ดีใจขอบคุณนายกช่วย‘ฮามาส’ปล่อยอีก4คน
‘ฮามาส’ปล่อยตัวประกันคนไทยอีก 4 คน เป็นล็อตที่ 5 ขณะที่ตัวประกันชุดแรก 17 คนบินกลับถึงไทยแล้ว พ่อแม่ญาติพี่น้องต้อนรับแน่นสนามบินสุวรรณภูมิ บรรยากาศชื่นมื่น ‘นายกฯเศรษฐา’วิดีโอคอลจากอุตรดิตถ์พูดคุยกับ 17 คน ยินดีที่กลับมาอย่างปลอดภัย พร้อมสอบถามสภาพความเป็นอยู่ช่วงถูกจับ ‘ปานปรีย์’ ระบุทุกคนมีสภาพจิตใจดี ยังเหลืออีก 9 คนที่ถูกจับเป็นตัวประกัน หวังจะได้รับการปล่อยตัวเร็ววัน
ปล่อยอีกชุด 4 ตัวประกันไทย
เมื่อวันที่ 30 พ.ย. กระทรวงการต่างประเทศแจ้งว่า เมื่อวันที่ 29 พ.ย. (ตามเวลาอิสราเอล) สถานทูตไทยในกรุงเทลอาวีฟ แจ้งเพิ่มเติมว่ามีคนไทยชุดที่ 5 ได้รับการปล่อยตัวอีก 4 ราย ได้แก่ นายไพบูลย์ รัตนิล นายกง แซ่เล่า นายจักรพันธ์ สีเคนา และนายเฉลิมชัย แสงแก้ว
ขณะนี้คนไทยทั้ง 4 รายอยู่ที่โรงพยาบาลที่ฝ่ายอิสราเอลจัดไว้ให้เพื่อตรวจสุขภาพ โดยมีเจ้าหน้าที่สถานทูตให้ความช่วยเหลือ อำนวยความสะดวก รวมถึงประสานการติดต่อกับครอบครัว และญาติที่โรงพยาบาลแล้ว
กระทรวงการต่างประเทศขอแสดงความยินดีอย่างยิ่งกับครอบครัวของพี่น้องคนไทยทั้ง 4 รายที่ได้รับการปล่อยตัวในรอบที่ 5 และขอขอบคุณทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องที่มีส่วนผลักดันการเจรจา คาดว่ายังมีคนไทยที่ถูกควบคุมตัวอีก 9 ราย ซึ่งรัฐบาลไทยจะพยายามอย่างเต็มที่ในการช่วยเหลือให้ได้รับการปล่อยตัวอย่างปลอดภัยโดยเร็วที่สุด และจะนำพี่น้องคนไทยทุกคนที่ได้รับการปล่อยตัวและผ่านกระบวนการเยียวยาเบื้องต้นในอิสราเอลแล้ว กลับสู่ประเทศไทยโดยเร็ว
17 ตัวประกันไทยกลับถึงบ้าน
เมื่อเวลา 15.10 น. ที่สนามบินสุวรรณภูมิ ตัวประกันชาวไทยที่ได้รับ การปล่อยตัว 17 ราย ประกอบด้วย 1.น.ส.ณัฐฐา วรี มูลกัน จ.ขอนแก่น 2.นายสันติบุญพร้อม จ.บุรีรัมย์ 3.นายบุญถม พันธ์ฆ้อง จ.อุดรธานี 4.นายมงคล ผจวบุญ จ.ศรีสะเกษ 5.นายวิทูรย์ ภูมี จ.หนองบัวลำภู 6.นายวิชัย กาละปัตย์ จ.อุบลฯ 7.นายบัญชา กองมณี จ.มหาสารคาม 8.นายบุดดี แสงบุญ จ.นครพนม 9.นายอุทัย ทุ่นศรี จ.เชียงราย 10.นายอุทัย แสงนวล จ.นครพนม 11.นายนัฐพร อ่อนแก้ว จ.นครพนม 12.นายคมกฤษ ชมบัว จ.สุรินทร์ 13.นายอนุชา อ่างแก้ว จ.อุดรธานี 14.นายมณี จิระชาติ จ.อุดรธานี 15.นายวิเชียร เต็มทอง จ.บุรีรัมย์ 16.นายสุรินทร์ เกสูงเนิน จ.อุบลราชธานี และ 17.นายพรสวรรค์ ปินะกาโล จ.นครราชสีมา เดินทางจากอิสราเอล ด้วยสายการบิน EL AL เที่ยวบินที่ LY081 กลับมาถึงไทยชุดแรกเรียบร้อยแล้ว พร้อมนายปานปรีย์ พหิทธานุกร รองนายกรัฐมนตรีและรมว.ต่างประเทศที่เดินทางไปรับถึงประเทศอิสราเอล
ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า บรรดาญาติพี่น้องของตัวประกันชาวไทยเดินทางมารับท่ามกลางบรรยากาศชื่นมื่น
หนุ่มโคราชดีใจได้กลับบ้าน
นายต้องพนา ปินะกาโล บิดาของนายพรสวรรค์ ปินะกาโล อายุ 30 ปี เข้าสวมกอดลูกชาย พร้อมร้องไห้ออกมาด้วยความดีใจ หลังจากลูกถูกกลุ่มฮามาสจับเป็นตัวประกันและถูกปล่อยตัวออกมาปลอดภัย ก่อนที่นายพรสวรรค์จะก้มกราบเท้าพ่อ พร้อมร้องไห้ออกมาเช่นเดียวกัน
นายต้องพนากล่าวว่า วันนี้เตรียมของไว้ให้ลูกชาย แต่ไม่บอกว่าเป็นอะไร เป็นของที่ลูกชายชอบมาก ความรู้สึกตอนนี้มีความสุขมาก เหมือนได้ของที่หายไปกลับคืนมา ช่วงที่รู้ว่าลูกชายถูกจับเป็นตัวประกัน มีรายชื่อ ยอมรับว่าทุกข์ใจมากจริงๆ คิดอะไรไม่ออกที่มีกระเเสข่าวว่าเจอศพคนไทย คิดลึกๆ ในใจว่าอาจจะเป็นลูกชายตัวเอง แต่พอไปตรวจแล้วดีเอ็นเอไม่ตรงกัน ทำให้ตัวเองและครอบครัวมีความหวังขึ้นมาอีกครั้ง จนทหารไปเจอลูกชายในโรงพยาบาล ถึงรู้ว่าลูกชายยังมีชีวิตอยู่ จึงอยากบอกลูกชายว่า “กลับบ้านเรานะลูก พ่อแม่และคนที่บ้านรออยู่”
ด้านนายพรสวรรค์กล่าวว่า ขอบคุณ ทุกภาคส่วนที่คอยติดตามและให้กำลังใจคนไทยที่อยู่ในอิสราเอล ถ้าไม่มีทุกคน ตัวเองคงไม่ได้กลับมาประเทศไทย ตอนนี้ดีใจมากๆ ดีใจที่สุดในชีวิตไม่รู้จะพูดคำไหนได้มากกว่าคำว่าดีใจ
“สำหรับความรู้สึก 2-3 อาทิตย์ที่ผ่านมาอาการดีขึ้นเรื่อยๆ แต่ถ้าจะดีไปมากกว่านั้น ถ้าเพื่อนแรงงานไทยในอิสราเอลไม่เสียชีวิต ดีที่หลายคนรอดและเสียใจกับคนที่เสียชีวิตด้วย ส่วนตัวในสถานการณ์ดังกล่าว ก็กลัวที่จะไม่ได้เจอครอบครัวอยู่เหมือนกัน พยายามไม่คิดเยอะ คิดแค่วันต่อวันเท่านั้น” นายพรสวรรค์กล่าว
ขณะที่นางลำพอง ปินะกาโล มารดาของนายพรสวรรค์ เมื่อเห็นลูกชายก็รีบวิ่งเข้ามาสวมกอด พร้อมกับร้องไห้ทั้งน้ำตา ก่อนที่จะมอบสายสิญจน์ให้ เพื่อเป็นสิริมงคลต่อตัวลูกชายด้วย
แม่ทำพิธีรับขวัญลูกชาย-แก้บน
ด้านนางราตรี สามพัน มารดาของนายบุดดี แสงบุญ 1 ใน 17 แรงงานที่ถูกปล่อยตัวและเดินทางกลับไทยในล็อตแรก กล่าวว่า ตนแล้วครอบครัวเดินทางมาจาก จ.นครพนม เมื่อช่วงบ่ายโมงของเมื่อวานนี้ เพื่อมารอรับลูกชายที่สนามบินสุวรรณภูมิในวันนี้ โดยตั้งใจว่าสิ่งแรกที่ได้เจอหน้ากับลูกชายจะเข้าไปกระโดดกอดลูกชาย ไม่ได้คุยกันจนคิดว่าตายไปแล้วด้วยซ้ำ วันนี้เป็นข่าวดีที่ตนดีใจสุดๆ แต่ในเรื่องของรายละเอียดลูกชายของตนไม่ได้เล่าอะไรมากเพราะว่ายังมีคนไทยที่ถูกจับตัวและยังไม่ได้รับการปล่อยตัวออกมาด้วย ก็กังวลว่าอาจจะไปกระทบเรื่องนี้จึงไม่ได้พูดอะไรเลย
นางราตรีกล่าวว่า ตั้งแต่ที่ตนได้รับข่าวเรื่องเหตุการณ์ความไม่สงบในประเทศอิสราเอลที่ลูกชายได้ไปทำงานอยู่นั้น ตนดูข่าวแล้วก็ร้องไห้มาโดยตลอด เพราะกลัวว่าจะได้รับแจ้งว่าลูกชายของตนเสียชีวิต ตนไม่อยากได้ยินคำนี้เลย ที่ผ่านมาก็รอคอยข่าวดีมาโดยตลอด ถึงวันที่ 26 พ.ย. ทางสถานทูตอิสราเอลโทร.มาแจ้งว่า นายบุดดี แสงบุญได้รับการปล่อยตัวแล้ว ตนดีใจมากร้องไห้ไปกอดกับพี่สาว เหมือนว่าลูกชายตนรอดกลับมาอย่างปาฏิหาริย์ เพราะที่ผ่านมาไม่สามารถติดต่อได้เลย ไม่รู้ว่าอยู่ยังไงเป็นหรือตาย จนคิดว่าลูกชายได้ตายไปแล้ว เพราะว่าเพื่อนที่ไปด้วยกันก็โดนยิง จนได้ยินข่าวนี้ก็ดีใจมาก
“ครั้งสุดท้ายที่ได้คุยกับลูกชายเขาบอกว่าจะย้ายงาน แต่ยังไม่ทันได้ย้ายก็มีภัยสงครามก่อน เมื่อได้รับการปล่อยตัวก็ได้คุยกับลูกชายแล้วว่าจะเดินทางมาถึงช่วงวันพฤหัสบดี ซึ่งทางบ้านเตรียมจัดพิธีรับขวัญลูกชายเมื่อเดินทางกลับไปถึงบ้านที่จ.นครพนม พร้อมพาลูกชายไปแก้บน และหลังจากนี้ก็จะให้ลูกชายได้พักผ่อนอยู่ที่บ้าน ตอนนี้ขอเห็นหน้าลูกชายก่อน ขอบคุณรัฐบาลไทยที่ช่วยเหลือลูกชายอย่างดีมากๆ ทำให้ได้กลับมาอย่างปลอดภัย เพราะหัวอกของคนเป็นแม่ก็หวังให้ลูกชายได้กลับมาสู่อ้อมกอดอย่างปลอดภัย และหลังจากนี้คิดว่าจะไม่ให้ลูกชายกลับไปทำงานที่ประเทศอิสราเอลแล้ว อยากให้ทำงานอยู่ในไทยมากกว่า และลูกชายก็คงไม่กลับอีกแล้ว” นางราตรีกล่าว
ด.ญ.ปลิตา แสงบุญ ลูกสาวของนาย บุดดี กล่าวว่า เป็นเวลา 13 ปีที่ไม่ได้เจอหน้ากับพ่อ แต่ก็ติดต่อกันผ่านโทรศัพท์ ผ่านทางวิดีโอคอลอยู่ตลอด ครั้งแรกที่ได้รับข่าวว่าพ่อถูกจับเป็นตัวประกันนั้นก็ตกใจและเป็นห่วงมาก แต่พอได้รับข่าวว่าได้รับการปล่อยตัวก็รู้สึกดีใจมาก

วิดีโอคอล – นายเศรษฐา ทวีสิน นายกฯ วิดีโอคอลคุยกับ 17 แรงงานไทยตัวประกันฮามาสที่ได้รับการปล่อยตัว ล็อตแรก และรมว.ต่างประเทศเดินทางไปรับกลับจากประเทศอิสราเอลถึงท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เมื่อวันที่ 30 พ.ย.
แรงงานมอบเงินชดเชย2.5หมื่น
นายอารี ไกรนรา เลขานุการรมว.แรงงานให้สัมภาษณ์ถึงการต้อนรับแรงงานไทยที่ถูกปล่อยตัวจากการถูกจับเป็นตัวประกันโดยกลุ่มฮามาสที่จะเดินทางจากประเทศอิสราเอลถึงไทยในวันนี้ว่า ตนได้รับมอบหมายจากนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รมว.แรงงาน ซึ่งท่านแสดงความยินดีกับครอบครัวของผู้ที่ถูกจับเป็นตัวประกัน และเราจะต้องให้กำลังใจ ยินดีกับครอบครัวและผู้ที่ได้กลับมาสู่ประเทศไทย ซึ่งเป็นการได้เริ่มชีวิตใหม่ สำหรับวันนี้มีแรงงานไทยที่ถูกปล่อยตัวจากการถูกจับเป็นตัวประกันกลับถึงประเทศไทยรวม 17 คน จากทั้งหมด 39 คน ซึ่งทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งช่วยเจรจาเพื่อให้มีการปล่อยตัวแรงงานที่เหลือโดยเร็วที่สุด พบว่ายังมีแรงงานที่ถูกจับเป็นตัวประกันและยังไม่ได้รับการปล่อยตัวอีก 9 คน
เมื่อถามว่าแรงงานไทยที่ถูกจับเป็นตัวประกันนั้นจะได้รับเงินชดเชยจากส่วนใดบ้าง นายอารีกล่าวว่า วันนี้กระทรวงแรงงานมอบเงินช่วยเหลือแรงงานที่มาถึงรวม 25,000 บาท แบ่งเป็น 1.กองทุนเพื่อช่วยเหลือคนหางานไปทำงานต่างประเทศ โดยแรงงานไทยที่เป็นสมาชิกกองทุน จะได้รับเงินสงเคราะห์กรณีภัยสงคราม รายละ 15,000 บาท หากแรงงานไทยดังกล่าวประสบปัญหาด้านร่างกายหรือจิตใจ จะได้รับเงินสงเคราะห์ รายละ 30,000 บาทโดยต้องได้รับการประเมินจากแพทย์ ที่เป็นใบรับรองแพทย์ จากการตรวจสอบ แรงงานไทย 17 รายวันนี้ พบว่าเป็นสมาชิกที่อยู่ในความคุ้มครองของกองทุน 14 ราย และสิ้นสุดความคุ้มครอง 3 ราย และ 2.เงินสนับสนุนจากสมาคมการจัดหางานไทยไปต่างประเทศ เพื่อช่วยเหลือแรงงานไทยในเบื้องต้น รายละ 10,000 บาทด้วย
เมื่อถามถึงเงินช่วยเหลือโดยรัฐบาลอิสราเอลกรณีผู้ถูกจับเป็นตัวประกัน นายอารีกล่าวว่า ในส่วนของสิทธิประโยชน์จากอิสราเอล สำหรับผู้ถูกจับกุมตัวทุกรายจะได้รับเงินช่วยเหลือเป็นเงินก้อน รวมถึงหากแรงงานไทยประสบปัญหาด้านร่างกาย หรือจิตใจ สามารถนำใบรับรองแพทย์ไปยื่นกับสำนักงานประกันสังคมอิสราเอลเพื่อขอรับเงินช่วยเหลือได้ โดยแต่ละรายจะได้รับเงินไม่เท่ากันขึ้นอยู่กับการประเมินของสำนักงานประกันสังคมอิสราเอล
‘นายกฯ’วิดีโอคอลต้อนรับ
เมื่อเวลา 16.05 น. ที่ร้านกาแฟอเมซอน สาขาปตท.น้ำปาด จ.อุตรดิตถ์ นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง วิดีโอคอลพูดคุยกับ 17 ตัวประกันคนไทยที่ได้รับการปล่อยตัว และเดินทางมาถึงท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ โดยนายกฯ กล่าวทักทายนายปานปรีย์ พหิทธานุกร รองนายกรัฐมนตรีและรมว.ต่างประเทศ พร้อมกล่าวขอบคุณที่สละเวลาไปรับ จากนั้นกล่าวต้อนรับสวัสดีพี่น้องคนไทยทุกคนพร้อมถามว่าดีใจหรือไม่ ได้กลับมาแล้ว เป็นอย่างไรบ้าง เพื่อนคนไทยที่ยังติดอยู่ได้พูดคุยกันหรือเปล่า เขายังสบายดีไหม
นายอุทัย แสงนวล ผู้แทนแรงงานไทย เป็นตัวแทนพูดคุยกับนายกฯ กล่าวว่า ตอนนี้มีกำลังใจดีขึ้นมาก ขณะที่นายกฯถามย้ำว่าเพื่อนคนไทยที่ยังติดอยู่เป็นอย่างไรบ้าง พอจะทราบข่าวกันบ้างไหม ตัวแทน คนไทย ตอบว่า ตอนนี้เราไม่ทราบจริงๆ
นายกฯถามอีกว่าอยู่ที่นั่นเป็นอย่างไรบ้าง เขาดูแลดีหรือไม่ หรือพอประมาณ นายอุทัย กล่าวตอบว่า “ก็พอประมาณแหละครับ ก็ดี ไม่ได้ถือว่าเลวร้าย”
นายกฯ กล่าวว่า “ทางรัฐบาลโดยการนำของนายปานปรีย์ได้ติดต่อกับประเทศเพื่อนบ้านโดยเฉพาะมาเลเซียกาตาร์ และอีกหลายประเทศ เพื่อให้ช่วยเหลือออกมาโดยเร็วที่สุด และก็ดีใจที่มีวันนี้มา และอยากให้เพื่อนๆเรากลับมาทุกคน ถ้ามีข้อมูลอะไรที่พอจะให้เป็นประโยชน์ได้กับ รองนายกฯก็ฝากด้วย แต่ยืนยันตลอดระยะเวลาตั้งแต่วันที่ 7 ต.ค.ที่ผ่านมา พวกเราชาวไทยทุกคนมีความห่วงใยพวกท่านทุกคน และส่งกำลังใจให้ และพยายามทำอย่างดีที่สุด ที่จะให้วันนี้มาถึงได้ ดีใจนะครับ”
ขณะที่ตัวแทนคนไทยกล่าวขอบคุณนายกรัฐมนตรี ที่ช่วยเหลือจนได้รับการปล่อยตัวกลับมาอย่างปลอดภัย
ยังเหลือตัวประกันอีก 9 คน
ด้านนายปานปรีย์กล่าวว่า คณะกระทรวงการต่างประเทศเดินทางไปรับตัวประกันที่ถูกปล่อยตัวทั้ง 17 คนซึ่งส่วนใหญ่แข็งแรงดี กำลังใจดี โดยทางการอิสราเอลให้การดูแลดี มีการดูแลใน โรงพยาบาล ส่วนเรื่องสุขภาพจิต พบว่าสุขภาพจิตดี ทุกคนพร้อมเดินทางกลับไทยโดยเร็วที่สุด ขณะที่คณะกำลังจะเดินทางกลับ ก็ได้ข่าวดีเพิ่มเติมว่า คนไทยได้รับการปล่อยตัวอีก 6 คน รวมเป็น 23 คน และยังคงเหลืออีก 9 คน ส่วนคนไทย 6 คนที่ได้รับการปล่อยตัวเพิ่มเติม ร่างกายอิดโรย จึงไม่สามารถพากลับมาในตอนนี้ ยังรักษาอยู่ในร.พ.อิสราเอล
นายปานปรีย์กล่าวต่อว่า ตนหารือร่วมกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของอิสราเอล รวมถึงท่านประธานาธิบดีประเทศอิสราเอล เพื่อขอคำยืนยันว่าคนไทยที่ไปทำงาน จะได้รับการดูแลอย่างดีให้มีความปลอดภัย และสิทธิประโยชน์ที่พึงได้รับจะต้องทำให้เรียบร้อย ซึ่งทางการอิสราเอลก็ได้รับปาก เพราะเขามองคนไทยเสมือนเป็นคนอิสราเอลด้วยกัน ตนจึงเชื่อว่าเรื่องสิทธิประโยชน์ที่พึงได้รับ ไม่น่าเป็นห่วงเพราะทางเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงเทลอาวีฟ จะดูแลให้ทุกคน เมื่อกลับมาถึงไทยแล้วไม่ต้องกังวลว่าจะถูกตัดชื่อทิ้ง
นายเศรษฐาให้สัมภาษณ์ภายหลังพูดคุยกับตัวประกันคนไทยที่ถูกปล่อยตัวว่า รู้สึกดีใจที่คนไทยได้กลับมาทำให้รู้สึกสบายใจขึ้น เมื่อคืนวันที่ 29 พ.ย. ยังพยายามติดต่อกับฝ่ายความมั่นคง กับผู้บัญชาการทหารสูงสุด ก่อนนอนก็ยังพูดคุยกันอยู่ว่าน่าจะมีออกมาได้เพิ่ม และวันนี้ก็ออกมาได้อีก แต่ก็ยังไม่ละความพยายามทุกอย่างยังเดินหน้าต่อไป และก็มีความเป็นห่วงอย่างยิ่ง เพราะอย่างที่ทราบกันดีเวลานี้หยุดยิง หากเริ่มยิงกันใหม่อีก แต่อยากให้ขยายเวลา หากขยายเวลาได้อีกเราก็จะมีโอกาสนำคนไทยทั้งหมดออกมาได้อีก