เศรษฐาเจรจาเอง-ทิศทางดีถูกกลุ่มฮามาสจับเพิ่มอีก28ศพถึงบ้าน-ครอบครัวเศร้าอิสราเอลเยียวยาลูก-เมีย

‘นายกฯเศรษฐา’เผย ‘กษัตริย์โอมาน-มกุฎราชกุมารซาอุฯ’ตกใจและเสียใจไทยสูญเสียมากจากสงครามอิสราเอล-ฮามาส เร่งให้ความช่วยเหลือ อิหร่านก็เจรจาฮามาสให้ปล่อยตัวประกันชาวไทย 8 ศพแรงงานไทยกลับถึงมาตุภูมิแล้ว อพยพหนีกลับบ้านเกิดอีกกว่า 7 ร้อยราย รวมแรงงานไทยหนีภัยสงครามกว่า 2 พันคนแล้ว จากที่ลงทะเบียนทั้งหมดกว่า 8 พันคน เหลืออีก 116 ขออยู่ต่อ ก.แรงงานย้ำคนที่ยังไม่ตัดสินใจ ยืนยันคุยทางการอิสราเอลแล้วได้กลับไปทำงานแน่หลังเหตุการณ์สงบ

โอมาน-ซาอุเร่งช่วยคนไทย

เมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 20 ต.ค. (ตามเวลาท้องถิ่น) ที่ซาอุดีอาระเบีย นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าการช่วยเหลือคนไทยในอิสราเอล ว่า ในที่ประชุมสุดยอดอาเซียน-คณะมนตรีความร่วมมือรัฐอ่าวอาหรับ ผู้นำหลายๆ ชาติได้พูดถึงเหตุการณ์ที่เราทุกคนไม่อยากให้เกิดคือสถานการณ์ความรุนแรงระหว่างฮามาสกับอิสราเอล มีการเรียกร้องขอให้ปล่อยตัวประกันออกมาโดยเร็วเพราะเป็นบุคคลที่บริสุทธิ์ อยากให้ยุติสถานการณ์โดยเร็วด้วยการเจรจาด้วยความสันติ

นายเศรษฐากล่าวว่า ในช่วงการรับประทานอาหารกลางวันร่วมกันของผู้นำ ได้นั่งข้างกับกษัตริย์โอมาน มีความคุ้นเคยกับประเทศไทยดีมาก พร้อมหารือกันถึงปัญหาอิสราเอล ซึ่งได้แจ้งว่าประเทศไทยไม่ได้เป็นคู่กรณี แต่สูญเสียมากที่สุดเป็นอันดับ 2 รองจากสหรัฐ ท่านตกใจมาก และเสียใจมาก และตนได้บอกอีกว่าแค่นั้นยังไม่พอเรายังถูกจับเป็นตัวประกัน 17 คน ท่านยิ่งตกใจใหญ่ ถามว่าทำไมถึงทำเช่นนี้ และหลังจากเสร็จการประชุมครั้งนี้ ท่านจะรีบเสด็จไปไคโรเพื่อเข้าร่วมประชุมใหญ่ และจะมีบรรดาผู้นำบินตามไปสมทบซึ่งจะพูดคุยกันเรื่องความไม่สงบในกาซ่าและอิสราเอล

ทั้งนี้ หลังการรับประทานอาหาร ได้พบกับมกุฎราชกุมารและนายกรัฐมนตรีของซาอุดีอาระเบีย อีกครั้ง และท่านตระหนักดีถึงความสูญเสียของคนไทยทั้ง 30 คนและตัวประกันอีก 17 คน ได้พูดคุยกับสมเด็จพระราชาธิบดีของบรูไน ได้แสดงความเป็นห่วงประเทศไทยและตัวประกัน ตัวท่านเองพยายามพูดคุยกับบรรดาผู้นำต่างๆ เพราะท่านมีความคุ้นเคยและท่านรักประเทศไทย ทุกท่านแสดงความห่วงใยตัวประกัน และตกใจถึงความสูญเสียครั้งใหญ่ของเรา ก็มีการพูดคุยกันดี

8 ศพถึงไทย

วันเดียวกัน ที่อาคาร สำนักงานเขตปลอดอากร ชั้น 1 ท่าอากาศยาน สุวรรณภูมิ จ.สมุทรปราการ ศพแรงงานไทย 8 ราย ล็อตแรกจากอิสราเอล เมื่อเวลา 20.00 น. วันที่ 19 ต.ค.ที่ผ่านมา ถึงท่าอากาศยานสุวรรณภูมิแล้ว หลังจากสถาบันนิติเวชของอิสราเอลมีการพิสูจน์อัตลักษณ์บุคคล และอนุญาตให้นำร่างของแรงงานไทยที่เสียชีวิต 8 ราย ส่งกลับมาประกอบพิธีทางศาสนาที่ประเทศไทย

สำหรับรายชื่อผู้เสียชีวิตทั้ง 8 ราย ได้แก่ 1.นายพงษธร ขุนศรี ชาว อ.เฉลิมพระเกียรติ จ.นครราชสีมา, 2.นายพิชิต นาจันทร์ ชาว อ.ทุ่งสองห้อง จ.ขอนแก่น, 3.นายชัยรัตน์ สานุสันต์ ชาว อ.น้ำโสม จ.อุดรธานี, 4.นายอานันต์ เพชรแก้ว ชาว อ.จตุรัส จ.ชัยภูมิ, 5.นายพงษ์พัฒน์ สุชาติ ชาว อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ, 6.นายอนุชา โสภากุล ชาว อ.กุมภวาปี จ.อุดรธานี, 7.นายพงษ์เทพ กุสะรัมย์ ชาว อ.หนอง สองห้อง จ.ขอนแก่น และ 8.นายธนกฤจฒ์ ปรากฎวงษ์ ชาว อ.ทุ่งเสลี่ยม จ.สุโขทัย

โดยรถตู้จากทีมสุริยา หีบศพ จำนวน 8 คัน มารอรับศพแรงงานไทยทั้ง 8 ศพ นำกลับไปยังภูมิลำเนา เพื่อให้ครอบครัวนำไปประกอบพิธีทางศาสนาต่อไป โดยไม่มีค่าใช้จ่าย นายวิเชียร บุญช่วย หัวหน้าทีมเคลื่อนศพจากสุรียาหีบศพ เผยว่า กระทรวงการต่างประเทศมีการประสานงานกับสถานทูตไทยประจำ กรุงเทลอาวีฟ ประเทศอิสราเอล ให้รับศพแรงงานไทยทั้ง 8 ราย ที่จะส่งกลับมาประเทศไทยทางสุริยาหีบศพ จึงได้เป็นตัวแทนในการนำร่างผู้เสียชีวิตทั้ง 8 ราย โดยเตรียมหีบศพสำหรับเคลื่อนย้ายผู้เสียชีวิตมาด้วย

วันเดียวกัน นางกาญจนา ภัทรโชค อธิบดี กรมสารนิเทศและโฆษกกระทรวงการ ต่างประเทศ แจ้งสถานะคนไทยที่ได้รับ ผลกระทบในอิสราเอล สถานะคืนวันที่ 19 ต.ค.ว่า ผู้เสียชีวิตคงเดิมที่ 30 ราย ผู้บาดเจ็บไม่เปลี่ยนแปลงที่ 16 คน ผู้ที่คาดว่าถูกควบคุมตัวเพิ่มขึ้น 2 คน เป็นจํานวน 19 คน และสำหรับผู้ที่ลงทะเบียนแจ้งความประสงค์ขอ กลับประเทศไทย ผ่านทางสถานทูตไทยในกรุงเทลอาวีฟ ประเทศอิสราเอลนั้น ยอดล่าสุดมี 8,345 คน และผู้ที่ยังไม่ขอกลับประเทศ มีจำนวน 116 คน

2 นายกฯ – นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี เข้าเฝ้าฯ เจ้าชายมุฮัมมัด บิน ซัลมาน บิน อับดุล อะซีซ อาล ซะอูด มกุฎราชกุมารและนายกรัฐ มนตรีแห่งซาอุดีอาระ เบีย ณ กรุงริยาด เมื่อวันที่ 20 ต.ค.

อิหร่านช่วยเจรจาช่วยคนไทย

ที่โรงแรมอัลมีรอซ เขตสวนหลวง กรุงเทพฯ นายซัยยิด เรซา โมบัดตี เอกอัครราชทูตอิหร่านประจำประเทศไทย และหน่วยงาน psc Thailand แถลงถึงความคืบหน้าในเรื่องสถานภาพของตัวประกัน ชาวไทยและสถานการณ์การสู้รบในประเทศอิสราเอล

นายโมบัดตีกล่าวว่า ทางการอิหร่าน มีข้อมูลเพิ่มเติมถึงเรื่องตัวประกันชาวไทยในฉนวนกาซ่าว่า ทางอิหร่านแสดงความกังวลในเรื่องนี้เช่นกัน ก่อนอื่นต้องขอแสดงความเสียใจต่อชาวไทยทุกคนจากรายงานว่า มี ชาวไทยเสียชีวิต 30 รายระหว่างการสู้รบระหว่างชาวปาเลสไตน์และอิสราเอล ในเรื่องของตัวประกัน นายฮอสเซน อามีร์-อับดุลลาห์เฮียน รัฐมนตรีต่างประเทศของอิหร่าน พูดคุยกับนายอิสมาอิล ฮานิเยห์ ผู้นำกลุ่มฮามาสที่ประเทศกาตาร์ และขอให้กลุ่มฮามาสปล่อยตัวประกันชาวฟิลิปปินส์และไทย โดยบอกว่าตัวประกันเหล่านั้น เป็นผู้บริสุทธิ์และอิหร่านมีความสัมพันธ์กับไทยเป็นอย่างดี

“ซึ่งผู้นำฮามาสรับปากจะปล่อยตัวประกัน แต่ปัญหาคือพวกเขาไม่สามารถปล่อยตัวประกันออกจากฉนวนกาซ่าได้เพราะยังคงมีการโจมตีทางอากาศจากอิสราเอลอยู่ ขอให้รัฐบาลไทยและประชาคมโลกช่วยกดดันให้รัฐบาลอิสราเอลหยุดการโจมตีในฉนวนกาซ่า เพื่อให้ตัวประกันกลับสู่อ้อมอกของครอบครัวอีกครั้ง” นายโมบัดตีกล่าว

สำหรับสถานภาพของตัวประกันใน ตอนนี้เป็นอย่างไร นายโมบัดตีกล่าวว่า ตัวประกันชาวไทยและฟิลิปปินส์อยู่ใน เซฟเฮาส์ในดินแดนของปาเลสไตน์ร่วมกับ ชาวปาเลสไตน์ แต่การโจมตีของอิสราเอลได้ทำให้ตัวประกันเสียชีวิต 9 ราย ซึ่งขณะนี้ยังไม่สามารถระบุสัญชาติได้ กลุ่มฮามาสพยายามนำตัวประกันไปในที่ปลอดภัย แต่ท่ามกลางการโจมตีเช่นนี้ไม่มีที่ใดปลอดภัย และน่าเศร้าที่อิสราเอลประกาศว่าการช่วยเหลือตัวประกันไม่ใช่สิ่งที่พวกเขาให้ความสำคัญเป็นอันดับแรก แต่สิ่งที่อิสราเอลให้ความสำคัญที่สุดคือการทำลายฉนวนกาซ่าและยึดครองดินแดนส่วนที่เหลือของชาวปาเลสไตน์

ก.แรงงานดูแลสิทธิ

ด้านนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รมว.แรงงาน มอบหมายให้ นายสิรภพ ดวงสอดศรี ผู้ช่วยรมว.แรงงาน นายธนัสถ์ ทวีเกื้อกูลกิจ ที่ปรึกษา รมว.แรงงาน และนายไพโรจน์ โชติกเสถียร ปลัดกระทรวงแรงงาน เป็นผู้แทน วางพวงหรีดพิธีรับศพแรงงานไทยชุดแรก 8 ราย

นายไพโรจน์เผยว่า หลังนำร่างของแรงงานไทยกลับไปประกอบพิธีทางศาสนาที่ภูมิลำเนา เจ้าหน้าที่กระทรวงแรงงานจังหวัดจะเข้าไปแจ้งสิทธิประโยชน์ ครอบครัวของแรงงาน และช่วยอำนวย ความสะดวกขั้นตอนเอกสารที่เสียชีวิต ทั้งในส่วนของกองทุนฯ กระทรวงแรงงาน และในส่วนที่ประเทศอิสราเอลชดเชย เบื้องต้นเป็นในกรณีเสียชีวิตก่อน 40,000 บาท จากนั้นจะประสานกับทางการอิสราเอล เพื่อส่งเอกสารขอเงินชดเชย เป็นประกันการทำงาน และนายจ้างจ่ายให้ผู้ที่ทำงานอย่างถูกกฎหมายกรณีเสียชีวิต

โดยภรรยาตามกฎหมายจะได้รับเงินช่วยเหลือทุกเดือน ประมาณ 50,000 บาท และบุตรของผู้เสียชีวิตทุกคน ได้รับเงินช่วยเหลือประมาณ 8,000-16,000 บาท (ตามค่าเงินขณะนั้น) ขึ้นกับอายุและความพึ่งพา ซึ่งจะได้รับทุกเดือนจนกว่าภรรยาจะแต่งงานใหม่หรือลูกมีอายุครบ 18 ปี

เร่งอพยพแรงงานไทย

ส่วนการขั้นตอนพิสูจน์อัตลักษณ์เบื้องต้นพิสูจน์จากอิสราเอลมาแล้วแต่หากญาติร้องขอให้มีการพิสูจน์อัตลักษณ์ เพิ่มเติมจะดำเนินการพิสูจน์ที่ไทยได้เลย ขณะที่ยอดผู้เสียชีวิตยังคงเท่าเดิม 30 ราย และยังมีผู้บาดเจ็บ 16 ราย ยังไม่สามารถระบุชื่อได้ 1 ราย ถูกจับไปเป็นตัวประกัน 17 ราย กระทรวงแรงงานเร่งประสานทางการ อิสราเอลให้ความช่วยเหลือและนำกลับไทย โดยเร็วที่สุด ส่วนศพแรงงานที่เหลือยังคงอยู่ในขั้นตอนของการพิสูจน์ อัตลักษณ์บุคคล ก่อนจะนำกลับไทยมาได้ แต่ตอนนี้ยังไม่มีกำหนดวันที่ชัดเจนว่าล็อตที่ 2 จะกลับมา ยังไทยเมื่อไหร่

สำหรับความคืบหน้าสถานการณ์การให้ความช่วยเหลือพี่น้องแรงงานไทยในประเทศอิสราเอล จากรายงานของฝ่ายแรงงานประจำสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเทลอาวีฟ พบว่ามีแรงงานไทยลงทะเบียนกรอกแบบฟอร์มแจ้งความประสงค์เดินทางกลับประเทศไทยกับทางสถานทูตฯ แล้ว 8,389 คน ไม่ประสงค์กลับ 116 คน ถูกจับไปเป็นตัวประกัน 17 ราย โดยมีแรงงานไทยที่เดินทางกลับมาแล้ว เมื่อรวมกับเที่ยวบินของสายการบินไทย ในเช้าวันนี้ เวลา 05.00 น. อีกจำนวน 261 คน รวมเป็นจำนวนทั้งสิ้น 1,821 คน

โดยตั้งแต่วันที่ 22 ต.ค.เป็นต้นไป จะลำเลียงคนไทยที่ต้องการกลับประเทศไปพักคอยที่นครดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ก่อน เป็นเครื่องบินขนาดใหญ่ ที่รัฐบาลจ้างเหมาลำระหว่างเทลอาวีฟมายังดูไบ ทำให้การอพยพแรงงานไทยกลับประเทศไทยได้มากขึ้น

เมื่อถามถึงกรณีแรงงานไทยถูกบังคับให้ทำงานต่อ นายไพโรจน์กล่าวว่า กระทรวง แรงงานให้ทูตแรงงานในอิสราเอลประสาน กับทางการอิสราเอลแล้ว พร้อมกับกำชับไม่ให้เกิดเรื่องนี้ขึ้น เพราะถือเป็นการทำงานโดย ไม่ได้สมัครใจซึ่งผิดกฎหมาย

ปลัดมท.สั่งทุกจว.ดูแล

วันเดียวกัน นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวถึงความคืบหน้าการให้ความช่วยเหลือแรงงานไทยในอิสราเอล ที่เดินทางกลับมาจากประเทศอิสราเอล รวมถึงครอบครัวของแรงงานไทยในอิสราเอลว่า ตามที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกฯ และ รมว.มหาดไทย มีนโยบายและข้อสั่งการให้ผู้ว่าฯ นายอำเภอ ลงพื้นที่ไปดูแลผู้ใช้แรงงานไทยในอิสราเอล ที่เดินทางกลับมาถึงยังจังหวัด บ้านเกิด เพื่อให้การช่วยเหลือผู้ที่ได้รับ ผลกระทบ ตลอดจนถึงให้การดูแลและให้กำลังใจครอบครัวตามความเหมาะสมร่วมกับ เหล่ากาชาดจังหวัด ส่วนราชการ และภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วน

ทั้งนี้ ประเทศไทยได้บริหารจัดการเที่ยวบินอพยพขนส่งคนไทยกลับประเทศ โดยได้รับแรงงานกลับมาสู่ประเทศไทยรวม 1,560 คน (ข้อมูลจากกระทรวงแรงงาน ณ วันที่ 19 ต.ค.) โดยท่านผู้ว่าฯ จัดรถไปรับถึงสนามบิน พร้อมทั้งจัดพิธีรับขวัญ พิธีไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ พิธีไหว้ศาลเจ้าพ่อหลักเมือง อีกทั้งได้มีการมอบถุงยังชีพให้การช่วยเหลือในเบื้องต้น เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจให้กับพี่น้องประชาชน

ในกรณีผู้เสียชีวิตขณะนี้ได้รับศพแรงงานไทยในอิสราเอลที่เสียชีวิตจากเหตุการณ์ความไม่สงบกลับมาถึงประเทศไทย แล้ว รวม 8 ราย โดยท่านผู้ว่าฯ ร่วมกับกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ จัดรถรับศพจากท่าอากาศยานนานาชาติสุวรรณภูมิไปยังจังหวัดภูมิลำเนา และพิจารณาให้การช่วยเหลือกับครอบครัวผู้เสียชีวิตต่อไป ทั้งนี้ ในแต่ละอำเภอ นายอำเภอบูรณาการภาคีเครือข่ายในรูปแบบ ทีมอำเภอ ตั้งแต่นายอำเภอ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ผู้นำท้องที่ ผู้บริหาร อปท. เจ้าหน้าที่สาธารณสุข ลงไปให้กำลังใจกับครอบครัวผู้ได้รับความเดือดร้อน เพื่อให้ได้รับการช่วยเหลือ โดยเฉพาะในเรื่องสิทธิประโยชน์ สวัสดิการของครอบครัวผู้เสียชีวิต จังหวัดจะช่วยอำนวยความสะดวกและดูแล ให้ความช่วยเหลือให้ได้รับประโยชน์อย่างเหมาะสม และสามารถติดต่อทางสายด่วนศูนย์ดำรงธรรม โทร.1567 เพื่อขอรับการสนับสนุนหรือความช่วยเหลือได้ตลอด 24 ชั่วโมง

แอร์เอเชีย-บขส.ร่วมช่วย

ที่สถานีขนส่งหมอชิต 2 นายสรพงศ์ ไพฑูรย์พงษ์ รองปลัดกระทรวงคมนาคม ในฐานะประธานกรรมการ บริษัท ขนส่ง จำกัด เผยว่า บขส.เตรียมพร้อมช่วยเหลือและอำนวยความสะดวกแรงงานไทยที่เดินทางกลับจากประเทศอิสราเอล จากสถานการณ์ความไม่สงบในภูมิภาคตะวันออกกลาง ตามข้อสั่งการของนายสุรพงษ์ ปิยะโชติ รมช.คมนาคม ที่ได้มอบหมายให้ บขส. ร่วมสนับสนุนภารกิจดังกล่าว

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 20 ต.ค. บขส. จัดรถโดยสารรับ-ส่ง แรงงานไทยจากท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ และกองบิน 6 มายังสถานีขนส่งผู้โดยสารกรุงเทพ (จตุจักร) หรือหมอชิต 2 รวมจำนวน 300 คน และได้จัดพื้นที่ บริเวณชั้น 1 (ด้านทิศเหนือ) ของสถานีขนส่งหมอชิต 2 สำหรับให้แรงงานไทยพักคอยระหว่างรอขึ้นรถโดยสาร เพื่อเดินทางกลับภูมิลำเนา โดยจัดรถโดยสารรับ-ส่ง แรงงานไทยกลับภูมิลำเนามาอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่เมื่อวันที่ 12 ต.ค. จนถึงปัจจุบัน รวมกว่า 1,300 คน ส่วนใหญ่มีการเดินทางกลับในพื้นที่ภาคอีสาน โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย

ขณะที่สายการบินไทยแอร์เอเชียร่วมภารกิจเพื่อชาติ พร้อมบินพาชาวไทยจากอิสราเอลกลับบ้าน เบื้องต้นได้รับภารกิจจากกระทรวงการต่างประเทศ ในวันที่ 24, 27 และ 30 ต.ค.นี้ หรือจนกว่าจะเเล้วเสร็จภารกิจ ด้วยเครื่องบินเเบบเเอร์บัส เอ 320 จำนวน 180 ที่นั่ง จะบินพาคนไทยกลับบ้าน โดยมีต้นทางจากประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ จุดพักรอประเทศที่สาม กำหนดออกเดินทางจาก ท่าอากาศยานนานาชาติฟูไจราห์ เวลา 07.30 น. ถึงท่าอากาศยานนานาชาติดอนเมือง เวลาประมาณ 18.35 น. (แวะเติมน้ำมันที่ ท่าอากาศยานนานาชาติโกลกาตา ประเทศอินเดีย) โดยจัดเตรียมอาหารร้อน อาหารว่างเเละเครื่องดื่มที่เพียงพอสำหรับผู้โดยสารตลอดการเดินทาง และเป็นไปตามมาตรฐานความปลอดภัยสูงสุด

กลับไทยอีก 703 คน

วันเดียวกัน บริเวณชั้น 2 ประตู 10 อาคารผู้โดยสารขาเข้าระหว่างประเทศ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ จ.สมุทรปราการ นายไพโรจน์ โชติกเสถียร ปลัดกระทรวงแรงงาน มอบหมายให้ นายวรรณรัตน์ ศรีสุขใส รองปลัดกระทรวงแรงงาน และร.อ.สาโรจน์ คมคาย ที่ปรึกษากฎหมาย สำนักงานปลัดกระทรวงแรงงาน ต้อนรับและดูแลอำนวยความสะดวกแรงงานไทยที่ได้รับผลกระทบจากความไม่สงบในอิสราเอลที่เดินทางกลับถึงประเทศไทย โดยมีแรงงานไทยที่เดินทางกลับวันนี้ทั้งสิ้น 703 คน

โดยมี ผู้บริหารระดับสูงกระทรวงแรงงาน และหน่วยงานราชการต่างๆ ร่วมอำนวยความสะดวกและแนะนำสิทธิในการช่วยเหลือเยียวยา เช่น กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ดูแลกรณีแรงงานไม่มีเงินค่าเดินทางกลับภูมิลำเนา กระทรวงยุติธรรม ให้คำแนะนำการพักชำระหนี้ การไกล่เกลี่ยหนี้ ในส่วนของเจ้าหน้าที่จากกระทรวงแรงงาน กรมการจัดหางานได้ตั้งโต๊ะให้คำแนะนำการยื่นคำร้องขอรับสิทธิประโยชน์จากกองทุน เพื่อช่วยเหลือคนหางานไปทำงานต่างประเทศ โดยทันทีที่มาถึงสนามบินสุวรรณภูมิ กระทรวงแรงงานจัดเจ้าหน้าที่ตั้งโต๊ะให้บริการคำแนะนำเกี่ยวกับการยื่นคำร้องขอรับสิทธิประโยชน์จากกองทุนเพื่อช่วยเหลือแรงงานไทยไปทำงานต่างประเทศ เพื่อให้แรงงานไทยได้รับเงินสิทธิประโยชน์ดังกล่าวโดยเร็วที่สุด

นายไพโรจน์กล่าวว่า ในวันนี้มีแรงงานไทยที่เดินทางกลับวันนี้ทั้งสิ้น 703 คน นับเป็นสัญญาณดีที่มีจำนวนแรงงานไทยกลับมาได้เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ต่อวัน ขอให้แรงงานไทยรวมทั้งญาติของแรงงานไทยเชื่อมั่นว่า เราจะสามารถพาทุกคนออกมาให้ได้เร็วและปลอดภัยที่สุด ตามที่นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รมว.แรงงาน ให้ความสำคัญกับการให้ความช่วยเหลือแรงงานไทย และให้เป็นภารกิจที่เร่งด่วนที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิดและให้ความสำคัญกับเรื่องนี้สูงสุด

ย้ำได้กลับทำงานต่อ

ส่วนของแรงงานไทยหลายท่านที่มีความกังวลเรื่องการกลับไปทำงานที่อิสราเอล กระทรวงแรงงานประสานหารือทางการอิสราเอลเรียบร้อยแล้ว และได้รับแจ้งว่า แรงงานไทยจะสามารถกลับเข้าไปทำงานที่อิสราเอลได้ โดย PIBA อนุญาตให้แรงงานที่ทำงานครบ 5 ปี 3 เดือน และกลับไทยเนื่องจากสงคราม รวมถึงกลับไทยก่อนเกิดสงคราม 3-4 ปี กลับไปทำงานได้ ภายใต้เงื่อนไข

แรงงานไทยที่อยู่ในอิสราเอลโดยไม่มีวีซ่า และทำงานยังไม่เกิน 5 ปี 3 เดือน จะต่อวีซ่าให้ถึงพ.ย. 2567 ส่วนกลุ่มที่กำลังจะครบสัญญา 5 ปี 3 เดือน แต่ไม่เกินเม.ย. 2567 และยังอยู่ในอิสราเอล PIBA จะดำเนินการต่อวีซ่าให้อีก 1 ปี ทั้งนี้ PIBA อยู่ระหว่างการเตรียมออกประกาศแจ้งข้อมูลรายละเอียดและข้อกำหนดต่างๆ ให้ทราบต่อไป และกระทรวงแรงงานจะแจ้งให้แรงงานไทยรับทราบถึงรายละเอียดทั้งหมดอีกครั้ง

สู่ขวัญหนุ่มคลองขลุง

วันเดียวกัน ที่บ้านเลขที่ 53 บ้านโกรกน้ำซึม ม.9 ต.วังบัว อ.คลองขลุง จ.กำแพงเพชร นายสดุดี พุทธัง นายอำเภอคลองขลุง พร้อมผู้นำท้องถิ่น ผู้ใหญ่บ้าน กำนัน และชาวบ้านกว่า 100 คน ร่วมพิธีบายศรีสู่ขวัญและให้กำลังใจ นายโยธิน ทองอาจ อายุ 32 ปี แรงงานไทยในอิสราเอล ที่เดินทางไปทำงานเป็นลูกจ้างในโรงงานผลิตอาหารประเภท มันฝรั่ง นานกว่า 1 ปี และเจอวิกฤตสงครามการสู้รบของอิสราเอลและกลุ่มฮามาส ซึ่งได้ลงทะเบียนกลับไทยเป็นกลุ่มแรกๆ และเดินทางถึงไทยอย่างปลอดภัย โดยผูกข้อมือเรียกขวัญจากคนเฒ่าคนแก่ตามประเพณีชาวไทยอีสานของหมู่บ้าน นายอำเภอคลองขลุงนำเหรียญหลวงพ่อปลอดภัยพร้อมทั้งชิ้นส่วนผ้าไตรจีวรของหลวงพ่อสว่าง (พระครูวิบูลวชิรธรรม) เกจิดังวัดคฤหบดีสงฆ์ (ต.ท่าพุทรา) คล้องคอให้กำลังใจกับนายโยธิน โดยทุกคนรู้สึกดีใจที่ลูกหลานในหมู่บ้านที่ไปทำงานต่างแดนเจอสงครามและกลับมาอย่างปลอดภัยครั้งนี้

ส่วนที่บ้านเปือย ม.3 ต.บ้านกง อ.หนองเรือ จ.ขอนแก่น นายถาวร อักษรเสือ อายุ 38 ปี แรงงานไทยผู้รอดชีวิต เผยว่า ไปทำงานอยู่ที่เมืองโอฟากิมภาคกลางตอนล่างของประเทศอิสราเอล ตั้งแต่เดือน ก.พ.ที่ผ่านมา ผ่านกระทรวงแรงงาน ใช้เงินเก็บที่มีอยู่และเงินที่ยืมจากญาติพี่น้องเป็นค่าประสานงานและ ค่าเดินทาง โดยได้รับเงินเดือนเฉลี่ยที่ 55,000 บาทต่อเดือน ส่งเงินกลับมาที่บ้านเพื่อใช้หนี้และเป็นค่าใช้จ่ายของครอบครัวเดือนละประมาณ 30,000 บาท

“กระทั่งวันที่ 7 ต.ค. มีการสู้รบกันขึ้นและทวีความรุนแรงขึ้น เนื่องจากจุดที่ผมอยู่เป็นพื้นที่กึ่งกลางการสู้รบทำให้ตัดสินใจขอกลับไทยและเข้าสู่ขั้นตอนตามที่กระทรวงการ ต่างประเทศกำหนดและเดินทางถึงไทยและกลับขอนแก่น เมื่อวันที่ 16 ต.ค.ที่ผ่านมา ท่ามกลางความดีใจของครอบครัว ช่วงแรกไม่อยากกลับเพราะยังมีภาระหนี้สินคงค้างอยู่เกือบ 500,000 บาททั้งค่าผ่อนรถ ค่าใช้จ่ายในครอบครัว อีกทั้งก่อนจะเกิดการสู้รบ ได้สั่งให้ครอบครัวรื้อรั้วออกเพื่อสร้างใหม่ โดยหวังว่าจะส่งเงินเดือนของเดือนนี้มาเป็นค่าวัสดุและค่าจ้าง ถ้ามีโอกาสจะเดินทางกลับไปทำงานอีกแน่นอน เพราะภาระค่าใช้จ่ายยังมีอีก สิ่งที่คาดหวังตอนนี้คืออยากให้เหตุการณ์สู้รบสงบโดยเร็ว เพราะจะได้เดินทางไปทำงานอีก” นายถาวรกล่าว

ญาติเศร้าจัดงานศพรอ

ที่ จ.หนองคาย พ.ต.อ.ภูวิศ ศิริพานิช ผกก.สภ.รัตนวาปี นำเจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจเยี่ยมให้กำลังใจครอบครัวของนายทองมา รินทลักษ์ อายุ 73 ปี อยู่บ้านเลขที่ 170 หมู่ 11 บ้านโนนสำราญ ต.พระบาทนาสิงห์ พ่อของนาย สุทธิศักดิ์ รินทลักษ์ อายุ 43 ปี แรงงานไทยที่ถูกจับเป็นตัวประกันจากเหตุการณ์การสู้รบภายในประเทศอิสราเอล

นางอั้ว จอมทิพย์ น้าของนายสุทธิศักดิ์ เล่าว่า หลานชายไปทำงานเกษตรได้ 6 ปีแล้ว โดยที่ทำงานอยู่ภาคใต้ใกล้กับฉนวนกาซ่าจุดสู้รบ ก่อนจะเกิดการสู้รบ หลานชายจะโทรศัพท์ติดต่อกับทางบ้านเป็นประจำเพราะพ่อแม่แก่มากแล้ว และส่งเงินมาให้ทางบ้านไม่ขาดเป็นเสาหลักของบ้าน กระทั่งวันที่ 7 ต.ค. พี่สาวคนงานที่ชวนไปทำงานโทรศัพท์มาบอกและส่งคลิปเหตุการณ์มาให้ดูว่าหลานชายถูกจับเป็นตัวประกัน คนที่ถ่ายคลิปหลบหนีขึ้นต้นไม้จึงได้ถ่ายคลิปเหตุการณ์ไว้ มีการทิ้งระเบิดเข้าไปในแคมป์คนงาน ตอนแรกนึกว่าจะถูกฆ่าตายแล้ว จากนั้นก็ติดต่อไม่ได้อีกเลย

ทันทีที่ทราบข่าวต่างตกใจ เครียด วิตกกังวลสารพัด หน่วยงานราชการก็มาแจ้งข่าวและมาให้กำลังใจ แม่ของนายสุทธิศักดิ์เครียดห่วงลูกมากจนต้องเข้าโรงพยาบาลรัตนวาปี ได้ 5 วันแล้ว กินไม่ได้นอนไม่หลับ ญาติพี่น้องได้แต่คอยติดตามสถานการณ์และพึ่งสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ไหว้พระขอพร สิ่งเดียวที่ขอตอนนี้คือขอให้หลานชายปลอดภัยเท่านั้น

ด้านนางบัวสา โคตรชัย อายุ 73 ปี ซึ่งลูกสาวไปทำงานที่อิสราเอลและเป็นคนส่งคลิปเหตุการณ์มาให้ดู บอกว่า ลูกสาวไปทำงานได้ 4 ปี ตอนนี้ยังอยู่ใกล้พื้นที่สู้รบ นายจ้างพาหลบหนีไปอยู่ในที่ปลอดภัย แต่ไม่ได้อพยพออกจากเมือง อาศัยหลบในหลุมหลบภัย แต่ยังสามารถติดต่อกับทางบ้านได้ ทุกครั้งที่โทรศัพท์กลับมาจะได้ยินเสียงปืน เสียงระเบิดอยู่ใกล้ๆ ใจหนึ่งอยากให้ลูกกลับบ้าน ลูกสาวก็อยากกลับแต่กลัวว่ากลับมาแล้วจะไม่มีเงินใช้หนี้ที่ติดอยู่ประมาณ 4 แสนบาท จะไม่มีเงินส่งลูกเรียน ได้แต่บอกให้ลูกหลบภัยให้ดี ขอให้ปลอดภัยเท่านั้น

พ่อ 2 หนุ่มขอนแก่นทำใจ

ที่บ้านเลขที่ 34/1 ม.6 บ้านโคกสูง ต.โนนธาตุ อ.หนองสองห้อง จ.ขอนแก่น บ้านของนายลำเพย กุสะรัมย์ พ่อของ นายอภิชาติ กุสะรัมย์ อายุ 29 ปี และนาย พงษ์เทพ กุสะรัมย์ อายุ 26 ปี 2 พี่น้องแรงงานชาวไทยที่เสียชีวิตทั้งคู่ บรรยากาศเป็นไปด้วยความโศกเศร้า ญาติพี่น้องร่วมกันจัดสถานที่เตรียมประกอบพิธีทางศาสนา รอรับศพที่จะเดินทางมาถึงประเทศไทยในช่วงบ่ายวันนี้ โดยศพแรกที่จะมาถึงคือ นายพงษ์เทพ น้องชาย ส่วนศพของนาย อภิชาติ พี่ชาย ยังต้องมีการตรวจพิสูจน์ อัตลักษณ์บุคคลอีกครั้ง

นายลำเพยกล่าวขอบคุณหน่วยงานรัฐที่ช่วยประสานนำร่างของลูกชายกลับมาทำพิธีที่บ้านเกิด ส่วนร่างของลูกชายคนโตตอนนี้ยังไม่ทราบว่าจะได้กลับมาวันไหน แต่อยากได้ร่างของลูกชายกลับมาบำเพ็ญกุศลพร้อมกันกับร่างของลูกชายคนเล็ก ส่วนเรื่องสภาพจิตใจทำใจได้ในระดับหนึ่งแล้วถึงแม้ว่าจะยังคงมีความเสียใจอยู่ที่ต้องสูญเสียลูกชายทั้งสองคนไป แต่ก็ต้องเข้มแข็ง เพราะตนเองมีญาติๆ มาช่วยและเป็นกำลังใจให้เป็นจำนวนมาก

ที่บ้านเลขที่ 130 ม.17 บ้านกระแชง เมืองใหม่ ต.กระแชง อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ นายไสว สุชาติ อายุ 55 ปี พร้อมนาง ไพรวรรณ สุชาติ อายุ 53 ปี และน.ส.วารุณี ดาวไสย อายุ 30 ปี พ่อ แม่ และภรรยาของนายพงษ์พัฒน์ สุชาติ อายุ 29 ปี แรงงานไทยชาวที่เสียชีวิต นำเอาดอกไม้ ธูป 6 ดอก เทียน 2 เล่ม ประกอบพิธีเชิญดวงวิญญาณของนายพงษ์พัฒน์ให้กลับบ้านมาหาพ่อแม่ลูกเมีย โดยขณะนี้ส่วนราชการที่เกี่ยวข้องกำลังนำร่างของนายพงษ์พัฒน์เดินทางออกจากกรุงเทพฯ มายังบ้านที่ศรีสะเกษ ขณะที่ นายสุกิจ เหลืองสกุลไทย นายอำเภอกันทรลักษ์ ร่วมกับกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ญาติพี่น้องของ นายพงษ์พัฒน์และชาวบ้านช่วยกันเตรียม งานศพท่ามกลางบรรยากาศเศร้าโศก

ถึงบ้าน – ศพนายอานันต์ เพชรแก้ว อายุ 40 ปี แรงงานไทยที่เสียชีวิตในอิสราเอล เดินทางถึงบ้านในต.ส้มป่อย อ.จัตุรัส จ.ชัยภูมิ ท่ามกลางญาติพี่น้องลูกเมียและเเม่ของ ผู้เสียชีวิต ต่างร้องไห้เสียใจจากการสูญเสีย เมื่อวันที่ 20 ต.ค.

แม่เห็นศพแทบขาดใจ

บ้านเลขที่ 41 ม.3 บ้านโนนเชือก ต.ส้มป่อย อ.จัตุรัส จ.ชัยภูมิ ของนายอานันต์ เพชรแก้ว อายุ 40 ปี อีกแรงงานชาวไทย ผู้เสียชีวิตถูกระเบิดยิงใส่บ้านพักคนงานมีคนเสียชีวิตรวม 5 ราย ในวันแรกที่เกิดสงครามกลุ่มฮามาสบุกถล่มอิสราเอล และร่างได้กลับสู่ประเทศไทยเป็นชุดแรก ญาติพี่น้องและชาวบ้านช่วยกันจัดเตรียมงานศพท่ามกลางบรรยากาศแห่งความเศร้าโศก โดยศพนายอานันต์เดินทางมาถึงเวลา 15.50 น. บรรดาญาติพี่น้อง ลูกเมียและเเม่ของผู้เสียชีวิตต่างร้องไห้เสียใจกันแทบขาดใจจากการสูญเสียในครั้งนี้

ที่วัดหนองยาง ม.5 ต.หนองยาง อ.เฉลิมพระเกียรติ จ.นครราชสีมา ญาติพี่น้องและชาวบ้านช่วยกันจัดเตรียมงานศพให้ นายพงษธร ขุนศรี อายุ 25 ปี ผู้เสียชีวิตที่กลับสู่มาตุภูมิแล้ว โดยนำรูปของนายพงษธร ชุดทหารมาตั้งไว้ เพราะนายพงษธร เคยเป็นทหารสังกัดกรมทหารราบที่ 23 ค่ายสุรธรรมพิทักษ์ โดยในรูประบุชาตะ วันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2541 ส่วนวันมรณะ ญาติยังไม่ได้ระบุ แต่หลังจากได้รับแจ้งจากสถานกงสุลจึงลงความเห็นว่าน่าจะเสียชีวิตเมื่อวันที่ 7 ต.ค. ซึ่งเป็นวันที่นายพงษธรและเพื่อนแรงงานไทยถูกกลุ่มฮามาสบุกโจมตีเป็นวันแรก

หนุ่มนครพนมไร้ปาฏิหาริย์

วันเดียวกันที่บ้านหนองเดิ่น ม.23 ต.บ้านผึ้ง อ.เมือง จ.นครพนม บ้านของ นายเศรษฐา โฮมสร อายุ 36 ปี หนึ่งในแรงงานในอิสราเอล หลังถูกกลุ่มฮามาส จับเป็นตัวประกัน ล่าสุดนางเนตรนภา โฮมสร อายุ 38 ปี พี่สาวนายเศรษฐาเผยว่า หลังจากที่ติดตามข่าวน้องชายถูกกลุ่มฮามาสจับไปเป็นตัวประกันวันที่ 7 ต.ค. ไม่ได้รับการติดต่อ ล่าสุดน้องชายคู่แฝดนายเศรษฐาที่ไปทำงานอิสราเอล ประสานนายจ้างและติดต่อสถานทูตไทยประจำอิสราเอล ยืนยันว่าน้องชายถูกกลุ่ม ฮามาสถูกคนร้ายใช้อาวุธมีดปาดคอเสียชีวิต

เพื่อนที่รอดชีวิตได้เล่าให้ฟังว่า ก่อนที่น้องชายจะถูกปาดคอเสียชีวิต ถูกคนร้ายทรมานก่อนในแคมป์ที่พัก ยืนยันว่าพบศพนายเศรษฐา แล้ว โดยทหารอิสราเอลนำศพไปเก็บ ส่วนจะนำศพกลับที่ประเทศไทยในวันเวลาไหน น้องชายคู่แฝดได้โทรศัพท์ถามนายจ้าง เพื่อเร่งประสานนำศพกลับมา ครอบครัวยังทำใจไม่ได้ ลูกสาว 8 ขวบนายเศรษฐาที่เรียนชั้น ป.2 ทราบว่าพ่อเสียชีวิตแล้ว ร้องไห้จนน่าสงสาร อยากให้ทางรัฐบาลไทยเร่งประสานสถานทูตและนายจ้างในอิสราเอล เร่งนำศพของน้องชายมาประกอบพิธีทางศาสนาที่บ้านเกิด ไม่อยากได้กระดูกมาประกอบพิธี

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน