แก๊งฆ่าหั่นศพเข้าเรือนจำ ตร.ส่งฝากขัง เปิดแผน‘โอลาฟ’ เตรียมเรือนำศพนักธุรกิจเยอรมันทิ้งทะเลอำพรางคดี แต่ผิดคิวเรือไม่มีใบอนุญาตจนท.ท่าเรือไม่ปล่อยลงน้ำเลยต้องแยกย้ายกันเผ่น ‘ซาฮ์รูค’ผู้ต้องหาคนสุดท้าย กอดแม่ร่ำไห้โฮยืนยันไม่รู้เห็นด้วย อ้างถูกหัวโจกใหญ่บังคับข่มขู่หากไม่ร่วมด้วยจะลักตัวน้องสาว-เมียส่งให้ชาวแก๊งที่เขมร
เมื่อเวลา 08.30 น. วันที่ 13 ก.ค. พ.ต.ต.วชิรวิชญ์ วิสุทธิ์เสรีพันธุ์ สว.สอบสวน สภ.หนองปรือ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี พร้อมกำลังตำรวจเกือบ 10 นาย คุมตัวนางเพธา คริสเติล กรุนด์กริฟ อายุ 54 ปี, นายโอลาฟ ธอร์สเทน บริงก์มันน์ อายุ 52 ปี และน.ส.นิโคล เฟรเวล อายุ 52 ปี ทั้งหมดเป็นชาวเยอรมัน ผู้ต้องหาร่วมกันฆ่าหั่นศพนายฮานส์ ปีเตอร์ ราลเตอร์ มาค อายุ 62 ปี นักธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ชาวเยอรมัน ส่งฝากขังผัดแรกต่อศาลจังหวัดพัทยา โดยทั้งหมดมีสีหน้าเคร่งเครียด
สำหรับ นางเพธาและนายโอลาฟถูกตำรวจออกหมายจับในข้อหากล่าวหา ร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา และปิดบังซ่อนเร้นอำพรางศพ ส่วนน.ส.นิโคล หญิงพิการเดินกะโผลกกะเผลก และเป็นผู้เช่าบ้าน ที่มีการนำตู้แช่แข็งไปวางในห้องนอน ก่อนจะพยายามหลบหนีและกรีดแขนตัวเองฆ่าตัวตาย ถูกตำรวจตั้งข้อหาปิดบังซ่อนเร้นอำพรางศพ โดยชาวเยอรมันทั้ง 3 คน ถูกตำรวจตรวจคนเข้าเมืองชลบุรี เพิกถอนวีซ่า และหนังสือเดินทาง ทำให้มีการคาดการณ์ว่า น่าจะไม่ได้รับการประกันตัวในชั้นศาล อีกครั้งยังเป็นคดีอุกฉกรรจ์สะเทือนขวัญ
ส่วนนายซาฮ์รูค คารีม อุดดิน อายุ 27 ปี เชื้อชาติปากีสถาน สัญชาติไทย ผู้ต้องหาคนสุดท้ายที่ถูกตำรวจจับได้ที่ จ.กาญจนบุรี เจ้าหน้าที่ย้ายไปฝากขังที่ห้องควบคุมขัง สภ.บางละมุง เมื่อช่วงดึกที่ผ่านมา เพื่อไม่ให้นายโอลาฟและนางเพธามีการพบหรือพูดคุยกัน เนื่องจากเกรงเสียรูปคดี อีกทั้งตำรวจเชื่อว่านายนายซาฮ์รูคอาจเป็นตัวกุญแจสำคัญในการไขปมสังหารในครั้งนี้ทั้งหมด เนื่องจากทั้งนายโอลาฟและนางเพธา ไม่ให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่
ต่อมาเวลา 11.20 น. พนักงานสอบสวนสภ.หนองปรือ ประสานเบิกตัวนายซาฮ์รูคกลับมาสอบปากคำที่สภ.หนองปรือ
รายงานข่าวแจ้งว่า พ.ต.อ.ศานติ กรเกษม ผกก.สส.บก.ภ.จว.ชลบุรี พร้อมเจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวนไปรับตัวนายซาฮ์รูคจากบก.ภ.จว.กาญจนบุรี กลับมาดำเนินคดีที่สภ.หนองปรือ เมื่อเวลา 23.50 น. วันที่ 12 ก.ค.ที่ผ่านมา โดยผู้ต้องหามีสีหน้าเคร่งเครียดตลอดเวลา และมีครอบครัวประกอบด้วย บิดา มารดา และพี่ชายมารออยู่หน้าสภ.หนองปรือ ทันทีที่พบหน้ากันมารดาโผเข้ากอดนายซาฮ์รูคแล้วพากันร่ำไห้เสียงดัง
นายซาบาส อายุ 52 ปี และนางแพค อายุ 56 ปี บิดาและมารดาของนายซาฮ์รูคเผยว่า ครอบครัวประกอบธุรกิจนำเข้าอาหารทะเลที่ จ.ภูเก็ต รู้จักกับนางเพธาเมื่อ 2 ปีก่อน โดยนางเพธาติดต่อขอนำอาหารทะเลมาขายในพื้นที่เมืองพัทยา แต่จากการพูดคุยกันรู้สึกไม่มีความน่าเชื่อถือจึงไม่ได้ร่วมธุรกิจกัน จากนั้นไม่ได้ติดต่อกันอีก แต่มาทราบภายหลังว่า ลูกชายยังติดต่อกับนางเพธาในเรื่องร่วมกันทำธุรกิจนายหน้าที่ดิน ที่ผ่านมาพยายามห้าม แต่ลูกไม่ยอมฟัง จนกระทั่งมาทราบข่าวว่าลูกชายตกเป็นผู้ต้องหาฆ่าหั่นศพดังกล่าว
นางแพคกล่าวเพิ่มเติมว่า หากลูกชายทำผิดจริงจะไม่เข้าข้าง แต่นิสัยส่วนตัวจะไม่เคยโกหกแม่ หากเรื่องไหนจะไม่ทำให้แม่ลำบากใจ ก็จะพูดทั้งหมด ช่วงที่ถูกจับตัวใน จ.กาญจนบุรี ลูกชายร้องไห้หนักมาก สาบานว่าไม่ได้ทำ และไม่รู้เรื่องอะไรเลย แต่ถูกนายโอลาฟข่มขู่จะลักพาตัวภรรยาและน้องสาวไปที่เขมร เพื่อบังคับให้ร่วมก่อเหตุด้วย ทำให้เชื่อว่าลูกถูกบังคับให้ทำ โดยอาจถูกจัดฉากให้เข้ามาเกี่ยวข้องกับคดีนี้
นายชาฮ์ลี พี่ชายของนายซาฮ์รูค เผยว่า มีโอกาสพูดคุยกับน้องชาย ในช่วงเวลาสั้นๆ ทางโทรศัพท์ อีกทั้งโดยปกติแล้ว น้องชายจะไม่เคยร้องไห้ให้ได้ยิน แต่ครั้งนี้ร้องไห้หนักมาก ว่า กลัวถูกโอลาฟขู่ฆ่า และจะมีการลักพาตัวแฟนสาวและน้องสาวแฟนไปขายกับแก๊งที่กัมพูชา ส่วนรายละเอียดมากกว่านี้ ขอพูดคุยกับน้องชายอีกครั้ง จากที่น้องชายพูดเชื่อว่า ถูกหลอกให้มาก่อเหตุในครั้งนี้ และกล้าที่จะพูดว่า น้องชายไม่มีนิสัยแบบนี้ เพื่อนในกลุ่ม ที่ จ.ภูเก็ต จะรู้กันดีว่าน้องชายเป็นคนจิตใจดี แต่แค่ชอบในรอยสัก และชอบขับขี่รถจักรยานยนต์บิ๊กไบก์ โดยกลุ่ม ชื่อว่า “81” และยังเชื่อว่าน้องชาย ไม่ใช่คนฆ่า ส่วนน้องสาวและแฟนสาวของน้องชายยังคงปลอดภัยดี
วันเดียวกัน เจ้าหน้าที่เข้าอายัดเรือเร็ว (สปีดโบ๊ต) ขนาด 18 ฟุต ที่บ้านพักของเพื่อนนายโอลาฟ ในซอยพระตำหนัก 5 เมืองพัทยา ต.หนองปรือ มาตรวจสอบ หลังเจ้าของบ้านทราบข่าวแล้วกลัวติดร่างแหไปด้วย แจ้ง เจ้าหน้าที่ว่า นายโอลาฟนำเรือลำดังกล่าวไปฝากไว้ตั้งแต่วันที่ 9 ก.ค.ที่ผ่านมา เบื้องต้น เจ้าหน้าที่ตรวจสอบพบว่า ในช่วงเช้าวันที่ 9 ก.ค. นายโอลาฟให้เพื่อนสัญชาติเดียวกันนำเรือลำดังกล่าวไปส่งบริเวณท่าเรือแห่งหนึ่งใน ต.นาจอมเทียน อ.สัตหีบ แต่ไม่มีเอกสารทะเบียน และใบท้ายเรือ เจ้าหน้าที่ประจำท่าเรือจึงไม่ให้นำลงทะเล นายโอลาฟจึงลากนำไปฝากไว้ที่บ้านหลังดังกล่าว
นอกจากนั้นเจ้าหน้าที่ยังได้ภาพวงจรปิดจากร้านจำหน่ายอุปกรณ์ตกปลาในพื้นที่ อ.บางละมุง ขณะนายโอลาฟและนายซาฮ์รูคเข้าไปซื้ออุปกรณ์ตกปลา เบื้องต้นสันนิษฐานเตรียมนำศพนายฮานส์ไปทิ้งทะเลอำพรางคดี แต่เรือมีปัญหารวมถึงเจ้าหน้าที่สืบสวนแกะรอยกระทั่งพบตู้แช่ศพทำให้ต้องเปลี่ยนแผนแยกย้ายกันหลบหนี กระทั่งถูกเจ้าหน้าที่ตามจับกุมได้ทั้งหมดในที่สุด

แก๊งฆ่าหั่น – ตร.คุมตัวนายซาฮ์รูค คารีม อุดดิน หนุ่มลูกครึ่งไทย-ปากีสถาน ผู้ต้องหาคนสุดท้ายแก๊งมาเฟียเยอรมัน ฆ่าหั่นนายฮานส์ นักธุรกิจเยอรมัน มาสอบปากคำที่สภ.หนองปรือ จ.ชลบุรี ยังให้การปฏิเสธ เมื่อวันที่ 13 ก.ค.
ขณะที่ พล.ต.ต.ธีระชัย ชำนาญหมอ ผบก.สส.บช.ภาค 2 สั่งการให้ชุดสืบสวน บก.สส.ภ.2 ติดตามสอบถามร้านขายเลื่อยทุกร้านในแถบเมืองพัทยา จนพบร้านแห่งหนึ่งย่านพัทยาเหนือ ผู้ขายให้การว่านายโอลาฟและนายซาฮ์รูค ซื้อเลื่อยที่ร้านดังกล่าว ในวันที่ 7 ก.ค. ช่วงเวลาประมาณ 13.00 น. พร้อมชี้ภาพยืนยันผู้ต้องหาและเทียบเลื่อยยนต์ของกลางในคดี พบหมายเลขซีเรียลตรงกันกับสมุดคุมการขายของร้าน เป็นรายการที่ ผู้ต้องหาไปซื้อจริง
นอกจากนี้ยังตรวจสอบโทรศัพท์ SUMSUNG S23 ULTRA สีเทา ซึ่งอยู่ในบ้านที่พบศพ มีกล่องโทรศัพท์, ใบเสร็จที่ซื้อในชื่อนายโอลาฟ เมื่อวันที่ 4 ก.ค. ที่ IT City โลตัสพัทยาใต้ เจ้าหน้าที่ตรวจสอบกล้องวงจรปิด พบว่า ตามวันเวลาดังกล่าว ปรากฏภาพนายโอลาฟและนางเพธาเข้าไปซื้อโทรศัพท์ อีกทั้งในใบขายสินค้าพบชื่อผู้ซื้อและหมายเลขอีมี่ตรงกับเครื่องและใบเสร็จที่พบจึงรวบรวมทั้งหมดเป็นหลักฐานสำคัญทางคดี
ขณะเดียวกัน ชุดสืบสวนยังสามารถติดตามเจ้าของบัญชีธนาคารที่ได้รับเงินโอนจากผู้เสียชีวิต หลังพบเส้นทางการเงินผิดปกติรวมกว่า 2 ล้านบาท โดยนายโอลาฟผู้ต้องหา เป็นผู้สั่งการก่อนประสานให้ภรรยาและลูกของผู้เสียชีวิตเดินทางมารับเงินคืน ที่ สภ.หนองปรือ จำนวน 1,250,000 บาท พร้อมจะตรวจสอบบัญชีผู้เสียชีวิตเพื่อติดตามเงินส่วนที่เหลือมาคืนต่อไป