ลุยคลัง-มท.-พม.ให้คงสวัสดิการถ้วนหน้าสูงอายุยกเลิกพิสูจน์จนชี้ลดทอนมนุษย์

ฮือเรียกร้อง 3 กระทรวงใหญ่ บี้คงสวัสดิการถ้วนหน้าผู้สูงอายุ ม็อบ เครือข่ายสลัม 4 ภาคประสานเครือข่ายภาคประชาสังคมบุกกระทรวงคลัง-มหาดไทย-พัฒนาสังคมฯ คัดค้านตัดเบี้ยยังชีพคนชรา ระบุลิดรอนสิทธิสวัสดิการของประชาชน ลดทอนด้อยค่าศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ด้วยการให้พิสูจน์ความยากจน แสดงถึงความไม่เชื่อมั่นในระบบสวัสดิการถ้วนหน้า และส่งเสริมคุณภาพชีวิตของพลเมืองในประเทศ พร้อมจี้รัฐบาลใหม่ดันแก้ไขรัฐธรรมนูญบัญญัติรัฐสวัสดิการเป็นสิทธิแบบถ้วนหน้าให้ชัดเจน

เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 17 ส.ค. ที่ บริเวณประตู 4 กระทรวงการคลัง เขตพญาไท กลุ่มเครือข่ายสลัม 4 ภาค พร้อมเครือข่ายประชาชนเพื่อรัฐสวัสดิการและเครือข่ายรัฐสวัสดิการเพื่อความเท่าเทียมและเป็นธรรม (We Fair) ได้เดินทางมารวมตัวกันชุมนุมอยู่บนทางเท้าริมรั้วกระทรวง เพื่อคัดค้านการตัด เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ

จากนั้น น.ส.กรรณิการ์ ปู่จินะ ประธานเครือข่ายสลัม 4 ภาค ได้อ่านแถลงการณ์และข้อเรียกร้องถึงรัฐบาลว่าในห้วงยามที่เศรษฐกิจยังไม่ฟื้นตัว รัฐบาลประยุทธ์ยังคงเป็นรัฐบาลรักษาการ ซึ่งยังอยู่ในช่วงการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ ซึ่งกระทรวงมหาดไทยได้ออกหลักเกณฑ์การจ่ายเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม 2566 โดยเพิ่มคุณสมบัติการเป็นผู้ไม่มีรายได้ หรือมีรายได้ไม่เพียงพอต่อการยังชีพ และใช้เป็นเงื่อนไขในการรับเบี้ยยังชีพ

นับตั้งแต่ปี 2552 สวัสดิการเบี้ยยังชีพ ผู้สูงอายุถูกปรับจากระบบสงเคราะห์คนยากไร้อนาถา มาเป็นสิทธิสวัสดิการระบบถ้วนหน้า ขอเพียงให้ประชาชนมีอายุ 60 ปี และไม่ได้รับสวัสดิการหรือบำนาญอื่นใดจากรัฐในลักษณะเดียวกัน จนเมื่อเข้าสู่การรัฐประหาร 2557 การบริหารประเทศภายใต้การนำของประยุทธ์ จันทร์โอชา การดำเนินนโยบายด้านสวัสดิการสังคม ของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงการคลัง และกระทรวงมหาดไทย กลับลิดรอนสิทธิสวัสดิการของประชาชน ลดทอนด้อยค่าศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ด้วยการให้พิสูจน์ความยากจน แสดงถึงความไม่เชื่อมั่นในระบบสวัสดิการถ้วนหน้า อันเป็นการเคารพสิทธิเสมอกันของประชาชน และส่งเสริมคุณภาพชีวิตของพลเมืองในประเทศนี้ ยิ่งสังคมไทยเข้าสู่สังคมผู้สูงวัย มีจำนวน ผู้สูงอายุเพิ่มมากขึ้น รัฐควรต้องออกโรงมาปกป้องดูแลทรัพยากรมนุษย์ผู้เป็นกำลังหลักในการขับเคลื่อนประเทศ ด้วยการเพิ่มสิทธิสวัสดิการ และยกระดับคุณภาพชีวิต ในฐานะพลเมือง ซึ่งเป็นทรัพยากรบุคคลของประเทศ

ในนามของพลเมืองที่ได้รับผลกระทบจากการออกระเบียบของกระทรวงมหาดไทย และหลักเกณฑ์ของคณะกรรมการผู้สูงอายุแห่งชาติ เราจะร่วมกันปกป้องสวัสดิการประชาชน และร่วมกันคัดค้านการตัดเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ ข้อเรียกร้องร่วมกัน มีดังนี้ สำหรับกระทรวงมหาดไทย ให้ยกเลิกระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยหลักเกณฑ์การจ่ายเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุขององค์กรปกครองส่วน ท้องถิ่น พ.ศ.2566 แล้วกลับไปใช้ระเบียบเดิม ซึ่งคงสิทธิถ้วนหน้า โดยไม่ต้องพิสูจน์ความยากจน และตัดสิทธิการรับสวัสดิการซ้ำซ้อนไว้แล้ว สำหรับคณะกรรมการผู้สูงอายุแห่งชาติ ต้องออกมาปกป้องสิทธิของผู้สูงอายุทุกคน ไม่ให้ถูกลิดรอนต่ำลงไปกว่าที่เคยเป็นด้วยการไม่สนองตอบต่อหลักเกณฑ์การจ่ายเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ.2566

ส่วนกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ต้องมีบทบาทสำคัญในการยกระดับการเปลี่ยนเบี้ยยังชีพให้เป็นระบบบำนาญถ้วนหน้า ด้วยการออกเป็นกฎหมายรองรับ ไม่ใช่ใช้หลักนโยบายการจ่ายเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุตามมติคณะรัฐมนตรี กระทรวง การคลัง ทำหน้าที่ของตัวเองในการศึกษาตัดงบรายจ่ายที่ไม่จำเป็น และหาแหล่งรายได้ใหม่ๆ เข้ารัฐ เพื่อเพิ่มรายได้มาเติมเต็มการ จัดสวัสดิการให้กับประชาชนแบบถ้วนหน้า เช่น การศึกษาถึงความเป็นไปได้ในการจัดเก็บภาษีความมั่งคั่ง ภาษีลาภลอย ภาษีกำไรจากการซื้อขายหุ้น เป็นต้น สำหรับรัฐบาลใหม่ ต้องผลักดันให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญมีเรื่อง รัฐสวัสดิการเป็นสิทธิแบบถ้วนหน้าบรรจุ ในกฎหมายให้ชัดเจน

นายจำนงค์ หนูพันธ์ ประธานขบวนการประชาชน เพื่อสังคมที่เป็นธรรม หรือ พีมูฟ กล่าวในการชุมนุมว่า ปัจจุบันงบประมาณกองทัพที่ใช้ปีละมหาศาล รัฐบาลไม่เคยแตะต้อง แต่คุณทำกับประชาชนคนแก่แบบนี้ สมาชิกวุฒิสภาจัดตั้งจากเหล่าทัพที่เป็นตัวปัญหาของประเทศ กลับได้เบี้ยเลี้ยงวันละ 600-800 ได้เบี้ยบำนาญหลายหมื่นบาทต่อเดือน ทำไมถึงทำกับประชาชนแบบนี้

นอกจากนี้ เครือข่ายได้เคยมาเรียกร้องต่อกระทรวงการคลัง เมื่อวันที่ 9 ส.ค.ที่ผ่านมา และปลัดกระทรวงการคลัง ยืนยันว่า เบี้ยสูงอายุ จะได้เหมือนเดิม แต่ต่อมาวันที่ 12 ส.ค. กลับมีการออกหลักเกณฑ์ดังกล่าว เป็นการให้เบี้ยแบบไม่ถ้วนหน้า จัดสรรให้แบบอนาถา รัฐบาลรักษาการ รีบชงเรื่องนี้ แบบหมกเม็ด ลักไก่ โดยประชาชนทุกคนกว่าจะอายุ 60 ปี ต้องผ่านการเสียภาษีให้รัฐตลอดทั้งทางตรง ทางอ้อม แต่ต้องมารับเบี้ยแบบคัดกรอง

“ทำสิ่งที่ไม่เท่าเทียมและเพิ่มเหลื่อมล้ำ มากขึ้น รัฐบาลรักษาการชิงออกระเบียบใหม่ วัดฐานความยากจน ใครเป็นคนวัด ใครกลั่นกรอง ที่ผ่านมาบัตรคนจน ก็ตกหล่นเยอะ เช่น พี่น้องไร้บ้าน พี่น้องชาติพันธุ์ เอาหลักเกณฑ์อะไรมาวัด การมาครั้งนี้ จึงขอเรียกให้ ปลัดกระทรวงการคลังออกมาพูดความจริง อย่าหลอกลวง ตระบัดสัตย์กับคนแก่ เขารอมาทั้งชีวิต”

ต่อมาเวลา 10.30 น. ทางกลุ่มเครือข่าย ผู้ชุมนุมเคลื่อนเข้ามาบริเวณประตู 4 โดย เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของกระทรวงการคลัง รีบเข้ามาคล้องโซ่ที่หน้าประตูใหญ่ พร้อมกับล็อกแม่กุญแจประตูเพื่อไม่ให้กลุ่ม ผู้ชุมนุมเข้ามาได้ จนเกิดการยื้อหรือขย่มประตูกันอยู่ระยะหนึ่ง ส่งผลให้ผู้ชุมนุมบางส่วนเกิดความไม่พอใจเป็นอันมาก พร้อมกับกล่าวโจมตีด้วยถ้อยคำรุนแรง

ด้านนายนิติรัตน์ ทรัพย์สมบูรณ์ เครือข่ายรัฐสวัสดิการ We Fair ระบุว่า นอกจากมาที่กระทรวงการคลังแล้ว วันนี้จะเคลื่อนตัวไปที่กระทรวงมหาดไทย กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เพื่อยื่นข้อเรียกร้องต่างๆ ให้กระทรวงที่เกี่ยวข้องเข้ามาดูแลปัญหานี้ เนื่องจากเป็นสิทธิที่ทุกคนควรได้รับอย่างเท่าเทียม วันนี้ระบบถ้วนหน้าเรามาไกลมากแล้ว ไม่ควรถอยหลังกลับไปที่เดิมอีก

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังการอ่านแถลงการณ์จบกลุ่มมวลชนได้เคลื่อนขบวนต่อไปยังกระทรวงมหาดไทย และ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เพื่อยื่นหนังสือข้อเรียกร้องดังกล่าวต่อไป ซึ่งการชุมนุมเป็นไปด้วยความเรียบร้อย โดยมี พ.ต.อ.ภูวดล อุ่นโพธิ์ ผกก.สน.บางซื่อ พ.ต.ท. วุฒิเดช พ่อค้า สวป.สน.บางซื่อและเจ้าหน้าที่ฝ่ายป้องกันและปราบปราม สน.บางซื่อ มาดูแลความสงบเรียบร้อย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนหน้านี้ กระทรวงมหาดไทย ได้ยืนยันแล้วว่าการจ่ายเบี้ยผู้สูงอายุยังเป็นไปตามเดิม เพราะต้องให้คณะกรรมการผู้สูงอายุแห่งชาติเคาะหลักเกณฑ์ (กผส.) ซึ่งเป็นหน้าที่ของนายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรีชุดใหม่เข้ามาเลือกว่าจะให้

ผู้สูงวัยฮือ – กลุ่มผู้สูงอายุและเครือข่ายสลัมสี่ภาคชุมนุมหน้ากระทรวงการคลัง คัดค้านปรับเปลี่ยนกฎเกณฑ์ใหม่การจ่ายเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ ที่ต้องพิสูจน์ความยากจน พร้อมเรียกร้อง รัฐสวัสดิการถ้วนหน้า เมื่อวันที่ 17 ส.ค.

ที่รัฐสภา นายเซีย จำปาทอง สส.บัญชี รายชื่อ พรรคก้าวไกล แถลงคัดค้านระเบียบกระทรวงมหาดไทย ลดบำนาญประชาชน พร้อมสนับสนุน พ.ร.บ.บำนาญถ้วนหน้า ว่า กรณีของการประกาศระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยหลักเกณฑ์การจ่ายเงิน เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุขององค์กรปกครองส่วน ท้องถิ่น พ.ศ. 2566 ที่ออกมาเมื่อวันที่ 11 ส.ค. และบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 12 ส.ค. เป็นของขวัญวันแม่ ที่มอบให้กับผู้สูงอายุทั้งประเทศ

นายเซียกล่าวว่า พรรคก้าวไกลเห็นว่าประกาศดังกล่าวเป็นการหมุนกงล้อระบบสวัสดิการย้อนกลับจากที่ไทยควร ก้าวไปสู่การมีระบบสวัสดิการถ้วนหน้ากลับไปสู่ระบบสงเคราะห์ ที่ต้องพิสูจน์ความจนเพื่อได้รับการช่วยเหลือ เป็นการลดทอนศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์อย่างไม่น่าให้อภัย และไม่น่าเกิดขึ้นในยุคโลกาภิวัตน์ที่ให้คุณค่ากับสิทธิมนุษยชนและความเท่าเทียม และปัญหาที่กังวลว่าจะมีเพิ่มตามมาคือกฎเกณฑ์ที่จะต้องออกตามมาจากประกาศฉบับนี้ ซึ่งถ้าหากใช้ฐานข้อมูลจากบัตรคนจน ก็มีการประเมินกันว่าจะมีผู้สูงอายุที่หลุดออกจากระบบ ไม่ได้รับเบี้ยผู้สูงอายุประมาณอีก 6 ล้านคน นอกจากนี้ ฐานข้อมูลของบัตรคนจนเองก็มีความไม่เที่ยงตรงอยู่พอสมควร เพราะมีการสำรวจว่ามีคนจนประมาณ 46% ที่ไม่ได้บัตรดังกล่าว

“แปลว่าข้อมูลตกหล่นจากฐานข้อมูลไปเยอะมาก ฉะนั้นทางพรรคก้าวไกลเลยเห็นว่าเราจึงต้องให้สวัสดิการแบบถ้วนหน้า เพื่อ ไม่ต้องมาเสียเวลาพิสูจน์ความจนเพื่อจะรับเงิน 600 บาทหรือแค่ประมาณ 20 บาทต่อวันนี้ พรรคก้าวไกลขอคัดค้านการออกระเบียบดังกล่าวตามเหตุผลที่กล่าวมา และเราขอยืนยันในสิ่งที่ได้หาเสียงไว้คือการสร้างสวัสดิการถ้วนหน้าซึ่งได้พิสูจน์มาแล้วหลายที่ในโลกว่าเป็นสิ่งที่ทำได้ พรรคก้าวไกล เชื่อว่าสวัสดิการถ้วนหน้าไม่ได้มีราคาแพง ไม่เป็นภาระด้านงบประมาณ เมื่อเทียบกับ ผลประโยชน์ที่ประชาชนจะได้โดยตรง เพราะเราเชื่อว่าสวัสดิการถ้วนหน้าคือสิ่งที่ประชาชนทุกคนควรได้รับ”นายเซียกล่าว

นายเซียกล่าวต่อว่า เราจะเตรียมยื่น ร่าง พ.ร.บ.บำนาญถ้วนหน้า เพื่อเป็นก้าวแรกที่ จะทำให้ระบบสวัสดิการก้าวไปข้างหน้า โดยมีสาระสำคัญ คือ มาตรา 5 ของพ.ร.บ.ยืนยันว่าบุคคลทุกคนที่มีอายุหกสิบปีขึ้นไปต้องได้รับบำนาญแห่งชาติโดยไม่ตัดสิทธิ์ประโยชน์ของผู้สูงอายุที่ได้รับบำนาญตามกฎหมายอื่นหรือตามมติคณะรัฐมนตรี จะต้องกำหนดอัตราบำนาญแห่งชาติใหม่ทุกสามปี และทุกคนต้องได้รับบำนาญต่อเดือนไม่ต่ำกว่าเส้นความยากจนของสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจแห่งชาติ หรือ ตามที่เคยหาเสียงไว้คือประมาณ 3,000 บาท และถ้าหากมีการปรับเส้นความยากจน ตัวเงิน บำนาญตัวนี้ก็ต้องปรับขึ้นด้วยเช่นเดียวกัน

“พรรคก้าวไกลเราเห็นว่าการยื่นพ.ร.บ. ฉบับนี้จะเป็นก้าวแรกสู่สวัสดิการถ้วนหน้า และประเทศไทยจะเดินหน้าสู่รัฐสวัสดิการด้วยการมี Universal basic income ให้ทุกคนอยู่ได้อย่างมีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ไม่ต้องพิสูจน์ความจนอีกต่อไป” นายเซียกล่าว

แหล่งข่าวนักวิชาการด้านกฎหมาย ได้ให้ความเห็นทางวิชาการ เสนอทางออกกรณีเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุว่าตามที่มีข้อถกเถียงและข้อคัดค้านอย่างกว้างขวางเรื่องความเหมาะสมของระเบียบกระทรวงมหาดไทย ว่าด้วยหลักเกณฑ์การจ่ายเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุขององค์การปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ.2566 ที่มีการกำหนดไว้ในข้อ 6 (4) ว่าผู้มีสิทธิจะได้รับเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุต้องเป็นผู้ไม่มีรายได้หรือมีรายได้ไม่เพียงพอแก่การยังชีพตามที่คณะกรรมการผู้สูงอายุแห่งชาติกำหนดนั้น ซึ่งมีประชาชนที่ไม่เห็นด้วยกับระเบียบฯ ข้อ 6 (4) จำนวนมาก สำหรับทางออกที่เหมาะสมของเรื่องนี้ เพื่อไม่ให้ปัญหาความขัดแย้งและการโต้แย้งคัดค้านลุกลามบานปลายและได้รับการพิจารณาแก้ไขอย่างเหมาะสม คือ

คณะกรรมการผู้สูงอายุแห่งชาติยังไม่ควรเร่งรีบกำหนดคุณสมบัติของผู้สูงอายุซึ่งมีสิทธิได้รับเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุตามข้อ 6 (4) เพื่อให้บรรดาผู้สูงอายุยังคงมีสิทธิได้รับเบี้ยยังชีพโดยอาศัยคุณสมบัติตามระเบียบกระทรวงมหาดไทยฉบับเดิมไปก่อน ทั้งนี้เป็นไปตามบทเฉพาะกาลข้อ 18 ภาครัฐควรพิจารณาความเหมาะสมของระเบียบฯ ข้อ 6 (4) หากเห็นว่าการบังคับใช้ระเบียบนี้ต่อไปไม่เหมาะสมเป็นธรรม ย่อมสามารถพิจารณาปรับปรุงแก้ไขได้ แต่หากคณะกรรมการผู้สูงอายุแห่งชาติไม่ชะลอการออกหลักเกณฑ์ที่กำหนดคุณสมบัติของผู้สูงอายุซึ่งมีสิทธิได้รับเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุตามข้อ 6 (4) และภาครัฐยังคงยืนยันที่จะบังคับใช้ระเบียบนี้ต่อไปโดยไม่มีการแก้ไขข้อ 6 (4) ให้เหมาะสมเป็นธรรม ภาครัฐย่อมเสี่ยงที่จะถูกประชาชนผู้มีอายุใกล้ครบ 60 ปี ซึ่งถูกกระทบสิทธิตามระเบียบฯ ข้อ 6 (4) ฟ้องต่อศาลปกครองขอให้เพิกถอนระเบียบฯ ข้อ 6 (4) ได้

โดยอ้างว่าระเบียบฯ ข้อ 6 (4) ขัดกับรัฐธรรมนูญ มาตรา 4 ที่บัญญัติให้ความเสมอภาคของบุคคลย่อมได้รับความคุ้มครอง และปวงชนชาวไทยย่อมได้รับความคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญเสมอกัน และมาตรา 27 ที่บัญญัติห้ามการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรม เพราะการที่ผู้สูงอายุซึ่งได้รับเบี้ยยังชีพก่อนวันที่ระเบียบใหม่นี้ใช้บังคับยังคงได้รับเบี้ยยังชีพต่อไป แต่ผู้สูงอายุรายใหม่จะได้รับหรือไม่ต้องเป็นไปตามระเบียบใหม่ โดยต้องมาพิจารณาเสียก่อนว่า เป็นผู้ไม่มีรายได้หรือมีรายได้ไม่เพียงพอแก่การยังชีพตามที่คณะกรรมการผู้สูงอายุแห่งชาติกำหนดหรือไม่ จึงน่าจะเป็นความไม่เสมอภาคและเป็นการเลือกปฏิบัติที่ขัดกับรัฐธรรมนูญ

นอกจากนี้ ระเบียบฯ ข้อ 6 (4) ยังอาจจะขัดกับพระราชบัญญัติผู้สูงอายุ พ.ศ.2546 มาตรา 11 (11) ที่บัญญัติให้จ่ายเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุเป็นรายเดือนอย่างทั่วถึงและเป็นธรรมด้วย เนื่องจากระเบียบกระทรวงมหาดไทยถือเป็นกฎตาม พ.ร.บ. จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 มาตรา 3 ดังนั้น ประชาชนผู้มีอายุใกล้จะครบ 60 ปี ซึ่งเป็นผู้ถูกกระทบสิทธิจากการบังคับใช้ระเบียบฯ มีสิทธิยื่นฟ้องศาลปกครองตามมาตรา 9 (1) ขอให้ศาลปกครองเพิกถอนระเบียบฯ ข้อ 6 (4) โดยอ้างว่ากระทรวงมหาดไทยออกกฎซึ่งเป็นระเบียบฯ ข้อ 6 (4) ที่ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญและกฎหมายดังกล่าวข้างต้น และเป็นการออกกฎซึ่งเป็นระเบียบ อันมีลักษณะเป็นการเลือกปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรมด้วย

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน