บก.ป.เร่งลุยคดีฆ่าพตต.ย้ำมีแน่157แต่ต้องชัดเจน

กองปราบฯ เดินหน้าคดีฆาตกรรมสารวัตรแบงก์ ยื่นศาลอาญาคดีทุจริตภ.7 ขอโอนย้าย 6 ตำรวจเด็กกำนันนกเข้าคุกกรุง ตัดปัญหาอิทธิพลท้องถิ่นแทรกแซง พร้อมเร่งสอบสวนปมกล้องวงจรปิดในบ้านกำนันนก รวมถึงดำเนินคดี 13 ตำรวจโต๊ะจีน ‘บิ๊กเด่น’ ย้ำมอบอำนาจให้กองปราบฯ ทำแทนเพราะพัวพันผู้มีอิทธิพลอาจมีตำรวจในพื้นที่รู้จักผู้ต้องหาเป็นการส่วนตัวทำข้อมูลรั่วไหล ผวจ.นครปฐมเรียกอบรมเข้มกำนัน-ผู้ใหญ่บ้านทั้งจังหวัด เร่งคุ้ยปมฮั้วประมูล สั่งรีเช็กทุกกระบอกอาวุธปืนที่ใช้สิทธิข้าราชการสั่งซื้อ

เมื่อวันที่ 19 ก.ย. ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผบ.ตร. กล่าวถึงการโอนคดีการเสียชีวิตของ พ.ต.ต. ศิวกร สายบัว สว.ทล.1 กก.2 บก.ทล. ที่ถูกยิงเสียชีวิตภายในบ้านของนายประวีณ จันทร์คล้าย หรือกำนันนก กำนันตำบลตาก้อง อ.เมือง จ.นครปฐม ให้กองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) รับผิดชอบดูแล หลังมีกระแสโซเชี่ยลวิจารณ์ว่า เนื่องจากไม่พอใจการทำงานพล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล รองผบ.ตร. ว่า ความเป็นจริงไม่ได้เป็นตามที่สังคมระบุ เป็นการตีความที่คลาดเคลื่อนในคดีที่ตำรวจถูกกล่าวหาว่าละเว้นการปฏิบัติหน้าที่

พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์กล่าวว่า บช.ภาค 7 ที่เป็นเจ้าของสำนวนคดีได้เสนอเรื่องมาว่า หลักฐานส่วนใหญ่ในคดีการเสียชีวิตอยู่ที่ กองปราบฯ เรียบร้อยแล้ว จึงอนุมัติคดีให้ กองปราบฯ รับผิดชอบเพียงเท่านั้น ขณะที่พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ยังมีอำนาจหน้าที่ในการกำกับดูแลทุกอย่าง ไม่ได้ถือว่าเป็นการลิดรอนอำนาจ ยืนยันว่าเป็นการตีความผิดไปเอง คดีการเสียชีวิตของพ.ต.ต.ศิวกรเป็นคดีที่เกี่ยวข้องกับผู้มีอิทธิพล จึงเห็นว่าหากบช. ภาค 7 ดำเนินการต่อเจ้าหน้าที่อาจจะหนักใจ อาจจะมีข้อมูลรั่วไหล หรืออาจจะมีตำรวจในพื้นที่รู้จักเป็นการส่วนตัวกับผู้ต้องหา

สำหรับคดีความผิดเกี่ยวกับตำแหน่งหน้าที่จำเป็นที่จะต้องโอนให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ดำเนินการภายใน 30 วัน การที่โอนคดีมาที่กองปราบฯ จึงไม่ได้แตกต่างอะไรเป็นพิเศษ

วันเดียวกันที่ บก.ป. พล.ต.ต.มนตรี เทศขัน ผบก.ป. พ.ต.อ.พรศักดิ์ เลารุจิราลัย รอง ผบก.ป.พ.ต.อ.ปทักข์ ขวัญนา ผกก.5 บก.ป. พ.ต.อ.วิวัฒน์ จิตโสภากุล ผกก.3 บก.ป. และคณะพนักงานสอบสวนเข้าร่วมประชุม เพื่อติดตามความคืบหน้าคดีการเสียชีวิตของ พ.ต.ต.ศิวกร หลังจากมีการรับโอนคดีมาให้กองปราบฯ ดำเนินการแทน ภายหลังการประชุม พ.ต.อ.วิวัฒน์ ในฐานะโฆษกชุดสืบสวนคลี่คลายคดี เปิดเผยว่า การรับโอนคดีต่อจากตำรวจบช.ภาค 7 ถือว่าไม่ใช่เป็นการรื้อคดี มาทำใหม่ แต่เป็นการทำกันอย่างต่อเนื่อง กองปราบฯ จะเน้นไปที่เรื่องการตรวจสอบ ข้อเท็จจริงจากในที่เกิดเหตุ และข้อกฎหมายต่างๆ ตามหลักฐานที่มีอยู่แล้วเพื่อให้เกิดความชัดเจนมากยิ่งขึ้น ก่อนดำเนินคดีกับผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด

ส่วนเรื่องหลักฐานของกล้องวงจรปิดในที่เกิดเหตุที่พบมีทั้ง 15 ตัว มีเพียงกล้อง 2 ตัวที่ผิดปกติ ตัวแรกนั้นมีการหยุดบันทึกภาพมาตั้งแต่เดือนส.ค. ส่วนอีกตัวที่อยู่ตรงจุดเกิดเหตุนั้นพบมีการบันทึกภาพมาถึงในเวลา 10 นาฬิกา ก่อนจะหยุดการทำงานไป ต้องตรวจสอบกันต่อไปว่ามันเป็นเพราะอะไร แต่ทั้งนี้ขอยืนยันว่าถึงแม้หลักฐานส่วนนี้จะขาดหายไปบางส่วน แต่พนักงานสอบสวนยังมีประจักษ์พยานแวดล้อมพอที่จะสามารถดำเนินคดีกับผู้เกี่ยวข้องทั้งหมดอยู่แล้ว

สำหรับรายชื่อตำรวจทั้ง 13 นาย ที่ก่อนหน้านี้พบว่าอาจถูกแจ้งข้อกล่าวหาฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ฯ ตามมาตรา 157 นั้น ต้องขอเวลาตรวจสอบพยานหลักฐาน ก่อนนำมาไล่เรียงเหตุการณ์ทั้งหมดอย่างละเอียดก่อน คาดว่าจะมีกลุ่มเจ้าหน้าที่ตำรวจภายในงานเลี้ยงที่ต้องถูกดำเนินคดีด้วยอย่างแน่นอน นอกเหนือจากตำรวจ 6 นายที่ถูกดำเนินคดีฐานให้การช่วยเหลือนายประวีณไปก่อนหน้านี้แล้ว ถึงแม้จะมีการอ้างว่าไปร่วมงานเลี้ยงนอกเวลาราชการ แต่เป็นตำรวจต้องมีหน้าที่รับผิดชอบในการควบคุมสถานการณ์ และระงับเหตุให้ได้

นอกจากนี้คณะพนักงานสอบสวนจะทำเรื่องถึงศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 7 เพื่อขอย้ายตำรวจทั้ง 6 นาย มาควบคุมตัวอยู่ในอำนาจของศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง โดยขอย้ายมาจาก เรือนจำกลางจังหวัดสมุทรสงคราม นำตัวมาคุมขังที่เรือนจำกลางพิเศษกรุงเทพฯ เพื่อป้องกันการแทรกแซงของผู้มีอิทธิพลในพื้นที่ ส่วนตำรวจทั้ง 6 นาย และนายประวีณจะถูกนำมาคุมขังอยู่ที่เดียวกันหรือไม่ขึ้นอยู่กับระเบียบของกรมราชทัณฑ์

“ภายในสัปดาห์หน้า คดีนี้จะมีความคืบหน้ามากขึ้น โดยเฉพาะการแจ้งข้อกล่าวหากับตำรวจที่พบความผิด ขณะนี้ยังไม่จำเป็นต้องเรียกตำรวจที่เคยให้การไปแล้วมาให้ปากคำใหม่ แต่ชุดทำงานได้มีการลงพื้นที่ไปสอบปากคำพยานคนอื่นเพิ่มเติม เพื่อตรวจสอบว่าขัดแย้งกับคำให้การเดิมหรือไม่ หากพบตำรวจนายใดที่ให้การเท็จ หรือพบมีความผิดจะถูกแจ้งข้อกล่าวหาทันทีอีกด้วย” พ.ต.อ.วิวัฒน์กล่าว

รายงานข่าวแจ้งว่า ก่อนหน้านั้นกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) พร้อมเจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานลงพื้นที่ไปยังสำนักงานและบ้านของนายประวีณ ต.ตาก้อง อ.เมือง จ.นครปฐม ตรวจสอบกล้องวงจรปิด 2 ตัวที่มีปัญหา หาข้อเท็จจริงว่ามีปัญหาอย่างไร หลังจากชุดคลี่คลายคดียิงพ.ต.ต.ศิวกร สายบัว หรือสารวัตรแบงก์ หรือสารวัตรศิว เสียชีวิต ระบุว่านายประวีณปิดสวิตช์กล้องวงจรปิด 2 ตัวสำคัญ ซึ่งเป็นมุมที่เห็นเหตุการณ์ทั้งหมดในวันที่ 6 ก.ย. เวลา 10.16 น. ทำให้ไม่สามารถกู้ไฟล์ภาพช่วงนี้มาได้

เจ้าหน้าที่ตรวจสอบตั้งแต่จุดติดตั้งกล้องวงจรปิด บริเวณบ้านที่เป็นห้องกระจกใกล้กับสระว่ายน้ำ นำช่างที่ติดตั้งกล้องวงจรปิดมาร่วมชี้จุดอธิบาย พร้อมสอบถามข้อเท็จจริงด้วย โดยจุดดังกล่าวกล้องวงจรปิดจะถูกติดตั้ง 2 มุมของห้องกระจก เป็นมุมที่สามารถส่องมองเห็นโต๊ะจีนในวันเกิดเหตุได้อย่างชัดเจน เพื่อรวบรวมข้อเท็จจริงนำไปประกอบสำนวนคดีในการคลี่คลายข้อสงสัยดังกล่าว

วันเดียวกัน นายสุรศักดิ์ เจริญศิริโชติ ผวจ.นครปฐม เรียกประชุมกำนันและผู้ใหญ่บ้านทุกหมู่บ้านและทุกตำบลรวม 903 คน เพื่อเสริมสร้างจิตสำนึก ให้ตระหนักถึงอุดมการณ์ในฐานะผู้นำปกครองท้องที่ ที่ห้องประชุมมหาวิทยาลัยราชภักนครปฐม พร้อมเผยว่า เรียกกำนันและผู้ใหญ่บ้านทั้งหมดมาอบรมเรื่องบทบาทหน้าที่ของกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และเป็นผู้ช่วยนายอำภอตามกฎหมาย มีหน้าที่ในการดูแล บำบัดทุกข์ บำรุงสุขให้พี่น้องประชาชนถึงหมู่บ้านทุกตำบล

ส่วนเหตุที่มีกำนันเป็นผู้ต้องหาต้องมา ทบทวนกำชับกันว่า กำนันผู้ใหญ่บ้านถือเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐต้องปฏิบัติหน้าที่ตามขอบเขตอำนาจหน้าที่ของกฎหมาย ไม่ใช้อำนาจหน้าที่ไปในทางไม่ชอบที่จะก่อให้เกิดเหตุความเดือดร้อน หรือเอาเปรียบผู้อื่น โดยได้เรียกทุกคนมาฟังบรรยายธรรม เพื่อให้ตระหนักถึงการทำหน้าที่อย่างสมศักดิ์ศรี เป็นเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองที่ทำหน้าที่มาร่วมกับหน่วยราชการทั้งหลาย จึงมีความสำคัญและมีความจำเป็นที่จะต้องทำให้กำนันผู้ใหญ่บ้านได้ทำหน้าที่อย่างถูกต้องเหมาะสมเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับพี่น้องประชาชน

สำหรับกำนันผู้ใหญ่บ้านที่เข้าไปยุ่งเกี่ยวข้องกับผู้มีอิทธิพลในพื้นที่ ที่ผ่านมาเป็นเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ไม่ได้เป็นเรื่องใหญ่โต และหากพบกระทำผิดจะลงโทษไปตามความผิดที่กระทำ ส่วนเรื่องอาวุธปืนการอนุญาตให้มีและใช้อาวุธปืนตามกฎหมาย ไม่ได้อนุญาตให้พกพาไปไหน โดยมีและใช้เก็บไว้ในเคหสถาน ผู้ที่จะพกพาได้คือพนักงานเจ้าหน้าที่ตามกฎหมายหรือตำรวจ สำหรับบุคคลอื่นจังหวัดนครปฐมไม่ออกใบอนุญาตให้ใครพกพาอยู่แล้ว

ขณะนี้มีประเด็นเรื่องของเจ้าหน้าที่รัฐใช้สิทธิ์ราชการซื้อปืนเพื่อให้กำนันนำไปให้ ลูกน้องใช้ โดยทางจังหวัดจะตรวจสอบ หากเป็นปืนของหน่วยงานที่มีสวัสดิการเรื่องการจัดซื้ออาวุธปืน ผู้บังคับบัญชาต้องให้การรับรองมาเบื้องต้น ฉะนั้นจังหวัดได้กำชับทุกอำเภอแล้ว กรณีเจ้าหน้าที่ของรัฐขออนุญาตซื้อปืนตามจริง จะออกเป็น ป.3 (ใบอนุญาตให้ซื้ออาวุธปืนหรือเครื่องกระสุนส่วนบุคคล) และนำปืนมาจดทะเบียน เปลี่ยนใบอนุญาตเป็นใบ ป.4 (ใบอนุญาตให้มีและใช้อาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืน) ภายใน 6 เดือน ฉะนั้นใบ ป.3 ที่ได้รับอนุญาตไปเกิน 6 เดือน จะรายงานให้ ผู้บังคับบัญชาของหน่วยงานทราบเรียกว่าใบ ป.3 หมดอายุ ไม่สามารถไปดำเนินการต่อได้ หลังจากนี้จะมีการตรวจสอบว่า อาวุธปืนที่จำหน่ายออกไปแล้วผิดมือมากน้อยแค่ไหนตอนนี้กำลังตรวจสอบ

ส่วนกรณีในพื้นที่ จ.นครปฐม ยังมีส่วนพัวพันกับเครือข่ายของนายประวีณ หรือ กำนันนก ในลักษณะการเอื้อประโยชน์ทางธุรกิจอยู่หรือไม่ นายสุรศักดิ์กล่าวว่า ขณะนี้กำลังตรวจสอบอยู่โครงการที่หน่วยงานราชการ มีบริษัท 2 บริษัทของนายประวีณเป็นคู่สัญญาให้หน่วยงานทั้งหมดรวบรวมมา และมีโครงการจำนวนมากจะเร่งรัดให้ตรวจสอบอย่างรวดเร็ว

สำหรับเรื่องนี้เป็นเรื่องของตัวบุคคลที่ได้กระทำความผิด กำนันผู้ใหญ่บ้านที่เป็นที่เคารพรักของพี่น้องประชาชนก็มีอยู่ทั่วประเทศ ฉะนั้นส่วนหนึ่งต้องให้เข้าใจบทบาทหน้าที่ที่แท้จริง และไม่ออกนอกลู่นอกแถว และไม่ปฏิบัติในสิ่งที่ผิดกฎหมายหรือรังแกใช้อำนาจหน้าที่ไปในทางมิชอบ สำหรับตำแหน่งกำนันผู้ใหญ่บ้านจะมีส่วนในการเพื่อประโยชน์ในการประมูลต่างๆ ของทางภาครัฐหรือไม่ โดยอำนาจหน้าที่ตรงไม่มี ไม่ได้เป็นหน่วยงานที่มีงบประมาณ แต่มีกำนันผู้ใหญ่บ้านที่มีอาชีพเป็นผู้รับเหมาก่อสร้าง รายได้ ถือเป็นอาชีพที่จะต้องทำความเข้าใจว่า เป็นอาชีพที่สุจริตไม่ได้ใช้อำนาจหน้าที่ไปเพื่อเรียกร้อง ขอรับงาน โดยไม่ถูกต้อง หากพบผิดก็ต้องดำเนินการลงโทษ

ส่วนบริษัทป.พัฒนารุ่งโรจน์ และป.รวีกนก จะถูกขึ้นแบล็ฏลิสต์หรือไม่ ผวจ.นครปฐมกล่าวว่า ทางหน่วยตรวจสอบกำลังดูอยู่ หากเข้าข่ายว่าเป็นการฮั้วประมูลหรือสมยอมราคากันและมีผู้เกี่ยวข้อง เพราะมีกฎหมายลงโทษอยู่ แต่การขึ้นแบล็กลิสต์เป็นเรื่องที่ของกระทรวงการคลังกำหนดคุณสมบัติอยู่แล้วว่าบริษัทไหนที่ไม่สามารถมายื่นประมูลได้

คดีกำนันนก – พล.ต.ต.มนตรี เทศขัน ผบก.ป. ประชุมชุดคลี่คลายคดี ‘กำนันนก’ และคดีการเสียชีวิตของพ.ต.ต.ศิวกร สายบัว สว.กก.2 บก.ทล. ยืนยันสัปดาห์หน้า การดำเนินการกับตำรวจที่อยู่ในงานเลี้ยงที่เกิดเหตุจะมีความชัดเจน ที่กองปราบปราม เมื่อวันที่ 19 ก.ย.

ด้านพล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล รองผบ.ตร. ในฐานะประธานคณะทำงานคลี่คลายคดีการฮั้วประมูลการก่อสร้างของบริษัทที่นายประวีณเป็นเจ้าของ วิดีโอคอนเฟอเรนซ์จากประเทศจีน มายังที่ประชุมตำรวจภูธรภาค 7 โดยมีพล.ต.ต.ศุภเศรษฐ์ โชคชัย รองผบช.ทท. และพล.ต.ท.อุทัย กวินเดชาธร รองผบช.ภ.7 ร่วมกับหน่วยงานต่างๆ ประกอบด้วยสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.), สำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.), สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.), สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.), สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.), กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ), กรมบัญชีกลาง, กรมสรรพากร และกองปราบปราม ตำรวจสอบสวนกลาง, ตำรวจภูธรภาค 7 เพื่อหารือเกี่ยวกับรายละเอียดการประมูลโครงการต่างๆ ของนายประวีณ

สืบเนื่องจากการตรวจค้นเครือข่ายกำนันนกทั้ง 15 จุด รวมถึงบริษัทรับทำบัญชีในพื้นที่จังหวัดนครปฐมเมื่อสัปดาห์ที่ผ่าน ได้เอกสารสำคัญจำนวนมาก วันนี้จึงตั้งคณะทำงานร่วมกันขึ้นเพื่อตรวจสอบและขยายผลว่าเจ้าหน้าที่รัฐร่วมกับเอกชนหน่วยงานไหนที่มีการฮั้วประมูล หรือหลีกเลี่ยงภาษี ถือว่ามีความผิด ต้องใช้มาตรฐานเดียวกัน และต้องไม่เลือกปฏิบัติ จึงมีการแบ่งงานให้ชัดเจน

ส่วนการฮั้วประมูล หลีกเลี่ยงภาษี และเส้นทางการเงินที่ไม่ถูกกฎหมาย จะดูจากข้อมูลทั้งหมดของกรมบัญชีกลาง เบื้องต้นพบมีทั้งหมด 1,544 โครงการ ต้องกลับไปดูว่างานทุกอย่างที่ได้มานั้นถูกต้องหรือไม่ การที่มีหลายหน่วยเข้ามาช่วยตรวจสอบจะทำให้เกิดความเป็นธรรม และชัดเจน หากมีแค่หน่วยเดียว จะทำให้มีความไว้เนื้อเชื่อใจน้อยโดยจะต้องตรวจสอบด้วยว่ามีเจ้าหน้าที่ของรัฐเข้าไปเกี่ยวข้องหรือไม่ หากพบว่ามีการฮั้วประมูล และ เจ้าหน้าที่รัฐเกี่ยวข้องจะไปในส่วนงานของ ป.ป.ช.ที่ดูแลในส่วนนี้ อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมาบริษัทของกำนันนกยังไม่เคยพบว่าถูกร้องเรียนเรื่องฮั้วประมูลมาก่อน เพราะไม่มีใครกล้าร้องเรียน แต่ถ้าตรวจสอบจะมีข้อมูลทั้งหมด โดยเฉพาะมีรายงานว่ามีผู้ที่ถูกยิงรถ ยิงบ้านซึ่งจะประสานเข้ามาให้ข้อมูลด้วย

วันเดียวกัน ที่กองคดีความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ (กองฮั้วประมูล) กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ ถนนแจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯ เป็นวันที่ 2 ที่ออกหมายเรียกตัวแทนอีก 20 บริษัท เข้าพบพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ เข้าให้ปากคำในฐานะพยาน แบ่งเป็น 10 บริษัท ผู้ยื่นซื้อซองประมูลในโครงการประกวดราคาจ้างเหมาทำการก่อสร้างทางหลวงหมายเลข 375 สาย อ.ดอนตูม-ต.ลำลูกบัว (ปีงบประมาณ 2560) และอีก 10 บริษัท ยื่นซื้อซองประมูลในโครงการประกวดราคาจ้างก่อสร้างทางหลวงหมายเลข 375 สาย ต.ลำลูกบัว – บรรจบทางหลวงหมายเลข 346 (ปีงบประมาณ 2564)

รายงานข่าวแจ้งว่า พ.ต.ต.สุริยา สิงหกมล อธิบดีดีเอสไอ รายงานความคืบหน้าให้ รมว.ยุติธรรม ทราบเป็นระยะๆ โดยพนักงานอัยการที่เชี่ยวชาญกฎหมายท่านหนึ่ง ให้ความเห็นว่า นายประวีณมีพฤติการณ์เข้าข่ายเป็นคดีพิเศษทุกประเด็นตาม พ.ร.บ.สอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ.2547 ม.21 วรรค 1 (ง) คดีความผิดทางอาญาที่มีผู้ทรงอิทธิพลที่สำคัญเป็นตัวการ ผู้ใช้ หรือผู้สนับสนุน และเมื่อดีเอสไอรับเป็นคดีพิเศษแล้ว คาดภายในสัปดาห์นี้ กฎหมายบังคับให้พนักงานอัยการมาร่วมสอบสวนกับดีเอสไอตั้งแต่เริ่มต้นคดี โดยมีรูปแบบการดำเนินคดีตามมาตรฐานสากลคล้ายกับคดีสำคัญหรือคดีผู้มีอิทธิพลที่เกิดขึ้นในต่างประเทศ

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน