‘กลุ่มแคร์’ระดมสมอง
ช่วยพลิกฟื้นเศรษฐกิจ
เร่งทำทราเวล บับเบิล
ติดเชื้ออีก14จากตปท.
เดินหน้าวัคซีนในคน
‘กลุ่มแคร์’ระดมสมองฟื้นฟูการท่องเที่ยวไทยหลังเจอพิษโควิด-19 ภาคเอกชนจี้รัฐบาลเร่ง‘ทราเวล บับเบิล’ เพื่อดึงนักท่องเที่ยวเข้ามาช่วยต่อลมหายใจเฮือกสุดท้ายของธุรกิจท่องเที่ยวไทย ผู้บริหารไทยแอร์เอเชียชี้รัฐบาลกล้าๆ กลัวๆ ขณะที่นโยบาย ‘ซอฟต์โลน’ ก็ไม่เวิร์ก ผู้ประกอบการโอดเข้าไม่ถึง กฎเกณฑ์ก็เข้มงวด จี้ยกเลิกพ.ร.ก.ฉุกเฉินเพื่อให้นักท่องเที่ยวกล้าเดินทางมาเที่ยว ศบค.เผยพบติดโควิดเพิ่มอีก 14 ราย กลับมาจากตปท. เข้าอยู่ในศูนย์กักตัว ติดเชื้อสะสม 3,216 ราย ทำให้ในประเทศปลอดเชื้อ 47 วันติดกัน ไม่มีเสียชีวิตเพิ่ม

ฟื้นท่องเที่ยว – กลุ่มแคร์ คิด เคลื่อน ไทย จัดสัมมนา ‘ระดมสมอง ฟื้นเศรษฐกิจ ชุบชีวิตท่องเที่ยว’ ระดมความคิด นำเสนอแนวทางขับเคลื่อนภาคธุรกิจท่องเที่ยวไทยจากวิกฤตโควิด ที่ห้องประชุมข่าวสด ประชานิเวศน์ 1 กทม. เมื่อ วันที่ 11 ก.ค.
‘กลุ่มแคร์’จัดเสวนาฟื้นท่องเที่ยว
เมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 11 ก.ค. หนังสือพิมพ์ข่าวสด และกลุ่ม CARE ร่วมกันจัดสัมมนา “ระดมสมอง ฟื้นเศรษฐกิจ ชุบชีวิตท่องเที่ยว Rescue Forum : Tourism” ที่อาคารสำนักงานข่าวสด ประชานิเวศน์ 1 เขตจตุจักร กทม.
เพื่อระดมความคิด นำเสนอแนวทางจัดการปัญหาสำหรับขับเคลื่อนภาคธุรกิจการท่องเที่ยวของไทย ลดผลกระทบ-เพิ่มโอกาสให้ผู้ประกอบการ ภาคธุรกิจ กับภาคการท่องเที่ยวของประเทศไทยกลับมาเข้มแข็งหลังจากประสบปัญหาโควิด-19
นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี กล่าวเปิดงานว่า ขณะนี้ปัญหาเศรษฐกิจอยู่ในภาวะที่ได้รับผล กระทบรุนแรง ขณะที่ปัญหาสาธารณสุขดีขึ้นจากสถานการณ์การแพร่ระบาดโควิด-19 ไทยสามารถควบคุมและดูแลได้ดี แต่ยังต้องอยู่ในภาวะที่ต้องป้องกันอยู่
โดยภาวะเศรษฐกิจที่กระทบรุนแรงในช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมานี้ส่งผลต่อภาคการท่องเที่ยวมากที่สุด ทำให้ต้องระดมสมองทุกคนในภาคการท่องเที่ยว เพื่อนำเสนอปัญหา และการแก้ปัญหาให้กับ ผู้เกี่ยวข้องในการหาทางออก เพื่อจะชุบชีวิตการท่องเที่ยวไทย
ด้านนายศุภวุฒิ สายเชื้อ ที่ปรึกษาสถาบันวิจัยภัทร กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรติ นาคินภัทร กล่าวว่า ในช่วง 7 เดือนสุดท้ายของปีนี้ภาคการท่องเที่ยวไทยดูว่าน่ากลัวมาก จากตัวเลขของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) คาดการณ์รายได้จากการท่องเที่ยวในปี 2563 จะหายไป 2.15 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็น 13% ของจีดีพี
โดยจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่จะมาประเทศไทยอยู่ที่ 8,191,574 คน ลดลง 79% จากปี 2562 มีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ 39,797,406 คน ซึ่งมี 6 จังหวัดที่ได้รับผลกระทบจากการลดลงของนักท่องเที่ยวต่างชาติ คือ กรุงเทพฯ, ภูเก็ต, ชลบุรี, กระบี่, สุราษฎร์ธานี และพังงา
ททท.ชี้หวังต่างชาติยาก
นายธเนศวร์ เพชรสุวรรณ รองผู้ว่าฯ ด้านสื่อสารการตลาด การท่องเที่ยวแห่งประเทศ ไทย (ททท.) กล่าวว่า ขณะนี้การท่องเที่ยวไทยจะพึ่งหวังจากการเข้ามาของนักท่องเที่ยวต่างชาติแทบจะเป็นไปไม่ได้ และจากนี้จนถึงปลายปีต้องเหนื่อยมากหากจะหวังให้นักท่องเที่ยวต่างชาติกลับเข้ามา
ซึ่งการทดแทนรายได้การท่องเที่ยวจากไทยเที่ยวไทย ที่มีรายได้เป็น 1 ใน 3 คือ รายได้การท่องเที่ยวโดยรวม 3 ล้านล้านบาทต่อปี หรือรายได้จากไทยเที่ยวไทยอยู่ที่ประมาณ 1 ล้านล้านบาท และจากนี้จนถึงสิ้นปีการให้คนไทยเที่ยวไทยเป็นลักษณะผ่อนหนักให้เป็นเบาเท่านั้น โดยจนถึงวันนี้ ททท.ได้ทำงานอย่างใกล้ชิดกับภาคเอกชน
“ที่ผ่านมาเดินสายรับฟังปัญหาของ ผู้ประกอบการในจังหวัดต่างๆ เพื่อให้เข้าถึงมาตรการเยียวยาซอฟต์โลนจากรัฐบาล และ ททท.พยายามประสานงานทุกรูปแบบ เพราะหลังจากนี้การท่องเที่ยวไทยยังต้องเผชิญกับภาวะเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว
ประเทศ เป้าหมายอย่างยุโรป และสหรัฐ ยังต้องเผชิญกับการแพร่ระบาดของโควิด-19 ขณะที่ตลาดประเทศในภูมิภาคเอเชีย และประเทศเพื่อนบ้าน ที่คาดการณ์ว่าจะกลับมาในไตรมาสที่ 3 ของปีนี้ จนถึงวันนี้ยังไม่แน่ใจจากการเคลื่อนไหวของโควิด-19 ที่ยังควบคุมไม่ได้
ทำให้ปัจจุบัน ททท.ต้องปรับแผนทุกสัปดาห์ ขณะเดียวกันจากพฤติกรรมของนักท่องเที่ยวที่เปลี่ยนไป การลดการเดินทาง ลดค่าใช้จ่าย และเลือกท่องเที่ยวกับกลุ่มที่ไว้ไจ ทำให้ ททท.ต้องศึกษาเรื่องนี้อย่างชัดเจนกับพฤติกรรมที่เปลี่ยนไปของนักท่องเที่ยว เพราะสิ่งสำคัญคือการคำนึงถึงความปลอดภัยเป็นหลัก ตราบใดที่ยังไม่มีวัคซีน”
ด้าน นพ.ธนรักษ์ ผลิพัฒน์ รองอธิบดีกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า มาถึงวันนี้ประเทศไทยถือว่าดีมากแล้ว และในระยะต่อไปที่ต้องดำเนินการ คือ 1.ไม่ให้มีผู้ป่วยในประเทศจนกว่าจะมีวัคซีน ซึ่งเป็นเรื่องที่เอาชนะ หรือเป็นไปได้ยาก 2.มีผู้ป่วยบ้าง แต่จะควบคุมไม่ให้มีการแพร่ระบาด
ซึ่งเป็นเรื่องที่เป็นเป้าหมายของเราในขณะนี้ คือการไม่ให้มีการแพร่ระบาด และที่เพิ่มเติมคือ จะไม่ตระหนกเมื่อเกิดขึ้นอีก เพราะรู้ว่าต้องทำอย่างไร โดยจะระมัดระวังอย่างเต็มที่ เพื่อไม่ให้กลับไปอยู่ในจุดที่เจ็บปวดได้อีก เพราะการมีสุขภาพดีทำให้เศรษฐกิจดี ในขณะที่เศรษฐกิจดีทำให้สุขภาพดีเช่นกัน เป็น 2 เรื่องที่อยู่ข้างเดียวกัน และผลกระทบต่อสุขภาพส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจด้วย
เพราะฉะนั้นต้องสร้างสมดุลให้เกิดขึ้นให้ได้ เช่นเดียวกันกับภาคการท่องเที่ยว การเดินเข้าประเทศของ นักท่องเที่ยวต่างชาติสามารถทำได้ แต่ต้องทำให้มีความเสี่ยงต่ำ ด้วยการเลือกมาตรการอย่างชาญฉลาด การออกแบบระบบที่ดี
ทำให้การเดินทางเข้าประเทศของต่างชาติมีความเสี่ยงที่ต่ำ ต้องมีระบบจัดการที่ดี การเปิดตลาดใหม่ การท่องเที่ยวในรูปแบบใหม่ ท่องเที่ยวปลอดภัยและส่งเสริมสุขภาพ โดยต้องมองไปในอนาคตที่การท่องเที่ยวต้องคิดในแนวนี้มองไปแนวนี้ เพราะไม่รู้ว่าโควิด-19 จะอยู่ไปอีกนานเท่าใด
หนุนรัฐบาลเร่ง‘ทราเวล บับเบิล’
นายทัศพล แบเลเว็ลด์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัทไทยแอร์เอเชีย (TAA) กล่าวว่า สนับสนุนให้รัฐบาลไทยพิจารณาแนวทางการเปิดประเทศเพื่อการท่องเที่ยวอย่างจำกัด หรือทราเวล บับเบิล
เพื่อช่วยเหลืออุตสาหกรรมท่องเที่ยวที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาโควิด-19 ซึ่งขณะนี้รัฐบาลยังกล้าๆ กลัวๆ ไม่มีมาตรการแบบนั้น ไปคุยหลายสถานทูต ทุกคนพูดตรงกัน ถ้าเรามีมาตรการอย่างไร ถ้าเขาทำได้เขายินดีเปิดการเดินทางท่องเที่ยวกับไทย
“นอกจากนี้มาตรการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ หรือซอฟต์โลน ทั้งจากธนาคารแห่งประเทศ ไทย (ธปท.) 5 แสนล้านบาท และธนาคารออมสิน 1.5 แสนล้านบาท ที่ผ่านมากลุ่มธุรกิจสายการบินรอการช่วยเหลือมา 3 เดือนยังไม่ถึงไหนเลย
โดยในสถานการณ์ที่ไม่ปกติ ภาครัฐ สถาบันการเงินไม่ควรใช้เกณฑ์ปกติมาแก้ไขปัญหา เช่น วางทรัพย์สินประกันเหมือนเดิม ดอกเบี้ยเหมือนเดิม ต้องมีการผ่อนผัน”
ชี้ซอฟต์โลนไม่เวิร์ก
ด้านนางศุภวรรณ ถนอมเกียรติภูมิ นายกสมาคมโรงแรมไทย เปิดเผยว่า ปัจจุบันมีโรงแรมในไทยที่จดทะเบียนถูกต้อง 16,282 แห่ง มีห้องพักรวม 7.3 แสนห้อง มีโรงแรมที่ไม่มีใบอนุญาตเลย 49,927 แห่ง 1.01 ล้านห้อง มีคนในอุตสาหกรรมโรงแรม 1.6-1.8 ล้านคน
ถ้าไม่มีการผ่อนคลาย หรือมาตรการชัดเจน ผ่อนคลายนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามาบ้าง โรงแรมต้องปิดถาวรไปเลยอีกจำนวนหนึ่ง เปิดมาก็ขาดทุน และจะทนขาดทุนไปได้อีกกี่เดือน คาดว่าสิ้นปี 2563 หากสถานการณ์ยังเป็นเช่นนี้ ไม่มีมาตรการออกมา โรงแรมจะปิดตัวถาวร 20%
“นอกจากนี้รายได้จากยอดพัก 40% ในช่วงม.ค.-มี.ค.2563 ก็ไม่พอค่าใช้จ่าย 8 เดือนที่เหลืออยู่ ในสถานะที่ลำบากมากจริงๆ ถ้ารัฐบาลยังไม่ยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือธุรกิจท่องเที่ยว จากนี้ภาคการท่องเที่ยวก็คงไม่ใช่ธุรกิจหลักของประเทศในการสร้างรายได้
เพราะถึงกลับมาก็กลับมาไม่เต็ม 100% ส่วนซอฟต์โลนได้ แต่อาจจะไม่ตรงวัตถุประสงค์ ได้ดอกเบี้ยที่ปล่อย 2% จากธนาคาร แต่คนได้กี่เปอร์เซ็นต์ก็แล้วแต่ความสามารถในการเจรจากับธนาคาร”
นางสุมาลี ว่องเจริญกุล เลขาธิการสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (แอตตา) เปิดเผยว่า จำนวนนักท่องเที่ยวจากต่างประเทศในปีนี้เลิกหวังตัวเลขที่ 40 ล้านคนไปเลย จากนี้อย่างน้อยๆ ขอให้มาถึง 1 ล้านคน โดยมีความหวังริบหรี่คือ ให้รัฐบาลออกมาตรการทราเวล บับเบิล
เพราะถ้าวันนี้ยังไม่ทำอะไรแล้วจะรอวัคซีน ซึ่งวัคซีนก็ไม่ได้เพียงพอทุกคน แล้วจะไปได้อีกเท่าไหร่ วิกฤตครั้งนี้สาหัสมาก ส่วนซอฟต์โลนก็ช่วยได้บ้าง แต่ไม่มาก และเสนอไม่ควรมีเงื่อนไขปล่อยกู้เหมือนภาวะปกติ
นายเด่น มหาวงศนันท์ เลขาธิการสมาคมธุรกิจท่องเที่ยวภายในประเทศ เปิดเผยว่า มาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวในประเทศของรัฐบาลที่ออกมาก็ส่งผลดีบ้าง แต่ไม่มาก เช่น การสนับสนุนเงินให้ อสม.ไปเที่ยว รัฐบาลเคยถามไหมว่า อสม.อยากเที่ยวหรือไม่
ขณะที่การบริหารการจัดการแหล่งท่องเที่ยวในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมาก็เห็นชัดว่ายังไม่มีประสิทธิภาพ ระบบคัดกรองไม่มี เปิดตลาดชุมชนไม่มี ส่วนซอฟต์โลนที่ผ่านมาจากสมาชิกสมาคม 400 ราย และผู้ประกอบการโรงแรมกว่า 1 หมื่น กู้ผ่านได้แค่ 10% เท่านั้น
นางอักษิกา จันทรวินิจ ตัวแทนผู้ประกอบการสถานบริการนวดแผนไทย เปิดเผยว่า มาตรการแก้ปัญหาของรัฐบาลในการช่วยเหลือภาคการท่องเที่ยว เช่น การแจกเงิน อี-วอลเล็ต เป็นการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า เพราะไม่มีความต้องการเกิดขึ้น
เนื่องจากคนจะใช้บริการก็ต่อเมื่อมีรายได้เพิ่มและมีเวลา แต่คนยังมีปัญหาเรื่องรายได้ ก็ใช้จ่ายระมัดระวัง ส่วนซอฟต์โลนกลุ่มร้านนวดได้มาแล้วจะทำอะไร นำไปใช้หนี้ หรือ ต่อยอดธุรกิจที่ไม่มีผู้ซื้อจริงอยู่ ก็ไปต่อไม่ได้
จี้ยกเลิกพรก.ฉุกเฉิน
นายพิทักษ์ โยธา ตัวแทนผู้ประกอบการสถานบริการเพื่อสุขภาพ กล่าวว่า กลุ่มร้านนวดมีความคาดหวังในมาตรการทราเวล บับเบิล อยากให้รัฐบาลลองดูสักครั้ง ให้นักธุรกิจฮ่องกง ไต้หวัน บางเมือง ได้เข้ามาที่ไทยบ้าง คนที่อยากเข้าคือมีฐานะ อยากเข้ามาพัก และอาศัยที่ไทย ก็มีความต้องการเข้ามา ทำธุรกิจ ซื้ออสังหาริมทรัพย์ รวมทั้งมีนักเรียนนักศึกษา 4,700 คนที่ต้องการเดินทางเข้ามา
แต่ก็ยังไม่มีความชัดเจนจากภาครัฐที่จะเปิดให้เข้ามา รวมทั้งอยากให้ยกเลิกพ.ร.ก.ฉุนเฉิน เพราะทำให้นักท่องเที่ยว นักธุรกิจที่ต้องการเดินทางมาไทยกังวลว่าสถานการณ์จะปลอดภัยหรือไม่
ส่วนกู้ซอฟต์โลนธุรกิจนวดก็รอมา 3 เดือนเหมือนกัน ติดต่อธนาคารออมสิน ณ ปัจจุบันยังไม่ได้ อยากให้รัฐบาลมองในภาพรวม ถ้าคนไทยมีเงินก็จะไทยเที่ยวไทยได้ แต่ตอนนี้ไม่มีเงิน เพราะไม่มีรายได้ จะให้ไทยเที่ยวไทยได้อย่างไร
นายธนวัฒน์ ศรีสุข ตัวแทนผู้ประกอบการสถานบันเทิง กล่าวว่า ปัจจุบันมีผู้ที่อยู่ในธุรกิจสถานบันเทิงในประเทศ หรือกลุ่มคนกลางคืนจำนวน 7 ล้านคน หากรวมคนในครอบครัวมีถึงประมาณ 14 ล้านคน ซึ่งเป็น กลุ่มที่ได้รับผลกระทบเต็มๆ
เมื่อไม่มีนักท่องเที่ยวเข้ามา และขณะนี้เพิ่งเปิดได้กว่า 1 สัปดาห์ มีผู้ใช้บริการลดลงไปประมาณ 70% โดยมาตรการของภาครัฐที่เข้มงวดกับภาพรวมธุรกิจอย่างมาก พร้อมได้รับผลกระทบจากแรงงานต่างด้าวที่หายไป ในขณะที่การถูกมองว่าธุรกิจสีเทา ทำให้การขอสินเชื่อจากสถาบันการเงินเป็นเรื่องลำบาก
“อยากฝากรัฐบาลและเรียกร้องให้หันมอง ที่ผ่านมาความช่วยเหลือทั้งสวัสดิการจากภาครัฐ และสังคม เงินเยียวยาไม่เคยได้ ขณะเดียวกันซอฟต์โลนไม่เคยได้ เข้าไม่ถึง เพราะถูกมองว่าเป็นธุรกิจสีเทาที่มีความเสี่ยง”
ชูภูเก็ตนำร่องรับนักท่องเที่ยวจีน
ด้านนายสุรวัช อัครวรมาส เลขาธิการสภาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ที่ผ่านมาภาคการท่องเที่ยวไทยเน้นเรื่องการท่องเที่ยวของนักท่องเที่ยวต่างชาติ หรืออินบาวด์มาก
ดังนั้น แนวทางฟื้นฟูด้วยการทำทราเวล บับเบิล ควรจะเป็นบับเบิลแบบจุดต่อจุดไปก่อน อย่างจังหวัดที่มีนักท่องเที่ยวต่างชาติจำนวนมาก อย่างภูเก็ตที่มี นักท่องเที่ยวจากจีนเป็นหลัก ให้ทำบับเบิลกับประเทศจีน ด้วยการคุยกับจีน แล้วให้ประชาพิจารณ์จากคนในจังหวัด
เพื่อหาแนวทางร่วมกัน ซึ่งมีโอกาสจะเกิดขึ้นได้สูงมากกว่าจะมองในภาพรวมการทำทราเวล บับเบิลทั้งประเทศ จากนั้นไปคุยกับไต้หวัน และฮ่องกงในลำดับต่อไป ที่มองว่าเป็นบับเบิลที่เป็นไปได้สูง พร้อมกันนี้จากนี้ต้องให้ความสำคัญกับการส่งเสริมให้คนไทยเที่ยวไทย ซึ่งยังมีคนไทยที่มีกำลังพร้อมจ่ายสำหรับการท่องเที่ยวไทยในการได้รับการบริการที่ดี และที่พักที่ดีอยู่ในจำนวนมากพอสมควร
นายสุรวัชกล่าวต่อว่า ส่วนปัญหาของ ผู้ประกอบการภาคท่องเที่ยวในขณะนี้ ประเด็นสำคัญคือผู้ประกอบการคนไทยไม่เข้มแข็ง แม้ไม่มีปัญหาโควิด-19 แต่ก็ได้รับผลกระทบจากปัญหาทัวร์ศูนย์เหรียญที่ยังไม่สามารถแก้ปัญหาได้หมดไป และระบบภาษี ประกอบกับมาตรการที่ได้รับการช่วยเหลือจากรัฐบาลอย่างซอฟต์โลน มีผู้ประกอบการจำนวนมากเข้าไม่ถึง
ทำให้ประสบปัญหากันจำนวนมาก ดังนั้น จึงอยากให้มีการขยายเวลาสิทธิประกันสังคมที่ลูกจ้างรับเงินชดเชย 62% ของค่าจ้างรายวัน ตลอดระยะเวลาที่นายจ้างหยุดประกอบกิจการ ที่กำลังจะหมดลงต่อไปอีก 3 เดือน หรือไปจนถึงสิ้นปีนี้ เพราะสิทธิดังกล่าวช่วยเหลือผู้ประกอบการที่เป็นนายจ้างได้อย่างมาก
ติดเชื้อเพิ่ม 14 มาจากตปท.
วันเดียวกัน ศูนย์บริหารสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคติดต่อเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) หรือศบค. รายงานสถานการณ์โรคโควิด-19 ประจำวันผ่านเฟซบุ๊กศูนย์ข้อมูล COVID-19 ว่า
วันนี้มีผู้ติดเชื้อรายใหม่ 14 ราย เดินทางกลับจากต่างประเทศ หายป่วยเพิ่ม 1 ราย ไม่มีเสียชีวิตเพิ่มเติม ทำให้มีผู้ป่วยยืนยันสะสม 3,216 ราย หายป่วยรวม 3,088 ราย เสียชีวิตรวม 58 ราย ยังรักษาอยู่ในร.พ. 70 ราย ไม่มีการติดเชื้อภายในประเทศเป็นวันที่ 47 ติดต่อกัน
สำหรับผู้ป่วยรายใหม่ แบ่งเป็นกลับมาจาก 1.บาห์เรน 1 ราย เป็นหญิงไทย อายุ 42 ปี เดินทางถึงไทยเมื่อวันที่ 28 มิ.ย. เข้าพักสถานเฝ้าระวังของรัฐ ที่ จ.ชลบุรี และตรวจหาเชื้อวันที่ 9 ก.ค. พบเชื้อ แต่ไม่มีอาการ 2.สหรัฐอเมริกา 1 ราย เป็นหญิงไทยอายุ 31 ปี อาชีพลูกเรือสำราญ เดินทางถึงไทยวันที่ 5 ก.ค. เข้าพักสถานเฝ้าระวังของรัฐ ที่กทม. ตรวจหาเชื้อวันที่ 9 ก.ค. ผลตรวจพบเชื้อ ไม่มีอาการ
ดญ. 9 ขวบก็ติดเชื้อด้วย
3.ซูดาน 12 ราย เป็นนักศึกษาชายไทย 11 ราย อายุ 19-31 ปี และเด็กหญิงไทย 1 ราย อายุ 9 ขวบ เดินทางมาพร้อมครอบครัว ทั้งหมดเดินทางถึงไทยวันที่ 10 ก.ค. ผ่านการคัดกรอง ณ ด่านควบคุมโรค พบว่า 11 รายมีอาการเข้าเกณฑ์ คือ ไข้ ไอ เจ็บคอ มีน้ำมูก ตรวจหาเชื้อวันที่ 10 ก.ค. จึงพบเชื้อ
สำหรับสถานการณ์โรคโควิด-19 ทั่วโลก ยอดผู้ติดเชื้อรวม 12,625,155 ราย ป่วยใหม่ในวันเดียว 237,329 ราย อาการรุนแรง 58,898 ราย รักษาหายแล้ว 7,360,954 ราย เสียชีวิต 562,769 ราย เสียชีวิตเพิ่มวันเดียว 5,264 ราย
ประเทศที่มีผู้ติดเชื้อสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ 1.สหรัฐอเมริกา จำนวน 3,291,786 ราย ป่วยเพิ่มวันเดียว 71,787 ราย 2.บราซิล 1,804,338 ราย ป่วยเพิ่มวันเดียว 45,235 ราย และเสียชีวิตวันเดียว 1,270 ราย 3.อินเดีย 822,603 ราย 4.รัสเซีย 713,936 ราย 5.เปรู 319,646 ราย ส่วนประเทศไทยลงมาอันดับที่ 100 ของโลก
สธ.ยันด.ช.มาเลย์ไม่ติดโควิด
วันเดียวกัน นพ.สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย อธิบดีกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เปิดเผยว่า ช่วงปลายมิ.ย.มีรายงานพบเด็กชายชาวมาเลเซียติดเชื้อโควิด-19 ภายหลังเดินทางออกจากไทย จากการมาเยี่ยมญาติในพื้นที่ จ.สงขลา
จากการสอบสวนโรคและตรวจสอบรายละเอียดผ่านกลไกของกฎอนามัยระหว่างประเทศกับประเทศมาเลเซีย พบว่า เป็นเด็กชาย อายุ 12 ปี สัญชาติมาเลเซีย มีประวัติเดินทางเข้ามาประเทศไทยเมื่อวันที่ 17 มี.ค.2563 พร้อมมารดาและพี่สาวอีก 1 คน เพื่อมาเยี่ยมญาติที่ จ.สงขลา มีประวัติอาศัยอยู่ที่บ้านญาติดังกล่าว และเดินทางกลับไปที่มาเลเซียในวันที่ 25 มิ.ย.2563
เมื่อเข้าสู่ประเทศมาเลเซียได้รับการตรวจโควิด-19 ด้วยวิธีการตรวจ RTK (Rapid test Antigen) โดยการทำ Nasopharyngeal swab เก็บตัวอย่างและทราบผลตรวจในวันเดียวกัน ผลตรวจของมารดาและพี่สาวไม่พบเชื้อ ส่วนผลตรวจของเด็กชายผลเป็นบวก และส่งตัวไปที่โรงพยาบาลในมาเลเซีย
นพ.สุวรรณชัยกล่าวต่อว่า หลังจากได้รับรายงานดังกล่าวกรมควบคุมโรคส่งทีมเฝ้าระวังสอบสวนเคลื่อนที่เร็ว (SRRT) ในพื้นที่ดำเนินการสอบสวนโรคทันที โดยค้นหาผู้สัมผัสใกล้ชิดและเก็บตัวอย่างส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการด้วยวิธี RT-PCR ที่ห้องปฏิบัติการของสำนักงานควบคุมและป้องกันโรค ที่ 12 จ.สงขลา จำนวน 35 ราย
และเฝ้าระวังผู้ป่วยโรคทางเดินหายใจเป็นกลุ่มก้อนในชุมชน รวมถึงเฝ้าระวังและเก็บตัวอย่างผู้ป่วยปอดอักเสบที่เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลในพื้นที่ ส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการเช่นกัน ผลตรวจทางห้องปฏิบัติการของผู้สัมผัสใกล้ชิดทั้ง 35 ราย ผลคือไม่พบเชื้อแต่อย่างใด
“ส่วนเด็กชายรายดังกล่าว กรมมีการประสานข้อมูลอย่างใกล้ชิดกับทางมาเลเซีย โดยมีการตรวจทางห้องปฏิบัติการยืนยันอีกครั้ง และได้รับแจ้งว่าทราบผลตรวจแล้ว คือไม่พบเชื้อโควิด-19 ทั้งนี้ กรณีการตรวจ RTK พบเชื้อในครั้งแรก
พบว่าเป็นผลบวกลวงหรือผลบวกปลอม (False Positive) หมายถึงผลการตรวจเป็นบวก แต่บุคคลนั้นไม่ได้ติดเชื้อโควิด-19 จริง ซึ่งสามารถเกิดขึ้นได้ จึงต้องตรวจทางห้องปฏิบัติการยืนยันอีกครั้ง”
รองโฆษกรบ.ย้ำการ์ดอย่าตก
ที่ทำเนียบรัฐบาล น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เปิดเผยผลสำรวจเรื่องการป้องกันการแพร่ระบาดโรคโควิด-19 ในระหว่างมาตรการผ่อนปรน เพื่อประเมินว่าคนไทยการ์ดตกหรือไม่
โดยพบว่าคนไทยยังมีความกังวลว่าจะเกิดการแพร่ระบาดของเชื้อ โควิด-19 ระลอก 2 ในประเทศ แต่ยังมั่นใจในมาตรการของรัฐบาลว่าจะสามารถควบคุมการแพร่ระบาดได้ อย่างไรก็ตาม จากผลสำรวจยังพบว่าการป้องกันตนเองภาพรวมของประชาชนมีแนวโน้มลดลง
น.ส.ไตรศุลีกล่าวต่อว่า ที่ผ่านมารัฐบาลสามารถคลายมาตรการเฝ้าระวังโรคระบาดได้ เพราะได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดีจากประชาชน ในการปฏิบัติตามข้อกำหนด รวมถึงป้องกันตัวเองจากความเสี่ยง แม้วันนี้สถานการณ์โควิด-19 ในประเทศไทยจะคลี่คลายไปมากแล้ว
แต่ในหลายประเทศยังอยู่ในสถานการณ์น่าเป็นห่วง รัฐบาลจึงต้องขอความร่วมมือทุกคนให้ยังคงเฝ้าระวัง ป้องกันตัวเองจากความเสี่ยง เพื่อหลีกเลี่ยงการกลับมาแพร่ระบาดของโควิด-19 ระลอก 2 ซึ่งจะส่งผลกระทบหลายด้านตามมา
“ขอขอบคุณประชาชนที่เชื่อมั่นในมาตรการของรัฐบาลว่าจะสามารถควบคุมการแพร่ระบาดได้ และรัฐบาลต้องขอบคุณทุกภาคส่วนที่ร่วมกันทำงานอย่างเต็มกำลังความสามารถและเสียสละ รวมถึงประชาชนที่มีส่วนสำคัญช่วยให้ประเทศไทยสามารถควบคุมสถานการณ์การแพร่ระบาดได้ด้วยดี
ทั้งนี้แม้รัฐบาลจะผ่อนปรนมาตรการเฝ้าระวังต่างๆ ไปมาก เพื่อให้เศรษฐกิจเดินหน้าไปได้ แต่เราทุกคนก็ยังต้องให้ความสำคัญกับการป้องกันตัวเอง โดยใช้ชีวิตตามวิถีใหม่ นิว นอร์มัล เพื่อป้องกันตนเองจากการติดเชื้อ” รองโฆษรัฐบาลกล่าว
ถึงคิวคนทดลองวัคซีนโควิด
วันเดียวกัน นายสุวิทย์ เมษินทรีย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม(อว.) โพสต์ข้อความ ผ่านเฟซบุ๊กระบุว่า“…ข่าวดีครับ!! หลังทดสอบวัคซีนเข็มที่สอง สร้างภูมิคุ้มกันต่อโควิด-19 ได้ระดับสูง เดินหน้าทดสอบในมนุษย์ เปิดรับอาสาสมัคร เดือน ส.ค.-ก.ย.นี้ ก่อนทดสอบเข็มแรก เดือน ต.ค.นี้
ผมได้รับรายงานจากศูนย์วิจัยวัคซีน คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ว่าผลการทดสอบวัคซีนโควิด-19 ของประเทศไทยโดยใช้สารพันธุกรรมของเชื้อ “ชนิด mRNA” ในลิง หลังจากเข็มที่สอง
ที่ศูนย์วิจัยไพรเมทแห่งชาติ อ.แก่งคอย จ.สระบุรี โดยการสนับสนุนของสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษาฯ และสถาบันวัคซีนแห่งชาติ กระทรวงสาธารณสุข พบว่าสามารถวัคซีนได้ในระดับสูงเป็นที่น่าพอใจ และลิงทุกตัวมีสุขภาพแข็งแรง ไม่มีผลข้างเคียงจากวัคซีน
โดยหลังจากฉีดวัคซีนเข็มที่สองไปเมื่อวันที่ 22 มิ.ย.ที่ผ่านมา ไปแล้วสองสัปดาห์ นักวิจัยได้เจาะเลือดมาทำการทดสอบการสร้างภูมิคุ้มกันหรือแอนติบอดีชนิดที่ยับยั้งเชื้อหรือ Neutralizing antibody นั้น ถือเป็นข่าวดีมากที่พบว่าลิงที่ได้รับวัคซีนสามารถสร้างภูมิคุ้มกันได้ดีมาก ดังนั้นจึงตกลงเดินหน้าต่อไปตามแผนที่จะเริ่มทดสอบในมนุษย์ในเดือนต.ค.นี้
สำหรับการดำเนินการต่อไปนั้น จะดำเนินการคู่ขนานไปพร้อมกันเพื่อให้ได้วัคซีนอย่างรวดเร็ว โดยการทดสอบในมนุษย์ ซึ่งจะเริ่มสั่งการผลิตวัคซีนในสัปดาห์หน้าเพื่อจะใช้ในการทดสอบในมนุษย์ โดยจะเริ่มรับอาสาสมัครในเดือน ส.ค. – ก.ย. และจะฉีดเข็มแรกในมนุษย์ในเดือน ต.ค.นี้
การทดสอบนั้นจะทำทั้งหมด 3 ระยะ รวมทั้งจะเตรียมการผลิตให้เพียงพอและเตรียมขึ้นทะเบียนวัคซีน โดยประสานกับผู้ผลิตวัคซีนทั้งในภาครัฐและเอกชนเพื่อให้มีความพร้อมที่จะผลิตให้พร้อมใช้ รวมทั้งร่วมมือถ่ายทอดเทคโนโลยีกับต่างประเทศด้วย
พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯให้ความสำคัญกับเรื่องวัคซีนอย่างมากและติดตามเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด ท่านมอบนโยบายเพื่อให้คนไทยสามารถมีวัคซีนอย่างรวดเร็วเป็นลำดับแรกๆ
เมื่อสามารถพัฒนาวัคซีนได้สำเร็จ โดยมอบให้ อว. และกระทรวงสาธารณสุข ร่วมกันดำเนินงานในเชิงรุก ทั้งโดยการวิจัยและพัฒนาในประเทศ และร่วมมือกับต่างประเทศ รวมทั้งเตรียมการผลิตให้ทันท่วงทีและเพียงพอ ในขณะนี้ ยังได้เจรจาหารือกับต่างประเทศในการร่วมวิจัย ถ่ายทอดเทคโนโลยีและเตรียมการผลิตไว้ด้วยแล้วครับ
สำหรับรายละเอียด การวางแผนในการผลิต เพื่อทดสอบในอาสาสมัคร รวมทั้งการวางแผนในการผลิตในประเทศเพื่อใช้ให้เพียงพอในประเทศ โดยจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยจะแถลงละเอียดในวันอาทิตย์ที่ 12 ก.ค. เวลา 09.00 น. ที่ตึกภูมิสิริ ชั้น 12 คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย รอติดตามข่าวกันนะครับ”