลยอยากมาให้ข้อมูลเบื้องต้น เป็นอุทาหรณ์สำหรับทุกๆ คน ผ่านจดหมายเปิดผนึกฉบับนี้

นายกฤตย์ระบุว่า เหตุการณ์ที่บีบหัวใจ ครั้งนี้มันยากกับครอบครัวเราจริงๆ ยังคงตกใจและเสียใจทุกครั้งที่เห็นข่าว หรือตอนคิดถึงอาการของคุณแม่ แต่พวกเรายังต้องสู้ เพราะคุณแม่ก็กำลังสู้อยู่เหมือนกัน เหตุเกิดในช่วงเช้า คุณแม่ได้รับการผ่าตัดในช่วงเย็นที่ร.พ.บำรุงราษฎร์ ร.พ.ที่ครอบครัวและ คุณแม่มีประวัติรักษาอยู่ ครอบครัวต้องขอขอบพระคุณทีมงานแพทย์ทุกๆ ท่าน ตั้งแต่ที่สนามบินดอนเมือง ร.พ.ภูมิพลฯ และ ร.พ.บำรุงราษฎร์ที่ช่วยชีวิตคุณแม่

ลูกชายน.ส.สุพรรณีระบุต่อว่า คุณแม่ออกจากห้องผ่าตัดเมื่อช่วงค่ำ ผลผ่าตัดเป็นที่น่าพึงพอใจในขั้นต้น แต่ยังเร็วเกินไปที่จะสรุปว่าจะเป็นการผ่าตัดครั้งสุดท้ายของคุณแม่ ทีมแพทย์แจ้งว่ายังต้องรอดูอาการ และภาวนาให้ไม่ติดเชื้อ หรือเนื้อตาย จะต้องผ่าเปิดแผลและตัดเนื้อออกมาอีก กว่าจะทราบผลคงต้องรอเวลาอีกหลายวัน สภาพกำลังใจของคุณแม่อยู่ในเกณฑ์น่าเป็นห่วง ได้มีโอกาสพูดคุยกับท่านนิดหน่อยทั้งก่อนและหลังผ่าตัด เนื่องจากยังต้องพักในห้องปลอดเชื้อ คุณแม่ยังแสดงความเข้มแข็งออกมาจากทั้งทางสีหน้าและน้ำเสียง แต่เราก็ทราบดีในใจลึกๆ ของท่านแตกสลาย เพราะอยู่ๆ ก็ต้องเสียขา ครอบครัวได้ขอภาพกล้องวงจรปิดจากสนามบิน แต่ยังไม่ได้รับ คาดว่ากำลังผ่านกระบวนการหลายขั้นตอน

นายกฤตย์ระบุอีกว่า ยอมรับว่าครอบครัวกังวลมากที่สุดจริงๆ ในเวลานี้คือสภาพจิตใจคุณแม่ และการมีชีวิตของคุณแม่ในระยะยาว เพราะครอบครัวทราบดีว่าไม่สามารถทำให้ขาคุณแม่กลับมาเหมือนเดิม หรือแม้กระทั่งจะทำให้ชีวิตคุณแม่กลับมาเหมือนเดิมได้ ครอบครัวขอให้คุณหมอช่วยจัดทีมนักจิตวิทยา เพื่อช่วยเหลือเยียวยาคุณแม่ในเบื้องต้น เป็นสิ่งเราต้องพยายามให้ดีที่สุดให้กับท่าน คุณแม่ร้องไห้ไม่ใช่เพราะอาการเจ็บแผล แต่เพราะยังจินตนาการถึงชีวิตที่มีขาข้างเดียวไม่ได้ ครอบครัวจึงหลีกเลี่ยงพูดถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับคุณแม่มากที่สุด ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของผู้มีส่วนเกี่ยวข้องของสนามบินจัดการสืบค้นสาเหตุต่อไป ครอบครัวหวังว่าจะเป็นไปด้วยความโปร่งใสและเที่ยงธรรม

“ผมในฐานคนเป็นลูก โดยเฉพาะตอนที่พบคุณแม่ครั้งแรกหลังเกิดเหตุการณ์ ภาพที่เห็นคือเจ้าหน้าที่ถือกล่องโฟมใส่ขาคุณแม่ลงมาจากรถฉุกเฉิน แยกออกมาจากตัวคุณแม่ที่นอนอยู่บนเปลรถเข็น มันเป็นความรู้สึกที่ผมไม่สามารถอธิบายได้จริงๆ ครอบครัวยังคงภาวนาให้แผลผ่าตัดของคุณแม่ไม่มีอาการ ติดเชื้อ และเป็นการผ่าตัดครั้งสุดท้ายของคุณแม่ นอกเหนือจากนี้ครอบครัวยังไม่ขอคิดสิ่งอื่นใด เพราะถึงครอบครัวของเราจะไม่ได้เหมือนเดิมหลังจากเหตุการณ์นี้ แต่เราจะต้องมีสมาชิกครอบครัวครบเท่าเดิม ขอขอบคุณ ทุกท่านอีกครั้ง ทั้งการช่วยเหลือ กำลังใจ คำอวยพร” นายกฤตย์ระบุในเฟซบุ๊ก

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน