จี้สำนึก-คุกคามทางเพศไล่ลาออก-ตามวุฒิพงศ์งดร่วมกิจกรรมพรรคนายกฯ-สุริยะติวโรดโชว์แลนด์บริดจ์เวทีเอเปค
‘เศรษฐา’ เรียก ‘สุริยะ-ปลัดคมนาคม’ ติวเข้มแลนด์บริดจ์ เตรียมประเดิมโรดโชว์เวทีเอเปคที่สหรัฐ เดินทัวร์ทำเนียบ แม่ค้าร้องสินค้าแพงทุกชนิด ก้าวไกลวุ่นหลังมีมติขับ ‘วุฒิพงศ์ ทองเหลา’ สส.ปราจีนบุรี พ้นพรรค ส่วน ‘ไชยามพวาน’ ตัดสิทธิพึงมี บีบรับผิดคุกคามทางเพศ แฉมี 14 สส.กทม.อุ้มสส.ฉาว ด้านสส.หญิงซัด ‘ปูอัด’ ไม่ละอายแก่ใจ รุมตะเพิดไขก๊อกสส.ทั้งคู่ ‘วุฒิพงศ์’ โวยไม่เป็นธรรม เชื่อเป็นเรื่องการเมืองภายใน เหน็บก้าวไกลตั้งตัว เป็นศาล ‘ไอติม’ โต้ปกป้องพวกพ้อง ‘โรม’ ยันไม่มีเรื่องเส้นสาย
‘นิด’เช็กราคาสินค้าในทำเนียบ
เมื่อวันที่ 2 พ.ย. เวลา 09.40 น. ภายหลังเป็นประธานการประชุมสภาสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง เดินกลับจากสมช. ภายในทำเนียบรัฐบาล มายังห้องทำงานที่ตึกไทยคู่ฟ้า ระหว่างทางได้แวะเยี่ยมชมและทักทายบรรดาร้านค้าที่ขายอาหารภายในบริเวณทำเนียบรัฐบาล พร้อมสอบถามและ พูดคุยกับแม่ค้าว่าสินค้าอะไรที่แพงขึ้น ราคาน้ำตาลทรายเป็นอย่างไรบ้าง ซึ่งบรรดาแม่ค้าบอกว่าราคาค่อนข้างแพง นายเศรษฐาตอบว่ากระทรวงพาณิชย์นำน้ำตาลทรายเข้าเป็นสินค้าควบคุมแล้ว แม่ค้ายังได้ร้องเรียนว่าตอนนี้ราคาไข่ไก่แพงมากฟองละ 4.50 บาท นายกฯ ได้รับทราบ และยังถามเกี่ยวกับเรื่องราคาน้ำมันพืชว่าแพงหรือไม่ ได้รับคำตอบว่าสินค้าราคาแพงขึ้นเกือบทุกประเภท
บรรดาแม่ค้ายังเชิญชวนให้นายกฯ รับประทานอาหารเช้าที่ร้าน นายเศรษฐา กล่าวขอบคุณพร้อมระบุว่าช่วงนี้งดอาหารเช้าเพื่อรักษาสุขภาพ “สุขภาพจะได้ดี พักลำไส้บ้าง ช่วงเช้าผมจะดื่มน้ำ และกาแฟที่ไม่ใส่น้ำตาลเพียงอย่างเดียว”
ผู้สื่อข่าวจึงถามว่าเป็นลักษณะการทำ ไอเอฟ นายเศรษฐากล่าวว่าประมาณนั้น โดยใช้สูตร 16 ต่อ 8 ต่อข้อถามว่าทำมานานแล้วหรือยัง นายกฯ กล่าวว่าทำได้ก็ทำ เนื่องจากเวลาออกกำลังกายมีน้อย ทำเท่าที่ทำได้ ตอนนี้ทำได้เพียงการอดอาหารเช้า
จากนั้น นายเศรษฐาเยี่ยมชมร้านกาแฟ ซิกส์ตี้พลัส ที่เปิดโอกาสให้ผู้พิการได้มาประกอบอาชีพ นายกฯสอบถามถึงการเข้ามาทำงาน พร้อมสั่งกาแฟอเมริกาโน่เย็นไม่ใส่น้ำตาล ขนมเค้กช็อกโกแลต และให้ทิปทางร้าน 1,000 บาทเพื่อเป็นขวัญและกำลังใจ พร้อมสั่งให้คณะทำงานสั่งไอศกรีมวนิลามารับประทานร่วมกับเค้กช็อกโกแลตช่วงเที่ยงด้วย

ติวเข้ม – นายเศรษฐา ทวีสิน นายกฯ เชิญนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.คมนาคม ปลัดกระทรวง คมนาคม รับประทานอาหารเที่ยงที่ทำเนียบรัฐบาล ติวข้อมูลโครงการแลนด์บริดจ์ไปโรดโชว์เวทีเอเปคที่สหรัฐ เมื่อวันที่ 2 พ.ย.
นัดถกเงินดิจิทัล-4พ.ย.ทัวร์2จว.
ผู้สื่อข่าวถามกรณีนายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รมช.คลัง ระบุสัปดาห์หน้าจะประชุมคณะกรรมการดิจิทัลวอลเล็ตชุดใหญ่ นายเศรษฐากล่าวว่า ครับ ส่วนกรณีชาวไร่อ้อยนัดปิดโรงงานน้ำตาลทั่วประเทศ 5 พ.ย.นี้เพื่อ เรียกร้องค่าชดเชยหลังครม.มีมติให้น้ำตาล เป็นสินค้าควบคุม นายเศรษฐากล่าวว่า เรื่องนี้ยังไม่รับทราบ เดี๋ยวจะไปคุย
เมื่อขึ้นห้องทำงานแล้ว นายเศรษฐาได้เรียกนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.คมนาคม นายชยธรรม์ พรหมศร ปลัดกระทรวงคมนาคม นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รมช.คลัง นายเผ่าภูมิ โรจนสกุล เลขานุการรมว.คลัง นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ ประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญศึกษาโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งเพื่อพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้ (โครงการแลนด์บริดจ์) สภาผู้แทนราษฎร เข้าพบ ที่ตึกไทยคู่ฟ้า คาดว่าเป็นการหารือโครงการแลนด์บริดจ์ก่อนจะลงพื้นที่ตรวจราชการ จ.ชลบุรีและจ.ระยองในวันที่ 4 พ.ย.
สำหรับภารกิจลงพื้นที่ตรวจราชการที่ จ.ชลบุรีและจ.ระยองในวันที่ 4 พ.ย. โดยเวลา 08.30 น. นายเศรษฐาจะไปขึ้นรถไฟที่สถานีรถไฟหัวลำโพง เพื่อเดินทางไปยังท่าเรือแหลมฉบัง อ.ศรีราชา จ.ชลบุรีและไปตรวจเยี่ยมอ่างเก็บน้ำหนองปลาไหล อ.ปลวกแดง จ.ระยอง และศูนย์บริการการพัฒนาปลวกแดงตามพระราชดำริ อ.ปลวกแดง จ.ระยอง จากนั้นเยี่ยมชมโรงงานผลิตรถยนต์ไฟฟ้า ที่นิคม อุตสากรรมดับบลิวเอชเอ อีสเทิร์นซีบอร์ด 2 อ.บ้านบึง จ.ชลบุรี
ติวโรดโชว์แลนด์บริดจ์ที่เอเปค
ช่วงเย็น นายเศรษฐาโพสต์ข้อความผ่าน X ว่า มื้อเที่ยงวันนี้ ผมเชิญรมว.คมนาคม ปลัดกระทรวงคมนาคม พร้อมทีมงาน มาทาน ข้าวเที่ยง พร้อมประชุมเตรียมข้อมูลโครงการแลนด์บริดจ์ สำหรับการประชุมเอเปค ที่กำลังจะเกิดขึ้น ผมเชื่อว่าโครงการนี้จะสามารถดึงดูดนักลงทุน และยกระดับการพัฒนาประเทศไทยไปข้างหน้าอีกขั้นหนึ่ง
ด้านนายสุริยะ เปิดเผยว่า ตนเตรียมเดินทางร่วมกับนายกฯ เพื่อเข้าประชุมความร่วมมือทางเศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก (เอเปค) ที่ ซานฟานซิสโก ประเทศสหรัฐ ระหว่างวันที่ 11-17 พ.ย.นี้ ซึ่งกระทรวงคมนาคม (คค.) จะใช้โอกาสนี้ประเดิมโรดโชว์โครงการแลนด์บริดจ์ ซึ่งเป็นหนึ่งในโครงการลงทุนขนาดใหญ่ที่รัฐบาลอยู่ระหว่างผลักดัน เพื่อให้เอกชนทั้งไทยและต่างชาติเข้าร่วมลงทุนโครงการนี้ เพราะเป็นโครงการสำคัญสนับสนุนการเดินทาง การค้า และการขนส่ง หลังจากนี้กระทรวงมีเป้าหมายจะโปรโมตในอีกหลายประเทศตลอดไตรมาส 1 ของปี 67
ปัจจุบันรัฐบาลอยู่ระหว่างเร่งจัดทำร่าง พ.ร.บ.เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ พ.ศ…. เพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาพื้นที่พิเศษภาคใต้ (เอสอีซี) ซึ่งโครงการแลนด์บริดจ์จะอยู่ในพื้นที่ดังกล่าวด้วย เบื้องต้นคาดการณ์ว่ากฎหมายฉบับนี้จะแล้วเสร็จในเดือนธ.ค.67 หลังจากนั้นจะตั้งสำนักงานพัฒนาเขตเศรษฐกิจ พิเศษภาคใต้ เพื่อเป็นหน่วยงานหลักในการ ขับเคลื่อนโครงการนี้ หากขั้นตอนเหล่านี้ แล้วเสร็จ คาดว่าแลนด์บริดจ์จะเริ่มเปิดให้ ยื่นข้อเสนอการลงทุนจากเอกชนในปี 68
ทั้งนี้ กรอบการดำเนินงานที่ครม.อนุมัติ ในการผลักดันโครงการแลนด์บริดจ์ เบื้องต้นกำหนดให้กระทรวงคมนาคมโรดโชว์โครงการไปยังประเทศต่างๆ ทั่วโลกตั้งแต่บัดนี้ไปจนถึงไตรมาส 1/67 และมีกำหนดให้เอกชนยื่นข้อเสนอในช่วงเดือนเม.ย.-มิ.ย.68 จากนั้นจะเสนอ ครม.เห็นชอบรายชื่อผู้ชนะการประมูลในโครงการภายในเดือนส.ค.68 และให้เอกชนที่ชนะการประมูลเริ่มก่อสร้างได้ในเดือนก.ย.68 โครงการนี้จะใช้ระยะเวลาก่อสร้างประมาณ 5 ปี และคาดว่าจะเปิดดำเนินการได้ในเดือนต.ค.73
กระทรวงคมนาคม โดยสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) ประเมินว่าโครงการแลนด์บริดจ์จะใช้วงเงินรวมกว่า 1 ล้านล้านบาท แบ่งออกเป็น โครงการท่าเรือฝั่งชุมพร 3 แสนล้านบาท โครงการท่าเรือฝั่งระนอง 3.3 แสนล้านบาท โครงการพัฒนาพื้นที่เปลี่ยนรูปแบบการขนส่งสินค้า (SRTO) รวม 1.4 แสนล้านบาท และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเส้นทางเชื่อมโยงท่าเรือ วงเงินราว 2.2 แสนล้านบาท

ถูกขับออก – นายวุฒิพงศ์ ทองเหลา สส.ปราจีนบุรี ให้สัมภาษณ์หลังถูกพรรคก้าวไกล ขับออกกรณีคุกคามทางเพศ อ้างผิดหวังมติของพรรค ขณะที่นายไชยามพวาน มั่นเพียรจิตต์ สส.กทม. (ภาพเล็ก) พรรคมีมติให้คาดโทษเท่านั้น เมื่อวันที่ 2 พ.ย.
ก.ก.ขับ‘วุฒิพงศ์’-ตัดสิทธิสส.ฝั่งธน
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การประชุมกรรมการบริหารพรรค(กก.บห.)ร่วมกับสส.ของพรรคก้าวไกล เพื่อหาข้อยุติกรณีเรื่องร้องเรียน กล่าวหา สส.มีพฤติกรรมคุกคามทางเพศ ได้แก่ นายวุฒิพงศ์ ทองเหลา หรือแจ้ สส.ปราจีนบุรี และนายไชยามพวาน มั่นเพียรจิตต์ หรือปูอัด สส.กทม. ฝั่งธนบุรี ซึ่งประชุมตั้งแต่เวลา 17.00 น. วันที่ 1 พ.ย. เสร็จสิ้นเวลา 23.10 น. ใช้เวลานานกว่า 6 ชั่วโมง
นายชัยธวัช ตุลาธน สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคก้าวไกล กล่าวถึงมติการประชุมว่า กก.บห.เห็นว่าทั้ง 2 กรณีมีความผิดจริงและขัดต่อวินัยของพรรคอย่างร้ายแรง โทษสูงสุดสำหรับกรณีนี้คือขับให้พ้นจากสมาชิกพรรค โทษรองลงมาคือตัดสิทธิ์ทั้งหมด รวมถึงคาดโทษตามแต่กรณี ซึ่งกก.บห.มีมติให้ขับออกจากพรรคก้าวไกล ตามรัฐธรรมนูญการจะขับสมาชิกพรรคต้องอาศัยเสียง 3 ใน 4 ของ สส.และกก.บห. ซึ่งการประชุมครั้งนี้มีกก.บห.และสส.มาประชุมร่วมกัน 128 คน
ผลการลงมติของที่ประชุมร่วมให้ นายวุฒิพงศ์ออกจากพรรคด้วยมติ 120 เสียง ส่วนนายไชยามพวาน เสียงส่วนใหญ่เห็นควรให้ขับออกจากสมาชิกพรรค 106 เสียง แต่เนื่องจากเสียงไม่ถึง 3 ใน 4 คือ 116 เสียง ของจำนวนกก.บห. และสส.ที่มีอยู่ เท่ากับ ไม่สามารถมีมติขับนายไชยามพวานออกจากพรรคได้ แต่ที่ประชุมเห็นว่าควรตัดสิทธิ์พึงมีทั้งหมด และให้คาดโทษไปตลอดสมัยประชุม หากมีพฤติกรรมใดๆ ที่เข้าข่ายคุกคามทางเพศอีกต้องให้พ้นจากสมาชิกพรรค
นอกจากนี้ ที่ประชุมเห็นว่า นายไชยามพวานต้องออกมายอมรับผิดและขอโทษต่อสังคม ขอโทษต่อผู้เสียหายทั้งหมด รวมถึงต้องชดเชย เยียวยาตามที่ผู้เสียหายต้องการ หากยืนยันว่าตนเองไม่ได้กระทำผิด ไม่ยินดีที่จะขอโทษ ต่อผู้เสียหายและไม่ยินดีที่จะชดใช้ความผิดของตนเอง จะมีการประชุมกก.บห.และสส. ร่วมกันอีกครั้งเพื่อมีมติต่อไป
หลังจากนี้ คณะกรรมการวินัยของพรรคจะแจ้งบทลงโทษให้ผู้ถูกร้องและผู้เสียหาย รับทราบมติดังกล่าว โดยพรรคไม่ได้มีการเจรจาหรือเรียกร้องให้ 2 สส. ที่กระทำผิด วินัยอย่างร้ายแรงลาออก เพื่อแสดงความ รับผิดชอบ เพราะขึ้นอยู่กับวิจารณญาณของ ผู้ถูกร้อง
ส่วนที่อาจมีข้อสงสัยว่าอีกคนหนึ่งขับออกแต่อีกคนไม่ขับนั้น นายชัยธวัชกล่าวว่า คณะกรรมการวินัย กก.บห.และสส.ของพรรคเห็นตรงกันว่า สส.ทั้ง 2 คนมีพฤติกรรมคุกคามทางเพศจริงและผิดวินัยร้ายแรง แต่ เมื่อกระทำความผิดก็มีบทลงโทษหลายระดับ นายไชยามพวานแม้จะเป็นสมาชิกพรรคอยู่ แต่เจ้าตัวจำเป็นต้องออกมายอมรับผิดและขอโทษ รวมถึงเยียวยาผู้เสียหาย ซึ่งต่างจากกรณีนายวุฒิพงศ์ เห็นตรงกันเกือบทั้งหมดว่ามีการใช้อำนาจในตำแหน่งหน้าที่ บทบาทตั้งแต่เป็นว่าที่ผู้สมัครสส. มาจนถึงการเป็นสส. และเป็นการใช้อำนาจโดยไม่ชอบในการคุกคามทางเพศ และพยายามจะใช้อำนาจ ของตนเองปกปิดความผิด จึงทำให้สส. จำนวนหนึ่งเห็นว่ามาตรการลงโทษรุนแรงแตกต่างกัน การขับนายวุฒิพงศ์ออกจากพรรคของ ไม่ใช่เป็นการตัดหางปล่อยวัด แต่ทำตามบทลงโทษของพรรคเท่าที่ทำได้
ทั้งนี้ นายวุฒิพงศ์ ต้องหาพรรคใหม่สังกัดภายใน 30 วันเพื่อรักษาสถานภาพสส.
‘แจ้’โวยเป็นการเมืองภายใน
ที่รัฐสภา นายวุฒิพงศ์แถลงว่า ตอนนี้กระบวนการของพรรคสิ้นสุดลง แต่กระบวนการต่อไปคือการพิสูจน์ความจริง โดยส่วนตัว และครอบครัว เพราะที่ผ่านมาเสียหายค่อนข้างเยอะ จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นรู้สึกอึดอัด ที่ไม่เคยได้ออกชี้แจงเนื่องจาก อยู่ภายใต้กระบวนการของพรรคและต้องเคารพกระบวนการสอบวินัย แต่ผลที่ออกมาตนค่อนข้างผิดหวัง การขับออกหมายถึง เรากระทำผิด หากยึดตามมาตรฐานตำรวจ ในการรับแจ้งคดีที่เกี่ยวทางเพศ ต้องเกิดขึ้นภายใน 3 เดือน หรือหากเป็นเรื่องของสส. ต้องเกิดขึ้นตอนเข้ามาดำรงตำแหน่งสส.ก่อน แต่เรื่องดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อเดือนมิ.ย.65 ที่ผู้ร้องเรียนนำเอกสาร 200 หน้า มาร้องตั้งแต่ตนยังเป็นคนทำงาน
ผู้สื่อข่าวถามว่าทางพรรคไม่ได้ฟังข้อเท็จจริงในส่วนของเราเลยใช่หรือไม่ นายวุฒิพงศ์กล่าวว่า เรื่องนี้มีกระบวนการที่ซับซ้อน มีเรื่องการทุจริตในจังหวัด ที่ตนเคยแจ้งไปยังพรรคแต่ยังมีการเพิกเฉยก่อนจะเกิดเรื่อง ที่ตนถูกร้องเรียน ตนจึงตั้งข้อสังเกตว่า เราจะเห็นการแถลงข่าวของกก.บห.ล่วงหน้าบางท่าน ถือว่าเป็นการชี้นำหรือไม่ นอกจากนี้ ยังมีการให้สัมภาษณ์ล่วงหน้า 2 วัน เป็นธรรมหรือไม่ ตนไม่ขอก้าวล่วงว่าทำไปเพราะอะไร และเคารพมติของพรรค ซึ่งเป็นเรื่องดีที่ตน จะได้เดินหน้าต่อ
ตนถูกสอบสวนวินัย ครั้งแรกวันที่ 10 ต.ค.66 มีกรรมการ 7 ท่าน แต่มาเพียง 6 ท่าน และมาสายกว่าหนึ่งชั่วโมง และครั้งที่ 2 วันที่ 30 ต.ค. กรรมการเหลือเพียง 5 ท่าน และมาสายเหมือนเดิม ที่สำคัญกรรมการคนที่ 5 เข้ามาในช่วง 5 นาทีสุดท้ายก่อนยุติการสอบสวน จึงมองว่าคณะกรรมการวินัยสอบสวนไม่เห็นความสำคัญในข้อมูลของตน และขอตั้งข้อสังเกตว่าการตั้งสส.เป็นกรรมการวินัยทั้งหมดมีความเหมาะสมหรือไม่ ความจริงแล้วเรื่องการคุกคามทางเพศ ควรเป็นหมอ หรือจิตแพทย์โดยตรง ว่าผู้ถูกคุกคาม มีความรู้สึกว่าถูกคุกคามจริงหรือไม่ ก่อนหน้านี้เป็นสส.ทั้งหมดที่สอบสวน ตนเป็นสส.ภูธร ทำงานเชิงประเด็น จึงไม่มี คอนเน็กชั่นกับสส.ที่ทำงานเชิงการเมือง เสียงจึงห่างกับอีกกรณีไม่กี่ 10 เสียง
ต่อข้อถามว่า เป็นเรื่องการเมืองภายในพรรคใช่หรือไม่ นายวุฒิพงศ์กล่าวว่า ยืนยันว่าเป็นเรื่องการเมือง ในส่วนของนายไชยามพวาน ตนขอตอบแทนว่า เขาต้องการที่จะสอบสวนจากภายนอก ไม่ได้ต้องการเข้าสู่กระบวนการของพรรค เพื่อนสส.หลายคนอึดอัด เพราะ สส.ควรมีหน้าที่ในฝ่ายนิติบัญญัติในการ ผลักดันกฎหมาย แต่ต้องมาเสียเวลากับเรื่องพวกนี้ ซึ่งตนเคยเสนอกับพรรค ว่าให้เข้าสู่กระบวนการยุติธรรมภายนอก ซึ่งง่ายและ ไวกว่า แต่พรรคกลับใช้กระบวนการฝ่ายใน
เหน็บก้าวไกลตั้งตัวเป็นศาล
“ขอยกตัวอย่างว่า ถ้าผมไม่ถูกกก.บห. บางท่าน หรือเพื่อนสส.บางคน เหตุการณ์แบบนี้จะเกิดขึ้นได้หรือไม่ ผมอยากมูฟออน ออกจากตรงนี้ พื้นที่ตรงนี้เป็นพื้นที่ที่ผม เพิ่งก้าวเข้ามาใหม่ ส่วนที่ผ่านไปแล้วขอให้ผ่านไป ส่วนที่ผมมั่นใจในพรรคผมก็เสียใจ เขาไม่ให้เราพูดมาตลอด เราก็พูดไม่ได้ โดยเป็นมติพรรคที่สส.ทราบดี พอได้พูดก็คือ วันนี้ ผมเสียใจที่ไม่มีคอนเน็กชั่นเรื่องการเมือง หลังจากนี้ยังคิดไม่ออกว่าจะไปไหน และที่เสียใจมากคือ โหวตเตอร์ในจ.ปราจีนบุรี ไม่เคยเปลี่ยนแปลงมา 50 ปี ผมอยากจะขอโทษ พี่น้องชาวปราจีนบุรีที่ทำให้ผิดหวัง ถึงแม้ข้อมูลการรับผิดรับชอบ หลังจากนี้จะมีการ กระบวนตามมา”
ผู้สื่อข่าวถามว่าคิดอย่างไรที่มีการกดดันจากในพรรคก้าวไกลให้ลาออกจากสส. นายวุฒิพงศ์กล่าวว่า ในขณะนั้นเหตุการณ์ยังไม่ถึงที่สุด แต่เรากลับตั้งตัวเป็นศาล ขณะที่เราไม่ยอมรับศาลรัฐธรรมนูญ แต่เราทำตัวเป็นศาลเพื่อตัดสิน ตนคิดว่ากระบวนการที่จะได้สส. 1 คน มาจากคนหลายหมื่นหลายแสนคน แต่ตนอยากขอโทษพี่น้องชาวปราจีนบุรีที่ทำให้ผิดหวัง ตอนนี้กำลังใจพื้นที่ยังดี แต่จะมีบางกลุ่มที่ไม่เกี่ยวข้อง แบ่งฝักแบ่งฝ่ายโจมตี ยืนยันว่าเรื่องนี้จะไม่อุทธรณ์ และยังไม่เตรียมพร้อมเข้าพรรคอื่น ตนต้องแสดงจุดยืนให้กับพรรคที่จะเข้าไป เมื่อถามว่า รู้สึกไม่ได้รับความเป็นธรรม ถ้าเทียบกับกรณีของนายไชยามพวาน นายวุฒิพงศ์กล่าวว่า ขอไม่เปรียบเทียบ เพราะเป็นเรื่องของเสียงโหวตภายใน
ต่อข้อถามต่อว่า ความสัมพันธ์กับผู้เสียหายเป็นอย่างไร นายวุฒิพงศ์กล่าวว่า น้องเขามาช่วยงาน เป็นผู้ช่วยที่มาช่วยงานในช่วงเวลาหนึ่งประมาณ 5 เดือน ช่วงที่มีปัญหาอยู่ช่วงเดือนท้ายๆ ยืนยันไม่มีสัมพันธ์เกินเลย หากพูดแบบผู้ชายแมนๆ ไม่เคยมีเพศสัมพันธ์กัน ช่วงนั้นตนยังเป็นบุคคลธรรมดาไม่ร่ำรวย เปิดบัญชีทรัพย์สินมีเงินแค่ 5 แสนบาท ไม่ได้เป็นคนที่มีความคิดใช้กำลังหรืออำนาจเป็นใหญ่อย่างที่ได้ยินในสังคมปัจจุบันนี้
ผู้สื่อข่าวถามว่ากระบวนการต่อไปนี้จะทำอย่างไร เพราะมีการพาดพิงถึงกระบวนการนอกพรรคด้วย นายวุฒิพงศ์กล่าวว่า เรื่องกระบวนการภายนอกพรรค ตนต้องขอดูผล กระทบที่เกิดขึ้น เพราะมีหลายเรื่องมากกว่า ที่คิด ทั้งการขับออกจากพรรค การเสื่อมเสียชื่อเสียง การเปิดเผยข้อมูลส่วนตัว และมีการบิดเบือนข้อมูลส่วนตัวลงไปใน พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ มีการโฆษณาชวนเชื่อแบบนั้นไปแล้ว
แฉผู้แทนกทม.อุ้ม‘ไชยามพวาน’
ขณะที่คนใกล้ชิดนายไชยามพวาน เปิดเผยว่า นายไชยามพวานรับทราบข่าวเรื่องการเรียกร้องให้ลาออกจากการเป็นสส. รวมถึงประเด็นที่สังคมตั้งคำถามถึงมาตรฐานการขับ สส.ออกจากพรรคแล้ว หลังจากนี้ขอเวลา 1-2 วัน เพื่อรอให้พรรคก้าวไกลเรียกนายไชยามพวาน ไปพูดคุยเพื่อทำข้อตกลงในการรับโทษ รวมถึงขอโทษผู้เสียหาย ส่วนเรื่องประเด็นการ ลาออกนั้น นายไชยามพวานยังไม่ได้ตัดสินใจ แต่หลังจากนี้ไม่เกิน 3 วันจะมีการแถลงข่าว
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า มติโหวตให้ขับ นายไชยามพวานมี 106 จาก 128 ซึ่งต้องการเสียง 116 เสียง ทำให้ไม่สามารถมีมติขับ นายไชยามพวานออกจากพรรคก้าวไกลได้ตามรัฐธรรมนูญ ทำให้สส.หลายคนแสดงความรู้สึกไปในทิศทางเดียวกันว่ามีความโกรธ และไม่เห็นด้วยกับมติไม่ขับนายไชยามพวาน ออก ขณะที่มี 14 เสียงที่โหวตไม่ให้ขับ นายไชยามพวานออก ส่วนใหญ่เป็น สส.กทม. ที่สนิทสนมกับนายไชยามพวาน โดยมีการ ถกเถียงกันคือบางส่วนมองว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอาจเป็นเพราะความยินยอม เนื่องจากเกิดเหตุการณ์ ขณะมึนเมา ซึ่งในที่ประชุมกก.บห.และกรรมการวินัยได้เน้นย้ำก่อนที่จะมีการลงมติว่า ให้ทุกคนคิดไตร่ตรองให้ดี เพราะมติ ครั้งนี้เพื่อนในพรรคจะต้องแบกไปอีก 3 ปี แล้วจะให้เพื่อนที่ขับเคลื่อนเรื่องความเท่าเทียมทางเพศ ตอบคำถามสังคมได้อย่างไร
พรรคป่วน-ทีมหญิงรุมตะเพิด
จากมติดังกล่าว ทำให้สส.หญิง พรรคก้าวไกล หลายคน เปลี่ยนภาพโปร์ไฟล์เป็นสีดำ อาทิ น.ส.ศศินันท์ ธรรมนิธินันท์ หรือ ทนายแจม สส.กทม., น.ส.ภัสริน รามวงศ์ สส.กทม., น.ส.ภัสราภรณ์ เก่งรุ่งเรืองชัย สก.กทม.
น.ส.ภัสริน โพสต์เฟซบุ๊กระบุ ได้แสดงจุดยืน ร่วมอภิปราย ทำเต็มที่ในฐานะ สส. หญิงที่ขับเคลื่อนเรื่องความเท่าเทียมทางเพศ ไม่อดกลั้นต่อการกระทำความผิด โหวตขับ ผู้กระทำออกจากพรรคทั้งสองกรณี และรู้สึกผิดหวังอย่างมากต่อมติที่ออกมา และขอ เรียกร้องให้ผู้กระทำรับผิดชอบในสิ่งที่ทำ ลงไปอย่างถึงที่สุด
“ถึงแม้เสียงโหวตจะไม่ถึง 3/4 ตามรัฐธรรมนูญ แต่ในทางพฤตินัย มีเสียงกว่า 100 เสียงโหวตให้ขับออก ขอเน้นย้ำให้ผู้กระทำว่าเรื่องนี้ยอมรับไม่ได้และโหวตขับคุณออก จึงขอให้ผู้กระทำใช้สามัญสำนึกและความละอายใจพิจารณาอีกครั้งว่าควรลาออกด้วย ตัวเองหรือไม่ อย่าเป็นคนขี้ขลาดที่หลบอยู่เบื้องหลังตัวเลขที่ตนสามารถใช้เอาตัวรอด การแสดงความรับผิดชอบในฐานะที่เป็น ผู้แทน “คน” เป็นสิ่งที่ต้องทำ” และขอเป็นกำลังใจให้ สส.ที่มีความกล้าหาญแสดงจุดยืนและยืนยันความถูกต้อง วันนี้เราอาจผิดหวังแต่ก็ขอให้สู้ต่อไปอย่างไม่ย่อท้อ
ด้าน น.ส.ภัสราภรณ์ ทวีตว่า ไม่มีความละอายแก่ใจ เป็นคนให้ได้ก่อนค่อยเป็นผู้แทนประชาชน พร้อมแท็ก @chaiyamparwaan บัญชีทวิตเตอร์ของนายไชยามพวาน และรีทวีตของผู้ใช้รายหนึ่งซึ่งมีข้อความว่า “ผิดหวังกรณีปูอัดมาก ดูจากคลิปออกมาไม่มีสำนึกเลย ปฏิเสธไม่ได้ทำตลอดทั้งๆ ที่พรรคสอบสวนแล้ว สงสารเหยื่อเหมือนถูกกระทำซ้ำอีกรอบ”
น.ส.รักชนก ศรีนอก สส.กทม. พรรค ก้าวไกล โพสต์โหวตให้ขับออกทั้งสองกรณี วันนี้น่าผิดหวัง ที่มาตรฐานการรับผิดชอบ ต่อสังคมในการปฏิบัติหน้าที่ สส.ของเพื่อนสมาชิกที่กระทำผิดในกรณีอื่นๆ ยังไม่สูงเท่าพี่เตอร์ (อดีต สส.ณธีภัสร์ กุลเศรษฐสิทธิ์ เมาแล้วขับ) แม้มีการพูดคุยเพื่อชี้แจงรายละเอียดก็ยังไม่สามารถคิดได้ และที่ร้ายแรงยิ่งกว่านั้นคือยังไม่ยอมรับในความผิดของตนเลยด้วยซ้ำไป ประกาศกับสาธารณชนได้หน้าตาเฉย
รองโฆษกถามหาสำนึก
น.ส.ภคมน หนุนอนันต์ สส.บัญชีรายชื่อ รองโฆษกพรรคก้าวไกล ให้สัมภาษณ์ว่า ในการประชุมพรรคถึง 6 ชั่วโมง มีการซักถามรายละเอียดกันมากพอ ไม่ได้มีกระบวนการชี้นำภายใน เราซักจนสิ้นข้อสงสัย ยืนยันว่ากระบวนการทั้งหมดยุติธรรมมากพอ ไม่ใช่ทุกอย่างของมติพรรค สส.ทุกคนต้องยอมรับ เราเห็นแล้วจากการแสดงออกดังกล่าวทุกคนมีสิทธิ์ แต่กระบวนการต้องมีข้อยุติ เราคิดว่าเหมาะสมและเป็นธรรมกับทุกฝ่ายแล้ว
ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีสส.พรรคและแกนนำคณะก้าวหน้าเรียกร้องให้ 2 สส.รับผิดชอบด้วยการลาออก น.ส.ภคมนกล่าวว่า เข้าใจว่าสังคมข้องใจและอยากจะเห็นกรณีของคนที่ไม่ได้ถูกขับออก ตนอยากทำความเข้าใจว่า กรณีของนายไชยามพวาน แม้เสียงจะไม่ถึง 3 ใน 4 แต่เสียง 106 ยืนยันหลักการได้ว่าเรา ไม่เห็นด้วยต่อการกระทำนั้น ตนในฐานะที่เป็น สส.หญิงอยากเรียกร้องว่า คุณต้องมีความรับผิดชอบต่อสังคม และส่วนรวม รวมถึงทบทวนดูดีๆ ในฐานะผู้แทนราษฎรว่าผิดหรือไม่ผิด เหมาะสมหรือไม่
“ขอตั้งคำถามไปยังนายไชยามพวาน เราคาดหวังความรับผิดชอบสูงสุดต่อการ กระทำได้ขนาดไหน เราไม่รู้ว่าคุณจะปล่อยเวลาให้นานแค่ไหน เราคงไม่ได้บอกว่าเรามีส่วนร่วมที่ต้องรับภาระการกระทำ เพราะต้องรับผิดชอบร่วมกัน แต่เมื่อมติออกมาแล้ว เพียงแค่เรียกร้องให้รับผิดชอบสูงสุดในฐานะที่คนคนหนึ่งจะสำนึกได้ เราคาดหวังในจุดที่แย่ที่สุดแล้วของบุคคลคนหนึ่ง ต้องดูว่าจะได้ขนาดไหน” น.ส.ภคมนกล่าว
‘ไอติม’โต้ปกป้องพวกพ้อง
นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ โฆษกพรรคก้าวไกล โพสต์เฟซบุ๊กว่า มีบางเพจกล่าวหาว่าตนเป็น 1 ใน สส.ที่ลงมติไม่เห็นชอบกับการขับนายไชยามพวาน กล่าวหาว่าตน “รวบรวมเสียง” ให้คนโหวตไม่เห็นด้วยกับการขับออกเพื่อปกป้อง “พวกพ้อง” เนื่องจากรู้จักนายไชยามพวานมาก่อน เป็นข้อกล่าวหาที่ไม่อยู่บนข้อเท็จจริงและร้ายแรงมาก จำเป็นต้องชี้แจง
1.จุดยืนและการทำงานที่ผ่านมายึด หลักการที่คิดว่าถูกต้องและข้อเท็จจริงเท่านั้นทุกกรณี ไม่ว่าจะเกี่ยวข้องกับคนที่รู้จักหรือเคยร่วมงาน 2.แม้ไม่ได้อยู่ในคณะกรรมการวินัยและกก.บห. แต่ในฐานะโฆษกพรรคทำงานร่วมกับคณะกรรมการวินัยในขั้นตอนเตรียมการสื่อสาร เมื่อทราบว่ามีเรื่องร้องเรียนนายไชยามพวาน ระมัดระวังและเว้นระยะห่างเป็นพิเศษจากกระบวนการทั้งหมด
3.ในที่ประชุมตนอภิปราย การมีความสัมพันธ์กับทีมงานไม่ว่าสถานการณ์เฉพาะหน้าดูเหมือนยินยอมหรือไม่ แต่เมื่อทั้งสองอยู่ใน “ความสัมพันธ์เชิงอำนาจที่ไม่เท่าเทียมกัน” ที่ฝ่ายหนึ่งให้คุณให้โทษอีกฝ่ายหนึ่งได้ จึง ไม่สามารถตีความได้ว่าเป็น “ความยินยอม” ที่แท้จริง ทางออกที่ควรจะเป็นคือการที่ ผู้กระทำผิดแสดงความรับผิดชอบทาง การเมืองโดยไม่ต้องรอให้มีกระบวนการวินิจฉัยลงโทษอย่างเป็นทางการ
4.ตนเป็น 1 คนที่ลงมติเห็นด้วยกับการ ขับออกนายไชยามพวาน ซึ่งเป็นการลงคะแนนแบบเปิดเผยที่เพื่อนๆ สส.ทุกคนรับรู้ 5.ขออภัยเพื่อนสส.ที่ต้องเปิดเผยการลงมติของตนเอง แต่จำเป็นต้องชี้แจงข้อกล่าวหา ที่รุนแรง ซึ่งไม่เป็นความจริง
‘โรม’ยันไม่มีเรื่องเส้นสาย
ส่วนนายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล โพสต์สเตตัสสีดำใน เฟซบุ๊กก่อนลบทิ้ง ซึ่งเจ้าตัวเผยกับข่าวสดว่า สาเหตุที่ลบสเตตัสสีดำออกเพราะไม่อยาก ให้กระทบพรรค แม้จะเป็นความเห็นส่วนตัวแต่เราต้องเคารพมติพรรค ไม่เช่นนั้นก็ไม่ต่างจากเผด็จการ
นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ให้สัมภาษณ์ว่า ส่วนตัวเห็นว่าดีที่สุดคือจบที่การลาออกของผู้ที่ถูกพิจารณา เพื่อเป็นการแสดงสปิริตความรับผิดชอบ และจะเป็นผลดีกับทุกฝ่าย เท่าที่ฟังการให้สัมภาษณ์ของผู้ที่ถูกพิจารณา เขาอยากถูกพิสูจน์ในชั้นคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) แต่เมื่อกระบวนการถึงขั้นนี้ต้องมีการรับผิดชอบทางการเมืองตามมา
ส่วนกรณีที่พรรคมีมติ ใน 2 กรณี ซึ่งมีบทลงโทษแตกต่างกันนั้น ไม่ใช่ประเด็นของการช่วยเหลือหรือใช้เส้นสาย เนื่องจากใน 2 กรณีที่เกิดขึ้นไม่สามารถนำข้อเท็จจริงเทียบเคียงกันได้ อีกทั้งหลังจากการพิจารณาจากรายงานของคณะกรรมการวินัยของที่ประชุมสส. ซึ่งรับฟังนานกว่า 6 ชั่วโมง การตัดสินของ สส. จึงเป็นไปตามดุลพินิจในประเด็นที่ เกิดขึ้น ซึ่งไม่ใช่การช่วยเหลือกัน และไม่มีประเด็นการเมืองภายในพรรค
“แม้หลังมติพรรคที่ออกมาจะมีสส. บางคนไม่เห็นด้วย และใช้สัญลักษณ์เปลี่ยนรูปโปรไฟล์เฟซบุ๊กเป็นสีดำ ถือเป็นสิทธิแสดงความเห็นได้ พรรคก้าวไกลเป็นพรรคการเมืองที่มีความหลากหลาย ประเด็นที่เกิดขึ้นผม ไม่ห่วงและเป็นประเด็นในระยะยาวที่ต้องทำความเข้าใจ และรณรงค์ในเรื่องความรุนแรงทางเพศที่เกิดขึ้นทั้งภายในพรรค และสังคมภายนอก” นายรังสิมันต์กล่าว
ผู้สื่อข่าวถามว่า มติของพรรคที่ออกมาทำให้ถูกมองว่าเป็นการตัดสินที่สองมาตรฐาน และถูกเปรียบเทียบว่า เพราะสส.ไม่มีเส้น นายรังสิมันต์กล่าวว่า ไม่ใช่เส้นสาย เพราะกระบวนการของพรรค คือ เมื่อมีการพิจารณา และชี้ว่าเป็นความผิดชัดเจน การตัดสินว่าจะลงโทษสถานใดนั้นขึ้นอยู่กับที่ประชุมของสส.จะกำหนด ในส่วนของนายไชยพวาน ที่ถูกคาดโทษ เข้าใจว่าจะมีกระบวนการที่ต้องให้ขอโทษผู้เสียหาย หากไม่ขอโทษคงมีการประชุมเพื่อพิจารณาขับออกต่อไป
‘บิ๊กทิน’เย้ยก.ก.ชงยุบกอ.รมน.
ที่ทําเนียบรัฐบาล นายสุทิน คลังแสง รมว.กลาโหม ให้สัมภาษณ์กรณีพรรคก้าวไกล เรียกร้องให้ยุบกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) ว่าคนที่ไม่ได้เป็นรัฐบาลก็พูดได้ แต่การจะยุบต้องประเมินปัจจัยหลายอย่าง บางเรื่องพูดได้ แต่บางเรื่องเปิดเผยข้อมูลไม่ได้ ฉะนั้นคนที่ยัง ไม่ได้เป็นรัฐบาลก็พูดได้ทุกอย่าง แต่เมื่อมาเป็นแล้วต้องมาดูความเป็นไปได้อีกทีว่าทํายากแค่ไหน
นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง ทวีตข้อความผ่าน X ว่า การยุบ กอ.รมน. ไม่เคยเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายพรรคเพื่อไทย ไม่ว่าจะเป็นก่อน ระหว่าง หรือหลังการเลือกตั้ง ข้อเท็จจริงนี้ได้รับการเสริมด้วยการประกาศนโยบายที่ได้แถลงต่อรัฐสภา