‘ทวี’แจงแก้กฎ10เม็ดเป็นผู้ป่วยต้องบำบัด

‘เศรษฐา’โชว์แผนลุยปราบยาเสพติด กำหนด 12 แนวทางจัดตั้ง‘วอร์รูม’ทั่วประเทศ ยึดหลักผู้เสพเป็นผู้ป่วยที่ต้องช่วยเหลือพัฒนาอาชีพ ผู้ค้าต้องถูกลงโทษ ทำลาย เครือข่าย ตามยึดทรัพย์ เพิ่มสินบนนำจับให้เจ้าหน้าที่ ขณะที่ ‘ทวี’รมว.ยุติธรรม ชี้แจงแก้กฎกระทรวงครอบครองยาบ้าไม่เกิน 10 เม็ดถือเป็นผู้เสพ ไม่มีโทษจำคุก ชี้ยึดหลักการแพทย์ อีกทั้งเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติก็เห็นพ้อง ต้องกัน ไม่เปิดช่องโหว่ให้ผู้ค้าใช้เป็นข้ออ้างหลบเลี่ยงความผิด เพราะก่อนจะจับกุมนั้น จะต้องสืบสวนพฤติกรรมอยู่แล้ว

เมื่อวันที่ 31 ต.ค. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี เป็นประธานประชุมคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) ครั้งที่ 3/2566 และให้สัมภาษณ์หลังประชุมว่าได้ประกาศเป็นนโยบายที่จะลดปัญหายาเสพติดให้ได้อย่างเป็นรูปธรรมภายในระยะเวลา 1 ปี เชื่อว่าจะลดความเดือดร้อนของประชาชนได้มากขึ้น โดยให้แนวทางการทำงานเพื่อบรรลุผลสำเร็จ 12 ข้อ ประกอบด้วย 1.ยึดเป้าหมายร่วมกัน ผนึกกำลังร่วมกันยึดเป้าหมายสูงสุด นั่นคือลดความเดือดร้อนของประชาชน 2.แก้ไขปัญหาความรุนแรงด้านจิตเวช ยาเสพติดเป็นปัญหาที่สร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนมากที่สุดปัญหาหนึ่ง รัฐบาลนี้ถือเป็นรัฐบาลแรกที่จัดการเป็นนโยบายให้มีการปฏิบัติ อย่างจริงจัง การแก้ปัญหานี้ไม่ใช่เรื่องง่าย แต่มีความท้าทายอย่างยิ่ง

3.การสร้างความเข้าใจ ปฏิบัติการลดความรุนแรงปัญหายาเสพติดในระยะเร่งด่วน 1 ปี กำหนดเป้าหมาย ตัวชี้วัด และแนวทางการทำงาน จึงควรทำความเข้าใจในการปฏิบัติ ให้กับหน่วยงานทั้งส่วนกลางและพื้นที่ เป็นหลักประกันของความสำเร็จตั้งแต่เริ่มแรกก่อนการลงมือปฏิบัติ 4.งบประมาณให้ ทุกหน่วยที่ได้รับงบประมาณด้านยาเสพติดประจำปีอยู่แล้ว ขอให้ปรับและจัดสรร งบประมาณให้กับปฏิบัติการเร่งด่วนนี้ให้ได้มากที่สุดเท่าที่ทำได้เพราะเป็นนโยบายสำคัญ 5.จังหวัดเป็นซีอีโอจัดการแก้ไขปัญหาตัวเอง ขอให้แต่ละจังหวัดดำเนินการในเรื่องนี้ อย่างจริงจัง วัดผลได้เป็นรูปธรรม

6.การขยายการมีส่วนร่วมของชุมชน ความสำเร็จของการแก้ปัญหายาเสพติด ที่สำคัญอยู่ที่การมีส่วนร่วมของชุมชน ขอให้กระทรวงมหาดไทย และหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องไปหาแนวทางในการขยายการมีส่วนร่วมของชุมชนให้มากกว่านี้ 7.ใช้ประมวลกฎหมายยาเสพติดให้มากขึ้น เพราะเป็นกฎหมายที่ปรับฐานคิดของการแก้ไขปัญหา ยาเสพติดใหม่ ยึดผู้เสพเป็นผู้ป่วย ผู้ค้าต้องถูกลงโทษและยึดทรัพย์ ผู้ป่วยต้องช่วยเขา ให้ตลอดไปถึงการพัฒนา ช่วยเหลืออาชีพ ให้เห็นเป็นตัวอย่าง อย่าไปมุ่งจับกุมผู้เสพ เป็นหลัก ส่วนผู้ค้าต้องมุ่งทำลายเครือข่าย ยึดทรัพย์สินอย่างเต็มที่ตามหลักนิติธรรม โดยขอให้ยึดหลักการนี้อย่างจริงจัง

8.วางระบบรายงาน ติดตาม เชิงรุก สามารถ มองเห็นความคืบหน้า การขับเคลื่อนงาน ปัญหาอุปสรรค และแก้ไขปัญหาได้ทันท่วงที เป็นเรื่องสำคัญของการบริหารจัดการแนวใหม่ ซึ่งจะต้องมีศูนย์บัญชาการ หรือวอร์รูมในระดับต่างๆ โดยในส่วนกลางให้สำนักงาน ป.ป.ส.รับผิดชอบเรื่อง และเป็นศูนย์กลาง ในการบูรณาการฐานข้อมูลยาเสพติดแห่งชาติ มีข้อมูลจากทุกหน่วยงาน 9.การสรุปองค์ความรู้ใหม่ๆ ให้เป็นเบสต์ แพรกทิซ เชื่อว่า การลดความรุนแรงของปัญหายาเสพติดจะสร้างนวัตกรรมในการแก้ไขปัญหายาเสพติด 10.การจัดทำอนุบัญญัติรองรับประมวลกฎหมายยาเสพติด ขอให้กระทรวงสาธารณสุขเร่งรัดการออกอนุบัญญัติที่ยังคงค้างอยู่ ให้แล้วเสร็จโดยเร็ว 11.ความคืบหน้าการดำเนินงานตามข้อสั่งการเมื่อวันที่ 17 ก.ย.2566 ขอให้เร่งรัดดำเนินงานและรายงานผลอย่าง ต่อเนื่อง และ 12.สนับสนุนค่าตอบแทนเงินสินบนรางวัลคดียาเสพติด ให้สำนักงาน ตำรวจแห่งชาติจัดประชุมทุกเดือน พิจารณา ค่าตอบแทนให้แก่ผู้ปฏิบัติงาน

ส่วนนายสมศักดิ์ เทพสุทิน รองนายกฯ ในฐานะประธานคณะกรรมการป.ป.ส. กล่าวว่า การกำหนดยากี่เม็ดจะเป็นผู้เสพ หรือผู้พกพานั้น มีการหารือกัน 4 หน่วยงาน คือฝ่ายปกครอง ตำรวจ ป.ป.ส. และกระทรวงสาธารณสุข สรุปส่งความเห็นให้ปลัดกระทรวง สาธารณสุข เพื่อพิจารณาออกคำสั่ง และส่งมาให้คณะกรรมการป.ป.ส.ชุดใหญ่ เพื่อประกาศเป็นแนวทางต่อไป จากหลักการจะเป็น กี่เม็ดนั้น ดูจากพฤติกรรมผู้เสพ ผู้ขาย และปริมาณสารเสพติดในเม็ด ยาบ้า 1 เม็ดมีสารบริสุทธิ์ 10-20 มิลลิกรัม คนเสพจะเสพ 1-3 เม็ดต่อวัน ขณะที่พฤติกรรมคนขายจะพก ไม่เกิน 10 เม็ด หากพิจารณาถึงความอันตราย คนเสพเกิน 50 มิลลิกรัมต่อวัน จะมีอาการหลอนเหมือนคนบ้า แต่ถ้าวันหนึ่งเสพ 120 มิลลิกรัมจะเสียชีวิต

รองนายกฯ กล่าวว่าจึงมาวิเคราะห์กันว่าหาก 1 เม็ดมีปริมาณสารในเม็ดยา 15 มิลลิกรัม ถ้าพกไป 10 เม็ด ก็ 150 มิลลิกรัม จึงอยู่ ในห้วงการพิจารณาว่าจะเป็น 10 เม็ดหรือไม่ ซึ่งกระทรวงสาธารณสุขต้องนำเรื่องเสนอมา ในส่วนของคณะกรรมการป.ป.ส.คงไม่มีปัญหาอะไร ส่วนที่รายงานข่าวว่าหากพกพา 1 เม็ดถือเป็นการจำหน่ายนั้น ยืนยันไม่ใช่ ปัจจุบันยังเป็น 15 เม็ด ส่วนการกำหนดให้ พกพาไม่เกิน 10 เม็ดเป็นผู้เสพ จะเป็นการ เปิดช่องหรือไม่นั้น เราดูจากพฤติกรรม แม้จะพกไป 1 เม็ด หรือ 2 เม็ด แต่ถ้ามีพฤติกรรมเป็นผู้ขายก็มีโทษจำคุก หากพกพาเพื่อเสพ เราก็เปิดโอกาสให้นำคนพวกนี้ไปบำบัด จะไม่มีโทษจำคุก

ผู้สื่อข่าวถามว่าจะใช้โรงเรียนวิวัฒน์พลเมือง เหมือนสมัยรัฐบาลทักษิณที่ใช้บำบัดผู้เสพ หรือไม่ นายสมศักดิ์กล่าวว่ามีหลากหลาย เพราะการบำบัดผู้เสพมีหลายหน่วยงานเกี่ยวข้อง ใช้งบประมาณ 8,000 ล้านบาทต่อปี เป็นเรื่องการบริหารจัดการของป.ป.ส.

ขณะที่พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รมว.ยุติธรรม กล่าวถึงเรื่องเดียวกันว่ามาตรการนี้เกิดขึ้นจากการประชุมร่วมกันของกระทรวงสาธารณสุข ตำรวจ และภาคีเครือข่าย โดยใช้หลักวิชาการกำหนดเป็นหลักเกณฑ์ให้ผู้ปฏิบัติได้มีแนวทาง กฎกระทรวงฉบับนี้รอมานาน ปัจจุบันตามประมวลกฎหมายยังไม่มีกำหนดเกณฑ์การครอบครองยาเสพติดว่าจำนวน เท่าไหร่จะเข้าข่ายการเป็นผู้ค้า ในรัฐบาลที่แล้วเคยเสนอให้กำหนดครอบครองเกิน 15 เม็ดเป็นผู้ค้า แต่ไม่มีการแก้ไขอย่างใด ส่วนครั้งนี้เราใช้หลักวิชาการ โดยมีแพทย์มาร่วมประชุม และแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับปริมาณสารเสพติด เมื่อเข้าสู่ร่างกายจำนวนเท่าไหร่ จึงจะส่งผลทางจิตเวช โดยเห็นว่าการเป็น ผู้ป่วยผู้เสพยาไม่เกิน 10 เม็ดเข้าข่ายผู้ป่วย

รมว.ยุติธรรมกล่าวว่า ที่ประชุมหารือ เกี่ยวกับพฤติกรรมของผู้ค้า ที่อาจใช้ช่องโหว่ในการอ้างว่าครอบครองไม่เกิน 10 เม็ด จึงกำหนดหลักเกณฑ์พฤติกรรมของผู้ค้า หากเข้าข่ายครอบครองเม็ดเดียวก็ถือว่ามีความผิด เพราะก่อนจะจับกุมเจ้าหน้าที่จะต้องสืบสวนสอบสวนอยู่แล้ว ที่ประชุมเห็นพ้องต้องกันในแนวทางนี้ แต่ก็มีตำรวจบางนายมองว่า การกำหนดเกณฑ์ 10 เม็ดมากเกินไปหรือไม่ แต่ก็ไม่มีการสะท้อนว่ามาตรการดังกล่าว จะทำให้ปฏิบัติหน้าที่ได้ยากขึ้น

“ที่สังคมมองว่าการกำหนดให้ครอบครองยาบ้าไม่เกิน 10 เม็ดถือเป็นผู้เสพ ส่งผลกระทบต่อปัญหายาเสพติดที่กำลังระบาดหรือไม่นั้น เราเปลี่ยนแนวคิดว่า ผู้เสพถือเป็นผู้ป่วย แล้วเราเห็นว่ามาตรการนี้ถือเป็นมาตรการที่กระทรวงสาธารณสุข และเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานเห็นพ้องต้องกัน ไม่ได้กำหนดขึ้นมาโดยใช้ความรู้สึก” รมว.ยุติธรรมกล่าว

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน