สส.ไล่บี้ทบทวน-ระบุหมกเม็ดหนุนสังคมผู้สูงวัยที่เท่าเทียมบิ๊กป๊อกโบ้ย-พม.ปรับเกณฑ์
รุมอัด ‘รบ.ตู่-มท.’ หมกเม็ดลักไก่แก้ระเบียบจ่ายเบี้ยคนชราถ้วนหน้า ห้ามมีรายได้หรือมีไม่พอกินเท่านั้น ขนาดส.ส.ประชาธิปัตย์ พวกกันเองยังสุดทนออกปากฉะด้วย ‘หญิงหน่อย’ ซัดเลือกปฏิบัติ เย้ยหารายได้ ไม่เป็น เลยต้องตัดทิ้งคนแก่ ส.ส.วิโรจน์-ก้าวไกลวิเคราะห์เกณฑ์ใหม่ลอยแพคนชรากว่า 6 ล้านราย ‘พ.ต.อ.ทวี’ย้ำรัฐสวัสดิการไม่ใช่สังคมสงเคราะห์คนอนาถา รองโทรโข่งรัฐโต้ลั่นปมถังแตก-ลดทอนคุณค่าความเป็นมนุษย์ มท.1 แจงวุ่นแค่แก้ระเบียบจ่ายเงินอปท.เท่านั้นส่วน ส่วนใครจะได้-ไม่ได้อยู่ที่พม. เป็นผู้กำหนด
เปิดรายละเอียดใหม่เบี้ยชรา
จากกรณีเมื่อวันที่ 11 ส.ค.ที่ผ่านมา ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ระเบียบกระทรวงมหาดไทย (มท.) ว่าด้วยหลักเกณฑ์การจ่ายเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุขององค์การปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ.2566 ลงนามโดยพล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย เนื้อหาโดยสรุประบุว่า โดยที่เป็นการสมควรปรับปรุงหลักเกณฑ์การจ่ายเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุขององค์การปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ให้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และพ.ร.บ.ผู้สูงอายุ พ.ศ.2546 อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 69 และมาตรา 77 แห่ง พ.ร.บ.เทศบาล พ.ศ.2496 มาตรา 5 และมาตรา 88 แห่ง พ.ร.บ.สภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ.2537 มาตรา 6 และมาตรา 90 แห่ง พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการเมืองพัทยา พ.ศ.2542 รมว.มหาดไทย จึงออกระเบียบไว้ใจความสรุปว่า
ระเบียบนี้เรียกว่า ระเบียบกระทรวงมหาดไทย ว่าด้วยหลักเกณฑ์การจ่ายเงินเบี้ยยังชีพ ผู้สูงอายุขององค์การปกครองส่วน ท้องถิ่น พ.ศ.2566 บรรดาระเบียบ ข้อบังคับ คำสั่ง ประกาศ หรือมติอื่นใดซึ่งขัดหรือแย้งกับระเบียบนี้ ให้ใช้ระเบียบนี้แทน ระเบียบนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป (มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 12 ส.ค. 2566 เป็นต้นไป)
ห้ามมีรายได้-ไม่พอกินเท่านั้น
สาระสำคัญของระเบียบฉบับนี้ มีการเปลี่ยนแปลงคุณสมบัติของผู้มีสิทธิจะได้รับเงินเบี้ยยังชีพ โดยนอกจากจะต้องเป็นผู้มีสัญชาติไทย มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านใน เขตอปท. และมีอายุหกสิบ (60) ปีบริบูรณ์ขึ้นไปแล้ว ยังเพิ่มเกณฑ์ว่าต้องเป็นผู้ไม่มีรายได้หรือมีรายได้ไม่เพียงพอแก่การยังชีพตามที่คณะกรรมการผู้สูงอายุแห่งชาติ ตามกฎหมายว่าด้วยผู้สูงอายุกำหนด ทั้งนี้ หากผู้สูงอายุที่ไม่มีสิทธิได้รับเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ แต่ได้รับเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุด้วยความสุจริต ให้ เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นตรวจสอบข้อเท็จจริงก่อนรายงานผู้บริหารท้องถิ่นทราบ เพื่อระงับการจ่ายเงินเบี้ยยังชีพ ผู้สูงอายุต่อไป โดยยกเว้นการเรียกเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุคืน
นอกจากนี้ ในบทเฉพาะกาล ข้อ 17 ระบุว่า บรรดาผู้สูงอายุที่ได้ขึ้นทะเบียนและรับเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุจากองค์การปกครองส่วนท้องถิ่น อยู่ก่อนวันที่ระเบียบนี้ใช้บังคับ ให้ยังมีสิทธิรับเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุจากองค์การปกครองส่วนท้องถิ่นนั้นต่อไป การดำเนินการใดที่ดำเนินอยู่ก่อนวันที่ระเบียบนี้ใช้บังคับ ซึ่งสอดคล้องกับเจตนารมณ์ของระเบียบฉบับนี้ ให้ถือว่าการดำเนินการนั้น เป็นการดำเนินการโดยชอบด้วยระเบียบนี้แล้ว
รายงานแจ้งว่า สำหรับเบี้ยยังชีพที่จ่ายให้ ผู้สูงอายุกำหนดไว้ดังนี้ อายุ 60-69 ปี ได้รับเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ เดือนละ 600 บาทอายุ 70-79 ปี ได้รับเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ เดือนละ 700 บาท อายุ 80-89 ปี ได้รับเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ เดือนละ 800 บาท และอายุ 90 ปีขึ้นไป ได้รับเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ เดือนละ 1,000 บาท
แห่รุมจวกเลือกปฏิบัติ
เมื่อวันที่ 14 ส.ค. คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ หัวหน้าพรรคไทยสร้างไทย (ทสท.) คัดค้านกรณี มท.ออกระเบียบวิธีการจ่ายเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ โดยกำหนดเป็น ผู้ไม่มีรายได้หรือมีรายได้ไม่เพียงพอแก่การยังชีพตามที่คณะกรรมการผู้สูงอายุแห่งชาติ ตามกฎหมายว่าด้วยผู้สูงอายุกำหนด โดยระบุว่า การเพิ่มคุณสมบัติของผู้มีสิทธิได้รับเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุดังกล่าวนี้จะทำลายหลักการรัฐสวัสดิการแบบถ้วนหน้า
แต่จะตอกย้ำระบบรัฐสงเคราะห์ที่เลือกให้เฉพาะคนจน หรือคนอนาถา เป็นการกระทำที่ขัดเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ และหลักสากล แต่เป็นระบบที่รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ถนัด นั่นคือการเลือกปฏิบัติและสร้างบุญคุณในฐานะการช่วยเหลือ เช่น บัตรคนจน หรือเงินอุดหนุนบุตร เป็นต้น ทั้งที่จริงมันคือสวัสดิการที่รัฐพึงจัดหาให้แก่ประชาชนผู้เสียภาษีทุกคนอยู่แล้ว
เย้ยหารายได้ไม่เป็น-ทิ้งคนแก่
“แนวคิดเช่นนี้นอกจากจะสะท้อนปัญหาว่ารัฐบาลหาเงินไม่ได้ ใช้เงินไม่เป็น จนต้องมาตัดจำนวนผู้ได้รับลดเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุไปอีกกว่า 6 ล้านคน ด้วยการเพิ่มเงื่อนไขการรับเงินแล้ว ยังลดทอนคุณค่าความเป็นมนุษย์ของพลเมืองไทย ถ้าอยากได้เงินเพียงเดือนละ 600-1,000 บาท ต้องไปยืนยันตัวตนว่าเป็นคนจนทั้งที่เป็นสิทธิที่ทุกคนควรได้รับการดูแลจากรัฐ รัฐบาลต้องเลิกทำให้คนไทย กลายเป็นคนอนาถา หยุดรัฐสงเคราะห์ แต่ต้องเริ่มวางรากฐานรัฐสวัสดิการถ้วนหน้า เพิ่มศักดิ์ศรีความเป็นคน ด้วยการตระหนักถึงหน้าที่ของรัฐที่ต้องดูแลพลเมืองอย่างทั่วถึงเสมอหน้า ไม่เอางบประมาณของรัฐมาสร้างบุญคุณหรือมาแบ่งคนจนคนรวย” คุณหญิงสุดารัตน์กล่าว
หัวหน้าพรรคไทยสร้างไทย กล่าวยืนยันว่า พร้อมด้วยเครือข่ายบำนาญประชาชนกว่า 3.2 ล้านคน คัดค้านระเบียบกระทรวงนี้อย่างเต็มที่ และสนับสนุนให้เกิดบำนาญประชาชนที่มอบเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุถ้วนหน้าเดือนละ 3,000 บาท ให้คนไทยตามที่ได้หาเสียงเลือกตั้งไว้อย่างสุดความสามารถ เพื่อเป็นการตอบแทนดูแลผู้สูงวัยที่ทุ่มเททำงานให้กับประเทศชาติและลูกหลานในสังคมมาทั้งชีวิต และเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจให้แข็งแรงจากฐานราก ขณะนี้ร่างกฎหมายบำนาญประชาชนถูกยื่นไปยังรัฐสภาเรียบร้อยแล้วก่อนการเลือกตั้ง และรอบรรจุเข้าสู่วาระการพิจารณา
สวัสดิการ-ไม่ใช่สงเคราะห์
ส่วนที่พรรคก้าวไกล (ก.ก.) นายชัยธวัช ตุลาธน เลขาธิการพรรคก้าวไกล กล่าวว่าว่า เรื่องนี้ทางพรรค ไม่เห็นด้วยเพราะสวัสดิการควรจะเป็นสิทธิ์ของทุกคน ไม่ใช่การสังคมสงเคราะห์ที่ต้องมาพิสูจน์ความจน การปรับนโยบายเรื่องสวัสดิการที่เป็นเรื่องใหญ่กระทบกับคนจำนวนมาก ไม่ควรทำในช่วงที่ยังไม่มีรัฐบาลใหม่เป็นอย่างยิ่ง คิดว่าเมื่อรัฐบาลใหม่ไม่ว่าใครจะเป็นนายกรัฐมนตรีต้องเร่งทบทวนเรื่องนี้ ยืนยันว่านโยบายสวัสดิการควรจะถ้วนหน้า
การมีสวัสดิการถ้วนหน้าไม่ได้เป็นการเอาเงินไปให้คนรวย ข้อมูลทางวิชาการต่างๆ ชัดเจนว่าสวัสดิการช่วยลดความเหลื่อมล้ำ และคนที่ได้ประโยชน์จากเรื่องดังกล่าวส่วนใหญ่ คือคนที่มีฐานะปานกลางและยากจนดังนั้นหลายคนอาจจะไม่เข้าใจ มองว่าการให้สวัสดิการถ้วนหน้าโดยไม่แยกแยะว่าใครรวยหรือจนทำให้ใช้ภาษีของประชาชนโดยสิ้นเปลือง แต่ความเป็นจริงไม่ใช่อย่างนั้น ที่ผ่านมาการพิสูจน์ความจนนั้นมีปัญหาเยอะเพราะมีคนตกหล่นจากการพิสูจน์ความจนอยู่ไม่น้อย
โวย‘รบ.ตู่’ลักไก่
วันเดียวกันนายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล โพสต์ผ่านเฟซ บุ๊กส่วนตัว ระบุว่า เรื่องใหญ่ ลักไก่เปลี่ยนหลักเกณฑ์จ่ายเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ จากเดิมจ่ายแบบถ้วนหน้า ตั้งแต่ 12 สิงหา ต้องมาพิสูจน์ความจน เรื่องนี้กระทบกับสิทธิของประชาชนอย่างร้ายแรงมาก เพราะรัฐบาลรักษาการของ พล.อ.ประยุทธ์ ได้ลักไก่ กำหนดหลักเกณฑ์การจ่ายเงินเบี้ยผู้สูงอายุขององค์การปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ.2566 เสียใหม่
แม้ในบทเฉพาะกาล ข้อที่ 17 จะระบุว่า ผู้สูงอายุที่ได้ขึ้นทะเบียน และรับเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ จากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ก่อนวันที่ 12 ส.ค. 66 ยังมีสิทธิรับเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุต่อไป แต่หลักเกณฑ์นี้จะส่งผลกระทบกับสิทธิของประชาชนทุกคน ที่จะทยอยอายุครบ 60 ปี ในอนาคต นอกจากนี้ประชาชนที่จะมีอายุครบ 70 ปี 80 ปี 90 ปี ที่ต้องได้รับการปรับเพิ่มเบี้ยผู้สูงอายุ ก็มีคำถามต่อว่า จะได้รับการปรับเพิ่มหรือไม่
นอกจากนี้ ผู้สูงอายุที่แต่เดิมพอจะมีรายได้จุนเจือตนเองบ้าง ซึ่งตามหลักเกณฑ์ใหม่จะไม่ได้รับเบี้ยยังชีพ หากในเวลาต่อมา รายได้ที่เคยดิ้นรนหาเลี้ยงชีพ เกิดหดหายไป ผู้สูงอายุคนนั้นจะไปติดต่อขอรับเบี้ยยังชีพได้ที่ไหนอย่างไร
ลอยแพ 6 ล้านผู้ชรา
ประเทศไทยมีผู้สูงอายุ (60+ ปี) อยู่ 11 ล้านคน ทราบข่าวมาว่า จะมีการใช้ฐานข้อมูลบัตรคนจนในการพิจารณาจ่ายเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ ทำให้มีผู้สูงอายุได้รับเบี้ยยังชีพเพียงแค่ 5 ล้านคนเท่านั้น โดยผู้สูงอายุอีก 6 ล้านคน จะถูกรัฐลอยแพ
ที่สำคัญ คือ เราก็รู้อยู่แล้วว่าฐานข้อมูลของบัตรคนจน นั้นมีความมั่วอยู่พอสมควร มีคนจนถึง 46% ที่ไม่ได้รับบัตร ในขณะที่ 78% ของคนที่ถือบัตร เป็นคนที่ไม่ยากจนแต่อยากจน ข้อมูลตกหล่นมากมายแบบนี้ แล้วจะเอามาใช้เป็นเกณฑ์ในการจ่ายเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุได้อย่างไร
นอกจากนี้ ในมาตรา 11 (11) ของพ.ร.บ. ผู้สูงอายุ กำหนดเอาไว้ว่า การจ่ายเบี้ยผู้สูงอายุจะต้องจ่ายเป็นรายเดือน โดยต้องจ่ายให้ทั่วถึงและเป็นธรรม มีประเด็นว่า การบังคับให้ ผู้สูงอายุต้องพิสูจน์ความจน นั้นอาจเป็นการกีดกันประชาชนไม่ให้ได้รับสวัสดิการจากรัฐ ขัดกับ พ.ร.บ.ผู้สูงอายุ สามารถฟ้องศาลปกครองให้เพิกถอนหลักเกณฑ์ฉบับนี้ได้
การปรับเปลี่ยนหลักเกณฑ์การจ่ายเบี้ย ผู้สูงอายุในครั้งนี้ ถือเป็นการลักไก่ของรัฐบาลรักษาการ ที่แย่มากๆ เป็นการวางยาทิ้งทวน ที่ส่งผลกระทบต่อประชาชนทั่วประเทศซึ่งโดยปกติวิสัยของรัฐบาลรักษาการ นั้นไม่ควรทำ ประชาชนคงต้องจับตาดูต่อไป ว่ารัฐบาลที่กำลังจะเข้ามารับไม้ต่อ จะจัดการอย่างไรกับหลักเกณฑ์การจ่ายเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุฉบับนี้
ทำลายรัฐสวัสดิการ
ด้านนายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีเดียวกันว่า เศรษฐกิจแย่ บ้านเมืองเผชิญกับวิกฤตมาตลอด 8-9 ปี ประชาชนเดือดร้อนกันทั่วหน้า รัฐบาลรักษาการของพล.อ.ประยุทธ์ มีความจำเป็นอะไรถึงต้องไปเพิ่มเงื่อนไขในคุณสมบัติของผู้มีสิทธิได้รับเงินเบี้ยยังชีพ ผู้สูงอายุดังกล่าว เป็นการทำลายหลักการรัฐสวัสดิการแบบถ้วนหน้า ตอกย้ำระบบรัฐสงเคราะห์ที่เลือกปฏิบัติ เลือกให้เฉพาะคนจนหรือคนอนาถา เป็นการกระทำที่ขัดเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญและหลักสากล เป็นการสร้างเงื่อนไขและเลือกปฏิบัติ ถือเป็นเรื่องที่กระทบสิทธิของพี่น้องประชาชนอย่างรุนแรง
“พล.อ.ประยุทธ์ เป็นหัวหน้ารัฐบาลรักษาการ แต่ไม่รักษาอาการ เหมือนการวางยาทิ้งทวน ผิดธรรมเนียมปฏิบัติ ผิดปกติวิสัยที่รัฐบาลรักษาการไม่ควรกระทำอย่างยิ่ง รัฐบาลรักษาการควรปล่อยให้เป็นหน้าที่ของรัฐบาลใหม่ที่จะเข้ามาดำเนินการจะถูกต้องเหมาะสมกว่า พล.อ.ประยุทธ์ ปากประกาศวางมือ แต่ใจเหมือนคิดวางยาหรือไม่ อย่าผูกขาดทวงบุญคุณกับประชาชนว่า รัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์เท่านั้น ที่จะดูแลผู้สูงอายุได้ นี่คือหลักฐานหนึ่งที่สนับสนุนว่าทำไม 10 เดือนถึงไม่รอ เพราะหากเวลาที่รัฐบาลใหม่จะเข้ามาช้าไปเท่าไหร่ ก็เท่ากับเป็นการเติมโปรโมชั่นพิเศษให้รัฐบาลรักษาการอยู่นานขึ้นไปเรื่อยๆ ”นายอนุสรณ์กล่าว
เจตนาหมกเม็ด-ละเมิดสิทธิ
ส่วนนายชัยชนะ เดชเดโช สส.นครศรี ธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ แสดงความเห็นว่า การปรับเปลี่ยนเกณฑ์ดังกล่าว ถือเป็นการสร้างความสับสนให้กับประชาชนเป็นอย่างมาก เพราะที่ผ่านมาเกณฑ์ที่ตั้งไว้แต่เดิมเป็นที่เข้าใจของประชาชนอยู่แล้ว เมื่อมีการประกาศเกณฑ์ใหม่ กำหนดให้กรมกิจการ ผู้สูงอายุ (ผส.) เป็นผู้กำหนดนั้น มองว่า อาจจะเป็นการตีเช็คเปล่าให้ ผส. กำหนดเกณฑ์ตามใจชอบ โดยไม่ได้อ้างอิงกับความเป็นจริงของปัญหาผู้สูงอายุแต่ละพื้นที่ในอปท.ต่างๆ
การออกระเบียบดังกล่าว เป็นการออกประกาศแบบที่ประชาชนไม่รู้เนื้อรู้ตัวมาก่อน เปรียบเสมือนเป็นการลักหลับ โดยมาเฉลยทีหลังว่า ต่อจากนี้ไปผู้สูงอายุที่ยากจนอาจจะไม่ได้เบี้ยยังชีพทุกคน ดังนั้น ขอเรียกร้องให้มท.ดำเนินการปรับเปลี่ยนระเบียบฯ กลับไปใช้เกณฑ์เดิมที่ประชาชนคุ้นเคยกันดี เกี่ยวกับการจ่ายเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ และการออกระเบียบใดๆ ที่เกี่ยวข้องกับการจ่ายเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุนั้น ผู้เกี่ยวข้องจะต้องชี้แจงให้ประชาชนทราบเป็นระยะๆ ไม่ใช่มาออกระเบียบแบบที่ไม่ให้ใครตั้งตัว จนเกิดข้อวิพากษ์วิจารณ์กันอยู่ในขณะนี้
“เรื่องเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ ถือเป็นเรื่อง ที่ประชาชนทั่วไปหรือแม้แต่พรรคการเมืองแทบทุกพรรค ต่างยอมรับว่า ต้นตำรับนโยบายนี้มาจากพรรคประชาธิปัตย์ ในสมัยที่นายชวน หลีกภัย เป็นนายกรัฐมนตรี โดยเริ่มในปี 2536 ที่ 200 บาทต่อเดือน โดยให้เป็นการสงเคราะห์ต่อผู้สูงอายุผู้ยากไร้ และพัฒนามาจนเป็นผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป ทุกคน สามารถมีสิทธิในการขอรับเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุได้ รวมทั้งมีการจ่ายเบี้ยเป็นขั้นบันได จนถึง 1,000 บาท สำหรับผู้สูงอายุ 90 ปีขึ้นไป เมื่อมีการปรับเกณฑ์ให้คณะกรรมการ กผส. เป็นผู้กำหนดนั้น ผมมองว่า อาจจะมีปัญหาความไม่เข้าใจของ กผส. ซึ่งอาจจะนิยามคำว่า “เป็นผู้ไม่มีรายได้หรือมีรายได้ ไม่เพียงพอแก่การยังชีพ” คลาดเคลื่อนกับความเป็นจริง ผมเชื่อว่า การออกระเบียบฯ ใหม่ โดยไม่ให้ผู้เกี่ยวข้องมีส่วนร่วมเลยนั้น ถือได้ว่า เป็นการส่อเจตนาหมกเม็ด และเป็นการละเมิดสิทธิของผู้สูงอายุตามที่รัฐธรรมนูญได้บัญญัติคุ้มครองเอาไว้ด้วย” นายชัยชนะกล่าว
สวัสดิการไม่ใช่ช่วยคนอนาถา
ขณะที่ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง สส.บัญชี รายชื่อ พรรคประชาชาติ คัดค้านกรณีดังกล่าวว่า ประเทศไทยเป็นประเทศกำลังพัฒนาแรกของโลกที่ก้าวเข้าสู่สังคมสูงอายุอย่างสมบูรณ์ ทำให้ตัวเลขสูงถึงร้อยละ 18 ติดอันดับ 2 ของอาเซียน เป็นรองเพียงสิงคโปร์ ที่มีแนวโน้มขยายตัวเพิ่มขึ้นจนคาดการณ์ว่าอีก 9 ปีข้างหน้า จะกลายเป็นสังคมสูงอายุแบบสุดยอด สูงถึงร้อยละ 28 ของประเทศ ทำให้ช่วงที่ผ่านมาเริ่มเห็นภาพผู้สูงอายุตามเขตชนบทถูกทอดทิ้งอยู่ลำพัง อันมีสภาพความเป็นอยู่ย่ำแย่ เพราะขาดรายได้ขาดการส่งเสียจากบุตรต้องพึ่งพาเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุรับเงินรายเดือน 600-1,000 บาท แล้วแน่นอนว่า วัยที่เพิ่มขึ้น ร่างกายย่อมเสื่อมถดถอยลงตามมาด้วยโรคภัยไข้เจ็บอีกมากมาย
“ด้วยภาวะสังคมสูงวัย พรรคประชาชาติมีนโยบายพรรคที่สนับสนุนสวัสดิการถ้วนหน้า 3,000 บาทต่อเดือน ด้วยหลักการระบบบำนาญแห่งชาติและสวัสดิการถ้วนหน้า รัฐต้องจัดให้ประชาชนอย่างเสมอหน้า ด้วยสิทธิที่เสมอกันไม่ว่ายากดีมีจน ภายใต้หลักการที่ว่าสวัสดิการเป็นสิทธิอันพึงมีของประชาชน มิใช่เพียงแค่หน้าที่ของรัฐในการสงเคราะห์คนอนาถาเพื่อให้เป็นหลักประกันความมั่นคงในชีวิต จึงมีความจำเป็นสำคัญที่สอดคล้องกับ ภาคประชาสังคม และแวดวงนักวิชาการ ต่างร่วมกันขับเคลื่อนผลักดันนโยบายบำนาญถ้วนหน้า สำหรับผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป รับเงินรายเดือนละ 3,000 บาท เพื่อยกระดับให้ประชาชนเกิดความเท่าเทียมกัน” พ.ต.อ.ทวีกล่าว
โทรโข่งโต้ลั่นถังแตก
วันเดียวกัน น.ส.รัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวการปรับปรุงหลักเกณฑ์ดังกล่าว มีสาระหลักเพิ่มเติมคือเป็นผู้ไม่มีรายได้หรือมีรายได้ไม่เพียงพอแก่การยังชีพ ตามที่คณะกรรมการผู้สูงอายุแห่งชาติ ตามกฎหมายว่าด้วยผู้สูงอายุ ดังนั้น ต้องมีการออกระเบียบกำหนดรายละเอียดจากนี้อีก โดยคณะกรรมการผู้สูงอายุแห่งชาติ ผู้สูงอายุที่ได้รับเงินเบี้ยยังชีพอยู่ก่อนวันที่ระเบียบใช้บังคับยังมีสิทธิ์รับเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุต่อไป
ส่วนกรณีที่มีการระบุการปรับปรุงหลักเกณฑ์ดังกล่าว เป็นเพราะรัฐบาลไม่มีความสามารถในการหาเงิน ขอชี้แจงว่าที่ผ่านมา เศรษฐกิจดีขึ้น รัฐบาลจัดเก็บรายได้เพิ่มมากขึ้น มีการจดทะเบียนการค้าบริษัทต่างชาติ การขอการสนับสนุนการลงทุนต่างชาติเพิ่มต่อเนื่อง มีตัวชี้วัดความสามารถจัดหารายได้ ดูจากตัวเลขการจัดเก็บรายได้ของกรมสรรพากร 7 เดือนของปีงบประมาณ 2566 (ต.ค.65-เม.ย.66)เก็บรายได้สูงกว่าปีก่อน 6.5% สูงกว่าเป้าหมายตามเอกสารงบประมาณ 107,101 ล้านบาท หรือ 11.10%
ขณะที่ภาพรวมการจัดเก็บรายได้ของรัฐบาลในช่วง 7 เดือนของปีงบประมาณ 2566 สูงกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อน 7.4% และสูงกว่าเป้าหมายตามเอกสารงบประมาณ 8.9% นี่คือความสามารถของรัฐบาลในการหารายได้
ส่วนประเด็นการลดทอนคุณค่าความเป็นมนุษย์ของพลเมืองไทยนั้น รัฐบาลให้ความสำคัญกับประชาชนทุกกลุ่ม มุ่งแก้ปัญหาประชาชนอย่างมุ่งเป้า ใช้งบประมาณให้เกิดประโยชน์สูงสุด ภายใต้ข้อจำกัดของงบประมาณ วันนี้เราเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุมีจำนวนผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และจะเพิ่มต่อเนื่อง งบประมาณจากเคยตั้งไว้ 5 หมื่นล้าน ต่อปี เพิ่มเป็น 8 หมื่นล้าน และแตะ 9 หมื่นล้านแล้ว ในปีงบประมาณ 2567 ดังนั้น หากลดการจ่ายเบี้ยฯ แก่ผู้สูงอายุเฉพาะกลุ่มที่มีรายได้สูงหรือผู้สูงอายุที่ร่ำรวย เพราะงบประมาณที่จ่ายให้ไปอาจจะไม่มีความจำเป็น ถือเป็นการใช้นโยบายการคลังที่พุ่งเป้าเพื่อช่วยเหลือไปยังกลุ่มคนที่มีความจำเป็นและเดือดร้อนกว่าอีกทั้ง คือการสร้างความยั่งยืนทางการคลังระยะยาว ขอฝ่ายการเมืองอย่ามองเป็นการลักไก่ เพราะไม่มีความจำเป็นที่รัฐบาลจะทำเช่นนั้น
‘บิ๊กป๊อก’โยนพม.เคาะเอง
ด้านพล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย (มท.) กล่าวกรณีมีการเผยแพร่ข่าวเกี่ยวกับการแก้ไขหลักเกณฑ์จ่ายเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ ในลักษณะที่ทำให้อาจเชื่อได้ว่าทำให้กระทบกับสิทธิของประชาชนว่า เป็นการเข้าใจผิด ขอทำความเข้าใจพี่น้องประชาชนผ่านไปยังสื่อมวลชน เพื่อช่วยกันสร้างการรับรู้ข้อมูลที่ถูกต้องกับพี่น้องประชาชนว่า การที่อปท.จะจ่ายเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุตาม ระเบียบมท. ว่าด้วยหลักเกณฑ์การจ่ายเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุขององค์การปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ.2566 ให้กับผู้สูงอายุตามที่ระเบียบกำหนดว่า “ต้องเป็นผู้ไม่มีรายได้ หรือมีรายได้ไม่เพียงพอแก่การยังชีพ” นั้น ตาม ระเบียบฯ กำหนดว่าให้เป็นไปตามที่คณะกรรมการผู้สูงอายุแห่งชาติ ซึ่งมี กรมกิจการผู้สูงอายุ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) เป็นฝ่ายเลขานุการเป็นผู้กำหนด
“มท.ต้องออกระเบียบเพื่อให้องค์การปกครองส่วนท้องถิ่น สามารถจ่ายเงินให้กับ ผู้สูงอายุตามหลักเกณฑ์ระเบียบได้ แต่จะจ่ายได้ต้องเป็นไปตามที่คณะกรรมการผู้สูงอายุแห่งชาติ เป็นคนกำหนด เมื่อกำหนดแล้ว องค์การปกครองส่วนท้องถิ่นจะจ่ายได้ ซึ่ง มท.ต้องไปออกระเบียบให้ตรง ให้สอดคล้องกับที่คณะกรรมการผู้สูงอายุแห่งชาติกำหนด ในขณะนี้ต้องออกระเบียบให้จ่ายได้ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นต้องมีหลักเกณฑ์ต่างๆ จากคณะกรรมการผู้สูงอายุแห่งชาติกำหนด” พล.อ.อนุพงษ์กล่าว