นายกหารือด่วนทูตอิสราเอลยันอพยพปลอดภัยทูต‘ปาเลสไตน์’แถลงพร้อมช่วยเจรจาตัวประกัน
นายกฯ เปิดทำเนียบหารือทูตอิสราเอล ขอช่วยอพยพแรงงานไทยโดยด่วน ชี้คนไทยไม่ได้อยู่ใน ข้อพิพาทการสู้รบ วอนช่วยนำตัวประกัน ออกมาให้ได้ ประสาน 3 ประเทศ อียิปต์-สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์-เมืองจิดดาห์ ซาอุฯ ให้พักคอยรอรับกลับ ขอบคุณ 3 สายการบิน การบินไทย-นกแอร์-แอร์เอเชีย จัดไฟลต์บินรับกลับถึงสิ้นเดือนนี้ ตั้งเป้ารับกลับวันละ 400 คน บัวแก้วแถลงพบเพิ่ม 2 แรงงานไทยหลบซ่อนตัวอยู่ที่เมืองติดชายแดนฉนวนกาซ่า เร่งติดต่อช่วยเหลือ ทูตปาเลสไตน์แถลงผ่านระบบทางไกล ประกาศพร้อมช่วยเหลือตัวประกันคนไทยเต็มที่ ให้ความมั่นใจทุกคน จะปลอดภัย เพราะไทยไม่ใช่คู่ขัดแย้ง รมว.ผึ้งเผย มี 37 น.ศ.ไทยไปศึกษาดูงานที่อิสราเอล ทุกคนปลอดภัย ครอบครัว-ญาติ 19 คนไทย ดีใจแห่รับกลับที่สุวรรณภูมิ 15 ต.ค.กลับมาอีกชุด 100 คน บินลงที่สนามบินอู่ตะเภา สธ.เผยผลตรวจสุขภาพแรงงานชุดแรก ส่ง 2 ใน 15 รายพบจิตแพทย์ อีก 7 ยังผวา นอนไม่หลับ
นายกฯหารือทูตอิสราเอล
เมื่อเวลา 08.45 น. วันที่ 13 ต.ค. ที่ห้องสีม่วง ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง หารือกับ น.ส.ออร์นา ซากิฟ เอกอัครราชทูตอิสราเอลประจำประเทศไทย
นายเศรษฐากล่าวว่า รัฐบาลได้ติดตามสถานการณ์ความไม่สงบที่เกิดขึ้นด้วยความกังวล หวังว่าสถานการณ์กลับเป็นปกติในเร็ววัน และแสดงความเสียใจต่อการสูญเสียชีวิตและทรัพย์สิน ไทยขอคัดค้านความรุนแรงที่เกิดขึ้น ในทุกรูปแบบโดยทุกฝ่าย โดยเฉพาะเมื่อส่งผลกระทบต่อผู้บริสุทธิ์ รวมถึงคนไทย
ขณะที่ น.ส.ออร์นา เอกอัครราชทูต อิสราเอลฯ กล่าวว่า รัฐบาลอิสราเอลเสียใจ กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ความสูญเสียเกิดแก่ ผู้บริสุทธิ์ โดยพร้อมให้ความช่วยเหลือประชาชนไทย และผู้บริสุทธิ์ทุกคน พร้อมจะดูแลทุกคนที่อยู่ในประเทศอิสราเอลเหมือนเป็นพลเมืองของตนเอง แต่ขอให้เข้าใจว่าอิสราเอลเผชิญกับสงครามรูปแบบที่ไม่เคยเจอมาก่อน อย่างไรก็ดี ยินดีที่จะให้ความช่วยเหลือ ร่วมมือกับรัฐบาลไทย ท่ามกลางสถานการณ์และความท้าทายที่เกิดขึ้นนี้อย่างดีที่สุด ซึ่งตอนนี้ได้อพยพคนที่อยู่ในพื้นที่อันตรายออกมา 4 กิโลเมตรจากพื้นที่อันตราย ทราบดีว่ารัฐบาลไทยให้ความสําคัญสูงสุด ในสวัสดิภาพและความปลอดภัยของคนไทยในอิสราเอล ซึ่งมีประมาณ 30,000 คน รัฐบาลอิสราเอลได้ติดตาม ประเมินสถานการณ์และจัดแผนให้การช่วยเหลือคนไทย ซึ่งขณะนี้ มีคนไทย 16 คนถูกลักพาตัว ซึ่งรัฐบาลห่วงกังวลต่อความปลอดภัยของคนไทยเหล่านี้ ทางรัฐบาลอิสราเอลพร้อมให้ความช่วยเหลือเพื่อให้คนไทยทั้ง 16 คนได้รับการปล่อยตัว

หารือทูต – นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง หารือกับน.ส.ออร์นา ซากิฟ เอกอัครราชทูตอิสราเอลประจำประเทศไทย เพื่อติดตามสถานการณ์การสู้รบและขออำนวยความสะดวกอพยพแรงงานไทยให้เร็วที่สุด ที่ทำเนียบรัฐบาล เมื่อวันที่ 13 ต.ค.
ร่วมมือนำ 6 พันคนไทยกลับ
จากนั้นเวลา 09.20 น. ภายหลังการ หารือ นายเศรษฐาเปิดเผยว่า ได้เรียนเชิญเอกอัครราชทูตอิสราเอลประจำประเทศไทยมาอัพเดตสถานการณ์ และขอร้องว่าให้ช่วยคนไทยอย่างไรบ้าง ส่วนคนงานไทยที่เสียชีวิตในอิสราเอลก็ขอร้องผ่านเอกอัครราชทูตไปว่าขอให้นำกลับมายังประเทศไทยโดยเร็วที่สุด ซึ่งทางอิสเราเอลก็ขอความเห็นเช่นกัน เนื่องจาก มีขั้นตอนหลายอย่าง แต่ได้รับปากว่าจะช่วยอย่างเต็มที่ เนื่องจากปัจจุบันมีผู้เสียชีวิตเป็นพันศพ จำเป็นต้องมีการชันสูตรและพิสูจน์ทราบ แต่การยืนยันว่าจะให้ความสำคัญอย่างเต็มที่ เนื่องจากขั้นตอนการพิสูจน์ทราบอัตลักษณ์มีความสำคัญ เพราะมีการเสียชีวิตแล้ว จะได้เงินค่าตอบแทน รวมทั้งบุตรธิดาด้วย ที่จะได้รับค่าตอบแทนตลอดชีวิต ดังนั้นต้องทำให้ถูกต้องก่อนนำศพกลับมาประเทศไทย ขอร้องว่าให้ใจเย็นๆ เข้าใจความรู้สึกของครอบครัวดี และรัฐบาลให้ความสำคัญอย่างเต็มที่
นายเศรษฐากล่าวว่า ในการหารือกับ เอกอัครราชทูตฯ ได้ขอร้องไปทางอิสราเอลว่ามีคนไทยจำนวนหนึ่งที่แสดงเจตจำนงกลับประเทศไทยกว่า 6 พันคนแล้ว ซึ่งความรวดเร็ว ในการอพยพมายังที่ปลอดภัยต้องยอมรับว่าข้อมูลยังสับสนอยู่ แต่ที่แน่นอนคือจะอพยพได้วันละ 200 คน ซึ่งทางเอกอัครราชทูตฯ ยืนยันว่ามีเครื่องบินมารับเท่าไร ก็พร้อมที่จะนำส่งกลับออกมาทันที จุดใหญ่วันนี้คือเครื่องบินที่จะต้องไปรับกลับมาให้ได้ วันนี้คณะทำงานฯ จะมีการประชุมเพื่อหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมด เพื่อนำคนไทยกลับมาได้โดยเร็ว ซึ่งเอกอัครราชทูตฯ ให้ความมั่นใจว่ารัฐบาลอิสราเอลให้ความสำคัญสูงสุดในการลำเลียงคนออกมาจากจุดต่างๆ มายังจุดปลอดภัย และพร้อมส่งกลับ รวมทั้งระหว่างรอก็มีประชาชนที่ประสบปัญหาด้านจิตใจ ซึ่งรัฐบาล อิสราเอลให้ความสำคัญในการเข้ามาดูแลอย่างดีเท่าที่จะทำได้
ร่วมสอบแรงงานถูกบังคับ
นายเศรษฐากล่าวว่า ปัญหาที่ยังมีการ เผยแพร่ผ่านโซเชี่ยลมีเดียว่ามีคนไทยถูกบังคับให้ทำงานอยู่ที่พื้นที่ที่เกิดภาวะสงคราม ซึ่งเอกอัครราชทูตฯ รับทราบถึงปัญหา ดังกล่าว และพยายามฟื้นหาความจริงให้ได้ และเห็นด้วยกับตนร้อยเปอร์เซ็นต์ว่าจะมาบังคับให้ทำงานในภาวะสงครามไม่ได้ ไม่ควรจะให้เกิดในช่วงเวลาเช่นนี้ ซึ่งเป็นช่วงเวลา ที่เราต้องลืมเรื่องผลประโยชน์ไปก่อน และเอาความปลอดภัยของประชาชนคนไทยมาเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุด
“เอกอัครราชทูตฯ ยืนยันว่าภาวะสงครามไม่ได้ลดหย่อนลง ความเข้มข้นยังคงเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ผมก็ต้องขอร้องและวิงวอน ซึ่งความจริง ก็คือการกดดันเอกอัครราชทูตฯ ว่า คนของเรา ไม่ได้มีความเกี่ยวข้อง หรือเป็นส่วนหนึ่งของข้อพิพาทของใครทั้งนั้น แต่เรากลายเป็นชาติที่สูญเสียมากเป็นอันดับ 2 รองจากสหรัฐ ถ้าไม่นับอิสราเอล เรามีผู้เสียชีวิต ณ เวลานี้ 21 คน ถือว่าสูญเสียมาก และยังไม่แน่ใจว่าจะมีแค่นี้หรือไม่” นายเศรษฐากล่าว
เร่งเจรจาช่วยตัวประกัน
นายเศรษฐากล่าวว่า ในการหารือและขอร้องเอกอัครราชทูตฯ เป็นเรื่องสุดท้ายคือเรื่องของตัวประกัน ขอให้ดูแลและขอร้องให้เร่ง เจรจาเพื่อนำตัวออกมาให้ได้ และตัวประกันไม่ได้มีของชาติไทยเพียงชาติเดียว ตัวประกันทุกชาติก็ไม่ได้เป็นส่วนของข้อพิพาทตรงนี้ เป็นผู้บริสุทธิ์ ไม่ว่าจะดูตามสนธิสัญญาระหว่าง ประเทศฉบับใดก็ตาม คนเหล่านี้ต้องถูกปล่อยออกมาโดยเร็วที่สุด และต้องให้ความสำคัญที่สุด รัฐบาลไทยก็พยายามใช้ทุกเส้นทาง ทั้งเรื่องความมั่นคงคงไม่สามารถเปิดเผยได้ ขอให้มั่นใจว่ารัฐบาลทำอย่างเต็มที่
นายเศรษฐากล่าวว่า วันนี้คณะทำงานฯ จะเชิญตัวเเทนสายการบินเอกชนต่างๆ มาพูดคุยที่กระทรวงการต่างประเทศ หวังว่าจะมีความคืบหน้าออกมา เพราะมีขั้นตอนหลายอย่างในการบินข้ามประเทศและน่านฟ้า เที่ยวบินพิเศษต่างๆ ที่จะบินผ่านเข้าไป จะต้องขออนุญาตก่อน ไม่ว่าน่านฟ้าประเทศไหน ซึ่งทาง กต.พยายามอย่างเต็มที่ กระทรวงสาธารณสุขเองก็เตรียมพร้อมที่จะรับผู้ป่วยกลับมา กระทรวงแรงงานก็ช่วยประสานงานอย่างเต็มที่ ทำงานกันโดยตลอดไม่ได้หยุด ทั้งนี้ในเรื่องการขออนุญาตบินผ่านน่านฟ้าของแต่ละไฟลต์ กำลังพยายามเจรจาในการลดขั้นตอนเพื่อเป็นการประหยัดเวลา เพราะถือว่าเป็นช่วงเวลาที่ไม่ปกติ เกิดภาวะสงคราม ก็หวังว่านานาชาติจะช่วยอำนวยสะดวกให้เรา เพราะปัจจุบันเครื่องบินที่จะไปนำคนไทยกลับมายังไม่เพียงพอกับความต้องการ และเห็นใจครอบครัวที่อยู่ในประเทศไทย ใจเขาใจเรา
เล็งขอ 3 ประเทศช่วยพักคอย
เมื่อถามว่าความคืบหน้าการนำคนไทย ไปพักไว้ในประเทศที่ 3 นายเศรษฐากล่าวว่า ทางกระทรวงการต่างประเทศกำลังคุยอยู่ ซึ่งน่าจะมีประเทศอียิปต์ และสหรัฐอาหรับ เอมิเรตส์ และเมืองจิดดาห์ ประเทศซาอุดีอาระเบีย ก็พยายามคุยกันอยู่ ถ้าหากเข้าไม่ได้ก็จะพักคอยไว้ แล้วหากมีสายการบิน สามารถบิน เข้าออกได้ก็ให้รับมาเพื่อให้เกิดความรวดเร็ว
“ยืนยันว่าจะทำทุกวิถีทางที่สามารถทำได้ ซึ่งจากการพบกับทูตอิสราเอลเมื่อสักครู่ ผมมีความสบายใจขึ้นมานิดนึง เพราะท่านทูตยืนยันว่าไม่ต้องห่วงตอนนี้พร้อมหมด ใครจะมา ถ้ามีเครื่องบินพอก็ออกมาได้หมด ซึ่งขนย้ายคนมาอยู่ในที่ปลอดภัยแล้ว และในพื้นที่สู้รบ หรือเรดโซน 0-4 ก.ม. ซึ่งในฉนวนกาซ่า 99% ของคนไทยหรือชาวต่างชาติที่เป็นผู้บริสุทธิ์ได้ถูกอพยพออกจากพื้นที่สู้รบแล้ว ตอนนี้ต้องไปดูว่าพื้นที่โซน 4-9 ก.ม. จะทำอย่างไรต่อไปก็จะพยายามเต็มที่
เมื่อถามว่าจะมีการสนับสนุนค่าเดินทางสำหรับผู้ที่ประสงค์จะเดินทางออกมาเอง หรือไม่ นายเศรษฐากล่าวว่า ตรงนี้ตนเชื่อว่าเป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่ต้องรับผิดชอบให้ได้แน่นอน เมื่อถามถึงกรณีของสายสัญญาณโทรศัพท์ที่มีการร้องเรียนจากผู้ใช้แรงงานว่าโทร.ไม่ติด นายเศรษฐากล่าวว่า เรื่องนี้ไม่ได้รับรายงานมา คาดว่าเป็นเรื่องของคู่สายที่มีการใช้กันเป็นจำนวนมาก มีคนพูดคุยกันมากก็ต้องรอต่อไป
เมื่อถามว่าจะมีโอกาสไปรับคนไทยที่กลับจากอิสราเอลหรือไม่ นายเศรษฐากล่าวว่า ต้องดูเวลาอีกที เพราะวันที่ 16 ต.ค. มีภารกิจต้องเดินทางไปยังสาธารณรัฐประชาชนจีน และซาอุดีอาระเบีย จะพยายามดูจังหวะเวลาว่าง
ขอบคุณสายการบินเอกชน
ต่อมาเวลา 16.40 น. นายเศรษฐา นายกฯ และรมว.คลัง ได้ทวีตข้อความ ถึงความคืบหน้าในการช่วยเหลือคนไทยในอิสราเอลว่า “ผมได้รับรายงานว่าวันนี้ทีมกระทรวงการต่างประเทศได้หารือกับการบินไทย นกแอร์ และแอร์เอเชีย เพื่อวางแผนจัดเที่ยวบินอพยพคนไทยกลับจากอิสราเอลโดยด่วน ตั้งแต่นี้ไปจนถึงสิ้นเดือนนี้จะมีเที่ยวบินไปรับพี่น้องคนไทยที่ต้องการกลับบ้าน กลับมาประเทศไทยทุกวัน จนจบภารกิจครับ ผมขอขอบคุณ ทั้งสามสายการบินเป็นอย่างยิ่งที่สนับสนุนเครื่องบินเพื่อช่วยเหลือคนไทยในภารกิจสำคัญนี้ด้วยครับ”
นายชัย วัชรงค์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีเปิดเผยว่า นายกฯกังวลใจ ต่อความปลอดภัยของคนไทยมาก กำชับการทำงานทุกจุด ประสานขอความร่วมมือจากทุกทาง โดยให้ความสำคัญต้องการให้ คนไทยที่ประสงค์กลับบ้านได้กลับบ้านอย่างปลอดภัย

กลับชุดที่สอง – น.ส.พรรณนภา จันทรารมย์ ทูตไทยในอิสราเอล อำนวยการส่ง 19 แรงงานไทยชุดที่สองเดินทางกลับบ้าน ด้วยเที่ยวบินของสายการบินแห่งชาติอิสราเอล จากกรุงเทลอาวีฟมายังท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เมื่อวันที่ 13 ต.ค.
37 นศ.ไทยปลอดภัย
ด้านน.ส.ศุภมาส อิศรภักดี รมว.การอุดม ศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เปิดเผยว่า อว.ได้ขอความร่วมมือจากสถาบันอุดมศึกษาในสังกัดให้ข้อมูลจำนวนนักศึกษาและบุคลากรอุดมศึกษาของไทยที่กำลังศึกษา ฝึกงาน ทำวิจัย หรือฝึกอบรมในประเทศอิสราเอล และประเทศข้างเคียง เช่น อิรัก อิหร่าน อียิปต์ จอร์แดน และตุรกี
“ล่าสุดมหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์ (มนร.) แจ้งว่ามีนักศึกษาที่เข้าร่วมโครงการความร่วมมือจัดการเรียนการสอนด้านการเกษตร ระหว่าง มนร. กับ Arava International Center for Agricultural Training (AICAT) ประเทศอิสราเอล จำนวน 37 คน โดยเป็นนักศึกษาจาก มนร. จำนวน 30 คน และจากมหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร (มรภ.สกลนคร) จำนวน 7 คน ที่เข้าร่วมโครงการดังกล่าว ยังอยู่ในพื้นที่ และจากการตรวจสอบพบว่า ทุกคนยังปลอดภัยดี ไม่ได้อยู่ในพื้นที่เสี่ยง และอยู่ในการติดตามดูแลของสถานเอกอัคร ราชทูตไทยประจำประเทศอิสราเอลอย่าง ใกล้ชิด ขณะเดียวกัน กระทรวง อว. ได้เร่งประสานไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเตรียมการให้นักศึกษาเดินทางกลับแล้ว” น.ส.ศุภมาสกล่าว
น.ส.ศุภมาสกล่าวอีกว่า กระทรวง อว. ได้เร่งไปยังทุกสถาบันอุดมศึกษาและหน่วยงานในสังกัดให้ตรวจสอบข้อมูลว่ามีนักศึกษาหรือบุคลากรอยู่ในอิสราเอลและประเทศข้างเคียงในช่วงนี้หรือไม่ เพื่อรวบรวมไว้เป็นข้อมูล หากสถานการณ์ทวีความรุนแรงและกระทบไปยังประเทศข้างเคียงได้เข้าไปช่วยเหลือทันท่วงที
ส่ง 5 จนท.แรงงานไปอิสราเอล
ขณะที่นายไพโรจน์ โชติกเสถียร ปลัดกระทรวง แรงงาน เปิดเผยว่า ได้ส่งเจ้าหน้าที่กระทรวงแรงงานที่อาสาและสมัครใจไปปฏิบัติ ภารกิจ 5 คน เพื่อดูแลแรงงานไทยและช่วยเหลือภารกิจอพยพ โดยเฉพาะการรวบรวมแรงงานไทยที่มีจำนวนมาก
ส่ง 2 แรงงานกลับพบจิตแพทย์
วันเดียวกัน ศูนย์ปฏิบัติการฉุกเฉินด้าน การแพทย์และสาธารณสุข กรณีอพยพคนไทยจากเหตุการณ์ความไม่สงบในอิสราเอล ของกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) รายงานผลการปฏิบัติการดูแลคัดกรองสุขภาพชายไทยทั้ง 15 คน ที่เดินทางกลับจากอิสราเอลมาถึงประเทศไทยเมื่อวันที่ 12 ต.ค.ที่ผ่านมา โดยเข้า รับการคัดกรองสุขภาพกายและจิตใจที่อาคารศูนย์กักกัน สถาบันบำราศนราดูร โดยทีมแพทย์จากกรมการแพทย์ และทีมเยียวยาจิตใจจากกรมสุขภาพจิต โดยระบุว่า พบมีความเครียด 2 ราย นอนไม่หลับ 7 ราย ต้องพบจิตแพทย์ 2 ราย
ส่วนการคัดกรองสุขภาพกาย พบว่า มีบาดแผล 4 ราย มีโรคประจำตัว คือ กรดไหลย้อน 1 ราย และโรคกระเพาะ 1 ราย การประสานส่งต่อเพื่อรักษาต่อเนื่อง มี 1 รายคือผู้ที่ถูกยิงที่ต้นขาซ้าย ประสานส่งต่อ ร.พ.สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช จ.ตาก ดูแลต่อเนื่อง สำหรับภูมิลำเนาของทั้ง 15 คน ได้แก่ หนองบัวลำภู 4 ราย ที่เหลืออยู่ที่ เชียงราย น่าน พะเยา ตาก สกลนคร อุดรธานี หนองคาย นครราชสีมา สุรินทร์ อุบลราชธานี และยโสธร จังหวัดละ 1 ราย
หนุ่มทำงานท่ามกลางเสียงปืน
ผู้สื่อข่าวได้ลงพื้นที่บ้านของแรงงานไทยที่เดินทางกลับจากอิสราเอลแล้วว่า ที่บ้านเลขที่ 409/481 ชุมชมเอื้ออาทร จอมเสด็จ ต.หาดคำ อ.เมืองหนองคาย ได้พบกับนายสถิตย์ พรมอุนารถ อายุ 37 ปี และนางเสวียง ปารินทร์ อายุ 69 ปี สองแม่ลูก โดยพบว่ามีเจ้าหน้าที่อาสาสมัครสาธารณสุข และผู้นำชุมชนในพื้นที่รับผิดชอบ ได้มาเยี่ยมและให้กำลังใจกับครอบครัวของนายสถิตย์ด้วย
นายสถิตเผยว่า กู้ยืมเงิน 200,000 บาท ไปทำงานภาคการเกษตรที่อิสราเอล สัญญาจ้าง 5 ปี ทำงานได้ 1 ปี 10 เดือน ก็มาเกิดเหตุการณ์สู้รบกันขึ้น
นายสถิตยเล่าว่า จุดที่ตนและเพื่อนคนงานไทย รวม 19 คน พักอาศัยเป็นหมู่บ้านที่อยู่ห่างจากจุดสู้รบกันเพียง 2 ก.ม.เท่านั้น ในวันแรกที่เกิดเหตุ เพิ่งเลิกงาน กำลังกินข้าวกันก็ได้ยินเสียงระเบิด เสียงยิงปืนดังสนั่นหวั่นไหว และได้ยินเสียงทหารคุ้มครองแจ้งเตือนให้หาที่หลบในบังเกอร์ที่ปลอดภัย ช่วงเวลานั้นตนและเพื่อนคนงานต่างหวาดกลัว และเมื่อไปทำงานก็ยังต้องคอยแหงนมองท้องฟ้า หวาดผวา ว่าจะมีการยิงโจมตีกันอีกหรือไม่ ไม่เป็นอันทำงาน หวาดวิตกไปหมด และพยายามติดต่อกับครอบครัวแจ้งข่าวให้แม่ทราบว่าปลอดภัยดี และตัดสินใจเดินทางกลับ
นางเสวียงกล่าวว่า ดีใจที่ลูกชายปลอดภัยกลับมาอยู่ ในอ้อมกอดแม่อีกครั้ง หลังจากนี้อาจผูกข้อต่อ แขนตามประเพณีอีสานเป็นการรับขวัญ

เรียกขวัญ – ครอบครัวจัดพิธีเรียกขวัญนายจิรายุ สุกใส อายุ 24 ปี แรงงานไทยในอิสราเอลที่ถูกยิงได้รับบาดเจ็บ หลังรัฐบาลช่วยเหลือพากลับบ้าน ที่บ้านหมู่ 22 ต.พรมเทพ อ.ท่าตูม จ.สุรินทร์ เมื่อวันที่ 13 ต.ค.
เผยนาทีระทึกถูกบุกยิง
ส่วนที่บ้านเลขที่ 11 หมู่ 22 ต.พรมเทพ อ.ท่าตูม จ.สุรินทร์ นายกำจร สุกใส และ นางจำรัส สุกใส พ่อกับแม่ของนายจิรายุ สุกใส อายุ 24 ปี แรงงานไทยที่เดินทางกลับ พร้อมด้วยบรรดาญาติๆ ซึ่งเป็นผู้อาวุโสกว่า 20 คน ได้ร่วมกันประกอบพิธีเรียกขวัญให้กับนายจิรายุ เหยื่อกระสุนปืนของกลุ่มฮามาส ที่บุกเข้าไปยิงกราดในแคมป์คนงาน จนทำให้นายจิรายุถูกยิงเข้าที่ไหล่ขวาได้รับบาดเจ็บ โดยนำรูปคุณตา ตั้งบูชา มาประกอบพิธี เรียกขวัญ ผูกแขนให้กับนายจิรายุ
นายจิรายุเผยว่า ดีใจมากที่เจ้าหน้าที่ของไทย ประสานงานให้ตนได้เดินทางกลับบ้านพร้อมคนงานคนอื่นๆอีกหลายคน ตนถูกยิงเมื่อ ช่วงเช้าวันที่ 7 ต.ค. เวลา 7 โมงเช้า ขณะพวกตน กับคนงานไทยและคนต่างประเทศ อีก 5 คน อยู่ในห้องพัก ได้ยินเสียงปืนดังเข้ามาในบริเวณ ที่พัก เสียงปืนดังมาก สักพักก็มีรถถังวิ่งออกมา และยิงกับมือปืนที่เข้ามายิงพวกตน พากันอยู่ในห้องแบบให้เงียบที่สุด เมื่อเสียงปืนเงียบลง ออกมาตนเห็นคนตายนอกที่พัก 4 คน เป็นพวก ที่เข้ามายิงพวกตน ส่วนตนถูกยิงเข้าที่ไหล่ขวา ได้รับบาดเจ็บ พอช่วงสายวันที่ 8 ต.ค. ก็ประสานกับนายจ้างนำตัวไปรักษา ทำบาดแผล กับหมอ ที่โรงพยาบาล และประสานกับญาติเพื่อขอกลับประเทศไทย ส่วนเพื่อนคนไทย ที่หลบในที่พักด้วยกันหายตัวไปตั้งแต่วันปะทะ วันแรกคนหนึ่ง ทิ้งแต่โทรศัพท์ไว้
“ช่วงที่ถูกยิงที่ไหล่ขวาและหลบในที่พัก ผมได้แต่คิดถึงพ่อกับแม่ให้ช่วยชีวิตให้ปลอดภัย ยกมือขึ้นมาพนมหลวงตาพงษ์ พรหมสโร วัดโพธิ์ศรีสว่าง อ.ท่าตูม จ.สุรินทร์ พระที่ห้อยคอ ขอให้คุ้มครองชีวิต เป็นพระที่ผมเคารพนับถือ ได้มาจากอ.ท่าตูม ขอพรท่านช่วยให้รอดปลอดภัย และผมไม่กลับไปทำงานที่อิสราเอลแล้ว ขอหางานทำที่ไทยดีกว่า” นายจิรายุกล่าว

ได้กอดลูก – นายจันทร์ดี แซ่ลี อายุ 35 ปี 1 ใน 15 แรงงานไทยจากอิสราเอลที่เดินทาง กลับบ้านชุดแรก ได้กอดลูกๆ 3 คน ท่ามกลางความดีใจของภรรยาและพ่อแม่ญาติพี่น้องที่จัดโต๊ะฉลองต้อนรับ ที่บ้านห้วยแล้ง หมู่ 2 ต.ท่าข้าม อ.เวียงแก่น จ.เชียงราย เมื่อ 13 ต.ค.
ลูกเมียโผกอดหนุ่มเชียงราย
ที่บ้านเลขที่ 337 บ้านห้วยแล้ง หมู่ 2 ต.ท่าข้าม อ.เวียงแก่น จ.เชียงราย นางสุภาเพ็ญ ศิริมาตย์ นายกเหล่ากาชาด จ.เชียงราย พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ที่กรมการจัดหางาน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้พา นายจันทร์ดี แซ่ลี อายุ 35 ปี ซึ่งเป็น 1 ใน 15 แรงงานไทยจากประเทศอิสราเอลกลุ่มแรกที่ได้เดินทางกลับ ถึงบ้านที่หมู่บ้านห้วยแล้ง โดยทางญาติและชาวบ้านต่างจัดโต๊ะ เก้าอี้และกางเต็นท์คอยต้อนรับ ซึ่งเมื่อไปถึงบ้าน นางมาลัยวรรณ แซ่ลี ภรรยา ลูกชายคนโตอายุ 11 ขวบ ลูกสาวคนกลางอายุ 5 ขวบ และลูกชายคนสุดท้ายอายุ 2 ขวบ ได้โผเข้ากอดนายจันทร์ดี โดยร้องไห้ดีใจที่ปลอดภัยกลับบ้าน
นายจันทร์ดีกล่าวว่า เมื่อได้เห็นหน้าภรรยาและลูกตนรู้สึกดีใจมาก เพราะไปทำงานอยู่ประเทศอิสราเอลได้ 2 ปีครึ่งแล้ว โดยช่วงที่ไปได้ 4-5 เดือนลูกสาวคนโตได้เสียชีวิ ต ทำให้ตนยิ่งคิดถึงบ้าน ไม่มีโอกาสมาร่วม ในพิธีศพลูก โดยจุดที่ตนพักอยู่เป็นแคมป์ คนงาน ที่อิสราเอลมีแรงงานพักด้วยกัน 11 คน เมื่อเกิดการสู้รบมีคนรอดชีวิตมาได้เพียง 5 คน ส่วนเพื่อนอีก 6 คนถูกยิงเสียชีวิตทั้งหมด ช่วงเกิดเหตุตนรู้สึกกลัวและหวั่นใจว่าจะมีโอกาสกลับมาพบครอบครัวอีกหรือไม่ เพราะใน ช่วงเวลาปกติแม้ไม่มีการสู้รบก็ยังนับวัน จะกลับบ้าน ยิ่งมีสงครามยิ่งทำให้เกิดความกลัว และอยากกลับบ้าน เพราะรักคิดถึงลูกทุกคนมาก
หลบในโดมป้องกันระเบิด
“ในหมู่บ้านที่ผมอยู่มีค่ายทหารอิสราเอลด้วย เมื่อกองกำลังฮามาสเข้ามาจึงมีการยิงต่อสู้กันขึ้นตั้งแต่เวลา 06.00 น.จนถึงตี 1 ของวันรุ่งขึ้น ที่รอดมาได้เพราะพากันเข้าไปหลบหนีในห้องโดมที่มีไว้ป้องกันระเบิด เมื่อทหารอิสราเอลควบคุมสถานการณ์ไว้ได้แล้วจึงช่วยออกมา ตอนนี้ได้ขอให้พระเจ้าคุ้มครองเพื่อนๆ คนที่ยังอยู่อิสราเอลให้ปลอดภัย เพราะมีทั้งพื้นที่ที่ปลอดภัยแล้ว และบางที่อันตรายอยู่ ขอให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์คุ้มครอง พี่น้องแรงงานไทยทุกคนที่อยู่ทางโน้นด้วย” นายจันทร์ดีกล่าว
ผวาหลบเข้าออกบังเกอร์
ที่บ้านเลขที่ 154 หมู่ 2 ต.จอมศรี อ.เพ็ญ จ.อุดรธานี บรรยากาศการต้อนรับ นายไกรสร บัวผาย แรงงานไทยที่กลับถึงบ้านเกิดเมื่อเวลา 01.44 น. โดยตั้งแต่ช่วงเช้า มีญาติพี่น้อง และเพื่อนบ้านเดินทางมาเยี่ยมและให้กำลังใจ โดยญาติได้ซื้อเนื้อวัวมาจำนวน 100 กิโลกรัม เพื่อมาทำอาหารที่นายไกรสรชอบทาน ทั้ง ก้อย ต้ม ลาบ และนั่งร่วมโต๊ะยาวรับประทานอาหาร ร่วมกัน บรรยากาศเป็นไปอย่างมีความสุข
ต่อมาเวลา 11.00 น. นายสามารถ หมั่นนอก ปลัดจ.อุดรธานี พร้อมด้วยนายอำเภอเพ็ญ และหัวหน้าส่วนราชการที่เกี่ยวข้องเดินทางมาเยี่ยมให้กำลังใจ ให้การช่วยเหลือและแจ้งสิทธิประโยชน์ที่จะได้รับ
นายไกรสรเล่าเหตุการณ์ช่วงเฉียดตาย ให้ฟังว่า ดีใจที่ได้กลับประเทศไทย เหตุวันที่ 7 ต.ค. เวลา 18.30 น. เกิดเหตุการณ์ยิงกันที่คิงบูธ และแคมป์คนงานหลายจุด มีทั้งระเบิดและการบุกเข้ามากราดยิง จากนั้นก็มีการประกาศแจ้งเตือนของทางรัฐบาลอิสราเอลให้เข้าที่หลบภัย ช่วงกลางคืนในวันเดียวกันเพื่อนที่อยู่อีกที่โทรศัพท์มาบอกว่ามีคนถูกฆ่าตายจำนวนมาก จากนั้นตนก็เข้าไปหลบที่บังเกอร์ และมีทหารอิสราเอลได้มาพาแรงงานทั้งหมดออกไปหลบที่ศูนย์พักพิงรวมกับคนอิสราเอล แล้วทหารอิสราเอลก็ได้ปูพรมค้นหากลุ่ม ผู้ก่อการร้ายและสังหาร จากนั้นพาพวกแรงงาน คนไทยกลับมาที่เดิม ถือเป็นช่วงนาทีเป็นนาทีตาย หากทหารเข้ามาช่วยไม่ทันอาจไม่รอดก็ได้
นายไกรสรกล่าวต่อว่า ไปทำงานที่อิสราเอล ได้ 5 ปีแล้ว อีก 3 เดือนจะครบหมดสัญญาและตนก็ขอเดินทางกลับ ชีวิตที่อยู่ที่นั่นตอนเกิดเหตุก็ลำบากมาก ทำอาหารเสร็จต้องรีบ มาหลบที่บังเกอร์ ต้องคอยฟังเสียงไซเรนเตือนภัย เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นรู้สึกเสียใจ จุกอกมีความหวาดระแวงอย่างมาก จึงเป็นเหตุให้ตน ยื่นคำร้องขอเดินทางกลับในที่สุด
แม่ขอบคุณรบ.พาลูกชายกลับ
ที่หน้าศาลากลางจังหวัดขอนแก่น นายพันธุ์เทพ เสาโกศล รองผวจ.ขอนแก่น พร้อมด้วยนางอรวรรณ หินตะ แรงงานจังหวัด ขอนแก่น จัดรถตู้ให้กับนางบุญโฮม บุตโม มารดา นายผดุง บุตโม หรือโอโน่ อายุ 26 ปี แรงงานไทย ซึ่งถูกยิงเข้าที่สะโพกและหลังรวม 2 นัดภายในแคมป์คนงานที่ประเทศอิสราเอล ก่อนที่คนไทยที่เป็นล่ามและ ผู้ประสานงานจะช่วยเหลือออกจากโรงพยาบาล มาอยู่ที่บ้าน และประสานงานร่วมสถานทูตไทย ณ กรุงเทลอาวีฟ เพื่อเดินทางกลับประเทศ โดยมีกำหนดมาถึงสนามบินสุวรรณภูมิ ช่วงค่ำ วันเดียวกัน
ขณะที่นางบุญโฮมกล่าวว่า ยินดีที่ลูกชายกำลังเดินทางกลับมาบ้าน เพราะมีลูกชาย คนเดียวรู้สึกดีใจที่ลูกชายได้รับการช่วยเหลือจากคนไทยในอิสราเอล และได้รับการใส่ใจจากทางรัฐบาลไทย และสถานทูต รวมถึงประเทศอิสราเอลที่อำนวยความสะดวก ช่วยเหลือให้ลูกได้กลับบ้านมาอยู่กับครอบครัว
ด้านน.ส.สุพัตรา อาสานอก หรือน้องเหมียว อายุ 28 ปี ภรรยาสาวของน้องโอโน่ เผยว่า หลังจากติดต่อกันได้ สามีก็ติดต่อมาตลอด โดยล่าสุดเมื่อเวลา 20.00 น. คืนวันที่ 12 ต.ค. สามีบอกว่า ได้รับการช่วยเหลือจากล่าม คนไทย ประสานงานกับสถานทูตไทย และทางกระทรวงการต่างประเทศ กราบขอบคุณ คนไทยในอิสราเอลที่ไม่ทิ้งกัน ขอบคุณรัฐบาลไทย สถานทูตไทย และทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง
19 แรงงานชุด 2 กลับถึงไทย
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันเดียวกัน สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเทลอาวีฟ ได้ช่วยอำนวยความสะดวกแรงงานไทยซึ่งเป็นผู้ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์สงครามและหลบหนีมาจากพื้นที่อันตราย จำนวน 19 คน ด้วยเที่ยวบิน ของสายการบินแอล อัล ( El Al ) สายการบิน แห่งชาติของอิสราเอลในเที่ยวบินที่ LY085 ออกเดินทางจากกรุงเทลอาวีฟ เวลา 04.30 น. วันที่ 13 ต.ค. และถึงท่าอากาศยานสุวรรณภูมิเวลา 17.15 น. ของวันเดียวกัน โดยเป็นเที่ยวบิน ที่ 2 ที่สถานทูตจัดส่งคนไทยที่ได้รับผลกระทบ จากสงคราม
ต่อมาเวลา 17.15 น. ที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ โดยนายจักรพงษ์ แสงมณี รมช.ต่างประเทศ ต้อนรับ 19 คนไทยที่เดินทางกลับจากอิสราเอลมาถึงประเทศไทยเปนชุดที่ 2 ท่ามกลางญาติพี่น้องและครอบครัวที่เดินทางมารอรับ ก่อนที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะจัดรถส่งคนไทยทั้งหมดกลับสู่ภูมิลำเนา
นายบุญชัย แซ่ย่าง อายุ 35 ปี คนไทยที่เดินทางกลับมาด้วยเล่าว่า อยู่ห่างจากแคมป์ที่ยิงกัน 7 ก.ม. และหนึ่งในนั้นที่ถูกยิงเป็นคู่เขยตน รู้สึกเสียใจมากที่เขาไม่ได้กลับมาด้วย ตนเพิ่งไปทำงานการเกษตรได้ 1 ปี 10 เดือน โดยสถานการณ์ตอนนั้นทำให้ตนนอนไม่หลับ เงินก็ยังเก็บไม่ได้ แต่ต้องกลับมาก่อน เอาชีวิตรอดก่อน
ด้านนายเชา คนไทย เล่าว่า ทางครอบครัวเป็นห่วงเกี่ยวกับเหตุการณ์นี้และขอให้กลับมาก่อน มีคนไทยรอกลับประเทศไทยอีกจำนวนมาก และซื้อตั๋วเครื่องบินกลับมาเองก็เยอะ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนั้นรุนแรงกว่าทุกครั้ง
สำหรับรายชื่อผู้ที่เดินทางกลับไทยชุด 2 มีดังนี้ 1.นายวีระพนธ์ หลับจันทร์ 2.นายดุสิต วิบูลวิโรจน์กุล 3.นายบุญมา ตาฮอง 4.นายเกรียงศักดิ์ พันธุ์สุรี 5.นายศราวุธ ทับทิม 6.นายไพฑูรย์ รักมณี 7.นายสุริยันต์ กันตา 8.นายวิชัย ทิวพงษ์งาม 9. นายคมสัน คำทอง 10.นายวิสุทธิ์ แซ่เล้า 11.นายเจิมศักดิ์ แซ่เล้า 12.นายผดุง บุตโม 13.นายชาตรี ชาศรี 14.นายปฐมพงษ์ หวันลา 15. นายสุชาติ จันทร์บาง 16.นายอานนท์ โพธิ์ศรี 17.นายรชานนท์ ศรีใส 18.นายนิสัน คล้ายคลึง และ19.นายจิรพันธ์ ธงอาสา
อีก 100 คนบินลงอู่ตะเภา
ด้านนางสาวกาญจนา ภัทรโชค อธิบดีกรมสารนิเทศและโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ เปิดเผยว่า สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเทลอาวีฟ จะจัดเที่ยวบินอพยพคนไทยครั้งที่ 3 นำพี่น้องแรงงานจำนวน 100 คนกลับประเทศไทย โดยสายการบิน Fly Dubai เที่ยวบิน FZ1550 ออกเดินทางจากอิสราเอลในวันที่ 14 ต.ค. เวลา 11.00 น. เปลี่ยนเครื่องที่นครดูไบ เพื่อโดยสารต่อโดยเที่ยวบิน FZ1837 ออกจากนครดูไบเวลา 20.00 น. และถึงสนามบิน อู่ตะเภา ประเทศไทย ในวันที่ 15 ต.ค. เวลา 07.25 น. จากนั้นจะมีรถบัสรับไปยังโรงแรมเอสซีปาร์ค เพื่อให้ญาติพี่น้องรับกลับภูมิลำเนา ได้ตั้งแต่เวลา 10.00 น.
“รัฐบาลตั้งเป้าอพยพคนไทยให้รวดเร็วขึ้นอย่างน้อยวันละ 400 คนในทุกช่องทาง และมีเที่ยวบินอพยพถี่ขึ้นในทุกวันตามบัญชาของนายกฯ ขณะนี้มีผู้ขอกลับไทยจำนวน 6,778 คน และขออยู่ในอิสราเอล 85 คน เปลี่ยนใจไม่กลับไทยแล้ว เมื่อสถานทูตได้โทรศัพท์ไปสอบถามเพื่อยืนยันการเดินทาง” นางกาญจนากล่าว
โดยรายชื่อของแรงงานไทยทั้ง 100 คน ประกอบด้วย 1.นายอัตพล เจริญโลก 2.นายนัฐพงษ์ ดวงจันทร์ 3.นายยุทธจักร พรมวัง 4.นายชาติชาย วารินทร์สกุล 5.นายมานี แซ่ท่อ 6.นายว่า แซ่มัว 7.นายสุวิทย์ ซ่งเจริญกุล 8.นายสง่า แซ่วะ 9.นายกฤษนัย หาระ 10.นายจีระศักดิ์ แสงกล้ำ 11.นายโยธิน คนว่อง 12.นายเริงชัย คำลาย 13.นายสมชาย แซ่ลี 14.นายสราวุท แกมกล้ำ 15.นายชัยณรงค์ แสนมนตรี 16.นายประยุทธ ติดตานนท์ 17.นายกรวิทย์ สิงพรม 18.นายจักรพันธ์ ศรีโสดา 19.นายธีระวัฒน์ เบ้าเมือง 20.นายศรีนคร พินธุนิบาต
21.นายกษิดิ์เดช แซ่ยั้ง 22.นายเสกสรร จันทะผล 23.นายประเสริฐ สมณสิงห์ 24.นายวีระยุทธ ปัญญาประชุม 25.นายบุญลื แผ่นศิล 26.นายเด่น ขุนชะลา 27.นายอาทิตย์ เสมามิ่ง 28.นายธวัช ชนะพล 29.นายชัด บังทอง 30.นายสุเทพ แซ่วาง 31.นายเกษม โชติมนทิน 32.นายอภิวัฒน์ โมคทิพย์ 33.นายวิชาญ บุญสาลี 34.นายกิตติศักดิ์ เสาทอง 35.นายสมบัติ หว่างป่อ 36. นายสัญชัย วงศ์บุญชัญเลิศ 37.นายอานนท์ เตือนจันทึก 38.นายเอกนรินทร์ ศิริวิชา 39.นายอภิชัย ไชยต้นเชื้อ 40.นายสมหมาย สมหวัง
41.นายวิชัย ดอกไธสง 42.นายกฤษณะ แซ่ลี 43.น.ส.อาริสา แซ่วาง 44.นายโชคชัย ชัยบุตรดี 45.นายนทิกร ปอดกระโทก 46.นายสุพจน์ เกตุหอม 47.นายวรายุทธิ์ บุญญศรี 48.นายเอกชัย ระวัง 49.นายอนุชิต เกษคำภา 50.นายสมศักดิ์ อ่อนตาจันทร์ 51.นายกวีเพชร สาริศรี 52.นายชาญวิทย์ ทวีทรัพย์ล้ำเลิศ 53.นายเนติพงษ์ ศรีเฉลียว 54.นายสุทธิชัย บานบึงศรี 55.นายวายุ อ้ายเยอ 56.นายวุฒิชัย จานเหนือ 57.นายจักรพันธุ์ แสนคำแพ 58.นายสันติสุข ดอมไธสง 59.นายวนพล แซ่หาญ 60.นายวิทย์ จารุภคไพศาล
61.นายสะพานทอง ซ่อนกลิ่น 62.นายสุเทพ วิชาสาร 63.นายประเสริฐ สีฐา 64.นายศักดิ์ดา ปราบคนชั่ว 65.นายเทวัน สิมมาแก้ว 66.นายชัยยำ อินสำราญ 67.นายอรรถพล จำปามูล 68. นายสุเมธ อุ้ยโสภา 69.นายอาคม บุญแก้ว 70.นายเสกสรร กวนหลวง 71.นายชลวิทย์ สุธา 72.นายวิชิต คมศรโมกข์ 73.นายพินิจ ดวงมณี 74.นายสุรชัย สมณคีรี 75.นายสมชาย บุตรศรี 76. นายธนานันท์ คุณจิระเมธี 77.นายธรรมนูญ วิรุณพันธ์ 78.นายรัฐกร หงอกสิมมา 79.นายประเวท ดาแพง 80.นายสุรชาติ พินโยพัน
81.นายศุภิชัย แสงตุ่น 82.นายภินิช หลุมทอง 83.นายพงษ์ศักดิ์ หลงเกต 84.นายชาญชัย มานะดี 85.นายอานนท์ จันทร์จำปี 86.นายไชยะ บุญสังข์ 87.นายประดิษฐ์ แซ่ย่าง 88.นายสุริยา นาหมื่นหงษ์ 89.นายสมบูรณ์ แซ่เจ๊า 90.นายวัชรพงษ์ วงศ์นามเถาวร์ 91.นายวทัญญู สริตะ 92.นายจเรวัตร เป็ญวัน 93.นายอัสดม พรมมินทร์ 94.นายสุธี เพ่งกิจ 95.นายวรสิทธิ์ ฤาหาร 96. นายรุ่งสุริยา แก้วสว่าง 97.นายพัฒนพงษ์ สร้อยจิตร 98.นายบัญญัติ อบทองหลาง 99 นายชลที แก้วแก่น และ 100.นายศักดิ์นรินทร์ วังสุขี
พบอีก 2 คนไทยหลบอยู่ชายแดน
นางกาญจนากล่าวต่อว่า ล่าสุดสถานทูตไทยในอิสราเอลรายงานเพิ่มเติมว่าพบแรงงานไทยจำนวน 2 คนที่หลบซ่อนตัวอยู่ที่คิบบุตซ์ นาฮาล อัซ ติดชายแดนฉนวนกาซ่านานกว่า 5 วัน ซึ่งทั้งคู่อยู่ระหว่างเข้ารับการรักษาจากแพทย์ โดยหากทั้งคู่ประสงค์จะกลับไทยสถานทูตก็จะอำนวยความสะดวกต่อไป
สำหรับยอดผู้เสียชีวิตคงเดิมเท่ากับวันที่ 12 ต.ค. ที่จำนวน 21 ราย บาดเจ็บ 14 คน และผู้ที่ถูกคาดว่าถูกจับไปเป็นตัวประกัน 16 คน
เพื่อไทยประสานเร่งเยียวยา
นายกรวีร์ สาราคำ สส.อุดรธานี พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ขณะนี้ยังคงกังวลในส่วนสิทธิประโยชน์ ของพี่น้องแรงงานที่ต้องเดินทางกลับมา ซึ่งมีบางส่วนต้องบาดเจ็บหรือเสียชีวิต และบางส่วนอาจต้องตกงาน ซึ่งรัฐบาลจำเป็นที่จะต้องพิจารณาการเยียวยาให้กับแรงงานเหล่านี้ด้วย ดังนั้นกลุ่ม สส.อุดรธานี พรรคเพื่อไทย จะเร่งติดตามการช่วยเหลือเยียวยาทุกด้าน จากทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้พี่น้องแรงงานได้รับการเยียวยาทุกคน รวมทั้ง หากเหตุการณ์คลี่คลายและกลับสู่ภาวะปกติ อาจต้องประสานงานกับกระทรวงแรงงาน เพื่อพิจารณาติดต่อกับนายจ้างในประเทศอิสราเอลในการเปิดรับแรงงานไทยกลับเข้าไปทำงานอีกครั้ง ไม่ว่าจะเป็นที่เดิมหรือสถานที่ใหม่ เนื่องจากแรงงานบางคนไปทำงานที่อิสราเอลยังไม่ถึงปีจากสัญญา 5 ปี หลายรายต้องกู้หนี้ยืมสินเพื่อไปทำงานในอิสราเอล ดังนั้นจึงมีภาระที่ต้องรับผิดชอบ