สุดเถื่อนทำลายข้าวของ ตร.ตามจับได้11ล่าอีก7 หมอเอาเรื่อง-โทษหนัก

เกาะติดข่าว กดติดตาม ข่าวสด

สุดอุกอาจ 2 แก๊ง พระประแดงบุกอาละวาด ในห้องฉุกเฉิน 2 โรงพยาบาลซ้อน เหิมเกริมชกแพทย์หญิงหน้าคว่ำ หมอ-พยาบาล-คนไข้หนีตายกันวุ่น แฉแก๊งมหาวงษ์นัดคู่อริแก๊งซอยโรงเหล็กเคลียร์เรื่องข้ามถิ่น สุดท้ายตีกันยับเจ็บทั้ง 2 ฝ่าย ก่อนยกพวกตามไปตะลุมบอนกันต่อที่โรงพยาบาล วงจรปิดมัดตัวได้ครบ รวบแล้ว 11 เหลือล่าตัวอีก 7 อัยการชี้พฤติการณ์ร้ายแรงไม่ยำเกรงกฎหมาย

เมื่อเวลา 12.30 น. วันที่ 20 ก.ค. เจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวน สภ.สำโรงใต้ ต.สำโรงกลาง อ.พระประแดง จ.สมุทรปราการ ควบคุมตัวกลุ่มวัยรุ่นที่ก่อเหตุยกพวกตีกันในร.พ. วิภาราม-ชัยปราการ และร.พ.เมืองสมุทรปู่เจ้าสมิงพราย ทั้งสองแห่งตั้งอยู่ ถ.ปู่เจ้า สมิงพราย ต.สำโรงกลาง เมื่อกลางดึกที่ผ่านมา จำนวนเกือบ 10 คน ทั้งชายและหญิงอายุประมาณ 18-20 ปี มาสอบปากคำ เพื่อสืบสวน ติดตามหาผู้ที่ร่วมก่อเหตุมาดำเนินคดีเพิ่มเติม

ตื้บในร.พ. – นาทีกลุ่มวัยรุ่นตะลุม บอนกันใน ร.พ.เมืองสมุทรปู่เจ้าสมิงพราย จ.สมุทรปราการ ขณะเดียวกันที่ร.พ.วิภารามชัยปราการ ก็มีเหตุคู่อริกรณีเดียวกันนี้ ทำร้ายแพทย์หญิงและพยาบาลเจ็บ เมื่อ วันที่ 19 ก.ค.

พ.ต.ท.สุเมธ สาลี สว.สส.เผยว่า จากการสืบสวนทราบว่า เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นตั้งแต่ช่วงหัวค่ำวันที่ 19 ก.ค. บริเวณบ้านเลขที่ 111/1 หมู่ 10 ต.บางหญ้าแพรก อ.พระประแดง โดยกลุ่มของนายแฮ็ก (กลุ่มเด็กมหาวงษ์) มีปากเสียงชกต่อยกับนายแจ๊ค (กลุ่มเด็กซอยโรงเหล็ก) นายแฮ็กจึงไปตามนายรัชต์พงษ์ หรือคิว วาสนา อายุ 22 ปี ผู้ตาย และพวกอีกประมาณ 8-9 คนให้มาช่วย และเกิดการชุลมุนกันอยู่พักใหญ่ นายรัชต์พงษ์ถูกของมีคม ไม่ทราบชนิดแทงเข้าที่บริเวณราวนมข้างขวา 1 แผล ทำให้หมดสติ แต่เลือดไม่ออก พรรคพวกพากันขี่รถจักรยานยนต์ส่งรักษาที่ร.พ.วิภาราม-ชัยปราการ แต่เสียชีวิต

พรรคพวกของผู้ตายติดตามมาจำนวนหลายสิบคนแสดงความไม่พอใจทำร้ายร่างกาย แพทย์หญิงผู้รักษา รวมถึงเจ้าหน้าที่โรงพยาบาล อีกจำนวนหนึ่ง ก่อนยกพวกไปยังร.พ.เมืองสมุทรปู่เจ้า หลังทราบว่ากลุ่มคู่อริที่แทง นายรัชต์พงษ์เสียชีวิตชื่อนายธนพล หรือแจ๊ค ทองชัยยะ อายุ 21 ปี ได้รับบาดเจ็บมีบาดแผลฉีกขาดที่บริเวณศีรษะ ปาก และแขนซ้าย เข้ารักษาตัว ก่อนก่อเหตุยกพวกตีกันภายในโรงพยาบาลทำให้อุปกรณ์ทางการแพทย์ โรงพยาบาลดังกล่าวพังเสียหายจำนวนมาก เจ้าหน้าที่ได้รับบาดเจ็บอีกจำนวนหนึ่ง โดยกล้องวงจรปิดในที่เกิดเหตุทั้งสองแห่ง บันทึกภาพพฤติกรรมกลุ่มวัยรุ่นทั้งหมดไว้เป็น หลักฐานชัดเจน

ด้านนายแฟร้งค์ (นามสมมติ) หนึ่งใน ผู้บาดเจ็บ กล่าวว่า เป็นรุ่นพี่นายธนพล หรือแจ๊ค ที่มีเรื่องทะเลาะวิวาทกับนายแฮ็กกลุ่มคู่อริ ตนทราบเรื่องว่า นายแจ๊ค ถูกทำร้ายร่างกาย จึงมาเยี่ยมที่ร.พ.เมืองสมุทรปู่เจ้า แต่ระหว่างที่กำลังรอเยี่ยมอยู่นั้นกลุ่มฝ่ายตรงข้ามตามไปที่โรงพยาบาลแล้วกรูเข้าตะลุมบอนกัน ทำให้ตน ไม่รู้เลยว่าเกิดอะไรขึ้น ไม่ทราบว่าก่อนหน้านี้ มีปัญหาอะไรกัน แต่ทราบเบื้องต้นว่า ทางกลุ่มมหาวงษ์เข้ามารุกล้ำในพื้นที่ซอยโรงเหล็ก ซึ่งเป็นพื้นที่ส่วนตัว กลุ่มของตนไม่ชอบเลยตักเตือนไปแล้ว แต่ทางกลุ่มมหาวงษ์ไม่ฟังทำให้เกิดการทะเลาะวิวาทกันเกิดขึ้น

พล.อ.ท.นพ.ชูพันธ์ ชาญสมร ผู้อำนวยการ ร.พ.วิภาราม-ชัยปราการ เปิดเผยว่า โรงพยาบาล รับผู้บาดเจ็บรักษาหลังพบว่าถูกแทงที่บริเวณหน้าอก โดยเมื่อมาถึงโรงพยาบาลพบผู้ป่วยไม่สามารถวัดชีพจรได้ และมีเลือดออกในช่องอก จึงรักษาด้วยการเจาะปอดระบายเลือดออกซึ่งมีจำนวนมาก แพทย์จึงออกไปคุยรายละเอียดอาการกับญาติ มีพี่สาวของผู้บาดเจ็บไปบอกกับกลุ่มเพื่อนก่อนที่จะมีกลุ่มเพื่อน ผู้บาดเจ็บเดินเข้ามาถามแพทย์ว่า “ไหนใครบอกว่าเพื่อนกูตายตั้งแต่ที่เกิดเหตุ” แล้วชกไปที่ใบหน้าของพญ.ธนิกานต์ สู่พานิช ที่รักษาจนทรุดกับพื้น และผลักเจ้าหน้าที่เอกซเรย์ และชกหน้าผากพนักงานขับรถได้รับบาดเจ็บเล็กน้อย

จากนั้นเวลา 20.20 น. เจ้าหน้าที่ยังคง ช่วยชีวิตผู้บาดเจ็บตามคำร้องขอจากญาติ และพยายามขอให้ส่งผู้ป่วยไปรักษาต่ออีก โรงพยาบาลแห่งหนึ่ง แต่แพทย์ประเมินแล้วว่าผู้บาดเจ็บมีความเสี่ยงหากเคลื่อนย้าย เจ้าหน้าที่พยายามช่วยชีวิตอย่างต่อเนื่อง แต่สุดท้ายผู้บาดเจ็บเสียชีวิตในเวลา 20.45 น. จึงส่งศพไปชันสูตรต่อ รวมเวลาการช่วยชีวิต 2 ชั่วโมง 20 นาที สำหรับร.พ.วิภาราม- ชัยปราการ ไม่มีอุปกรณ์ทางการแพทย์ และทรัพย์สินเสียหาย แต่ผู้อำนวยการโรงพยาบาลเตรียมนำหลักฐานไปแจ้งความให้ดำเนินคดีกับผู้ก่อเหตุ เบื้องต้นพบมี 2 คน สำหรับพญ.นิกานต์ สู่พานิช ยังจิตใจไม่ดีและขวัญเสียมาก

นายรังสี ธีระศิลป์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการร.พ. เมืองสมุทรปู่เจ้าสมิงพราย เผยว่า จากเหตุการณ์ ดังกล่าวถือว่าเป็นเรื่องที่ไม่สมควรเกิดขึ้นภายในโรงพยาบาล โดยทั้งแพทย์และ เจ้าหน้าที่ไม่มีใครคาดคิดว่าจะเกิดเหตุเช่นนี้ในโรงพยาบาล หลังจากที่พบว่ามีกลุ่มวัยรุ่นบุกกันเข้ามาภายในห้องฉุกเฉินและเข้าทำร้ายร่างกายกัน เจ้าหน้าที่เองพยายามเข้าไปห้ามปรามและเจรจาให้ยุติแต่ไม่เป็นผล แต่กลับ จะพยายามทำร้ายเจ้าหน้าที่จนต้องพากันหาที่กำบัง ส่วนการดำเนินการทางกฎหมายนั้นยืนยันว่าจะดำเนินคดีให้ถึงที่สุด เพื่อความปลอดภัยของบุคลากรทางการแพทย์ ส่วนความเสียหายพบว่ามีหลายจุดหลายอย่าง รวมถึงอุปกรณ์ทางการแพทย์ เช่นกรรไกทางการแพทย์ที่กลุ่มผู้ก่อเหตุหยิบฉวยกันไปเป็นอาวุธทำร้ายกัน ซึ่งจะต้องสำรวจความ เสียหายเพื่อดำเนินการต่อไป

เบื้องต้น นางพยาบาลที่อยู่ในห้องฉุกเฉินให้ข้อมูลว่า เมื่อเวลาประมาณ 1 ทุ่มวันเกิดเหตุ มีผู้บาดเจ็บถูกทำร้ายร่างกายถูกแทงมาเข้ารับการรักษา และตำรวจตามมา 2 นาย ขณะนั้นวุ่นวายพอสมควรเพราะมีเพื่อนๆ ของผู้บาดเจ็บมาด้วยหลายคน หลังแพทย์ให้การรักษาผู้บาดเจ็บเสร็จประมาณ 2 ทุ่มกว่าๆ ฝ่ายคู่กรณีขี่รถจักรยานยนต์ตามมากว่า 20 กว่าคัน มีอาวุธทั้งไม้เบสบอลเก้าอี้และไม้ม็อบ ถูพื้นกรูกันเข้ามาไล่ทำร้ายเพื่อนของผู้บาดเจ็บ ทำให้เพื่อนของผู้บาดเจ็บต้องหนีเข้ามาในห้อง ฉุกเฉิน

กลุ่มผู้ก่อเหตุยังเดินถืออาวุธเข้ามาไล่ทำร้าย ฝ่ายเพื่อนผู้บาดเจ็บกันในห้องฉุกเฉินทั้งตีและขว้างปาข้าวของปาเก้าอี้ เจ้าหน้าที่โรงพยาบาลเกรงว่ากลุ่มผู้ก่อเหตุจะตามขึ้นไปทำร้าย ผู้บาดเจ็บที่ขึ้นไปพักรักษาตัวอยู่ที่ชั้นบน จึงปิดลิฟต์ทางขึ้นลงอาคาร และในขณะนั้นภายในห้องฉุกเฉินข้าวของกระจัดกระจายเต็มห้องกระจกหน้าต่างและกระจกประตูห้องคุณหมอแตก โชคดีที่ขณะเกิดเหตุมีผู้ป่วยมารักษาอยู่ในห้องฉุกเฉินเพียง 2 คน ขณะเกิดเหตุ เจ้าหน้าที่ไม่กล้าเข้ามาด้านในเพราะกลุ่มผู้ก่อเหตุ มากันหลายสิบคน และลงมือก่อเหตุและ วิ่งวนออกไปประตูด้านข้างห้องฉุกเฉินไป ก่อเหตุที่หน้าลิฟต์และที่หน้าเคาน์เตอร์ประชาสัมพันธ์ เหตุเกิดนานเกือบครึ่งชั่วโมง ก่อนที่กลุ่มผู้ก่อเหตุจะพากันหลบหนีกันออกไปด้านนอก

วันเดียวกัน นายโกศลวัฒน์ อินทุจันทร์ยง รองโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุดเเละ ผอ.โครงการในพระดำริฯ สำนักงานอัยการสูงสุด เผยว่า คดีทำร้ายในห้องฉุกเฉินของ โรงพยาบาล ที่ผ่านมาพนักงานอัยการยื่นฟ้องต่อศาลขอให้ลงโทษสถานหนักและไม่รอลงอาญามาหลายสำนวนแล้ว เพราะโรงพยาบาล ควรเป็นสถานที่ซึ่งปลอดภัยที่สุด คราวนี้ กลับกระทำต่อบุคลากรทางการแพทย์ถือเป็นเรื่องร้ายแรง ใครคิดกระทำอีกขอให้เลิก

ก่อนนี้เคยมีคดีวัยรุ่นเมาในสถานบันเทิงชอบใช้กำลังโดยเฉพาะในโรงพยาบาลพวกนี้อยากกร่างก็ให้สุด แต่ให้ไปหยุดที่เรือนจำ อัยการฟ้องหนักแน่เตรียมก้มหน้ารับกรรม ที่ก่อไว้ คดีจำพวกนี้ศาลพิพากษาจำคุกโดยไม่รอลงอาญามาแล้ว กับเหตุตีกันในโรงพยาบาล เพราะก่อนหน้านี้ศาลมีคำพิพากษาอย่างรวดเร็ว และเด็ดขาดโดยเมื่อวันที่ 16 ธ.ค. 62 ศาลจังหวัดอ่างทองจำคุกวัยรุ่น 9 คน ที่ก่อเหตุทะเลาะวิวาทในสถานบันเทิงจนบาดเจ็บ มีผู้นำส่งร.พ.อ่างทอง แต่คู่กรณียังไม่เลิกตามมาทำร้ายกันในห้องฉุกเฉินจนอุปกรณ์ทาง การแพทย์เสียหาย คดีนั้นศาลพิพากษาจำคุก 6 เดือน รับสารภาพเหลือ 3 เดือน พฤติการณ์ร้ายแรงไม่ยำเกรงกฎหมายศาลจึงไม่รอลงอาญา

“โรงพยาบาลต้องเป็นสถานที่ กู้ชีพฉุกเฉิน ช่วยเหลือผู้ป่วย และปลอดภัยสำหรับทุกฝ่าย พฤติกรรมใหญ่โต ทำทรัพย์สินของราชการเสียหาย ตีทำร้ายในโรงพยาบาล เป็นพฤติกรรม ที่น่ารังเกียจที่สุด ที่ผู้ปกครอง พ่อแม่ของวัยรุ่น ทั้งหลาย ควรกำชับและดูแลลูก ถ้าคุณไม่อยาก เดือดร้อนเพราะลูกที่เกเรของคุณเอง โรงพยาบาล มีกล้องวงจรปิด จากนี้ไปกล้องและพยานบุคคลต่างๆ จะเป็นหลักฐานเอาผิดกับวัยรุ่น ที่กร่างให้สุดจะได้ไปอยู่ที่เรือนจำเหมือน วัยรุ่นที่ก่อเหตุที่ผ่านมาก่อนหน้านี้ อัยการ จะพิจารณาบรรยายฟ้องถึงพฤติกรรมที่ท้าทายกฎหมายใหญ่โตไม่เกรงกลัวกฎหมาย ขอให้ศาลลงโทษสถานหนัก หรือฟ้องขอให้เพิ่มโทษหากมีประวัติเก่ามาแล้ว นอกจากคดีอาญาเเล้วยังโดนฟ้องคดีแพ่งเรียกสินไหมทดแทนได้อีก” รองโฆษกอัยการฯ กล่าว

วันเดียวกัน พล.ต.อ.สุชาติ ธีระสวัสดิ์ รองผบ.ตร. รุดไปติดตามคดีที่ สภ.สำโรงใต้ พร้อมให้สัมภาษณ์ว่า ล่าสุดจับผู้ต้องหาได้แล้ว 11 คน จำนวนนี้รวมผู้ที่ลงมือชกแพทย์หญิงของร.พ.วิภาราม-ชัยปราการ เหลืออีก 7 คน ที่อยู่ระหว่างติดตามตัว แต่ยืนยันว่า เจ้าหน้าที่จะสามารถติดตามตัวคนร้ายทั้งหมดมา ดำเนินคดีได้แน่นอน ส่วนจะใช้ระยะเวลาเท่าใด ไม่สามารถตอบได้ เพราะต้องให้เวลาเจ้าหน้าที่ทำงาน แต่ยืนยันว่าจะดำเนินการ โดยเร็วที่สุด โดยขณะนี้ ทั้งหมดยังไม่ได้ประสานขอเข้ามอบตัวกับเจ้าหน้าที่

“จากการตรวจสอบเบื้องต้น ไม่พบว่า ผู้ก่อเหตุทั้งหมดเป็นเยาวชน โดยการกระทำของกลุ่มวัยรุ่นถือว่าเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ในที่สาธารณะ โรงพยาบาลถือเป็นสถานที่ ที่ใช้รักษาผู้ป่วย ซึ่งโดยปกติแล้ว ในโรงพยาบาล จะมีเจ้าหน้าที่คอยระงับเหตุ แต่ในวันเกิดเหตุ พบว่าผู้ก่อเหตุมีจำนวนมาก จึงอาจจะทำให้มีเจ้าหน้าที่ไม่เพียงพอ ส่วนการดำเนินคดีนั้น ขณะนี้อยู่ระหว่างสอบสวนผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ก่อนจะแยกดำเนินคดีในแต่ละข้อหาเพราะบางคนไม่เกี่ยวข้อง เพียงแต่เดินทางมาเยี่ยม ผู้บาดเจ็บเท่านั้น โดยขณะนี้อยู่ระหว่างสืบสวน เชิงลึก ส่วนสาเหตุที่ทำให้วัยรุ่นสองกลุ่มทะเลาะวิวาทจะเกี่ยวข้องกับยาเสพติดหรือไม่นั้น ล่าสุดยังไม่พบข้อมูล” รองผบ.ตร. กล่าว

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน