ความทุกข์ร้อนปัญหาปากท้องแนะรัฐต้องฟัง!

ชี้ผลโหวต ‘โพลมติชน-เดลินิวส์’ สะท้อนปัญหาปากท้องที่ประชาชน ประสบอยู่จริง นักวิชาการ-ภาคธุรกิจ เอกชนขานรับเสียงประชาชน ‘อนุสรณ์ ธรรมใจ’คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต ระบุผลพวงจากปัญหาเฉพาะหน้าที่คนส่วนใหญ่ต้องเผชิญ ต้องก่อหนี้หรือใช้เงินออมสะสมมาในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจโควิด ขณะที่อาจารย์ม.อ.ชี้รายจ่ายของแต่ละครัวเรือนยังสูง แนะแก้ปัญหาปากท้องให้ชัดเจนและจัดลำดับความสำคัญ ด้านประธานสอท.แนะใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ทำให้หมุนในระบบ เศรษฐกิจคึกคัก แจกเงินดิจิทัลเข้าระบบให้เร็วที่สุดช่วยได้

หลังเปิดผลโพลมติชนxเดลินิวส์ สะท้อนเสียงประชาชนทุกภูมิภาคทั่วประเทศกว่า 42,848 โหวต ชี้รัฐบาลเศรษฐาต้องแก้ปัญหาเศรษฐกิจ-ปากท้องก่อนร้อยละ 60.2 เป็นผู้ชายมากสุดถึงร้อยละ 63.7 คน กทม.ร่วมโหวตนำโด่งร้อยละ 29.3 นับเป็นโพลประวัติศาสตร์ที่สะท้อนความต้องการของประชาชนให้รัฐบาลเศรษฐาเร่งแก้ปัญหาเศรษฐกิจ-ปากท้องมากที่สุดนั้นน

เมื่อวันที่ 3 พ.ย. นายอนุสรณ์ ธรรมใจ อดีตคณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต กล่าวว่า จากการทำโพลมติชนxเดลินิวส์ ที่ถามว่าระหว่างปัญหาการเมืองและปัญหาเศรษฐกิจ ควรแก้ปัญหาใดก่อนกัน ปรากฏว่า ผลโพลออกมาร้อยละ 60 ให้แก้ปัญหา ปากท้อง ก่อนแก้การเมือง-ปฏิรูปโครงสร้างสังคม ซึ่งมีร้อยละ 40 นั้น เป็นผลจากปัญหาเฉพาะหน้าที่ประชาชนส่วนใหญ่ต้องเผชิญ ครัวเรือนส่วนใหญ่มีหนี้สินในสัดส่วนที่สูงเมื่อเทียบกับรายได้ เนื่องจากมีรายได้ไม่เพียงพอต่อรายจ่าย เศรษฐกิจไทยที่ทยอยฟื้นตัวยังมีสภาวะการฟื้นตัวเป็นรูปตัว K คนส่วนใหญ่ต้องก่อหนี้หรือใช้เงินออมสะสมมาในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจโควิด ช่วงปี 2563-65 จึงมองปัญหาเฉพาะหน้าเรื่องความเดือดร้อนทางเศรษฐกิจมากกว่าปัญหาเชิงโครงสร้าง

นายอนุสรณ์กล่าวต่อว่า จากที่ดูหัวข้อย่อยจะพบว่าสัดส่วนการลดค่าพลังงาน แก้รธน. แก้หนี้ครัวเรือน ปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม มีสัดส่วนที่ใกล้เคียงกัน สามารถสะท้อนปัญหาระบบยุติธรรมและกระบวนการยุติธรรม คนส่วนใหญ่ให้ความสำคัญเทียบเคียงเรื่องปัญหาความเดือดร้อนทางเศรษฐกิจ สะท้อนระบบยุติธรรมมีปัญหาความน่าเชื่อถือ และเป็นปัญหาใหญ่สังคมไทย และรัฐบาลควรจัดลำดับความสำคัญการแก้ปัญหาตามความต้องการของประชาชนส่วนใหญ่

ด้านผศ.ดร.จุมพล ชื่นจิตต์ศิริ นักวิชาการด้านนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ กล่าวถึงผลโพลมติชนxเดลินิวส์ ชี้รัฐบาลเศรษฐาต้องแก้ปัญหาเศรษฐกิจ-ปากท้องก่อนร้อยละ 60.2 ว่า มาจากความคิดเห็นของประชาชนส่วนหนึ่ง แต่เชื่อว่าตรงกับความเห็นของประชาชนส่วนใหญ่อยู่แล้ว โดยมองว่าปัจจัยสำคัญของทุกบ้าน เป็นเรื่องของเศรษฐกิจ ปากท้อง อยู่แล้ว เพียงแต่จำแนกเรื่องเศรษฐกิจ หลักๆ คือรายรับกับรายจ่าย ปัจจุบันรายจ่ายของแต่ละครัวเรือนยังสูงอยู่ แม้กระทรวงพลังงานลดค่าไฟฟ้า ลดค่าพลังงานไปแล้ว แต่มองว่าการทำงานในภาพรวมของรัฐบาลนั้นยังช้าอยู่ ยังไม่รวดเร็วเท่าใจประชาชน ที่รอผลงานของรัฐบาลเศรษฐาอย่างมีความหวัง แม้จะเข้าใจได้ว่าโดยโครงสร้างที่จะทำให้เร็วเท่าใจนั้นคงเป็นไปได้ยาก

“สิ่งที่รัฐบาลเศรษฐาควรทำในเรื่องการแก้ปัญหาปากท้องควรจะกำหนดให้ชัดเจนว่า การแก้ปัญหาควรจะทำเรื่องอะไรก่อน ตามลำดับอยากให้รัฐบาลมีนโยบายออกให้ชัดเจนมากกว่านี้ และให้ความสำคัญในเรื่องการลดภาระค่าใช้จ่ายในครัวเรือนของประชาชนให้ได้อย่างรวดเร็ว และให้ความสำคัญมากกว่าเรื่องใดเรื่องหนึ่งที่รัฐบาลพยายามที่จะผลักดัน หรือเรื่องของเงินดิจิทัล ที่รัฐบาลมองว่าเป็นนโยบายที่พรรคเพื่อไทยซึ่งเป็นแกนนำหลักในการจัดตั้งรัฐบาลหาเสียงเอาไว้ ซึ่งมีอีกหลายกระบวนการหลายวิธี ที่จะแก้ปัญหาเศรษฐกิจปากท้อง ซึ่งประชาชนเอง ครัวเรือนเอง คิดถึงเพียงรายรับรายจ่าย ทำอย่างไรเพิ่มรายรับ ลดรายจ่าย หรืออาจจะไม่ต้องเพิ่มรายรับ แต่ก็อาจจะลดรายจ่าย ค่าน้ำค่าไฟ ค่าใช้จ่ายพื้นฐาน ซึ่งมองว่ารัฐบาลควรจะดึงภาคเอกชนเข้าร่วมด้วยในการลดรายจ่าย แต่ที่ผ่านมานั้นมองว่า ปัญหาปากท้องกลายเป็นเรื่องไม่เร่งด่วนไป เพราะรัฐบาลเศรษฐาเป็นรัฐบาลมา 2 เดือนแล้ว แต่ผลงานในเรื่องการแก้ปัญหาปากท้องก็ยังไม่เห็นเป็นรูปธรรม เท่ากับความคาดหวังของประชาชน ที่คาดหวังว่ารัฐบาลใหม่เข้ามาแล้วจะสามารถแก้ปัญหาได้ทันที ซึ่งที่ผ่านมามองว่าการแก้ปัญหาไม่ตรงจุด ยังเฉียดไปมา จึงอยากให้แก้ปัญหาให้ตรงจุดและต้องให้เห็นเป็นรูปธรรมไม่ต้องจินตนาการ ประชาชนอยากเห็นของจริงที่จับต้องได้ ส่วนเรื่องเงินดิจิทัลถ้าทำได้โดยไม่ผิดกฎหมายก็เป็นเรื่องที่ดี แต่จะมีปัญหาเรื่องการเงินการคลังในอนาคตหรือเปล่า กรณีนี้รัฐบาลต้องฟังเยอะๆ และอาจจะไม่จำเป็นต้องทำให้ได้ตามนโยบายที่หาเสียงเอาไว้ก็ได้ หากมีผลกระทบมากกว่าผลดีที่จะเกิดขึ้น เพราะฉะนั้นเมื่อมีเสียงทักท้วง คัดค้านก็น่าจะรับฟังแล้วพิจารณาอย่างถี่ถ้วน” ผศ.ดร.จุมพลกล่าว

นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รมช.ศึกษาธิการ กล่าวว่า การที่ผลโพลออกมาแบบนี้ สะท้อนปัญหาเศรษฐกิจ เพราะทุกคนมองว่าปากท้องเป็นเรื่องสำคัญ ประชาชนคำนึงถึงเรื่องนี้ เพราะประสบปัญหาเรื่องเศรษฐกิจ รายได้ไม่เพียงพอกับรายจ่าย รอให้รัฐบาลแก้ไข และศธ.ก็มีนโยบายที่สอดคล้องกับเรื่องดังกล่าว ซึ่งนอกจากพัฒนาเรื่องการศึกษาแล้ว ต้องคำถึงการลดภาระให้ครู ผู้ปกครอง และนักเรียน เป็นนโยบายที่ค่อนข้างตอบโจทย์รัฐบาล ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายให้กับครู นักเรียน ผู้ปกครอง ซึ่งในส่วนของครู อยู่ระหว่างจัดทำหลักเกณฑ์วิทยฐานะใหม่ ลดค่าใช้จ่าย ไม่ให้เป็นภาระครู ส่วนการลดภาระผู้ปกครอง อยู่ระหว่างจัดทำแพลตฟอร์ม เรียนได้ทุกที่ ทุกเวลา รวมถึงการทำใบรับรองทักษะอาชีพ เพื่อให้นักเรียนนำใบดังกล่าวไปทำงานระหว่างเรียนได้

นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำศธ.และโฆษก ศธ. และอดีตส.ส.พรรคภูมิใจไทย กล่าวว่า ส่วนตัวคิดว่าในช่วงหลังวิกฤตการแพร่ระบาดของเชื้อ โควิด-19 ที่เศรษฐกิจซบเซาไปนาน ประชาชนคงอยากให้รัฐบาลเร่งแก้ปัญหาเรื่องเหล่านี้เป็นอันดับแรก อีกทั้งช่วงนี้เป็นฤดูเก็บเกี่ยว ราคาพืชผลตกต่ำ ประชาชนคงอยากให้รัฐบาลเร่งแก้ปัญหาดังกล่าว รวมถึงเรื่องการลงทุน ทั้งในและต่างประเทศ ต้องยอมรับว่าบรรยากาศทางการเมืองมีส่วนในการสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน ไม่ว่าจะเป็นเสถียรภาพ และความเชื่อมั่น ที่มีผลต่อการตัดสินใจ อย่างไรก็ตาม เมื่อผลโพลออกมาแบบนี้ อยากให้รัฐบาลโฟกัสเรื่องการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ เรื่องปากท้องเป็นอันดับแรก แต่อย่าทิ้งประเด็นการเมือง แม้เสียงโหวตจะน้อยกว่า แต่ก็หมายความว่ายังมีคนอีกจำนวนไม่น้อย อยากให้เร่งแก้ปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองด้วยเช่นเดียวกัน

“ในส่วนของ ศธ.มุ่งเน้นการดำเนินการตามนโยบายของ พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการศธ.อยากให้นักเรียน เรียนดี มีความสุข ลดภาระครู ผู้ปกครอง โดยจัดกลุ่มแบ่ง นักเรียนที่มีความเป็นเลิศ จะทำอย่างไรให้เจออนาคตเร็วที่สุด เพื่อจะได้ไม่ต้องเสียเวลาเรียนในสิ่งที่ไม่ชอบ รวมถึงเน้นส่งเสริมผู้เรียนสายอาชีพ ป้อนตลาดแรงงาน ส่งเสริมให้มีงานทำ มีรายได้ ช่วยเหลือตัวเองระหว่างเรียน สิ่งเหล่านี้ ศธ.กำลังเร่งดำเนินการ เชื่อว่าจะช่วยลดภาระของครู ผู้ปกครองได้ส่วนหนึ่ง” นายสิริพงศ์กล่าว

ด้านร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า กระทรวงเกษตรฯ เข้าใจถึงปัญหาและความต้องการของประชาชน หรือเกษตรกร ที่ต้องการให้รัฐบาลแก้ปัญหาภาคการเกษตร แต่ภาคเกษตรมีปัญหามายาวนาน หลังเข้ามารับตำแหน่ง รัฐบาลโดยกระทรวงเกษตรฯ กำลังหาวิธีเพิ่มรายได้ให้เกษตรกรเป็น 3 เท่าจากรายได้ในปัจจุบัน โดยจะดำเนินการภายใต้ “ตลาดนำ นวัตกรรมเสริม เพิ่มรายได้” ดังนั้น สิ่งที่ต้องทำเพื่อให้ภาคเกษตรอยู่ดีกินดี และมีรายได้เพิ่มคือ การลดต้นทุนการผลิต และเพิ่มคุณภาพของสินค้า ให้เกษตรกรไทยมีรายได้ 3 เท่าได้อย่างไร

ร.อ.ธรรมนัสกล่าวต่อว่า เบื้องต้นอยู่ระหว่างการหารือกับหน่วยงานในกระทรวงเกษตรฯ เพื่อเร่งสำรวจพื้นที่เกษตร ที่จะนำร่องดำเนินโครงการพัฒนาภาคเกษตร โดยจะเริ่มดำเนินการ ต้นปี 2567 จำนวน 200 แปลงต้นแบบ และขยายให้ครอบคลุมทั่วประเทศ ให้ครบ 500 แปลง เพื่อขยายจากแปลงต้นแบบ ไปสู่แปลงที่ดินของเกษตรกรทั่วประเทศ เพื่อสร้างรายได้ให้เกษตรกรไทย ที่ขณะนี้มีข้อจำกัดเรื่องการประกอบอาชีพแตกต่างกัน เมื่อภาคเกษตรมีความหลากหลาย การทำการเกษตรภายใต้ ตลาดนำ นวัตกรรมเสริม เพิ่มรายได้ให้เกษตรกร เป็น 3 เท่าจากรายได้ปัจจัย และรายได้ที่เกิดขึ้นต้องยั่งยืน เป็นเรื่องที่ไม่ง่าย แต่กระทรวงเกษตรฯ จะใช้โครงการนี้เพื่อให้ภาครัฐ เอกชน และเกษตรกร ร่วมทำงานกัน เพื่อช่วยกันให้นำพาภาคเกษตร ให้เป็นเกษตรที่เหมาะสมกับพื้นที่ เหมาะสมกับเกษตรกร และเหมาสมกับความต้องการของผู้ซื้อ

รมว.เกษตรฯ กล่าวต่อว่าดังนั้นนอกจากช่วงปี 2566 ที่เหลือไม่ถึง 2 เดือน กระทรวงเกษตรฯ จะเร่งสำรวจพื้นที่เกษตรทั่วประเทศ เพื่อหาเกษตรกรที่สมัครใจร่วมพลิกฟื้นอาชีพเกษตร ร่วมนำพาภาคเกษตรให้เดินไปข้างหน้าพร้อมกับกระทรวงเกษตร เมื่อได้เกษตรกรที่อาสาร่วมกับกระทรวงเกษตร ในการเป็นแปลงต้นแบบแล้ว ก็จะประสานกระทรวงพาณิชย์ หอการค้า สถาบันการศึกษา เอกชน และหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้อง เพื่อทำแผนการเพิ่มผลผลิต ไปถึงแผนการตลาดหาผู้ที่จะรับซื้อผลผลิตจากแปลงต้นแบบ ซึ่งหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนที่เข้ามาทำงานร่วมกันนี้จะเป็นพี่เลี้ยงช่วยเหลือเกษตรกรในการทำงาน เป็นที่ปรึกษา ระหว่างการเพาะปลูก ซึ่งการทำเกษตรในแปลงต้นแบบ ภายใต้เป้าหมายเพิ่มรายได้เกษตรกรเป็น 3 เท่านั้น จำเป็นที่เกษตรกร ต้องมีแพลนการทำงาน เพื่อเพิ่มผลผลิต และอาจต้องทำเกษตรเสริมเพิ่มเติมจากการทำเกษตรแบบเดิมๆ ซึ่งทั้งหมด 200 แปลง หรือขยายผลไปเป็น 500 แปลงต้นแบบนั้น เกษตรกรนอกจากจะมีทีมพี่เลี้ยง ยังจะได้รับการสนับสนุนทั้งเรื่องปัจจัยการผลิต ที่ตรงกับแปลงการเกษตรนั้นๆ

ด้านนายสนั่น อังอุบลกุล ประธานหอการค้าไทย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เปิดเผยถึงผลโพลมติชนxเดลินิวส์ ที่ประชาชนส่วนใหญ่ต้องการให้รัฐบาลเข้ามาแก้ไขปัญหาปากท้องเป็นลำดับแรกว่า ประชาชนส่วนใหญ่ต้องการให้แก้ปัญหาปากท้อง ซึ่งที่ผ่านมารัฐบาลได้ออกมาตรการดูแลค่าของชีพหลายอย่างซึ่งถือว่าตอบโจทย์การแก้ปัญหาปากท้องมาก ต้องขอขอบคุนรัฐบาลที่มีมาตรการต่างๆ ออกมาได้อย่างรวดเร็วและชัดเจน เช่น มาตรการลดค่าไฟฟ้า มาตรการลดราคาน้ำมันดีเซล และน้ำมันเบนซิน เชื่อว่าในระยะสั้นจะช่วยบรรเทาภาระให้กับประชาชนรวมทั้งลดภาระต้นทุนให้กับผู้ประกอบการได้ชัดเจนและหวังว่ารัฐบาลจะดำเนินมาตรการดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม ในอนาคตรัฐบาลควรต้องเข้าไปปรับโครงสร้างราคาพลังงานของประเทศให้เหมาะสมต่อไป

นายสนั่นกล่าวต่อว่า ส่วนมาตรการพักชำระหนี้เกษตรกร 3 ปีของรัฐบาลถือว่าเป็นการแก้ปัญหาและช่วยเหลือเกษตรกรได้ตรงจุดเช่นกัน อย่างไรก็ตาม ภาคเอกชนยังมีความเป็นห่วงเกี่ยวกับมาตรการการปรับขึ้นค่าแรงโดยหวังว่ารัฐบาลจะพิจารณาให้เป็นไปตามมติคณะกรรมการไตรภาคีเพื่อให้สะท้อนต้นทุนที่แท้จริงในแต่ละจังหวัดและไม่สร้างภาระให้กับผู้ประกอบการ ส่วนมาตรการแจกเงิน 10,000 บาท ตามโครงการดิจิทัลวอลเล็ต ถือเป็นมาตรการที่ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้ แต่รัฐบาลควรกำหนดกลุ่มเป้าหมายเฉพาะ ที่จำเป็นเท่านั้น รวมทั้งนำแอพพลิเคชั่น เป๋าตังของธนาคารกรุงไทย หรือระบบดิจิทัลวอลเล็ตที่เอกชนไทยมีอยู่แล้วมาใช้

“ที่สำคัญรัฐบาลควรที่จะเร่งการใช้มาตรการให้ทันภายในช่วงสงกรานต์ หรือเม.ย.2567 ไม่ควรเลื่อนไปเป็นเดือนก.ย.2567 เพราะเป็นการทิ้งระยะที่ทอดยาวเกินไป ทำให้กระตุ้นเศรษฐกิจไม่ได้ผล” นายสนั่นระบุ และว่า นอกจากนี้ ต้องการให้รัฐบาลให้ความสำคัญกับโครงการบริหารจัดการน้ำของประเทศด้วยโดยควรเริ่มดำเนินการทันที

นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยถึงผลโพลมติชนxเดลินิวส์ 60% อยากให้รัฐบาลเศรษฐาเข้ามาดูแลเรื่องปัญหาปากท้องมากที่สุด ส่วนใหญ่เป็นเรื่อง การลดค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าน้ำมัน ว่า ถือว่าเป็นเรื่องที่รัฐบาลเดินหน้าอยู่ เป็นนโยบายเรื่องแรกที่ทำทันทีที่เข้าบริหารประเทศ ตามที่ได้ประกาศไว้ โดยลดน้ำมันดีเซลต่ำกว่า 30 บาทต่อลิตร ต่อด้วยลดค่าไฟต่ำกว่า 3.99 บาทต่อหน่วย และล่าสุดลดกลุ่มเบนซินสูงสุด 2.50 บาทต่อลิตร มีผลวันที่ 7 พ.ย.นี้ เชื่อว่าหลังจากนี้จะลดค่าครองชีพส่วนอื่นอีกเพื่อช่วยเหลือประชาชน

นายเกรียงไกรกล่าวว่า นโยบายขั้นต่อไปที่รัฐบาลจะเดินหน้าคือ การเพิ่มเงินในกระเป๋าของประชาชน ทั้งการใช้งบประมาณใส่เข้าระบบจำนวนมาก อาทิ การแจกเงินกระตุ้นเศรษฐกิจ เป็นนโยบายพื้นฐานที่ทำกันทุกรัฐบาล และทั่วโลก เพราะเป็นการทำให้เศรษฐกิจขับเคลื่อนได้เร็วที่สุด ปัจจุบันรัฐบาลของนายเศรษฐา ทวีสิน ต้องการจ่ายเงินดิจิทัลวอลเล็ต 10,000 บาท แต่ด้วยงบประมาณที่สูง และขั้นตอนที่ต้องรอบคอบ จึงมีข้อเสนอจากหลายฝ่ายต่อเนื่อง ดังนั้น รัฐบาลจึงต้องรอบคอบ ล่าสุดกำลังพิจารณากลุ่มคนได้รับเงินว่าจะแบ่งตามรายได้หรือแจกทุกคน

นายเกรียงไกรกล่าวว่า การแจกเงินจำเป็นต่อเศรษฐกิจไทยและรัฐบาลชุดนี้ เพราะงบประมาณ 2567 คาดว่าจะเลื่อนออกไปถึง 8 เดือน คือใช้ได้ประมาณเดือนพฤษภาคม-มิถุนายน 2567 ทำให้ช่วงที่รองบจำเป็นต้องมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ทำให้เศรษฐกิจหมุนในระบบ ผู้ประกอบการธุรกิจต่างๆ ผู้ผลิต เอสเอ็มอี จะขายได้สินค้า เศรษฐกิจคึกคัก รัฐบาลจึงต้องการแจกเงินดิจิทัลเข้าระบบให้เร็วที่สุด ตอนเข้ามาบริหารบอกจะแจกให้ทันปีใหม่ ต่อมาเลื่อนเป็นกุมภาพันธ์ปีหน้า และล่าสุดอาจเลื่อนออกไปอีก ซึ่งขณะนี้การสื่อสารออกมาค่อนข้างสับสนช่วงเวลาแจกเงิน ดังนั้น รัฐบาลต้องชัดเจนทั้งการสื่อสาร การทำข้อรายละเอียดต่างๆ เพื่อให้การทำนโยบายครั้งประวัติศาสตร์นี้สำเร็จให้ได้

นายเกรียงไกรกล่าวว่า อีกนโยบายในการเพิ่มเงินในกระเป๋าประชาชน คือ นโยบาย ค่าจ้างขั้นต่ำ 400 บาทต่อวัน นโยบายนี้ในมุมของส.อ.ท.อยากให้ดำเนินการภายใต้รายละเอียดความจำเป็นว่าค่าแรงที่เหมาะสมควรเป็นเท่าไหร่ แต่ละจังหวัดควรอยู่ระดับใด และควรจ่ายตามทักษะแรงงาน ที่สำคัญควรให้เป็นหน้าที่ของคณะกรรมการไตรภาคี ที่มาจากกรรมการทั้งภาครัฐ นายจ้าง และลูกจ้าง เป็น ผู้พิจารณาขั้นสุดท้าย โดยผลจากค่าแรงที่เพิ่มขึ้นจะทำให้ประชาชนมีรายได้ เพิ่มกำลังซื้อในภาพใหญ่ ส่งผลดีต่อเศรษฐกิจในภาพใหญ่เช่นกัน เพียงแต่นายจ้างต้องอยู่ได้เช่นกัน

“ปัจจุบันหนี้ครัวเรือนไทยพุ่งสูงระดับ 90.6% ทั้งการลดค่าครองชีพ และการเพิ่ม เงินในกระเป๋าจึงเป็นสำหรับรัฐบาลในการ กระชากเศรษฐกิจได้เร็วและแรงที่สุด ตอนนี้มีหน่วยงานข้อมูลบางแห่งระบุกำลังซื้อฟื้นตัว มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจบางมาตรการอาจไม่จำเป็น ประเด็นนี้ต้องดูในเชิงลึกว่าข้อมูลที่ออกมาสำรวจเฉพาะกรุงเทพฯ หรือไม่ เพราะพื้นที่กรุงเทพฯ หากดูในห้าง หรือร้านอาหาร ผู้ใช้บริหารเต็มแน่น แต่ไม่สามารถชี้วัดเศรษฐกิจไทยภาพรวมได้ ต้องดูพื้นที่ต่างจังหวัดด้วย ผมสอบถามส.อ.ท.ในต่างจังหวัดพบว่ากำลังซื้อค่อนข้างเงียบ สะท้อนว่าเศรษฐกิจต้องการการกระตุ้นจริงๆ” นายเกรียงไกรกล่าว

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน