พรรคก้าวไกล นำโดยนายชัยธวัช ตุลาธน หัวหน้าพรรคก้าวไกล ยื่นร่างพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.)นิรโทษกรรมแก่ผู้กระทำความผิดอันเนื่องจากการชุมนุมทางการเมือง แก่นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร

โดยเนื้อหาของร่างกฎหมายดังกล่าว จะนิรโทษกรรมผู้ทำความผิดทางการเมือง ตั้งแต่การชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ตั้งแต่ปี 2549 จนถึงปัจจุบัน รวมถึงความผิดเรื่องมาตรา 112 ด้วย โดยมีทั้งหมด 14 มาตรา มีประเด็นสำคัญ ดังนี้

มาตรา 2 พ.ร.บ.นี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษา เป็นต้นไป

มาตรา 3 บรรดาการกระทำใดๆ ของบุคคลผู้เข้าร่วมเดินขบวนและชุมนุมประท้วงทางการเมือง ที่ได้กระทำขึ้นระหว่างวันที่ 11 ก.พ.2549 จนถึงวันที่พ.ร.บ.นี้มีผลใช้บังคับ ตลอดจนการกระทำใดๆ ของบุคคลซึ่งไม่ได้เข้าร่วมเดินขบวนและชุมนุมประท้วงทางการเมือง ที่ได้กระทำขึ้นระหว่างวันที่ 11 ก.พ.2549 จนถึงวันที่พ.ร.บ.นี้มีผลใช้บังคับ

แต่การกระทำนั้นมีมูลเหตุเกี่ยวข้องหรือเกี่ยวเนื่องกับความขัดแย้งทางการเมือง อันเป็นความผิดตามประกาศที่คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดการกระทำความผิดเพื่อการนิรโทษกรรมกำหนด หากการกระทำดังกล่าวไม่ว่าจะเป็นการกระทำทางกายภาพหรือการแสดงความคิดเห็นเป็นความผิดตามกฎหมายอันผู้กระทำได้กระทำไปโดยมีมูลเหตุจูงใจทางการเมือง ให้ผู้กระทำพ้นจากความผิด และความรับผิดโดยสิ้นเชิง ทั้งนี้เท่าที่ไม่ขัดกับพันธกรณีตามกฎหมายระหว่างประเทศ

ประกาศของคณะกรรมการตามวรรคหนึ่ง ให้เป็นไปตามที่คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดการกระทำความผิดเพื่อการนิรโทษกรรม กำหนดโดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา

มาตรา 4 ภายใต้บังคับมาตรา 3 มิให้บรรดาการกระทำดังต่อไปนี้ได้รับการนิรโทษกรรม

(1) การกระทำของบรรดาเจ้าหน้าที่ของรัฐที่เกี่ยวข้องในเหตุการณ์ชุมนุมประท้วงตลอดจนการสลายการชุมนุม ไม่ว่าจะได้กระทำการในฐานะเป็นผู้สั่งการหรือผู้ปฏิบัติการ และไม่ว่าจะกระทำในขั้นตอนใดๆ อันเป็นการกระทำเกินสมควรแก่เหตุ

(2) การกระทำความผิดต่อชีวิตตามประมวลกฎหมายอาญา เว้นแต่เป็นการกระทำโดยประมาท

(3) การกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 113 บทบัญญัติในวรรคหนึ่งให้ใช้บังคับกับบุคคลที่เป็นตัวการ ผู้ใช้ หรือผู้สนับสนุนในความผิดนั้น

มาตรา 5 ให้มีคณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดการกระทำความผิดเพื่อการนิรโทษกรรม ประกอบด้วยกรรมการ 9 คน ซึ่งประธานรัฐสภาเป็นผู้แต่งตั้งจากบุคคลดังนี้ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ผู้นำฝ่ายค้านในสภา บุคคลที่ได้รับเลือกจากครม. 1 คน และบุคคลที่สส.เลือกอีก 2 คน ผู้พิพากษาหรืออดีต ผู้พิพากษาในศาลยุติธรรมซึ่งได้รับเลือกโดยที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา 1 คน ตุลาการหรืออดีตตุลาการในศาลปกครองซึ่งได้รับเลือกโดยที่ประชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครองสูงสุด 1 คน พนักงานอัยการหรืออดีตพนักงานอัยการซึ่งได้รับเลือกโดยคณะกรรมการอัยการ 1 คน เลขาธิการสภา เป็นกรรมการและเลขานุการ

มาตรา 7 คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดการ กระทำความผิดเพื่อการนิรโทษกรรมมีอำนาจหน้าที่ ดังนี้

(1) วินิจฉัยการกระทำความผิดตามกฎหมายอันผู้กระทำได้กระทำไปโดยมีมูลเหตุจูงใจทางการเมือง ซึ่งได้รับนิรโทษกรรมตามมาตรา 3

(2) วินิจฉัยกรณีที่มีข้อสงสัยว่าการกระทำใดตกอยู่ภายใต้บังคับของพ.ร.บ.นี้ อันทำให้การ กระทำดังกล่าวได้รับนิรโทษกรรมตามมาตรา 3 ระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดการกระทำความผิดเพื่อการนิรโทษกรรมตาม (1) หรือ (2) จะดำเนินการทางกฎหมายกับผู้ถูกกล่าวหาไม่ได้ในกรณีที่มีการฟ้องร้องเป็นคดี และคดีอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาล ให้ศาลระงับการดำเนินกระบวนพิจารณา และให้ปล่อยตัวจำเลยไป

ในกรณีที่มีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษแล้ว ให้คณะกรรมการวินิจฉัยฯ มีคำสั่งปล่อยตัวผู้ต้องขังไป ทั้งนี้จนกว่าคณะกรรมการ วินิจฉัยฯ ได้มีคำวินิจฉัย

ในกรณีที่คณะกรรมการวินิจฉัยฯ วินิจฉัยว่าการกระทำใดไม่ตกอยู่ภายใต้บังคับของพ.ร.บ.นี้อันทำให้การกระทำดังกล่าวมิได้รับการนิรโทษกรรมตามมาตรา 3 หรือวินิจฉัยว่าการกระทำความผิดใดผู้กระทำไม่ได้กระทำไปโดยมีมูลเหตุจูงใจทางการเมือง ซึ่งมิได้รับการนิรโทษกรรมตามมาตรา 3 ให้ดำเนินการกับบุคคลที่ถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดตาม กระบวนการยุติธรรมต่อไป

(3) มีอำนาจออกระเบียบกำหนดการทั้งหลายอันจำเป็นแก่การปฏิบัติหน้าที่ตามพ.ร.บ.นี้

(4) มีอำนาจหน้าที่ดำเนินการอื่นใดเพื่อบังคับการให้เป็นไปตามพ.ร.บ.นี้ ให้คณะกรรมการวินิจฉัยฯ ดำเนินการให้เป็นไปตามพ.ร.บ.นี้ให้เสร็จสิ้นภายใน 2 ปีนับตั้งแต่คณะกรรมการวินิจฉัยฯ เริ่มปฏิบัติหน้าที่ กรณีไม่เสร็จใน 2 ปี ก็ให้ขยายเวลาได้อีกไม่เกิน 2 คราว คราวละไม่เกิน 180 วัน

มาตรา 9 ในกรณีที่บุคคลใดซึ่งอยู่ในข่ายได้รับการนิรโทษกรรมตามพ.ร.บ.นี้สละสิทธิ์การได้รับนิรโทษกรรม ให้ทำเป็นหนังสือยื่นต่อพนักงานสอบสวน หรือพนักงานอัยการ หรือศาล ก่อนที่พนักงานสอบสวน พนักงานอัยการ หรือศาลจะมีคำสั่งอย่างใดอย่างหนึ่งตามมาตรา 10 เมื่อพนักงานสอบสวน พนักงานอัยการ หรือศาล ได้รับหนังสือสละสิทธิ์ตามวรรคหนึ่งให้แจ้งคณะกรรมการวินิจฉัยฯ ทราบภายใน 15 วันนับแต่วันที่ได้รับหนังสือนั้น

มาตรา 10 ผู้ซึ่งได้รับการนิรโทษกรรมตามมาตรา 3 ผู้ใดยังมิได้ถูกฟ้องต่อศาลหรืออยู่ระหว่างการสอบสวน ให้พนักงานสอบสวนหรือพนักงานอัยการ ระงับการสอบสวนหรือการฟ้องร้อง ในกรณีฟ้องร้องเป็นคดีต่อศาล และคดีอยู่ในระหว่างการพิจารณาคดีของศาล ให้ศาลระงับการพิจารณา จำหน่ายคดีและให้ปล่อยตัวจำเลยไป ในกรณีที่มีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษบุคคลใด ให้ถือว่าบุคคลนั้นไม่เคยต้องคำพิพากษาว่าได้กระทำความผิด ถ้าผู้นั้นอยู่ระหว่างการรับโทษ ให้ปล่อยตัวผู้นั้นไป

มาตรา 11 การนิรโทษกรรมตามพ.ร.บ.นี้ไม่ก่อให้เกิดสิทธิแก่ผู้ได้รับนิรโทษกรรมในอันที่จะเรียกร้องสิทธิหรือประโยชน์ใดๆ ทั้งสิ้น

มาตรา 12 การดำเนินการใดๆ ตามพ.ร.บ.นี้ไม่เป็นการตัดสิทธิของบุคคล ในการเรียกร้องค่าเสียหายในทางแพ่ง จากการกระทำของบุคคลใดซึ่งพ้นจากความรับผิดตามพ.ร.บ.นี้และทำให้ตนต้องได้รับความเสียหาย

มาตรา 13 ผู้ได้รับความเดือดร้อนหรือ เสียหาย หรือจะเดือดร้อนหรือเสียหายโดยไม่อาจหลีกเลี่ยง อันเนื่องมาจากระเบียบ ประกาศ คำสั่ง คำวินิจฉัย หรือมติ หรือการกระทำของคณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดฯ ตามพ.ร.บ.ฉบับนี้ มีสิทธิ์ฟ้องคดีต่อศาลปกครองได้

มาตรา 14 ให้ประธานรัฐสภารักษาการตามพระราชบัญญัตินี้

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน