ตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎร ยังคงเป็นปัญหาต่อรองระหว่าง 2 พรรคใหญ่ พรรคเพื่อไทยและพรรคก้าวไกล
โดยพรรคก้าวไกลเสนอชื่อ นายปดิพัทธ์ สันติภาดา ส.ส.พิษณุโลก ขณะที่พรรคเพื่อไทย มีส.ส.ออกมาคัดค้าน
พร้อมๆ กับมีชื่อ นายสุชาติ ตันเจริญ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรค เพื่อไทย ถูกพรรคพลังประชารัฐเสนอว่าจะเป็นคนเสนอเข้าชิง
แม้ตัว นายสุชาติ จะไม่มีการออกมาปฏิเสธ แต่ในช่วงวันหยุดที่ ผ่านมา มดดำ-คชาภา ตันเจริญ ลูกชายนายสุชาติ ตันเจริญ ออกมาโพสต์ภาพตัวเองถ่ายคู่กับพ่อ บนอินสตาแกรม พร้อมข้อความระบุว่า “พ่อ ภูมิใจนะที่พ่อ ยังเชื่อลูกคนนี้บ้าง หนูเชื่อบนเส้นทางประชาธิปไตย ยังสวยงามเสมอ ภูมิใจที่เป็นลูกพ่อ”
นำไปสู่การตีความว่า นายสุชาติ ยอมถอยไม่เข้าชิงเก้าอี้ประธานสภาแล้ว
ก่อนที่ล่าสุดมีชื่อ นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ส.ส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชาติ ปรากฏขึ้นมาอีกครั้ง
โดยที่ประชุมส.ส.และกรรมการบริหารพรรคเพื่อไทย มีมติเสนอชื่อนายวันนอร์ ในตำแหน่งประธานสภา พร้อมนำไปหารือกับพรรคก้าวไกล
ซึ่งชื่อของ นายวันนอร์ ถูกมองว่าเหมาะสมกับเก้าอี้ประธานสภา มีมาตั้งแต่ 8 พรรคร่วมเริ่มเจรจาจับมือกันเพื่อจัดตั้งรัฐบาล เพราะถือเป็นบุคคลที่มีประสบการณ์ ไม่มีความด่างพร้อย สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างเป็นกลาง เป็นที่ยอมรับและได้รับความเคารพจาก ส.ส.
ที่สำคัญ การออกมาพูดแสดงความเห็นของนายวันนอร์ แต่ละครั้งจะได้รับการยอมรับจากทุกพรรค แต่ชื่อของ นายวันนอร์ ก็เงียบหายไป
กระทั่งมีชื่อถูกเสนอขึ้นมาอีกครั้ง และนายวันนอร์ ก็ออกมาตอบรับ ภายใต้เงื่อนไขว่า ถ้าเสนอมาแก้ปัญหา เพื่อให้รัฐบาลประชาธิปไตย เดินหน้าไปได้ ก็ยินดีแต่ต้องฟังเสียงพรรคก้าวไกลและเสียงของประชาชนด้วย
นายธนกร วังบุญคงชนะ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ ในฐานะรองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ ระบุแม้จะต้องยึดตามมติพรรค แต่ส่วนตัวมองว่านายวันนอร์ เป็นผู้อาวุโส มีความรู้ความสามารถ และที่ผ่านมาก็ทำหน้าที่ได้ดี เหมาะสมที่จะเป็นประธานสภา เพราะประธานสภาต้องเป็นกลางและมีวุฒิภาวะ มีความรู้ความสามารถ และการควบคุมในสภา ไม่ใช่ว่าส.ส.ทุกคนทำได้ คิดว่าต้องเป็นบุคคลที่มีบารมีพอสมควร
หากดูตัวอย่างที่ผ่านมาก็จะทราบว่าการประชุมสภาจะเป็นไปด้วยความเรียบร้อยหรือไม่ ก็อยู่ที่ประธานสภาด้วย
นายปริญญา เทวานฤมิตรกุล อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ วิเคราะห์ถึงการเข้าสู่ตำแหน่งของนายวัน มูหะมัดนอร์ มะทา ว่า จริงๆ แล้วเป็นเรื่องการตกลงกันระหว่างพรรคร่วมรัฐบาล พรรคอันดับ 1 กับอันดับ 2 ซึ่งการบอกว่าพรรคอันดับ 1 ต้องได้ประธานสภา มันก็ไม่ใช่กฎตายตัว แต่อยู่บนเงื่อนไขว่าพรรคอันดับ 1 เขายอม เพราะเป็นสิทธิ์ของเขาที่จะได้ เพื่อควบคุมการประชุมสภา รวมทั้งได้สิทธิ์การเป็นนายกรัฐมนตรี ถ้ารวมเสียงได้เกินครึ่ง
เชื่อว่าโดยมารยาทคงคุยกันแล้วระหว่าง 2 พรรค และนายวันนอร์ เคยบอกแล้วว่า ประชาชนคาดหวังรัฐบาลประชาธิปไตย ถ้าทำไม่สำเร็จ ประชาชนอาจไม่ให้อภัยพรรคที่ทำให้เกิดปัญหาขึ้น ซึ่งคงมุ่งไปที่พรรคเพื่อไทย เพราะเป็นพรรคเดียวที่ต่อรองตำแหน่งประธานสภา
เมื่อนายวันนอร์ ตอบรับตำแหน่งนี้ แล้วพรรคก้าวไกลตอบตกลงก็จบในเรื่องของประธานสภา แต่ถ้าแตกหัก เกม 8 พรรคคงไปลำบาก
เข้าใจว่าแนวโน้มที่ก้าวไกลจะยอมนั้น มีโอกาส เพราะข้อบังคับการประชุมสภา 2562 ข้อ 6 ในการประชุม สมาชิกมีสิทธิ์เสนอส.ส.เป็นประธานสภา ใช้เสียงแค่ 20 เสียง ผู้ที่ตอบรับการเสนอชื่อต้องแถลงวิสัยทัศน์ ไม่มีการอภิปราย ถ้ามีคนเดียวก็ได้เป็นเลย แต่ถ้ามีเสนอมากกว่า 1 คนให้ลงคะแนน แล้วลงคะแนนลับ ซึ่งผลที่ออกมาไม่อาจรู้ได้เลยว่าใครลงคะแนนให้ใคร ถ้าแข่งกันแล้วคนก้าวไกลไม่ได้ เพราะแพ้อีกคน จับมือใครดมไม่ได้เลยว่าใครเบี้ยว
สถานการณ์ตอนนี้ไม่ปกติ เพราะหากมี 312 เสียง นายพิธาได้เป็นนายกฯ 100 เปอร์เซ็นต์ แต่เมื่อระบบรัฐสภาไม่ปกติ อยู่ภายในรัฐธรรมนูญปี 2560 ให้ส.ว.โหวตเลือกนายกฯ ซึ่งต้องได้ 376 เสียง แต่เสียง 8 พรรคมี 312 เสียง ยังขาดเสียงส.ว. ทำให้มีการดิ้นได้ มีโอกาสสลับขั้ว เปลี่ยนข้าง ทำให้ดิ้นมาถึงตำแหน่งประธานสภา
ดังนั้น ถ้าอยากให้จบ ไม่เสี่ยงในสภาว่าจะแพ้ ก็มีโอกาสที่จะตกลงกันได้ว่าเป็นนายวันนอร์
ผมเห็นว่านายวันนอร์ เป็นผู้ใหญ่ แม้จะมีภาพลักษณ์ใกล้ชิดเพื่อไทย พูดอะไรก็น่าฟังทุกครั้ง อาจจะเป็นคนกลางที่ช่วยทำให้ก้าวไกลได้ไปต่อ เพราะถ้าหากก้าวไกลโหวตประธานสภาแพ้ ส.ว.ก็จะพูดได้เลยว่า การโหวตประธานสภายังแพ้เพื่อไทย
ตรงนี้ จึงไม่ใช่เรื่องการแพ้ แต่เป็นการตกลงเดินหน้าร่วมกัน
ล่าสุดที่ประชุม 2 พรรคเพื่อไทยและก้าวไกลเสนอชื่อนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา เป็นประธานสภา และส.ส.พรรคก้าวไกล เป็นรองประธานสภาคนที่ 1 ส.ส.พรรคเพื่อไทยเป็นรองประธานสภาคนที่ 2 โดยจะเสนอเข้าที่ประชุมสภาในวันที่ 4 ก.ค.