เป็นความสูญเสียที่สร้างความเศร้าสลดให้สังคมอย่างรุนแรง
สำหรับกรณีที่พ่อวัย 41 ปี ตัดสินใจโหดฆ่ายกครัวตัวเอง โดยใช้มีดเป็นอาวุธสังหาร ก่อนปิดท้ายด้วยการปาดคอตัวเองหวังให้ตายตกไปตามกัน

แม้จะไม่สมเจตนา ตัวเองไม่ตาย และยังได้รับการรักษาจนพ้นขีดอันตราย แต่ลูกเมียทั้ง 3 ศพก็ต้องจากไปอย่างไม่มีวันกลับ

และเมื่อตรวจสอบสาเหตุแรงจูงใจครั้งนี้ก็ยิ่งเจ็บช้ำเข้าไปอีก เมื่อพบว่าการเกิดความอับจนหมดสิ้นหนทางทางการเงิน บ้านกำลังจะถูกยึดจากหนี้ก้อนโตที่ไปค้ำประกันเงินกู้อดีตนายจ้าง

ก่อนที่จะซ้ำเติมด้วยแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ลวงด้วยแอพฯเงินกู้ หลอกโอนเงินจนภรรยาหลงเป็นเหยื่อ สูญเงินไปกว่า 1.7 ล้านบาท

ครอบครัวต้องย่อยยับลงไปทันที

แน่นอนว่าหลังจากเกิดเหตุ นอกจากคดีสะเทือนขวัญครั้งนี้ ก็ยังตั้งคำถามถึงหน่วยงานรัฐ ตั้งแต่ตำรวจไปจนถึงรัฐบาล

ว่าจะปล่อยให้แก๊งคอลเซ็นเตอร์ ต้มตุ๋นออนไลน์เช่นนี้อาละวาดทำร้ายสังคมไปอีกนานเท่าใด

บิ๊กโจ๊กลุยจับ

พ่อฆ่า 3 ศพเครียดแก๊งคอลตุ๋น

เหตุสลดครั้งนี้เกิดขึ้นเมื่อช่วงกลางดึกวันที่ 28 ส.ค. ตร.สภ.บางแก้ว อ.บางพลี จ.สมุทรปราการ รับแจ้งเหตุฆาตกรรมหมู่ เกิดขึ้นในบ้านพัก หมู่บ้านจัดสรร ริมถนนหนามแดง-บางพลี ต.บางแก้ว มีผู้บาดเจ็บสาหัส และมีผู้เสียชีวิตหลายราย

ที่เกิดเหตุ เป็นบ้านทาวน์เฮาส์ 3 ชั้น ประตูบ้านด้านล่าง พบศพ น.ส.วิภาพร อายุ 41 ปี และด.ช.ปุณณพัฒน์ อายุ 11 ขวบ ลูกชายคนเล็ก ด้านบนห้องนอนชั้น 2 พบศพ ด.ช.บุญญานนท์ อายุ 13 ปี ลูกชายคนโต ทั้งหมดมีบาดแผลถูกอาวุธมีคมปาดคอและฟันตามร่างกายหลายแผล

ใกล้กันพบร่างนายสาณิช อายุ 41 ปี สามีและบิดาของผู้ตายทั้ง 3 มีบาดแผลถูกปาดคอ และข้อมือ นอนจมกองเลือดหายใจรวยริน ข้างตัวมีมีดตกอยู่ 1 เล่ม เจ้าหน้าที่ปฐมพยาบาล นำส่งรักษาตัวที่ร.พ.บางพลี อาการพ้นขีดอันตราย

สอบสวน น.ส.ฐารินี เส็งสันต์ อายุ 46 ปี หัวหน้านายสาณิชให้การว่า เมื่อช่วงเที่ยงคืน นายสาณิชโทรศัพท์ไปหา บอกว่าฆ่าลูกเมียหมดแล้ว จึงรีบเดินทางมาที่เกิดเหตุ ก่อนหน้านี้นายสาณิชเคยมาปรึกษาว่า กำลังจะถูกกรมบังคับคดียึดบ้าน แต่เรื่องนี้มีทางออกแล้วคาดเงินไม่เท่าไหร่

ต่อมาไม่นานมานี้ ภรรยาของผู้ก่อเหตุ ถูกแก๊งคอลเซ็นเตอร์หลอกต้องไปกู้หนี้ยืมสินมาจากหลายที่เป็นเงินกว่า 1.7 ล้านบาท ทำให้ถูกเจ้าหนี้มาตามทวงทุกวัน เมื่อไปถึงบ้านพบว่าก่อเหตุสยองตามที่บอกจริงๆ จึงรีบโทรศัพท์แจ้งตำรวจทันที

พ.ต.อ.โชติวัฒน์ เหลืองวิลัย รองผบก.ภ.จว.สมุทรปราการ เผยว่า เชื่อว่าผู้ก่อเหตุลงมือก่อเหตุ เพราะมีความเครียดเรื่อง หนี้สิน ส่วนกรณีที่ถูกแอพพลิเคชั่น เงินกู้หลอกโอนเงินไปกว่า 1.7 ล้านบาท ขณะนี้ตำรวจชุดสืบสวนอยู่ระหว่างการติดตามข้อมูลเร่งไล่ล่าจับกุมผู้ก่อเหตุดังกล่าว

ทั้งนี้พบว่า วันที่ 25 ส.ค.ที่ผ่านมา น.ส.วิภาพรเข้าแจ้งความว่า ถูกแอพฯ เงินกู้นอกระบบในลักษณะแก๊งคอลเซ็นเตอร์หลอกให้โอนเงิน โดยเริ่มจากติดต่อขอกู้เงินหนึ่งแสนบาท แต่ถูกให้โอนยอดไปยังบัญชีปลายทาง เพื่อเป็นค่าดำเนินการ ค่าเปิดระบบอะไรต่างๆ กระทั่งโอนเงินไปกว่าล้านบาท

หลังจากที่พนักงานสอบสวนรับแจ้งความ รีบประสานอายัดบัญชีดังกล่าว และอยู่ในระหว่างดำเนินติดตามตัวบัญชีปลายทาง

กลายมาเป็นปมเหตุฆาตกรรมสลดยกครัวครั้งนี้

วงจรปิดจับภาพสุดท้าย

ตร.ประสานกัมพูชาลุยจับ

ความคืบหน้าด้านคดี พล.ต.ต.ฐายุฏฐ์ จันทร์ถาวร รองผบช.สอท. ระบุว่า จากการตรวจสอบขณะนี้พบเงินของผู้เสียหายถูกโอนต่อไปยังบัญชีม้า 2 แถว รวม 8 บัญชี ส่วนชื่อผู้เปิดบัญชีม้ามี 5 รายชื่อ ซึ่งพนักงานสอบสวนตำรวจภูธรภาค 1 ออกหมายจับไปตามรายชื่อ 5 รายชื่อทั้งหมดแล้ว ซึ่งอยู่ระหว่างการสืบสวนติดตามจับกุมตามหมายจับทั้งหมด

ขณะเดียวกันพบว่ามีเงินของผู้เสียหายที่ถูกโอนไปยังบัญชีม้าถูกเบิกออกมาเป็นเงินสด และถูกโอนไปต่างประเทศ ซึ่งอยู่ระหว่างการสืบสวนติดตามกล้องวงจรปิดเพื่อหาตัวผู้กดเงินจากบัญชี รวมถึงประสานกับทางธนาคารเพื่อตรวจสอบเส้นทางการเงินและติดตามกลุ่มดังกล่าวว่ามีใครเกี่ยวข้องเพิ่มเติมด้วย

พร้อมแจ้งเตือนเรื่องการกู้เงินออนไลน์ทุกรูปแบบ หากไม่แน่ใจควรตรวจสอบกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น ธนาคารแห่งประเทศไทย ว่าเป็นแหล่งเงินกู้ที่ถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ มีการเรียกดอกเบี้ยเกินกำหนดหรือไม่

เพราะปัจจุบันคนร้ายจะสร้างกับดักออนไลน์เอาไว้ หากประชาชนตกเป็นเหยื่อจะกู้เงิน แต่มีเงื่อนไขว่าต้องมีการโอนเงินไปก่อนนั้น อย่าหลงเชื่อเด็ดขาด เพราะการกู้เงินทั้งออนไลน์และออฟไลน์จะไม่มีการให้ผู้กู้โอนเงินไปก่อนแน่นอน

พล.ต.ต.พัลลพ แอร่มหล้า ผบก.ภ.จว.สมุทรปราการ เปิดเผยว่า ล่าสุดพนักงานสอบสวนได้ออกหมายจับแล้ว 6 ราย เป็นบัญชีม้าแถวแรกที่ผู้ตายโอนเงินไปให้แก๊งมิจฉาชีพ 5 ราย ส่วนอีกรายเป็นหมายจับนายสาณิช ผู้ก่อเหตุ ในข้อหาฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน

ต่อมาวันที่ 30 ส.ค. เจ้าหน้าที่ควบคุมตัว น.ส.สุชาดา อายุ 19 ปี ผู้ต้องหาเจ้า ของบัญชีม้าแก๊งคอลเซ็นเตอร์ได้ หลังจากกลับมาจากฝั่งปอยเปต กัมพูชา มาที่ อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว พบพฤติกรรมกดเงินที่ตู้เอทีเอ็มฝั่งไทย 17 ครั้ง กว่า 9 แสนบาท แล้วนำข้ามฝั่งไปให้หัวหน้าแก๊งที่กัมพูชา

ขณะที่พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล รองผบ.ตร. ระบุว่า ทราบฐานที่ตั้งของคอลเซ็นเตอร์แก๊งนี้แล้ว โดยที่กัมพูชาออกหมายจับกุมผู้เกี่ยวข้อง 11 ราย ซึ่งมีทั้ง ชาวจีน ไทย และกัมพูชา ล่าสุด จับได้แล้ว 3 คน อยู่ระหว่างประสานผบ.ทบ.กัมพูชา บุกเข้าจับกุมด้วยตัวเอง

เป็นเรื่องสำคัญที่ต้องเอาจริงเอาจัง ไม่ให้เกิดเหตุสลดเช่นนี้อีก

ฆ่าโหดคาบ้าน

ถกเครียดนำศพบำเพ็ญกุศล

หลังเกิดเหตุ ก็ยังเกิดปัญหาบานปลายขึ้น เมื่อครอบครัวของนายสาณิช และครอบครัวของน.ส.วิภาพร ผู้ตาย โต้เถียงกันว่าจะนำทั้ง 3 ศพที่เสียชีวิตทำพิธีทางศาสนาที่ไหน ซึ่งถูกโยงว่าเกี่ยวกับเงินบริจาคกว่า 2 ล้านบาทหรือไม่

นายวัชรินทร์ โตขาว รองผอ.สพม. จ.สมุทรปราการ ในฐานะผู้กำกับดูแลเรื่องเงินบริจาคดังกล่าว ระบุว่า หลังเกิดเหตุโรงเรียนบางแก้วประชาสรรค์ ที่เป็นโรงเรียนของเด็กที่เสียชีวิต ได้เปิดรับบริจาคเพื่อนำไปเป็นค่าใช้จ่ายจัดการงานศพ ซึ่งปรากฏว่า ยอดบริจาคสูงถึง 2,390,000 บาท อยู่ในบัญชีของโรงเรียน ยังไม่ได้ดำเนินการอะไรทั้งสิ้น คงต้องพูดคุยกันว่าจะตั้งศพไว้ที่ไหน โดยทางโรงเรียนจะเป็นผู้ดูแลค่าใช้จ่ายทั้งหมด ส่วนเงินที่เหลือจะดำเนินการอย่างไร คงต้องหารือกันอีกครั้ง

โดยเมื่อเวลา 19.00 น. วันที่ 28 ส.ค. ครอบครัวของนายสาณิช ลำเลียงศพทั้ง 3 ศพ เดินทางมาที่ศาลาวัดถนนงาม หมู่ที่ 1 ต.คลองขลุง อ.คลองขลุง จ.กำแพงเพชร เพื่อประกอบพิธีบำเพ็ญกุศลภายในศาลาวัดดังกล่าว

งานศพที่พิจิตร

ขณะที่นายสุรศักดิ์ ราชา อายุ 66 ปี พ่อเลี้ยงของน.ส.วิภาพร ระบุว่า ไม่ทราบว่าทำไมถึงรับศพกลับไปที่จ.กำแพงเพชร ทั้งที่ก่อนหน้านี้ได้พูดคุยตกลงกันแล้วว่าจะนำศพลูกสาวและหลานชายทั้งสอง มาตั้งบำเพ็ญกุศลที่วัดหนามแดง อ.บางพลี จ.สมุทรปราการ เนื่องจากมีญาติพี่น้องที่ทำงานในพื้นที่แห่งนี้และเพื่อความสะดวกต่อทั้งสองฝ่าย

ในฐานะของบิดาของน.ส.วิภาพรไม่ยอมและต้องนำศพลูกสาวและหลานชายทั้งสองกลับมาที่วัดหนามแดง ซึ่งคงต้องไปคุยกับทางนั้นอีกครั้ง โดยอีกสาเหตุที่อยากรับศพลูกหลานมาจัดการที่วัดหนามแดง เพราะแม่ของเขาเสียชีวิตที่นี่และเคยเอาไว้ที่วัดหนามแดง อยากให้ลูกสาวและหลานมาอยู่กับแม่เขา

ส่วนประเด็นที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ถึงเรื่องเงินบริจาคนั้น ไม่เคยทราบเรื่องมาก่อน แต่พอกลายเป็นกระแสนั้น ตอนนี้ตัดสินใจแล้วว่าไม่ยื้อที่จะเอาศพลูกสาวมาที่วัดหนามแดง และตัดสินใจแล้วว่ามอบหมายให้ทางจ.กำแพงเพชร ดำเนินการตามประเพณี

ส่วนตนเองและครอบครัวก็จะเดินทางไปร่วมงานที่จ.กำแพงเพชร เพื่อความสบายใจและไม่อยากให้สังคมตราหน้าว่าแย่งศพกัน ส่วนลูกเขยก็ให้เป็นไปตามกระบวนการของกฎหมาย ในส่วนตัวก็อโหสิกรรมให้กับลูกเขยที่ก่อเหตุ

ด้านนายพิเชษฐ์ พี่ชายของนายสาณิช ผู้ก่อเหตุ กล่าวว่า ยืนยันว่าได้รับศพมาถูกต้องตามกฎหมาย ส่วนเงิน 2 ล้านกว่าบาทที่เปิดรับบริจาคนั้น ไม่ทราบเรื่อง ที่ไปรับศพทั้ง 3 มานั้น เพื่อที่จะมาบำเพ็ญกุศลตามศาสนาเพียงเท่านั้น ส่วนเงินในการทำศพ ยืนยันว่ามีกำลังพอที่จะดำเนินการ

ทั้งนี้นายสุรศักดิ์ได้เข้าแจ้งความร้องทุกข์กล่าวโทษกับนายสาณิช ข้อหาฆ่า ผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนด้วย

เป็นเรื่องสลดที่ไม่ควรเกิดขึ้นเลยจริงๆ!!

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน