ชงศบค.ชุดใหญ่ ยอมผ่อนเฟส6 ให้4กลุ่มเข้าปท.

ศบค.ชุดเล็กให้ ‘บิ๊กตู่’ ชี้ขาดต่อพ.ร.ก.ฉุกเฉินรอบที่ 5 พร้อมผ่อนคลายเฟส 6 เตรียมเสนอศบค.ชุดใหญ่วันพุธนี้ คาดต่อพ.ร.ก. ฉุกเฉิน อ้างเหตุวุ่นที่ระยอง ส่วนจะนานแค่ไหน อยู่ที่นายกฯ ‘หมอทวีศิลป์’ แถลงติดเชื้อเพิ่มอีก 1 ราย กลับจากสิงคโปร์ เข้าพักในศูนย์กักตัวของรัฐ ตรวจพบเชื้อแต่ไม่แสดงอาการ แจงเปิดให้ต่างชาติ 4 กลุ่มเข้าประเทศได้ หวังกระตุ้นเศรษฐกิจ ย้ำนักการทูตต้องกักตัว 14 วัน หากปลอดภัยก็กลับไปพักคอนโดฯได้

‘บิ๊กตู่’ถกศบค.ชุดเล็ก

เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 20 ก.ค. ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม เป็นประธานการประชุมศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาด ของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) หรือศบค.วงเล็ก โดยมีพล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย พล.อ.สมศักดิ์ รุ่งสิตา เลขาธิการ สภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) นพ.สุขุม กาญจนพิมาย ปลัดกระทรวงสาธารณสุข และพล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รองผบ.ทบ. ในฐานะ รองประธานคณะกรรมการเฉพาะกิจพิจารณาการผ่อนคลายการบังคับใช้มาตรการในการป้องกันและยับยังการแพร่ระบาดของโควิด-19 เข้าร่วมประชุม

ก่อนการประชุม พล.อ.ณัฐพลเปิดเผยเพียงสั้นๆ ว่า จะหารือการคลายล็อกกิจการและกิจกรรมในเฟส 6

ด้านพล.อ.สมศักดิ์กล่าวว่า นอกจากการคลายล็อกเฟส 6 แล้ว จะหารือเรื่องการต่ออายุ พ.ร.ก.ฉุกเฉินที่จะสิ้นสุดในวันที่ 31 ก.ค.นี้

ให้‘บิ๊กตู่’ชี้ขาดต่อ‘ฉุกเฉิน’รอบ 5

รายงานข่าวจากศบค.ชุดเล็กแจ้งว่า ในที่ประชุมมีการหารือเรื่องการต่อพ.ร.ก.ฉุกเฉิน ซึ่งจะสิ้นสุดในวันที่ 31 ก.ค.นี้ออกไปอีกหรือไม่ ทางฝ่ายปฏิบัติเห็นว่าควรรอให้นายกฯ ในฐานะผอ.ศบค.ตัดสินใจวันที่ 22 ก.ค. ซึ่งมี แนวโน้มจะต่อพ.ร.ก.ฉุกเฉินออกไป เนื่องจากเกิดเหตุการณ์ที่จ.ระยอง ส่วนจะต่อยาวนานแค่ไหน นายกฯ จะตัดสินใจอีกครั้งหนึ่ง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หากต่อพ.ร.ก.ฉุกเฉินก็จะเป็นครั้งที่ 5

ติดเชื้อเพิ่ม 1 คนกลับจากสิงคโปร์

วันเดียวกัน เวลา 11.30 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นพ.ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน โฆษกศบค. แถลงสถานการณ์ประจำวันว่า วันนี้มีผู้ติดเชื้อเพิ่ม 1 คนในสถานที่กักกันตัวของรัฐ ในกทม. เป็นชายไทย อายุ 52 ปี อาชีพช่างไฟฟ้า เดินทางกลับมาจากสิงคโปร์ ถึงไทยวันที่ 6 ก.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นเที่ยวบินเที่ยวเดียวกับที่มีผู้ติดเชื้อก่อนหน้านี้ 1 คน โดยตรวจเชื้อในวันที่ 17 ก.ค.พบติดเชื้อโดยไม่มีอาการ รวมผู้ป่วยสะสม 3,250 คน รักษาหายแล้ว 3,096 คน เสียชีวิต 58 คน รักษาอยู่ในร.พ. 96 คน ทั้งนี้เราตรวจหาเชื้ออย่างต่อเนื่อง รวมทั้งสิ้น 685,316 ตัวอย่าง

สำหรับสถานการณ์โลก มีผู้ป่วยสะสมทั่วโลก 14,641,819 คน เสียชีวิต 608,902 คน ประเทศที่มีผู้ป่วยและเสียชีวิตสะสมสูงสุด คือ สหรัฐอเมริกา บราซิล อินเดีย รัสเซีย แอฟริกาใต้ ซึ่งเป็นตัวแทนของภูมิภาคโลกกระจายทั่วโลก ขณะที่ประเทศไทยอยู่อันดับ 101

นพ.ทวีศิลป์กล่าวต่อว่า สำหรับตัวเลข ผู้เดินทางเข้าอยู่ในสถานที่กักกันตัวของรัฐต่างๆ ตั้งแต่วันที่ 3 เม.ย.-19 ก.ค. รวมสะสม 60,895 คน กลับบ้านแล้ว 52,522 คน พบ ติดเชื้อ 313 คน รักษากลับบ้านแล้ว 217 คน ขณะนี้กระทรวงการต่างประเทศพยายาม ใช้โควตาให้คนไทยเดินทางเข้าประเทศได้ถึง 600 คน

โดยสถานที่กักกันตัวของรัฐทั้งในกรุงเทพฯและปริมณฑลอย่างเพียงพอที่จะรองรับต่อจำนวนดังกล่าวได้ ขณะที่การเดินทาง เข้ามาของคนไทย ตามด่านพรมแดนทางบกจากประเทศมาเลเซีย ลาว เมียนมา กัมพูชา ยังมีต่อเนื่อง โดยศบค.ชุดเล็กหารือกันทุกวันเพื่อให้ประเทศติดเชื้อน้อยลง ส่วนเรื่อง การเปิดให้แรงงานต่างด้าว 3 สัญชาติ คือ ลาว กัมพูชา และเมียนมา เข้าประเทศนั้น จะหารือในที่ประชุมศบค.ชุดใหญ่วันที่ 22 ก.ค.นี้

โฆษกศบค.กล่าวต่อว่า สำหรับสถานการณ์ โลก ที่ซานฟรานซิสโกระงับแผนเปิดเมืองโดยไม่มีกำหนด หลังโควิด-19 ระบาดหนัก นอกจากนั้นยังมีหมอในประเทศตะวันตกรณรงค์การสวมหน้ากากอนามัย โดยทดสอบการใส่หน้ากากอนามัย 3 ชั้น และไม่พบว่าทำให้ออกซิเจนในเลือดต่ำลงตามที่กังวล ด้านประเทศกลุ่มจี 20 ยอมรับเรื่องผลกระทบทางเศรษฐกิจจากวิกฤตโควิดที่กระจายไปทั่วโลก ไม่เฉพาะแค่ประเทศไทย ฉะนั้นการขับเคลื่อนเศรษฐกิจจะพึ่งรูปแบบจากเดิม คือการท่องเที่ยวจากต่างประเทศอย่างเดียวคงไม่ได้ ในเมื่อประเทศยังไม่มั่นใจให้ชาวต่างชาติ เดินทางเข้ามา จึงต้องพิจารณาตรงส่วนนี้

ระยองรอผลตรวจอีก 214

นพ.ทวีศิลป์ยังกล่าวถึงความคืบหน้าการตรวจหาเชื้อในกรณีทหารอียิปต์ จ.ระยอง และด.ญ.วัย 9 ขวบ ลูกของทูตซูดานที่กทม. ว่า การตรวจในจ.ระยอง วันที่ 18 ก.ค. จำนวน 809 ราย ไม่พบเชื้อ 808 ราย รอผล 1 ราย ส่วนวันที่ 19 ก.ค. เข้ารับการตรวจหาเชื้อ 486 ราย ไม่พบเชื้อ 273 ราย เหลือรอผล 213 ราย รวมทั้งสิ้น 6,501 ราย ไม่พบเชื้อ 6,287 ราย รอผล 214 ราย

โดยรถพระราชทานจะตรวจเชื้อที่จังหวัดไปเรื่อยๆ จนครบ 14 วัน ส่วนกทม. ไม่พบเชื้อ 364 ราย เรียกว่าปิดเคสได้แล้ว รวมตรวจทั้งสิ้น 6,865 ราย ไม่พบเชื้อ 6,287 ราย รอผล 214 ราย ขณะที่รถพระราชทานที่ทำการตรวจเชื้อในจ.ระยอง ยังทำการตรวจต่อเนื่องเพื่อให้เห็นว่าเมื่อครบเวลา 14 วัน ที่พบเชื้อจากทหารชาวอียิปต์ มีผลออกมาเป็นอย่างไร

“เชื่อว่าอนาคตอาจจะมี เพราะโลกของเรามีการติดเชื้อสูงถึง 14 ล้านคน น่ากังวลใจเป็นวิกฤตของโรคและโลก การพบเชื้อในประเทศก็เป็นสิ่งไม่เกินความคาดหมาย ถ้าเราคาดหมายอย่างใด แล้วเป็นไปอย่างนั้น ทำให้เรามีการเตรียมตัวระมัดระวังตัว ถ้าคาดหมายว่าจะไม่มีเชื้อเลยเป็นไปได้ยากมาก และจะเครียด ของเราเอง จะเป็น 1, 2, 10, 20 หลักร้อยเคยเจอ มาแล้ว ถ้าคาดหมายตรงกัน เผชิญรับมือได้ในทรัพยากรเตียง แพทย์ที่มีอยู่ก็จะรับมือได้” นพ.ทวีศิลป์กล่าว

แจงให้ต่างชาติ 4 กลุ่มเข้าปท.

นพ.ทวีศิลป์กล่าวถึงการเปิดให้ต่างชาติ เข้าประเทศ รวมถึงกองถ่ายภาพยนตร์ต่างชาติ ว่า จะอนุญาตชาวต่างชาติ 4 กลุ่ม คือ 1.ต่างชาติ เข้ามาจัดแสดงสินค้าในราชอาณาจักร ตรงนี้ทำเป็นประจำ ทำให้มีการขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้ โดยจำนวนคนไม่มาก และมีขอบเขตพื้นที่ มีวันเวลาชัดเจน 2.ชาวต่างชาติถ่ายทำภาพยนตร์ ในราชอาณาจักร ก็จะขออนุญาตมามีช่วงเวลา มีกลุ่มคน มีพื้นที่สถานที่ มีตารางกำหนดแผนก็ควบคุมได้

3.แรงงาน 3 สัญชาติที่จะเข้ามา ไม่ใช่นักท่องเที่ยว เพราะเราขาดแรงงานในภาค อุตสาหกรรมอาหารและก่อสร้าง โดยจะเข้ามา ช่วยหมุนเวียนเศรษฐกิจ และ 4. กลุ่มที่เข้ามารักษาตัวในระยะสั้น หรือเมดิคัลแอนด์เวลเนส เช่น ทำจมูก ทำตา ที่เข้ามารักษาจนครบ 14 วัน ก็ให้อยู่ต่อ หรือรอนัดหมายของแพทย์อีก สักรอบ ก็จะได้เม็ดเงินเข้ามา ทั้งนี้มาตรการชัดเจน คือสเตตควอรันทีน หรือฮอสปิทัล ควอรันทีน 14 วัน เพื่อให้เกิดความแน่ใจ

เมื่อถามว่าเมื่อไหร่จะเปิดให้คนไทยกลับมา มากยิ่งขึ้น เนื่องจากมีนักศึกษาที่เรียนจบ ในต่างประเทศรอเดินทางกลับจำนวนมาก มีโอกาสเพิ่มโควตาหรือไม่ นพ.ทวีศิลป์กล่าวว่า เราพยายามทำเต็มที ก่อนหน้านั้นประมาณ 200 ราย และเพิ่มมาเป็น 300, 400, 500 และ 600 ราย ซึ่งต้องใช้ทรัพยากรคนต่อวันจำนวนมาก ตอนนี้วันละ 600 คนก็เต็มศักยภาพอยู่

อย่างไรก็ตาม การกลับมาก็ขอให้เต็มศักยภาพก่อน แล้วค่อยเพิ่มอีกได้หรือไม่ บางคนที่ไปต่างประเทศได้ มีศักยภาพสูง จะกลับเข้ามาแบบอัลเทอร์เนทีฟ สเตตควอรันทีนหรือไม่ โดยจ่ายเงินเอง หากอยากกลับมาเร็วก็ติดต่อสถานทูต และพยายามประสานลงทะเบียน เอาไว้ และบอกว่าจะกลับมาอยู่ในที่อะไรแบบไหน เราจะจัดการบริการในพื้นที่ในประเทศ

เมื่อถามถึงกรณีชาวคอนโดฯไม่อยากให้ ชาวต่างชาติมาอยู่ร่วมคอนโดฯ และเรียกร้องนิติบุคคลหาทางป้องกัน ซึ่งคอนโดฯจะทราบได้อย่างไรว่าผ่านการกักตัว 14 วันแล้วจริงๆ นพ.ทวีศิลป์กล่าวว่า ก่อนหน้านี้จะมีปรากฏการณ์คล้ายอย่างนี้ คือมีความรู้สึกกังวลใจ หรือ คำมากกว่านี้คือการรังเกียจขึ้นมา ซึ่งไม่อยากให้มีภาพเช่นนี้ เจ้าหน้าที่ด้านการทูตหลายท่านอยู่ในไทยมานาน และไม่ได้กลับบ้าน ใช้ที่พำนักเป็นคอนโดฯ เหมือนบ้าน ถ้ารับทราบ ก็ขอให้สบายใจ ก็เหมือนคนไทยที่อยู่ที่นี่มานาน ก็จะมีบางคนที่เข้ามาใหม่ๆ ตอนนี้ไม่มีเข้ามาที่คอนโดฯ แล้ว

เราขอความร่วมมือกระทรวงการต่างประเทศหารือกับสถานทูต โดยขอให้ไปอยู่สเตตควอรันทีน คือ ไม่ใช่คอนโดอีกแล้ว ก็ต้องมาอยู่ในที่ที่รัฐจัดให้ และจ่ายเงินเอง แต่เมื่ออยู่ครบ 14 วัน ก็เหมือน กลุ่มผีน้อย แรงงานจากเกาหลีใต้ ครบ 14 วันก็กลับบ้านเหมือนปกติ ถ้านักการทูตอยู่ครบ 14 วัน ก็ไปอยู่คอนโดฯได้เหมือนเดิม ก็เหมือนคนปราศจากเชื้อมั่นใจได้เหมือนคนไทยที่กลับมาและพักในพื้นที่กักตัว

วันเดียวกันที่ทำเนียบรัฐบาล นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงการปลดล็อกเฟส 6 ว่า เห็นว่าศบค.ชุดเฉพาะกิจจะประชุมกันในวันนี้ เพื่อนำเข้าที่ประชุมศบค.ชุดใหญ่ในวันพุธที่ 22 ก.ค. เมื่อถามว่า หากจะคลายล็อกในช่วงนี้บรรยากาศจะดีขึ้นหรือไม่ นายวิษณุกล่าวว่า ไม่ทราบ ต้องประเมิน กันก่อน ที่ผ่านมาประเมินกันมาตลอด 20 กว่าวันแล้ว

ส่วนที่กองทัพภาคที่ 1 นายวิษณุ และนายสุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ อธิการบดีสถาบันพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) มอบอุปกรณ์ทางการแพทย์ 7 รายการ ได้แก่ เครื่องช่วยหายใจ 1 เครื่อง เครื่องอบฆ่าเชื้อโรคในระบบปิด 1 เครื่อง เครื่องสแกนอุณหภูมิบนใบหน้า 1 เครื่อง หุ่นยนต์ลำเลียงอาหารและเวชภัณฑ์ ตู้ตรวจเชื้อความดันบวก 1 เครื่อง

ตู้ตรวจเชื้อความดันลบ 1 เครื่อง รถตู้เคลื่อนที่ตรวจเชื้อแบบความดันบวก 1 คัน แก่พล.ท.ธรรมนูญ วิถี แม่ทัพภาคที่ 1 เพื่อมอบให้โรงพยาบาลค่ายจักรพงษ์ จ.ปราจีนบุรี และแผนกแพทย์ กองทัพภาคที่ 1 รวมถึงให้บุคลากรทางการแพทย์ของกองทัพบกได้ใช้อำนวยความสะดวกและป้องกัน เชื้อโควิด-19 ลดความเสี่ยง

นายวิษณุกล่าวว่า ในนามรัฐบาล ต้องขอบคุณ สจล. เมื่อมีการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ได้คิดค้นประดิษฐ์ อุปกรณ์ เครื่องมือเครื่องใช้ เพื่อป้องกันหลายรายการขึ้นมา ซึ่งทางรัฐบาลได้รับมอบเครื่องมือเครื่องใช้ จากสจล. มาส่วนหนึ่ง ได้ส่งมอบให้กับหน่วยทหารนำไปใช้งานอยู่แล้ว ดังนั้นการมอบให้กับหน่วยทหารโดยตรง จะได้เป็นประโยชน์มากขึ้น หน่วยงานของภาครัฐและเอกชน ที่สนใจและต้องการนำไปใช้ประโยชน์ สามารถ ติดต่อได้ที่ สจล.

‘ทราเวล บับเบิล’ค่อยเป็นค่อยไป

ที่รัฐสภา มีการประชุมวุฒิสภา โดยนายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานวุฒิสภา เป็นประธานการประชุม โดยนพ.เจตน์ ศิรธรานนท์ ส.ว.ตั้งกระทู้ถามด้วยวาจา เรื่องมาตรการคลายล็อกสำหรับคนไทยที่กลับจากต่างประเทศ ก่อนที่จะมีวัคซีนว่า ประเทศไทยอยู่ในช่วงคงที่และปลอดเชื้อ ไม่มีผู้ติดเชื้อในประเทศมา 50 กว่าวันแล้ว ถือว่าประสบความสำเร็จในการควบคุมการแพร่ระบาด

ประกอบกับประเทศเพื่อนบ้านแม้จะมีผู้ติดเชื้อน้อย แต่มาตรการในการตรวจสอบผู้ที่ผ่านแดน ยังหลงเหลือช่องทางทางธรรมชาติ ซึ่งเป็นสิ่งที่ประชาชนกลัว และประชาชนก็กังวลกรณีที่เครื่องบินจะนำคนไทยจากต่างประเทศ กลับมาเป็นหมื่นคน จึงอยากทราบว่าวันนี้ มีคนไทยแจ้งความประสงค์ขอกลับประเทศเหลืออยู่อีกเท่าไหร่ และจะใช้เวลานานแค่ไหน รวมทั้งแผนการคลายล็อกคนที่จะเดินทาง เข้าประเทศไทยนั้นเป็นอย่างไร เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับประชาชน

ด้านนายดอน ปรมัตถ์วินัย รมว.ต่างประเทศ ชี้แจงว่าตัวเลขตั้งแต่วันที่ 19-31 ก.ค.มีผู้แจ้งขอเดินทางกลับ 8,287 คน ที่ผ่านมาตั้งแต่ วันที่ 4 เม.ย.-18 ก.ค.เดินทางกลับมาแล้ว 56,934 คน โดยมี 310 คนที่ติดเชื้อ หรือ 0.5% ของทั้งหมด ยืนยันว่ากลไกควบคุมทั้งหมด ที่กระทรวงการต่างประเทศดูแลอยู่นั้นมีความเคร่งครัด เข้มข้น และเป็นระบบ

ทั้งนี้ สถานเอกอัครราชทูต และสถานกงสุลไทยในต่างประเทศติดตามให้การช่วยเหลือคนไทยในต่างประเทศก่อนเดินทางกลับอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะการติดตามสอบสวนโรคก่อนเดินทางกลับ และคนไทยในต่างประเทศส่วนใหญ่ดูแลตัวเองดี ทำให้คนไทยที่กลับจากต่างประเทศมีผู้ติดเชื้อจำนวนไม่มาก

นายดอนกล่าวต่อว่า ส่วนการคลายล็อกให้เดินทางเข้าประเทศนั้น มาตรการการป้องกันการแพร่ระบาดของศบค.สามารถรับมือได้ ขณะที่ข้อกังวลในเรื่องการเปิดทราเวล บับเบิล เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจนั้น เราจะดำเนินการอย่างค่อยเป็นค่อยไป ถ้าหากคลายล็อกแบบปล่อยเสรีทันที หลายประเทศก็คิดและพยายามทำเช่นนั้น ซึ่งในที่สุดก็กลับพบปัญหาการระบาด อีกครั้ง จึงต้องค่อยเป็นค่อยไป

ผู้ตรวจฯเชิญศบค.-สมช.ชี้แจง

ด้านพล.อ.วิทวัส รชตะนันทน์ ประธาน ผู้ตรวจการแผ่นดิน กล่าวถึงกรณีปัญหาทหารอียิปต์และครอบครัวของอุปทูตซูดาน ติดเชื้อโควิค-19 เดินทางเข้ามาในราชอาณาจักรไทยนั้น ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นอย่างมาก ทำให้ศบค.ต้องปรับปรุงการทำงานว่า ในสัปดาห์หน้าผู้ตรวจการแผ่นดินจะเชิญตัวแทนจากศบค., กระทรวงการต่างประเทศ และสภาความมั่นคงแห่งชาติมาชี้แจงว่า

มีการปรับปรุงกฎเกณฑ์การทำงานอย่างไรบ้าง หลังเกิดปัญหา หากพบว่า ยังมีช่องโหว่ในการปฏิบัติหน้าที่ และขาดการประสานงานกันระหว่างหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้อง ทางผู้ตรวจการแผ่นดินจะนำเสนอข้อแนะนำส่งตรงไปถึงนายกฯ ในฐานะผอ.ศบค. เพื่อให้พิจารณาแก้ไขต่อไป และพร้อมจะใช้อำนาจที่มีอยู่ ประสานการทำงานของแต่ละหน่วยงานให้เกิดความราบรื่น

พล.อ.วิทวัสกล่าวต่อว่า บทเรียนที่เกิดขึ้นส่งผลกระทบต่อการท่องเที่ยวและความเชื่อมั่นของรัฐบาล ถือว่าเป็นโทษหนักที่สุดที่รัฐบาลได้รับแล้ว จึงไม่จำเป็นต้องลงโทษทางอาญา หรือทางวินัยกับเจ้าหน้าที่รัฐ แต่จากนี้ต้องปรับปรุงการทำงานให้มีประสิทธิภาพกว่านี้ เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาขึ้นอีกในอนาคต อย่างไรก็ตามในเรื่องของสิทธิทางการทูตกับความ เข้มข้นการในการป้องกันเพื่อให้เกิดการระบาดของเชื้อโควิด-19

ผมเห็นว่า เรื่องสิทธิทางการทูต รัฐบาลต้องละมุนละม่อม เพราะการบังคับ ใช้กฎหมายอย่างเดียวอาจทำให้เกิดความ ไม่สบายใจ แต่สิ่งที่ไหนที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เจ้าหน้าที่ทางการทูตก็ต้องเข้าใจเหมือนกันเพราะถ้ามาตรการที่รัฐบาลกำหนดทำให้บ้านเมืองเกิดความปลอดภัยเจ้าหน้าที่ทูตเข้ามา ในประเทศก็จะมีความมั่นใจ และสบายใจ ในการที่จะอยู่ปฏิบัติหน้าที่ในประเทศไทย

“การจัดประชุมดังกล่าวไม่ทำให้รัฐบาลรู้สึกกดดันว่าถูกจับผิด ตรงข้ามน่าจะสบายใจมากขึ้นว่ามีองค์กรตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐมาตรวจสอบว่ามาตรการป้องกันที่รัฐบาล ทำนั้นครบถ้วนหรือไม่ หากภาคประชาชน ที่เห็นว่ารัฐบาลยังมีช่องโหว่ในจุดใด หรือดำเนินการในเรื่องนี้ไม่ครบถ้วนก็สามารถเสนอ ความเห็นมาให้ผู้ตรวจฯได้เราพร้อมพิจารณา” พล.อ.วิทวัสกล่าว

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน