สบส.หอบหลักฐานแจ้งตำรวจปคบ. เอาผิด อ.เอก ฝ่ามือพลังจิต 3 ข้อหา หลังพบเปิดสถานพยาบาลโดยไม่ได้รับอนุญาต รักษาราชการแทนอธิบดีกรมสุขภาพจิต ชี้รักษาคนหายได้ อาจคล้ายกรณีพลังแห่งการรักษาหลอก หรือพลาซิโบเอฟเฟ็กต์ ทำให้คนไข้รู้สึกดี จนหายป่วย

เมื่อเวลา 11.30 น. วันที่ 16 พ.ย. ที่กองบังคับการปราบปรามการกระทำผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค (บก.ปคบ.) นายชาตรี พิณใย ผอ.กองกฎหมาย กรมสนับสนุนและบริการสุขภาพ ตัวแทนจากกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) นำหลักฐาน เอกสาร เข้าพบ พล.ต.ต.วิทยา ศรีประเสริฐภาพ ผบก.ปคบ. และ พ.ต.อ.สุพจน์ พุ่มแหยม ผกก.4 ปคบ. เพื่อแจ้งความดำเนินคดีกับนายกีรติ สมคิด หรือ “อาจารย์เอก ฝ่ามือพลังจิต” อายุ 53 ปี ความผิดฐาน “ประกอบวิชาชีพเวชกรรม โดยไม่ได้รับอนุญาต, ประกอบสถานพยาบาลโดยไม่ได้รับอนุญาต และประกอบวิชาชีพแพทย์แผนไทยโดยไม่ได้รับอนุญาต กรณี เปิดให้บริการรักษาผู้ป่วยโดยวิธีการตบและถีบ

นายชาตรีเปิดเผยว่า ตนได้รับมอบหมายให้มาเข้าพบตำรวจปคบ. เพื่อแจ้งดำเนินคดีกับ “อาจารย์เอก ฝ่ามือพลังจิต” หลังพบการ กระทำตามคลิปที่มีการเผยแพร่ในสื่อออนไลน์ ต่างๆ ทั้งการใช้มือตบเท้าถีบ เพื่อรักษาผู้ป่วย รวมถึงเปิดใช้สำนักงานเป็นสถานพยาบาล จึงเข้าข่ายความผิดประกอบวิชาชีพเวชกรรมโดยไม่ได้รับอนุญาต, ประกอบสถานพยาบาลโดยไม่ได้รับอนุญาต และประกอบวิชาชีพแพทย์แผนไทยโดยไม่ได้รับอนุญาต

นายชาตรีกล่าวต่อว่า ที่ผ่านมาจะยังไม่มี ผู้ยื่นเรื่องร้องเรียน แต่เมื่อดูข้อกฎหมายจะพบว่า การโฆษณาตามสื่อสังคมออนไลน์ต่างๆ ของ อ.เอกนั้นมีการใช้ข้อความหรือข้อมูลอันเป็นเท็จ เพื่อให้ประชาชนมาใช้บริการ รัฐจึงเป็นผู้เสียหายเองได้ ไม่จำเป็นต้องมีผู้เสียหาย เพราะถือว่าพฤติกรรมน่าจะเข้าข่ายความผิดฉ้อโกงประชาชนในอนาคต ซึ่งทราบว่า ทางตำรวจ กก.4 บก.ปคบ. กำลังเร่งตรวจสอบข้อเท็จจริง

ด้าน พล.ต.ต.วิทยากล่าวว่า หลังจากนี้ เมื่อพนักงานสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐาน เกี่ยวกับการกระทำผิดต่างๆ ได้จนครบถ้วนแล้ว ก็จะออกหมายเรียกผู้ถูกกล่าวหาให้เข้ามาพบเพื่อรับทราบข้อกล่าวหาตามขั้นตอนกฎหมายต่อไป

วันเดียวกัน นพ.พงศ์เกษม ไข่มุกด์ รักษาราชการแทนอธิบดีกรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กล่าวถึงเหตุการณ์ดังกล่าวว่า เรื่องนี้จะแบ่งเป็น 2 ประเด็นคือ ประเด็นแรก การดำเนินคดีทางกฎหมาย ที่ต้องคุ้มครองประชาชนที่เข้าไปรับการรักษา และประเด็นที่ 2 คือการใช้ลักษณะความเชื่อ ซึ่งจะต้องเข้าไปดูในรายละเอียดเชิงลึก

“การที่อาจารย์เอกมีลูกศิษย์เชื่อถือเยอะ ทางฝ่ายปกครองคงจะต้องเข้าไปดูข้อเท็จจริง เพราะดูแล้วก็มีความผิดปกติจากสิ่งที่ควรกระทำหรือไม่ เช่น สาธารณสุขจังหวัด ที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของผู้ว่าราชการจังหวัด ต้องเข้าไปดูเชิงลึก” นพ.พงศ์เกษมกล่าว

เมื่อถามถึงลักษณะการสร้างความเชื่อ ในคนกลุ่มมาก เป็นการใช้จิตวิทยาแบบใด นพ.พงศ์เกษมกล่าว ถ้าทางวิทยาศาสตร์ก็อาจจะอธิบายได้ถึงผลยาหลอก หรือทางการแพทย์ เรียกว่า “พลาซิโบเอฟเฟ็กต์” (Placebo Effect) ที่พบว่าการให้ยาหลอกกับกลุ่มผู้ป่วยทดลอง ก็สามารถทำให้ผู้ป่วยอาการดีขึ้นได้ถึง 30% แต่สิ่งที่สำคัญกว่านั้นคือเรื่องของใจและความศรัทธา ในบางครั้งเองแพทย์แผนปัจจุบันที่รักษา ผู้ป่วย ที่ใช้วิธีการสื่อสารที่ดี ก็ทำให้ผู้ป่วยรู้สึกดีขึ้นได้ ความตึงเครียดที่อยู่ในร่างกายเขาก็ผ่อนคลายไป

“รักษาแล้วดูเหมือนจะดี เขาก็ตอบว่าดี แต่ไม่มีสเกลวัดชัดเจน เป็นความรู้สึกที่เป็นอัตตา (subjective) แต่การรักษาจะต้องมีตัววัดชัดเจนที่เป็นข้อเท็จจริง (objective) เช่น คนไข้บางคน เป็นเบาหวาน น้ำตาลขึ้น 300 Mg/dL แต่บอกว่า ตัวเองสบายดี แต่พอไปเช็กร่างกายจริงๆ กลับพบปัญหาสุขภาพ” นพ.พงศ์เกษมกล่าว

เมื่อถามว่าการรักษาในลักษณะนี้เป็นการเล่นกับจิตใจของคนหรือไม่ นพ.พงศ์เกษมกล่าวต่อว่า ต้องไปดูว่าเกิดความเชื่อในลักษณะ เหมือนลัทธิหรือไม่ หรือในบางครั้งเองก็อาจจะเป็นปฏิกิริยาทางจิตใจที่เกิดจากการเหนี่ยวโน้ม ทางจิตใจ ที่เป็นลักษณะอุปทานหมู่ แต่ต้องไปดูรายละเอียดถึงข้อเท็จจริงเรื่องนี้ หากมีความ เกี่ยวข้องกับสุขภาพจิตจริง ทางกรมสุขภาพจิต ก็จะต้องเข้าไปดูแลเรื่องนี้

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน