เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 10 พ.ย. ณ ห้องประชุม อาคารหนังสือพิมพ์ข่าวสด นายไชยา พรหมา รมช.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวปาฐกถาในงานสัมมนา “อนาคตเกษตรกรไทยในยุคดิจิทัล” จัดโดย นิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้าน, เส้นทางเศรษฐี และน.ส.พ.ข่าวสด ว่า รัฐบาลโดยการนำของนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง ได้ให้ความสำคัญกับการดูแลสินค้าเกษตรซึ่งเป็นรากฐานของระบบเศรษฐกิจประเทศ โดยมุ่งเน้นการดำเนินการตามหลัก “ตลาดนำ นวัตกรรมเสริม เพิ่มรายได้”

อนาคตเกษตร – นายไชยา พรหมา รมช.เกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานเปิดสัมมนา ‘อนาคตเกษตรไทยในยุคดิจิทัล’ จัดโดยเทคโนโลยีชาวบ้านในเครือมติชน โดยน.ส.ปานบัว บุนปาน กรรมการ ผู้จัดการมติชน และคณะผู้บริหารเครือมติชน ให้การต้อนรับ ที่ห้องประชุมข่าวสด เมื่อวันที่ 10 พ.ย.

กระทรวงเกษตรฯ ให้ความสำคัญกับเกษตรกรโดยเฉพาะรายย่อย เพื่อเร่งแก้ไขปัญหา อุปสรรค ให้เกิดความอยู่ดีกินดี โดย 2 เดือนที่ผ่านมา หลังรับเก้าอี้รมช.เกษตรฯ กำกับดูแล 4 หน่วยงาน ประกอบด้วย กรมปศุสัตว์ กรมฝนหลวง กรมหม่อนไหม และองค์การส่งเสริมกิจการโคนม (อ.ส.ค.) แต่กระทรวงเกษตรฯ มีหลายกรมหลายหน่วยงาน แต่ทุกหน่วยงานมีอาณาจักรของตัวเอง ไม่มีการเชื่อมต่อข้อมูลระหว่างกัน การเชื่อมโยงข้อมูลทำให้มีผลต่อการตัดสินใจในการผลิตและพัฒนาภาคเกษตร

ภาคเกษตรมีประชากรประมาณ 50% ของประชากรไทย แต่มีสัดส่วน 8.5% ของจีดีพีประเทศ หากนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ เบื้องต้นสามารถเพิ่มมูลค่าและผลผลิตในภาคเกษตรได้ และจะสามารถเพิ่มสัดส่วนในจีดีพีประเทศได้ประมาณ 1-2% หรือภาคเกษตร จะโตประมาณ 9.5-10.5% ของจีดีพีประเทศ ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรฯ ต้องเร่งเชื่อมโยงข้อมูลด้านการผลิต เข้าด้วยกัน ฟังดูว่ามีประโยชน์ แต่ในทางปฏิบัติมันทำไม่ง่าย เพราะหน่วยงานราชการมี กฎระเบียบและกติกาที่จำกัดการปฏิบัติงานของภาครัฐ

ดังนั้น ภารกิจเร่งด่วนของกระทรวงเกษตรฯ คือ การพัฒนาแหล่งน้ำ การบริหารจัดการน้ำตามความต้องการน้ำในแต่ละพื้นที่ การวิจัยพัฒนาพันธุ์เพื่อเพิ่มผลผลิต นำนวัตกรรมเกษตรแม่นยำมาใช้ เพื่อเพิ่มมูลค่าผลตอบแทนต่อไร่ให้สูงขึ้น สนับสนุนเกษตรกรปรับเปลี่ยนการผลิตในพื้นที่ไม่เหมาะสม ตาม Agri-Map เช่น ปรับเปลี่ยนการผลิตจากข้าวในพื้นที่ที่ไม่เหมาะสม มาเป็นปลูกหญ้าเลี้ยงสัตว์ และส่งเสริมการทำอาชีพเสริมเพิ่มรายได้ เช่น ปลูกหม่อนเลี้ยงไหม

“ในฐานะที่ผมกำกับดูแลกรมปศุสัตว์ สินค้าปศุสัตว์จะต้องรักษาเสถียรภาพของราคาสินค้า และเอาจริงกับการปราบปรามของเถื่อนที่เป็นต้นเหตุ ให้เกิดโรคระบาดและราคาสินค้าตกต่ำ เพื่อคุ้มครองผู้บริโภคและคุ้มครองผู้ประกอบการโดยเฉพาะผู้ประกอบการรายย่อย จึงมอบให้กรมปศุสัตว์ควบคุมการนำเข้าสินค้าปศุสัตว์โดยเฉพาะโคเนื้อ พร้อมจัดตั้งเขตปลอดโรค ปากเปื่อยเท้าเปื่อย เพื่อผลักดันการส่งออกโคเนื้อไปต่างประเทศ โดยเฉพาะจีนและเวียดนาม รวมทั้งเร่งพัฒนาโรงงานผลิตวัคซีนโรคระบาดสัตว์ให้ได้มาตรฐานสากล คาดว่าจะได้ผลสรุปที่ชัดเจนใน 1-2 เดือนนี้” นายไชยากล่าว

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน