ค้างคืนถนนราชดำเนิน ให้เวลา‘ตู่’สองสัปดาห์ หนุ่มชูป้ายระยองโผล่ ลั่นไม่กลัวพรก.ฉุกเฉิน ‘เต้น’ได้ออกมาเผาพ่อ

ม็อบนักศึกษา-เยาวชนชุมนุมพรึ่บแน่นอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย เรียกร้อง รัฐบาลหยุดคุกคาม-ยุบสภา-แก้รัฐ ธรรมนูญ ชูสามนิ้วตะโกนไล่ ‘ประยุทธ์ ออกไป’ ประกาศปักหลักค้างคืนถนนราชดำเนิน นัด 8 โมงเช้าไปปลุกนายกฯ หนุ่มชูป้ายระยองขึ้นปราศรัย ลั่นไม่กลัวพ.ร.ก.ฉุกเฉิน-ไม่กลัวตาย

พบชายลึกลับแต่งชุดดำบนหลังคา ผบ.ตร.ส่งตำรวจดูแลเข้ม ปชป.ประชุมใหญ่สามัญวันนี้ ยันไม่มีวาระพิจารณาเปลี่ยนตัวรัฐมนตรี ‘ภูมิธรรม’ชี้ปรับทีมเศรษฐกิจใหม่ก็ไร้ประโยชน์ ต้องเปลี่ยนตัวนายกฯ เท่านั้น

กลุ่มดาวฤกษ์ให้กำลังใจ‘บิ๊กตู่’

เมื่อวันที่ 18 ก.ค. ที่เมเจอร์ รัชโยธิน กทม. น.ส.วทันยา วงษ์โอภาสี ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) แกนนำกลุ่มส.ส.ดาวฤกษ์ ให้สัมภาษณ์ถึงการปรับครม.ว่า เรื่องนี้เป็นสิ่งสำคัญที่ตนเน้นย้ำมาเสมอ ช่วงที่ผ่านมา ถือเป็นความท้าทายของกระทรวงสาธารณสุข และในตอนนี้คือเรื่องของเศรษฐกิจ ที่ประชาชนและภาคเอกชนคงจับตามองเป็นพิเศษ

พวกเราขอสนับสนุนให้พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม มองถึงผลประโยชน์ของประเทศเป็นหลัก บุคลากรที่จะเข้ามาขับเคลื่อนจะต้องเป็นที่ยอมรับของภาคเอกชน และเมื่อเข้ารับตำแหน่งจะต้องขับเคลื่อนงานได้เลยทันที

ต่อข้อถามว่ากลุ่ม ส.ส.ดาวฤกษ์จะมีรายชื่อเป็นรัฐมนตรีหรือไม่ น.ส.วทันยากล่าวว่า ปัญหาของประชาชนวันนี้มีมากมาย เราต้องการเข้ามาแก้ไข ตนเคยพูดแล้วว่า ถึงแม้จะมีการเสนอตำแหน่งใดๆ ให้ พวกเราจะไม่ขอรับ แต่จะขอทำหน้าที่ ส.ส.ในวันนี้ให้ดีที่สุด

สิ่งที่ส.ส.พรรคทำได้ในตอนนี้คือการ สรับสนุนให้กำลังใจนายกฯ ให้สรรหาบุคลากรที่จะสามารถมาช่วยผ่านวิกฤตเศรษฐกิจในครั้งนี้ให้ได้

เมื่อถามถึงการตั้งพรรคกับกลุ่ม 4 กุมาร น.ส.วทันยากล่าวว่า ยังไม่ได้มองไปถึงตรงนั้น และยังไม่ได้มีการพูดคุยใดๆ ในเรื่องนี้ วันนี้ยังตั้งใจทำงานในฐานะส.ส. เพื่อทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุด

ปชป.ยันไม่เปลี่ยนตัวรมต.

ที่พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) นายราเมศ รัตนะเชวง โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ แถลงกรณีกระแสข่าวการปรับครม.ในส่วนของพรรคประชาธิปัตย์ว่า ขณะนี้ยังไม่มีการพูดคุยเรื่องการปรับเปลี่ยนตัวรัฐมนตรีในสัดส่วนของพรรค หลักการสำคัญ คือการปรับเป็นอำนาจของพล.อ.ประยุทธ์ ซึ่งขณะนี้ยังไม่มีการส่งสัญญาณมา

หากนายกฯ บอกว่าจะปรับเปลี่ยน จึงจะเข้าสู่กระบวนการของพรรคว่าจะเสนอใครเพื่อปรับเปลี่ยน แต่รัฐมนตรีทุกคนมีผลงานจากการปฏิบัติงาน ไม่มีความด่างพร้อย ไม่มีการทุจริต ทำหน้าที่ซื่อสัตย์ ทุ่มเททำงานเพื่อประชาชน

“พรรคอื่นอาจเคลื่อนไหวสลับตำแหน่ง แต่ของพรรคประชาธิปัตย์ไม่ได้มีการพูดคุยว่าจะปรับเปลี่ยนใครออก มีแต่กระแสข่าวจากนอกพรรคว่าจะปรับเปลี่ยนคนในพรรคทั้งสิ้น และยืนยันว่าไม่มีการเรียกร้องตำแหน่งรัฐมนตรีเพิ่ม เพราะเรามุ่งมั่นทำหน้าที่เพื่อตอบสนองความต้องการประชาชนให้เต็มที่ที่สุด ภายในพรรคจึงยังไม่ได้คุยกันในเรื่องนี้

ส่วนที่มีกระแสข่าวว่า น.ส.จิตภัสร์ ตั๊น กฤดากร ส.ส.บัญชีรายชื่อ จะเข้ามารับตำแหน่งรัฐมนตรีในสัดส่วนของพรรคนั้น ยืนยันว่าไม่เป็นความจริง เจ้าตัวก็ยืนยันเช่นกันว่าไม่จริง ขอทำหน้าที่ในฐานะส.ส.” นายราเมศกล่าว

ปัดโดนยึดโควตา-ฉะ‘อันวาร์’

ผู้สื่อข่าวถามว่าพรรคร่วมรัฐบาลมีการประสานขอคืนโควตารัฐมนตรีจากพรรคประชาธิปัตย์หรือไม่ นายราเมศกล่าวว่า ไม่มีการขอคืนโควตารัฐมนตรี ไม่มีการต่อรองใดๆ นักการเมืองหากมีอุดมการณ์ชัดเจน อยู่ตรงไหนก็ทำงานได้ ส่วนทีมรัฐมนตรีเศรษฐกิจชุดใหม่นั้น เชื่อว่านายกฯ จะเลือกคนมีฝีมือและทำงานร่วมกับรัฐบาลได้

ส่วนกรณีที่นายอันวาร์ สาและ ส.ส. ปัตตานี และรองเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ระบุว่าโดยยกคำพูดของคนอื่นว่าประชาธิปัตย์ดีแต่พูด เอาดีใส่ตัว เอาชั่วใส่คนอื่น ประชาธิปัตย์คบยาก เอาตัวรอด และประชา ธิปัตย์ไม่มีเพื่อนนั้น ตนไม่อยากตอบโต้ แต่คำพูดที่นายอันวาร์หยิบยกมานั้น เป็น วาทกรรมของพรรคการเมืองฝ่ายตรงข้ามที่ใช้โจมตีพรรค

ดังนั้นอยากให้นายอันวาร์นำเรื่องนี้มาพูดคุยกันในการประชุมใหญ่ของพรรควันที่ 19 ก.ค. ที่โรงแรมรามาการ์เด้นส์ กทม. พูดให้เต็มที่ ไม่อยากให้เอาไปพูดข้างนอก

“ยืนยันว่าพรรคประชาธิปัตย์ไม่เคยเอาดีใส่ตัว เอาชั่วใส่คนอื่น พรรคอื่นทำชั่วเอง หากเราไม่ดีก็ดำเนินคดีกับเราไป และหากเราคบยากคงอยู่ไม่ได้มาถึง 74 ปี ผลงานเป็นที่ปรากฏมากมาย ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลหรือฝ่ายค้าน เราก็มีพรรคร่วมเป็นเพื่อนมาโดยตลอด” นายราเมศกล่าว

‘ตั๊น’นั่งเสนาบดีแค่ข่าวลือ

นายชัยชนะ เดชเดโช ส.ส.นครศรีธรรมราช รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีที่มีข่าวถึงการความเคลื่อนไหวในการประชุมใหญ่สามัญประจำปีของพรรคประชาธิปัตย์ ประจำปี 2563 ในวันที่ 19 ก.ค.จะมีการปรับเปลี่ยนตัวรัฐมนตรี พร้อมทั้งมีการระบุว่าพรรคประชาธิปัตย์แตกแยกเป็นกลุ่มก๊กว่า ไม่เป็นความจริง

เพราะในวันที่ประชุม ส.ส.และรัฐมนตรีของพรรคประชาธิปัตย์ ที่เกาะเสม็ด จ.ระยอง มีแค่การพูดคุยเรื่องประเมินผลงานในการทำงานของรัฐมนตรีเท่านั้น ไม่ได้มีการพูดคุยเรื่องปรับ ครม. แม้แต่นิดเดียว ส่วนเรื่องที่บอกว่ามีกลุ่มก๊กในพรรคนั้น ขอเรียนว่ามีก๊กเดี๋ยวคือก๊กพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งตนยังงงว่าทำไมจึงให้ข่าวบิดเบือนข้อเท็จจริงเป็นอย่างมาก

ส่วนที่มีข่าวว่า น.ส.จิตภัสร์ จะเป็นรัฐมนตรีนั้น ในฐานะตนและน.ส.จิตภัสร์เป็นเพื่อนกัน ไม่เคยได้ยินน.ส.จิตภัสร์พูดถึงและคิดเรื่องจะเป็นรัฐมนตรีเลย ตนเห็นว่าเรื่องความเคลื่อนไหว ก่อนการประชุมใหญ่ของพรรคนั้น เป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นได้

แต่การให้ข่าวถึงขั้นที่ว่าจะเอาคนนั้นออก คนนี้เข้า แล้วสร้างภาพให้ประชาชนเข้าใจว่าพรรคมีความแตกแยกแบ่งก๊กแบ่งพวกกันนั้น ขอย้ำว่าไม่เป็นความจริง เพราะรัฐมนตรีทั้ง 7 คนของพรรค ยังมีผลงานดีเป็นที่ประจักษ์ ในการปรับ ครม.ที่จะถึงนี้ พรรคก็ได้แสดงเจตจำนงไปตั้งแต่แรกแล้วว่า ยังไม่ขอปรับเปลี่ยนบุคคลของพรรคในช่วงเวลานี้

‘เทพไท’รอประเมินผลงาน

ด้านนายเทพไท เสนพงศ์ ส.ส.นครศรี ธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า หากในการประชุมใหญ่สามัญประจำปีของพรรคประชาธิปัตย์วันที่ 19 ก.ค. นายอันวาร์จะนำเสนอประเด็นเรื่องการทบทวนอุดมการณ์ของพรรคหรือจุดยืนทางการเมืองของพรรคเพื่อให้ที่ประชุมพิจารณาอภิปรายกัน ก็เป็นสิทธิ์สามารถทำได้ในฐานะสมาชิกพรรคที่เป็นองค์ประชุมคนหนึ่ง และอาจจะมีสมาชิกพรรคคนอื่นๆ ผสมโรงแสดงความคิดเห็นเพิ่มเติมด้วยก็ได้

แต่ทั้งหมดน่าจะอยู่ในกรอบเรื่องแผนงานกิจกรรมของพรรคเท่านั้น ไม่ได้เกี่ยวข้องกับเรื่องการปรับครม.ในส่วนของพรรค หรือการประเมินผลงานรัฐมนตรีของพรรค การประเมินผลงานของรัฐมนตรีแต่ละคนนั้นเป็นเรื่องภายในของพรรค ที่นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน เลขาธิการพรรคได้มีข้อตกลงกับที่ประชุมการสัมมนา ที่เกาะเสม็ดว่าจะมีการประเมินผลให้แล้วเสร็จภายใน 2 สัปดาห์ ซึ่งจะครบกำหนดภายในสัปดาห์นี้

จากนั้นต้องนำผลการประเมินผลงานรัฐมนตรีแต่ละคนเสนอต่อที่ประชุม ส.ส.เพื่อพิจารณาร่วมกับกรรมการบริหารพรรค ซึ่งกำลังอยู่ในช่วงเวลาการปรับครม.ของนายกฯ ที่ประกาศจะทำให้เสร็จไม่เกินเดือนส.ค.นี้ ซึ่งสอดคล้องกับห้วงเวลาการประเมินผลงานรัฐมนตรีของพรรคประชาธิปัตย์พอดี จึงไม่สามารถปฏิเสธได้ว่า

การประเมินผลงานรัฐมนตรีของพรรคในครั้งนี้ จะไม่เกี่ยวข้องกับการปรับครม.ของรัฐบาล แต่ปัจจัยการเปลี่ยนแปลงรัฐมนตรีของพรรค จะเกิดขึ้นหรือไม่ ต้องรอผลการประเมินผลงานรัฐมนตรีจากพรรคก่อน

‘ภูมิธรรม’ชี้ปรับครม.ไร้ประโยชน์

นายภูมิธรรม เวชยชัย ที่ปรึกษาผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร กล่าวถึงรายชื่อผู้ที่คาดว่าจะเข้าร่วมทีมเศรษฐกิจชุดใหม่ของรัฐบาลว่า ขณะนี้มีปัญหา 2 เรื่องคือ การปรับครม. ที่พล.อ.ประยุทธ์กำลังดำเนินการ สะท้อนความขัดแย้งภายในพรรคร่วมรัฐบาล

เป็นความพยายามแก้ปัญหาความขัดแย้งและประโยชน์ของกลุ่มตัวเองโดยไม่ได้คำนึงถึงปัญหาวิกฤตทางเศรษฐกิจ ที่ต้องการความเป็นเอกภาพในการดำเนินการ

ประเด็นสำคัญคือ นายกฯ ที่เป็นหัวหน้าทีมเศรษฐกิจไม่มีความเข้าใจปัญหาหรือสภาวะของเศรษฐกิจอย่างดีพอ ฉะนั้น ไม่ว่าจะเปลี่ยนเป็นใครเข้ามา มีความเก่งหรือมีความสามารถเพียงใดคงจะแก้ปัญหาอะไรได้ยาก การตัดสินใจของนายกฯ ในการดำเนินการเรื่องนี้ก็มีปัญหามาก

การแก้ปัญหาเศรษฐกิจจะต้องดำเนินการอย่างรวดเร็ว แทนที่จะดึงประสบ การณ์ความสามารถของคนจากภาคส่วนต่างๆ มาช่วยกันคิดแก้ปัญหา แต่กลับมาแย่งชิง ผลประโยชน์กัน สะท้อนความล้มเหลวของทีมเศรษฐกิจของนายกฯ เอง

จี้เปลี่ยนตัวนายกฯ

“จะเห็นว่าคนที่ถูกทาบทามให้มาเข้าร่วมทีมเศรษฐกิจชุดใหม่นั้น ไม่มีใครกล้าจะตัดสินใจเข้าร่วมด้วย เพราะภายในพรรคร่วมรัฐบาลไม่มีความเป็นเอกภาพ หากมาแล้วก็ไม่รู้ว่าจะสามารถแก้ปัญหาเศรษฐกิจได้หรือไม่ ตัวนายกฯ เองก็ไม่เข้าใจการจัดการปัญหาอย่างชัดเจน

มีแต่การใช้ความเด็ดขาดในการแก้ปัญหาทางการเมืองเป็นหลัก ซึ่งไม่ตอบโจทย์การแก้ปัญหาเศรษฐกิจที่กำลังเกิดขึ้น” นายภูมิธรรมกล่าว

นายภูมิธรรมกล่าวว่า ปัญหาของรัฐบาลในขณะนี้คือยังไม่สามารถจับจุดของปัญหาทางเศรษฐกิจที่เกิดจากวิกฤตโควิด-19 ไม่ชัดเจน การแก้ไขปัญหาก็ไม่ได้สะท้อนความมีประสิทธิภาพ ตัวอย่างที่เกิดขึ้นอย่างเช่นทหารอียิปต์หรือคณะทูตที่เข้ามา

ซึ่งเป็นเรื่องกลไกของตัวนายกฯ เอง เมื่อมีปัญหาเกิดขึ้นก็มาโยนความผิดให้กับพี่น้องประชาชน ดังนั้น หากจะเปลี่ยนจริงๆ ไม่ใช่เปลี่ยนทีมเศรษฐกิจ แต่ให้เปลี่ยนหัวหน้าทีมเศรษฐกิจหรือผู้บริหารประเทศ

เมื่อถามว่าควรเซ็ตซีโร่ให้นายกฯ ยุบสภาใช่หรือไม่ นายภูมิธรรมกล่าวว่า ก็แล้วแต่ว่าสภาพจริงๆ จะเป็นอย่างไร แต่นายกฯ ไม่ควรอยู่บริหารประเทศอีก เพราะตลอดเวลา 6-7 ปีที่ผ่านมานายกฯ ไม่ได้พิสูจน์การแก้ปัญหาวิกฤตต่างๆ ได้ ตนไม่ได้คิดลงไปในรายละเอียดเรื่องการยุบสภา แต่ควรเปลี่ยนตัว นายกฯ จะด้วยวิธีการยุบสภาหรืออะไรก็แล้วแต่ต้องไปหาทางออกเอา

‘สมคิด-กอบศักดิ์’เก็บของ

ผู้สื่อข่าวรายงานจากทำเนียบรัฐบาลว่า ภายหลังจากที่นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ อดีตรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีกลุ่ม 4 กุมาร ได้ยื่นหนังสือลาออกจากตำแหน่งแล้วนั้น เมื่อช่วงเช้าวันที่ 18 ก.ค. คณะทำงานของนายสมคิด

ได้เข้ามาขนเฟอร์นิเจอร์และของเครื่องใช้ต่างๆ ออกจากห้องทำงานตึกบัญชาการ 1 ซึ่งนายสมคิดได้เข้ามาปฏิบัติภารกิจที่ทำเนียบรัฐบาล ในตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีรวมเป็นเวลา 5 ปี

ต่อมาเวลา 11.00 น. นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล อดีตรองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี เข้ามาในทำเนียบรัฐบาล เพื่อเก็บเอกสาร และข้าวของเครื่องใช้ต่างๆ เช่นเดียวกัน ส่วนใหญ่เป็นหนังสือและต้นไม้ เพื่อนำกลับไปดูแลต่อที่บ้าน ซึ่งใช้เวลาเพียงแค่ 1 ชั่วโมง สำหรับนาย กอบศักดิ์ได้เข้ามาทำงานที่ทำเนียบรัฐบาล ในรอบนี้รวมระยะเวลา 11 เดือน 16 วัน

‘สนธิรัตน์’ชูงาน‘สร้าง-สะสาง’

วันเดียวกัน นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ อดีตรมว.พลังงาน โพสต์ข้อความบนเฟซบุ๊กถึงความภาคภูมิใจในการทำงานตลอดหนึ่งปีที่กระทรวงพลังงานว่า “2 ส. สร้าง-สะสาง” คือความภาคภูมิใจตลอดระยะเวลา 1 ปี ของการทำงานที่กระทรวงพลังงาน

สร้างสรรค์เพื่อพี่น้องประชาชน เช่น ลดภาระค่าครองชีพเพื่อบรรเทาผลกระทบจากวิกฤตโควิด-19 เรื่องของน้ำมัน B10 ถูกลง แถมยังลดมลพิษเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม การทำให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางซื้อขายไฟฟ้าให้กับประเทศเพื่อนบ้าน ผลักดันให้ไทยเป็นศูนย์กลางค้าขายก๊าซธรรมชาติเหลวของภูมิภาค (Regional LNG Hub) และเดินหน้าเจรจาพื้นที่ทับซ้อนไทย-กัมพูชา (OCA)

สร้างความมั่นคงทางพลังงานอย่างต่อเนื่อง ผ่านการเปิดสัมปทานปิโตรเลียมรอบใหม่ และผลักดันโครงข่ายยานยนต์ไฟฟ้ากำหนดราคาค่าไฟ Charging station

สะสางเรื่องต่างๆ เป็นงานหนัก แต่ทุกคนก็ช่วยกันเพื่อให้เกิดความโปร่งใสด้วยการปฏิรูปกองทุนอนุรักษ์พลังงาน คอยติดตามโครงการที่ได้รับการสนับสนุนอย่างใกล้ชิดเพื่อให้เงินทุกบาททุกสตางค์ใช้ไปเกิดประสิทธิภาพสูงสุด และเป็นประโยชน์อย่างแท้จริง เป็นต้น

‘ธนกร’โต้‘อนุสรณ์’ปมกก.ปฏิรูป

นายธนกร วังบุญคงชนะ อดีตเลขานุการรมว.คลัง และอดีตโฆษกพรรคพลังประชารัฐ ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด โฆษกพรรคเพื่อไทย (พท.) ระบุว่า คณะกรรมการปฏิรูปประเทศ 13 ชุด 185 คน ที่ตั้งขึ้นนั้น

เหมือนรัฐบาลจัดงานคืนสู่เหย้าชาวนกหวีด ให้พรรคพวกได้มีงานทำอีกครั้ง แสดงให้เห็นถึงเจตนาที่แท้จริงของ พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ต้องการยืดเวลาสืบทอดอำนาจว่า การตั้งคณะกรรมการปฏิรูปประเทศ

เนื่องจากประธานกรรมการและคณะกรรมการปฏิรูปประเทศบางคนพ้นจากตำแหน่ง และสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ซึ่งทำหน้าที่สำนักงานเลขานุการของคณะกรรมการปฏิรูป เสนอให้ปรับเปลี่ยนฝ่ายเลขานุการของคณะกรรมการปฏิรูปแต่ละด้าน เพื่อประโยชน์ในการประสานงานให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

อีกทั้งครม.กำหนดให้มีคณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านอื่นเพิ่มขึ้นด้วย ซึ่งทั้งหมดเพื่อการปฏิรูปประเทศไปสู่ความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน พล.อ.ประยุทธ์ไม่ได้มีเจตนาแอบแฝงใดๆ อย่างที่นายอนุสรณ์กล่าวหา

หากในหัวของนายอนุสรณ์ยังมีแต่เรื่องแบ่งสี แบ่งฝัก แบ่งฝ่ายตามหลอกหลอนอยู่ก็ไม่ว่ากัน แต่อย่าบิดเบือนว่าพล.อ.ประยุทธ์จะเป็นไปตามที่นายอนุสรณ์กล่าวหา เชื่อว่าประชาชนเข้าใจเจตนาบริสุทธิ์ของพล.อ.ประยุทธ์ดี

‘ธนาธร’อัดตกรางวัลกองหนุน

เมื่อเวลา 13.30 น. ที่อาคารไทยซัมมิท นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า ให้สัมภาษณ์ว่า คณะกรรมการปฏิรูป หรือคณะกรรมการยุทธศาสตร์ก็ดี พูดตรงๆ ว่าเป็นองค์กรที่สร้างขึ้นมาเพื่อแสดงให้ประชาชนเห็นว่าจะมีการปฏิรูปหรือเป็นยุทธศาสตร์ของประเทศในระยะยาวเท่านั้น

แต่ในแง่ของความเป็นจริง หากไปดูการใช้งบประมาณปี 2563 หรือ 2564 จะเห็นว่าเหมือนเดิมทุกอย่าง ตนจึงไม่เชื่อหรือศรัทธาองค์กรเหล่านี้เลย ว่าจะนำไปสู่การปฏิรูปประเทศจริงๆ ได้

หากดูรายชื่อของคณะกรรมการจะเห็นชัดว่า หลายคนเป็นคนที่สนับสนุนการทำรัฐ ประหารของคสช. มาทั้งนั้น จึงไม่ใช่การเจตนาที่จะปฏิรูปอย่างเดียว แต่เป็นการตกรางวัลให้แก่คนที่ช่วยสนับสนุน คสช. และช่วยทำรัฐประหารมากกว่า ไม่ต้องสงสัยเลยว่าทั้งคณะกรรมการปฏิรูป และคณะกรรมการยุทธศาสตร์แห่งชาติ จะไม่มีบทบาทพาประเทศไทยไปข้างหน้า

ปลุกประชาชนร่วมม็อบนศ.

นายธนาธรยังกล่าวถึงกรณีที่กลุ่มสหภาพนักเรียนนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย (สนท.)และเยาวชนในนามกลุ่มเยาวชนปลดแอก-Free YOUTH รวมตัวจัดกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ เพื่อแสดงออกแนวคิดทางการเมือง ที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ถ.ราชดำเนิน กทม. ในช่วงเย็นวันที่ 18 ก.ค. ว่า นักศึกษาทำกิจกรรมด้วยเจตจำนงที่แน่วแน่ พวกเราไม่ได้มีส่วนเข้าไปร่วมตัดสินใจ จึงไม่ได้ไปเข้าร่วมกิจกรรมครั้งนี้

เนื่องจากกลัวว่าไปแล้วจะถูกกล่าวหาว่าอยู่เบื้องหลัง เป็นผู้ชักใย แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะไม่ได้ให้กำลังใจ ซึ่งตนขอส่งกำลังใจให้กับนักศึกษาและประชาชนที่ต้องการเรียกร้องให้ประเทศไทย กลับสู่ประชาธิปไตย และต่อสู้กับเผด็จการ รวมถึงเชิญชวนประชาชนที่ได้ยินเสียงตนขอให้สนับสนุนกลุ่มนักศึกษากลุ่มนี้ด้วย

“ขอให้ประชาชนไปร่วมชุมนุมในครั้งนี้ เพื่อแสดงออกว่าเราไม่ต้องการรัฐบาลที่มาจากการสืบทอดอำนาจ การทำรัฐประหาร และต้องการให้ประเทศเดินกลับสู่ประชา ธิปไตย” นายธนาธรกล่าว

ก้าวไกลลั่นยืนข้างพลังบริสุทธิ์

นายณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ โฆษกพรรคก้าวไกล กล่าวว่า ตนเห็นด้วยกับทั้ง 3 ข้อเรียกร้องของนิสิตนักศึกษาที่ให้รัฐบาลยุบสภา หยุดคุกคามประชาชน และปูทางไปสู่การแก้ไขรัฐธรรมนูญ และอีกหนึ่งข้อที่ตนขอเรียกร้องคือ รัฐบาลและเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงทุกฝ่าย ต้องไม่ละเมิดสิทธิ์ในการชุมนุมของนิสิตนักศึกษาโดยเด็ดขาด

หากการชุมนุมในวันนี้จบด้วยการที่นิสิตนักศึกษาต้องถูกดำเนินคดีโดยสาเหตุแห่งความไม่เป็นธรรมจากเจ้าหน้าที่รัฐ ตนและเพื่อนส.ส.พรรคก้าวไกลจะร่วมปกป้องพวกเขาและนำเรื่องนี้มาต่อสู้กับรัฐบาลในระบอบรัฐสภา

นิสิตนักศึกษาคือ กลุ่มพลังบริสุทธิ์ที่เป็นภาพสะท้อนของความคับข้องใจที่ประชาชนมีต่อรัฐบาล และระบอบทหารในยุคสมัยนี้ พวกเขาคือนักต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยที่บริสุทธิ์ใจ แตกต่างกับผู้มีอำนาจรัฐที่รังแต่จะกดขี่ผู้คิดเห็นต่าง การเมืองไทยกำลังจะเปลี่ยนแปลง

เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงจงตัดสินใจให้ดีว่า จะเลือกอยู่ข้างอำนาจอยุติธรรม หรือเลือกข้างกาลเวลาแห่งประวัติศาสตร์ที่ได้ถูกกำหนดไว้แล้ว ทางออกของวิกฤตประเทศชาติครั้งนี้คือ การยุบสภา และจำไว้ว่า ไม่ว่าแม้ท่านจะยิ่งใหญ่ก็ต้องล้มครืน เพราะฝืนมติประชาชน

ผบ.ตร.ส่งตำรวจดูแล

เวลา 10.30 น. พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) ให้สัมภาษณ์ว่า พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. มีความเป็นห่วงเป็นใย กลุ่มบุคคลและเยาวชนที่จะออกมาแสดงความเคลื่อนไหว โดยมอบหมายให้ พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข รอง ผบ.ตร. และ พล.ต.ท.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสสร์ ผู้ช่วย ผบ.ตร. กำกับดูแลความสงบเรียบร้อย

ตลอดจนการกระทำที่เป็นความผิดต่อกฎหมาย พร้อมเน้นย้ำเจ้าหน้าที่ตำรวจบังคับใช้กฎหมาย โดยยึดหลักนิติศาสตร์และรัฐศาสตร์ควบคู่กัน

สำหรับการแสดงออกทางการเมืองนั้น สามารถกระทำได้ หากมีความคิดเห็นที่แตกต่าง แต่ต้องกระทำโดยไม่ขัดต่อกฎหมาย หรือไปละเมิด กระทบสิทธิผู้อื่น โดยเฉพาะในช่วงนี้ที่อยู่ภายใต้การประกาศพ.ร.ก.บริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินฯ ในการป้องกันการแพร่ระบาดโรคติดเชื้อโควิด-19

รวมถึงการแสดงพฤติกรรม การแสดงความคิดเห็นที่ไม่สร้างสรรค์ ในลักษณะที่ หยาบคาย ก้าวร้าว สร้างความเกลียดชัง ใส่ร้ายป้ายสีหนึ่งผู้ใด เป็นสิ่งที่ไม่ดีและไม่สมควรกระทำ เพราะเข้าข่ายความผิดต่อกฎหมายบ้านเมืองได้

ผู้ชุมนุมพรึ่บอนุสาวรีย์ฯ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับการจัดกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ เพื่อแสดงออกแนวคิดทางการเมือง ที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ถ.ราชดำเนิน กทม. ของกลุ่มสหภาพนักเรียนนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย (สนท.) และเยาวชนในนามกลุ่มเยาวชนปลดแอก-Free YOUTH เริ่ม เวลา 17.00 น.

ซึ่งมีประชาชนทยอยมาร่วมชุมนุมจำนวนมาก รวมทั้ง นักเคลื่อนไหวทางการเมือง และนางอมรา โชคปมิตต์กุล ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ส่วนใหญ่สวมชุดสีดำท่ามกลางการรักษาความปลอดภัยจาก เจ้าหน้าที่ตำรวจทั้งในและนอกเครื่องแบบ จาก สน.สำราญราษฎร์ สน.ชนะสงคราม และสน.นางเลิ้งกว่า 50 นาย

ขณะที่กรุงเทพมหานคร (กทม.) ได้นำเจ้าหน้าที่จากสำนักสิ่งแวดล้อมเข้าปรับปรุงภูมิทัศน์ โดยการประดับตกแต่งต้นไม้บริเวณ ถ.ราช ดำเนินในถึง ถ.ราชดำเนินนอก รวมทั้งบริเวณอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยด้วย

นายชาตรี วัฒนเขจร ผู้อำนวยการสำนัก สิ่งแวดล้อม กล่าวว่า เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว 28 กรกฎาคม สำนักสิ่งแวดล้อม ได้ปรับปรุงภูมิทัศน์ โดยการประดับตกแต่งต้นไม้บริเวณถนนราชดำเนินในถึงถนนราชดำเนิน นอก อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย และลานพลับพลามหาเจษฎาบดินทร์ ให้มีความสวยงาม โดยเริ่มดำเนินการเมื่อ 2-3 สัปดาห์ที่ผ่านมา

ส่วนบริเวณรอบอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย เดิมมีต้นไม้เต็มพื้นที่อยู่แล้ว แต่ปัจจุบันต้นไม้เริ่มเหี่ยวเฉา เจ้าหน้าที่จึงเข้าไปเปลี่ยนต้นไม้เพื่อให้มีความสวยงาม ซึ่งการเปลี่ยนต้นไม้จะดำเนินการเปลี่ยนตามวงรอบ

ม็อบพรึ่บ – ประชาชนและนิสิต นักศึกษาหลายพันคน ใน นามกลุ่มเยาวชนปลดแอก -Free YOUTH ชุมนุมใหญ่ ร่วมกันส่องไฟฉายจากโทรศัพท์ไปที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย เพื่อส่องแสงสว่างให้กับประชา ธิปไตย เมื่อ 18 ก.ค.

 

ชูสามนิ้วไล่‘ประยุทธ์ออกไป’

เวลา 16.20 น. กลุ่มผู้ชุมนุมได้นำรถกระบะมาจอดบริเวณหน้าร้านแมคโดนัลด์ จากนั้นกลุ่มสนท.ได้นำโต๊ะเก้าอี้เดินลงถนนไปตั้งเป็นเวทีขนาดย่อม ส่งผลให้ผู้ชุมนุมขยับแผงเหล็กที่กั้นอยู่ลง พร้อมฮือกันเดินไปร่วมกับกลุ่มสนท. และโห่ร้องแสดงความดีใจที่สามารถเดินลงไปชุมนุมบนถนนได้สำเร็จ

โดยต่างตะโกน “ประยุทธ์ ออกไป” พร้อมทั้งชูสามนิ้ว ขณะที่เจ้าหน้าที่ตำรวจได้พูดผ่านเครื่องขยายเสียงขอความร่วมมือไม่ให้ผู้ชุมนุมลงถนนเพราะเป็นการกีดขวางการจราจร แต่ไม่สามารถห้ามผู้ชุมนุมได้ จึงพยายามเจรจาขอให้กลับขึ้นไปอยู่บนฟุตปาธแทน

นายพริษฐ์ ชิวารักษ์ หรือ เพนกวิน นักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ขึ้นพูดบนเวทีเรียกร้องตำรวจอย่าปิดกั้น เพราะพวกเรามาอย่างสันติ มาเรียกร้องประชาธิปไตย เราสู้เพื่ออนาคตที่ดี

จากนั้นกลุ่ม สนท.และเยาวชนปลดแอกได้สลับกันขึ้นกล่าวบนเวที โดยต่างไม่พอใจการบริหารประเทศของพล.อ.ประยุทธ์ ที่บริหารประเทศล้มเหลว ทำให้เศรษฐกิจย่ำแย่ ทำให้ประชาชนเดือดร้อนลำบาก พร้อมทั้งใช้กฎหมายกำจัดสิทธิเสรีภาพ ข่มขู่ประชาชน เราจะยอมให้ถูกกระทำแบบนี้อีกหรือ

เวลา 16.40 น. พ.ต.อ.อิทธิพล พงษ์ธร ผกก.สน.สำราญราษฎร์ อ่านข้อกฎหมายผ่านเครื่องขยายเสียง แจ้งถึงสถานการณ์โควิดที่กำลังแพร่ระบาด ขอให้เว้นระยะห่างทางกายภาพ ใครฝ่าฝืนมีโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี ปรับไม่เกิน 4 หมื่นบาท

รวมถึงอ่านข้อกฎหมายอื่นๆ ตาม พ.ร.บ.การจราจรและพ.ร.บ.ความสะอาด โดยประชาชนต่างส่งเสียงตะโกน ‘ออกไปๆๆๆ’ และโห่ร้องตลอดเวลา บางส่วนยืนชู 3 นิ้วหน้าแถวของเจ้าหน้าที่อีกด้วย

หยุดคุกคาม-ยุบสภา-แก้รธน.

เวลา 17.00 น. เกิดความวุ่นวายอีกครั้ง เมื่อผู้ชุมนุมร่วมกันยกเวทีพร้อมดันเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ตั้งแผงเหล็กกั้น จนขยับเข้าไปชุมนุมบนอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยสำเร็จ ส่งผลให้การจราจรเป็นอัมพาตอยู่ครู่หนึ่ง เจ้าหน้าที่จึงปรับการจราจรรถที่วิ่งจากสะพานพระปิ่นเกล้า

มุ่งหน้าขึ้นไปทางแยกผ่านฟ้าให้รถวิ่งทวนเข็มนาฬิกาไปผ่าน ถ.ดินสอ มุ่งหน้าขึ้นแยกผ่านฟ้าแทน ส่วนผู้ชุมนุมพร้อมใจกันนั่งชุมนุมบนถนน โดยปิดถนนครึ่งหนึ่งรอบอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย

ด้านตัวแทนสนท.ขึ้นปราศรัยว่า รัฐบาลต้องหยุดคุกคามประชาชน ขอให้รัฐบาลประกาศยุบสภา เปิดทางให้ประชาชนเลือกคนที่มีความรู้ ความสามารถมาบริหารประเทศ เราต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยมายาวนาน เพราะต้นตอของประชาธิปไตยยังไม่ถูกกำจัด การเมืองยังมีแต่งูเห่า รัฐธรรมนูญปี 2560

เอื้อให้เผด็จการสืบทอดอำนาจ ส.ว.250 คนที่ประชาชนไม่ได้เลือกและยังเป็นเครื่องมือกำจัดนักการเมืองฝ่ายตรงข้ามเผด็จการ

ดังนั้น ต้องเปิดทางให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยร่างรัฐธรรมนูญใหม่ หากไม่แก้ประยุทธ์อยู่ยาว เศรษฐกิจพัง ประชาชนถูกคุกคาม ประเทศไม่เดินหน้า โดนแช่แข็ง มีแต่อดทนกับอดตาย จึงต้องแก้รัฐธรรมนูญเพื่อเป็นกุญแจดอกแรก เราจะไม่ส่งต่อ บ้านเมืองที่มืดมนนี้ให้กับลูกหลาน เราต้องร่วมกันเปลี่ยนผ่าน

ประกาศนอนเฝ้าอนุสาวรีย์

เวลา 17.35 น. กลุ่มศิลปินขึ้นร้องแร็พ “ประเทศกูมี” ขณะที่กลุ่มนิสิตนักศึกษาเดินแจกของว่างเป็นพิซซ่าให้ผู้ชุมนุมด้วย กระทั่งเวลา 18.00 น. ผู้ชุมนุมลุกขึ้นยืนร้องเพลงชาติร่วมกัน เสร็จแล้วตัวแทนนิสิต นักศึกษาชักชวนผู้ที่มาร่วมชุมนุมให้นอนเฝ้าประชา ธิปไตยกันเพราะกลัวประชาธิปไตยหาย จากนั้นเวลา 08.00 น. ของวันที่ 19 ก.ค. จะตื่นแล้วไปปลุกรัฐบาลประยุทธ์ด้วยกัน

เวลา 18.55 น. ตัวแทนนิสิต นักศึกษา ประกาศปักหลักค้างคืน และแจ้งว่ามีการเติมน้ำใส่รถควบคุมฝูงชน สงสัยอยากจะเล่นสงกรานต์ย้อนหลัง กลัวผู้ชุมนุมจะร้อน

น.ส.จุฑาทิพย์ ศิริขันธ์ ประธาน สนท.ขึ้นปราศรัยว่า หลายคนสงสัยว่าเราเป็นนักศึกษา มีใครจ้างมาหรือไม่ พ่อแม่ไม่ว่าหรือ พอหมดโควิดเราก็กลับมาเคลื่อนไหว หน้าที่นี้ถูกยัดคดีตลอด ขณะที่รัฐบาลทำทุกอย่างเพื่อรักษาฐานอำนาจ

แต่ไม่ได้ทำให้ประชาชนมีความสุข กำจัดคนเห็นต่าง แต่เมื่อปิดปาก เสียงพวกเราจะดังขึ้น เชื่อว่าประเทศยังมีหวัง ขอให้ทุกคนมาร่วมสร้างความหวัง สร้างแสงสว่าง ร่วมกันขับไล่รัฐบาลประยุทธ์

แล้วเชิญชวนผู้ชุมนุมเปิดไฟในมือถือ โดยหันไฟไปที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย เพื่อให้เกิดแสงสว่างกับประชาธิปไตย

สังเกตมีคนแอบบนหลังคา

ด้านนายอานนท์ นำภา ทนายความด้านสิทธิมนุษยชน ปราศรัยว่า ที่ผ่านมาเผด็จการรังแกผู้เห็นต่าง เด็กมัธยมถูกทหารพาตัวขึ้นคุกคาม เซ็นสัญญาไม่เคลื่อนไหวทางการเมือง เรามาถึงจุดนี้เพราะบ้านเมืองมีอภิสิทธิ์ชน เคยมีผู้ปรามาสว่า อย่างมากเป็นได้แค่ “ฮ่องกงโมเดล” ตนอยากบอกว่า เราไม่มีฮ่องกงโมเดล มีแต่ตุลา พฤษภา และใน 10 ปีข้างหน้าลูกหลานจะบอกว่าเราคือ 2563 โมเดล

“วันนี้ทุกคนมารวมตัวกัน เป็นภาพที่สวยงาม เกือบ 10 ปีที่ประชาชนไม่ได้กลับมาบนถนนราชดำเนิน ข้อเรียกร้องของพวกเราเป็นไปตามกฎหมายทุกประการ ถ้ามีการ เลือกตั้งใหม่ ต้องเลือก ส.ส.น้ำดี อย่าให้ ส.ว.มาโหวตเลือกนายกฯ นี่คือภาระหน้าที่ของพวกเรา” นายอานนท์กล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ช่วงหนึ่งนายอานนท์กล่าวว่า มีผู้สังเกตเห็นคนบนหลังคา ทำท่าลับๆ ล่อๆ ขอให้ลงมา เพราะตำรวจ ทหาร มีหน้าที่ดูแลประชาชน อย่ารับใช้เผด็จการ

‘ฟอร์ด’ซัดรัฐการ์ดตกเอง

นายทัตเทพ เรืองประไพเสรีกิจ หรือฟอร์ด เลขาธิการกลุ่มเยาวชนปลดแอก กล่าวว่า พวกตนมีแนวโน้มตกงาน 5 แสนคน เยาวชนอย่างตนจะลืมตาอ้าปากได้อย่างไร การแพร่ระบาดโควิดครั้งใหญ่เกือบคุมได้ แต่รัฐบาลกลับการ์ดตกเสียเอง ปล่อยให้แขกวีไอพีเข้ามาพร้อมเชื้อ หากมีการระบาดรอบสอง รัฐบาลจะรับผิดชอบอย่างไร

ตนเคยคาดหวังว่าการเลือกตั้งจะทำให้ประชาชนมีเสรีภาพ แต่กลับถูกคุกคามเหมือนเดิม ดังนั้น ขอให้รัฐบาลทำ 2 อย่าง 1.หยุดคุกคามประชาชน 2.ยุบสภา เพราะการบริการงานไม่มีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ พวกตนยังต้องมารับมรดกบาป คือรัฐธรรมนูญ 2560 ที่เอื้อการสืบทอดอำนาจ ดังนั้น อย่างที่ 3 ที่ต้องทำคือแก้ไขรัฐธรรมนูญ ให้เป็นรัฐธรรมนูญของประชาชนอย่างแท้จริง

หนุ่มชูป้ายระยองไม่กลัวตาย

นายภาณุพงศ์ จาดนอก แกนนำนักเคลื่อนไหวทางสังคมเยาวชนตะวันออกเพื่อประชาธิปไตย ผู้ชูป้ายขณะ พล.อ.ประยุทธ์ เดินทางไปจ.ระยอง เมื่อวันที่ 15 ก.ค. ขึ้นปราศรัยว่า ตนมาจากระยองเพื่อขับไล่ พล.อ.ประยุทธ์ ล่าสุด มารดาโทร.มาบอกว่า มีหมายเรียกส่งมาถึงบ้านเมื่อตอนเที่ยง

ตนขอบอกไว้ตรงนี้ว่า หากจะใช้พ.ร.ก.ฉุกเฉินกลั่นแกล้งตน เพื่อให้หยุด ถือว่าคิดผิด เพราะตนไม่กลัว เกิดมาครั้งเดียว ตายครั้งเดียว วันที่ 23 ก.ค.นี้ ตนจะไปรับทราบข้อกล่าวหา กรณีชูป้ายการ์ดอย่าตกที่ระยอง หากข้อความเพียงเท่านี้รับไม่ได้ ก็ไม่ต้องเป็นนายกฯ

“ธุรกิจที่บ้านผมกำลังดี สุดท้ายหยุดชะงัก จะรับผิดชอบอย่างไร เรามาวันนี้ด้วยความบริสุทธิ์ แต่กลับถูกซุ่มดู 6 ปีที่ผ่านมา คนแก่บริหารประเทศ ทำประเทศย่ำแย่ ถ้าเยาวชนคืออนาคตของชาติ ต้องฟังเสียงเยาวชน ลาออกจากตำแหน่งนายกฯ” นายภาณุพงศ์กล่าว

จากนั้นมีประชาชนมอบผ้าขาวม้าเขียนยันต์กันภัยให้ ซึ่งนายภาณุพงศ์กล่าวว่า ตนไม่กลัวตาย มารดาบอกว่า ภาคภูมิใจที่ตนทำเพื่อชาติ

ทวงคนหาย – กลุ่มเยาวชนปลดแอก-Free YOUTH นำภาพบุคคลที่ถูกบังคับสูญหายจากสถานการณ์ทางการเมืองมาแสดงเพื่อเรียกร้องความยุติธรรม ระหว่างชุมนุมแสดงกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ ขับไล่พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ออกจากนายกฯ ที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 18 ก.ค.

 

ปูภาพ‘เหยื่ออุ้มหาย’

ตัวแทนกลุ่ม KMITL Political จากสถาบันพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ขึ้นกล่าวปราศรัยว่า ได้วัดจากแอพพลิเคชั่น พบว่า มีผู้มาร่วมกิจกรรมครั้งนี้เป็นพื้นที่ประมาณ 2,650 ตร.ม. หรือ 1.12 ตร.ม./คน รวมราว 2,367 คน หวังว่าจะเป็นการจุดไฟแช็ก เทียน หรือไม้ขีด เพื่อเริ่มจุดกันต่อในสถาบันศึกษาของพวกเราต่อๆ ไป

“ทุกวันนี้การใช้กฎหมายเป็นไปอย่างไม่ยุติธรรม ทุกวันนี้เป็น Rules by law มีอภิสิทธิ์ที่ยกเว้นด้วยกฎหมาย มีการรัฐประหารเพื่อประชาธิปไตย แต่สิ่งที่เราได้รับการพิสูจน์มาหลายครั้งบอกว่าประชาธิปไตยไม่เคยงอกออกมาจากคณะเผด็จการ

มีนักเขียนท่านหนึ่งบอกว่า ถ้าไร้คนกัดกินประเทศ 1-2 ปี เราจะมีถนนที่ปูด้วยทอง ฝากทุกคนในที่นี้ อย่าลืมช่วยกันต่อไม้ขีดไฟให้สว่าง แล้วสักพักจะสว่างไสวไปทั่วประเทศ” ตัวแทนกลุ่ม KMITL Political กล่าว

เวลา 19.30 น. บริเวณแยกไฟแดงของอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย มีการนำภาพบุคคลที่ถูกบังคับสูญหายมาวางเรียงบนพื้นถนน อาทิ หะยีสุหลง โต๊ะมีนา, พอละจี รักจงเจริญ, วันเฉลิม สัตย์ศักดิ์สิทธิ์ และสมชาย นีละไพจิตร เป็นต้น โดยเป็นจุดที่ประชาชนให้ความสนใจอย่างมาก

คนธรรมดาจะล้มเผด็จการ

นายจตุภัทร์ บุญภัทรรักษา หรือไผ่ ดาวดิน นักกิจกรรมทางการเมือง กล่าวว่า ตลอด 6 ปี ทุกคนสู้ และยังสู้มาหลายรอบ นี่คือของจริง พวกเราคนธรรมดา ประชาชนทั้งหลายจะเป็นคนล้มเผด็จการทหารเอง มันคือภารกิจของพวกเราทุกคน จะปล่อยให้ลูกหลานมาเจออะไรแบบนี้หรือ

พวกเราไม่กลัวโควิด กลัวไม่ได้ออกมาที่นี่ พ.ร.ก.ฉุกเฉินไม่กลัว กลัวอดตาย ไม่เสียสละ ชัยชนะไม่เกิด ถ้าไม่ออกมาจะมีวันนี้ไหม จะล้มเผด็จการได้หรือไม่ ออกมาช่วยกัน และหันมอง คุกขังไม่หมดหรอก 4 แสนคน อย่าไปกลัว ใครกลัวพ.ร.ก.ฉุกเฉิน พวกเราต้องล้มพ.ร.ก.ฉุกเฉินก่อน

เพราะไม่ได้ออกมาแก้โควิด แต่ออกมาแก้พวกเรา นี่ไม่ใช่กฎหมาย คณะรัฐบาลไม่เคยเคารพกฎหมาย อย่าพูดว่าเราไม่เคารพกฎหมาย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เวลา 21.00 น. บรรดานิสิตนักศึกษาผลัดกันขึ้นปราศรัย สลับกับการแสดงดนตรี ขณะที่มีประชาชนทยอยเดินทางมาร่วมชุมนุมอย่างต่อเนื่อง

ขณะเดียวกัน โดยรอบพื้นที่ชุมนุม มีผู้นำเสื่อสำหรับปูพื้น ร่ม เสื้อกันฝน พัด มาจำหน่าย และยังมีรถเข็นจำหน่ายอาหารและเครื่องดื่มเป็นจำนวนมาก

สำหรับรถพยาบาลจอดเตรียมพร้อมบริเวณถนนดินสอ ฝั่งหน้าโรงเรียนสตรีวิทยา และหน้าบริษัทธนบุรี ประกอบรถยนต์ นอกจากนี้ นายเนติวิทย์ โชติภัทร์ไพศาล นิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และเพื่อน ได้นำคุกกี้รูปอนุสาวรีย์ประชา ธิปไตยมาจำหน่ายด้วย

ให้ 2 สัปดาห์-ขู่ยกระดับชุมนุม

ตัวแทนกลุ่มเยาวชนปลดแอก อ่านแถลงการณ์เพื่อแสดงจุดยืนเรียกร้องความเป็นประชาธิปไตยที่เต็มใบ ดังนี้ เรามาเพื่อจะพัฒนาประเทศนี้ไปด้วยกัน แต่ในประเทศที่ห้ามพัฒนาเช่นนี้ แม้แต่สิ่งที่เป็นสิทธิขั้น พื้นฐานที่สุดอย่างการเรียกร้องความยุติธรรมกลับเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้อย่างยากยิ่ง

สิ่งที่พวกเราเรียกร้องในวันนี้ไม่ได้มีอะไรมากไปกว่าขออนาคตที่ดีให้พวกเราเยาวชน ขอรัฐบาลที่ฟังเสียงประชาชนและมาจากประชาชน ขอรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน และขอประเทศที่เป็นของประชาชน

อนาคตของประเทศไม่ได้ขึ้นอยู่แค่ประชาชน แต่ถ้าประชาชนยิ่งเงียบ ยิ่งเราหวาดกลัว เราจะตกอยู่ภายใต้ความมืดมิดชั่วลูก ชั่วหลาน ยิ่งเราปล่อยให้เป็นเช่นนี้นานเท่าใด ในอนาคตเมื่อลูกหลานของเราทนไม่ไหว กระสุนปืนจากภาษีประชาชนที่เขาสั่งสมจะมากเกินไป จนความสูญเสียในอนาคตมากกว่าการที่เราพูดความจริงในวันนี้เสียด้วยซ้ำ

จากนั้นนายทัตเทพ เรืองประไพกิจเสรี เลขาธิการกลุ่มเยาวชนปลดแอก กล่าวว่า เราต้องทำเรื่องนี้ให้จบในรุ่นของเรา เราจึงขอประกาศข้อเรียกร้อง 3 ประการดังต่อไปนี้ 1.ต้องประกาศยุบสภา 2.หยุดคุกคามประชาชน 3.ร่างรัฐธรรมนูญใหม่

เราไม่ได้ใจจืดใจดำกับรัฐบาลมากนัก ให้เวลา 2 สัปดาห์ หากไม่มีการตอบรับใดๆ จากทางรัฐบาลเกี่ยวกับข้อเรียกร้องทั้ง 3 ประการนี้ เราจะทำการยกระดับการชุมนุมต่อไป

เผาพ่อ – นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ได้รับอนุญาตจากกรมราชทัณฑ์เป็นกรณีพิเศษ ออกจากเรือนจำมาร่วมพิธีฌาปนกิจบิดา ที่วัดบางเพ็งใต้ มีนบุรี กทม. โดยมีเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ควบคุมดูแลอย่างใกล้ชิด เมื่อวันที่ 18 ก.ค.

 

ราชทัณฑ์ให้‘เต้น’ร่วมงานศพพ่อ

เมื่อวันที่ 18 ก.ค. จากกรณีที่ นายสำเนา ใสยเกื้อ บิดา นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ เลขาธิการแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ได้ถึงแก่กรรมเมื่อวันที่ 14 ก.ค.โดยกำหนดฌาปนกิจ ที่วัดบางเพ็งใต้ เขตมีนบุรี กทม. ในวันที่ 18 ก.ค.

โดยปัจจุบันนายณัฐวุฒิถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร หลังศาลฎีกาได้พิพากษาจำคุกเป็นเวลา 2 ปี 8 เดือน ในคดีบุกบ้านสี่เสาเทเวศร์ เมื่อปี 2550 ซึ่งกรมราชทัณฑ์ได้อนุญาตให้นายณัฐวุฒิ ออกจากเรือนจำเพื่อมาร่วมพิธีฌาปนกิจนายสำเนาได้ ซึ่งมีแกนนำนปช.มาร่วมงานหลายคน โดยเฉพาะนายจตุพร พรหมพันธุ์ ที่ได้เข้ามากอดคอแสดงความเสียใจกับนายณัฐวุฒิด้วย

พ.ต.อ.ณรัชต์ เศวตนันทน์ อธิบดีกรมราชทัณฑ์ กล่าวว่า โดยระเบียบขั้นตอนผู้ต้องขังทุกคนสามารถขออนุญาตลาออกไปนอกเรือนจำเพื่อทำกิจธุระจำเป็นได้ ซึ่งมีเจ้าหน้าที่เดินทางไปด้วย โดยเป็นอำนาจอธิบดีกรมราชทัณฑ์ กรณีดังกล่าวเป็นเรื่องมนุษยธรรม และเป็นสิทธิของผู้ต้องขัง ไม่ได้มีอะไรผิดระเบียบหรือมีอะไรเป็นกรณีพิเศษ

สำหรับระเบียบกรมราชทัณฑ์ว่าด้วยการลาของนักโทษเด็ดขาดนั้น เพิ่งมีการปรับเปลี่ยนลงนามเมื่อวันที่ 16 ก.ค.ที่ผ่านมา ลงนามโดย พ.ต.อ.ณรัชต์ เศวตนันทน์ อธิบดีกรมราชทัณฑ์ โดยปรับคุณสมบัตินักโทษเด็ดขาด ที่จะขออนุญาตลากิจ เข้าเงื่อนไข ที่จะสามารถขอลาไปร่วมพิธีฌาปนกิจ

จากเดิมต้องเป็นนักโทษชั้นดีขึ้นไป ปรับเป็นนักโทษชั้นกลางขึ้นไป และไม่กำหนดโทษว่าเหลือโทษจำต่อไป ควรอยู่ในข่ายการพักการลงโทษ และอีกข้อคือตัดคำว่าไม่มีคดีอายัด

เนื่องจากกรมราชทัณฑ์เห็นว่าปัจจุบันนักโทษเด็ดขาดชั้นกลางจำนวนมากที่ไม่ได้รับประโยชน์การลาตามระเบียบดังกล่าว ดังนั้น เพื่อให้เป็นการปฏิบัติต่อผู้ต้องขังอย่างมีมนุษยธรรม จึงมีการแก้ไขระเบียบกรมราชทัณฑ์

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน