หึ่งริบโควตาชทพ.ให้นฤมล
ปชป.วุ่นไม่จบจี้ปรับ‘กัลยา’
‘บิ๊กตู่’ ย้ำปรับครม.เสร็จกลางส.ค. ขอโอกาสคนนอกพิสูจน์ฝีมือ 1 ปี ‘ป้อม’ ปรับครม.เสร็จกลางส.ค. อารมณ์ดี ยันโผพปชร.ไร้ปัญหา ‘เทพเทือก’ เผยเองนายกฯ ต่อสายตรงขอแลกกระทรวงแรงงานกับการอุดมศึกษาฯ ปชป.วุ่นอีก กดดันหัวหน้าพรรคเขี่ย ‘คุณหญิงกัลยา’ พ้นรัฐมนตรี เขย่าโผอีกรอบ ‘ปรีดี’ นั่ง ขุนคลัง ‘ไพรินทร์’ รองนายกฯ ‘สุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์’ ชื่อโผล่คุมพลังงาน ‘เอนก’ รมว.การ อุดมศึกษาฯ สะพัดนายกฯ เล็งหั่นโควตาชทพ.ให้ ‘นฤมล’ เป็นรมช.ทส. ‘สมศักดิ์’ คาใจ 12 ปี ป.ป.ช.เพิ่งแจ้งข้อกล่าวหา ‘อนงค์วรรณ’ คดีทุจริตสร้างฝายแม้ว
‘บิ๊กตู่’ชี้ปชต.สมบูรณ์เป็นไปได้
เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 23 ก.ค. ที่กระทรวงการต่างประเทศ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม เป็นประธานการประชุมคณะหัวหน้าส่วนราชการระดับกระทรวงหรือเทียบเท่า ครั้งที่ 3/2563 และเป็นครั้งแรกที่กลับมาประชุม หลังสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรค โควิด-19 เริ่มดีขึ้น
พล.อ.ประยุทธ์กล่าวในที่ประชุมว่า วันนี้ถือว่าทุกคนทำงานเพื่อประเทศไทยเพื่อประชาชน และสถาบันพระมหากษัตริย์ เป็นหลักการสำคัญทั้งในและต่างประเทศ ขอบคุณที่ผ่านมาสามารถแก้ไขปัญหาต่างๆได้มาก แต่ยังต้องการให้ได้มากขึ้นไปเรื่อยๆ ด้วยความร่วมมือของปลัดกระทรวง และควรแสวงหาความร่วมมือระหว่างกัน เพื่อให้เกิดการทำงานแบบไร้รอยต่อ ไม่ว่าจะเป็นในหรือต่างประเทศ เพราะปัญหาที่เกิดขึ้นเกี่ยวโยงกับหลายด้าน เป็นเรื่องยากที่จะปฏิบัติหรือตัดสินใจ แต่เป้าหมายสูงสุดที่จะทำก็เพื่อประเทศและประชาชน
“ขอให้ข้าราชการทุกคนทุกกระทรวง ทุ่มเท เสียสละ อุตสาหะ จริงใจ มีทัศนคติที่ดี เพราะการทำงานในช่วงต่อไปนี้ แตกต่างจากช่วงรัฐบาลที่ผ่านมา ขอทุกคนช่วยกันเดินหน้าประเทศต่อไป แม้แต่เรื่องความเป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ก็สามารถเป็นไปได้ แต่ต้องคำนึงถึงเรื่องอัตลักษณ์ และความเหมาะสมของประเทศด้วย” พล.อ.ประยุทธ์กล่าว
ขอทุกกลุ่มรวมไทยสร้างชาติ
พล.อ.ประยุทธ์ ให้สัมภาษณ์ภายหลังการประชุมว่า สิ่งสำคัญวันนี้คือการขับเคลื่อนนโยบายต่างประเทศและในประเทศให้ได้ในสถานการณ์ปัจจุบันและอนาคต ซึ่งโควิด-19 ถือเป็นความท้าทาย จะสำเร็จหรือไม่ขึ้นอยู่กับความร่วมมือของทุกคนคือ รวมไทยสร้างชาติ ที่ทุกกลุ่ม ทุกส่วนราชการ รัฐบาล นักการเมือง จะต้องตั้งใจสร้างชาติไปสู่การพัฒนาได้โดยเร็ว
นอกจากนี้ยังมีปัญหาในประเทศเพราะเรามีหลายกลุ่มหลายฝ่ายหลายพวกด้วยกัน การทำอะไรก็ถูกใจบ้าง ไม่ถูกใจบ้าง ต้องหาวิธีที่เหมาะสม โดยไม่ไปก้าวล่วงกับใครให้เกิดปัญหาขึ้น จะเห็นว่าบางฝ่ายพยายามจะรักษาเสถียรภาพรัฐบาล ประเทศและความสงบเรียบร้อย สิ่งสำคัญคือความมีเสถียรภาพของรัฐบาลและในระดับพื้นที่ รวมถึงประชาชน เราจะต้องทำให้ดีที่สุด อะไรที่พอจะพูดคุยกันได้ผ่อนคลายกันได้ก็ขอร้องกัน
ต้องทำงานแบบนิวนอร์มัล
พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า วันนี้ต้องทำงานแบบนิวนอร์มัล เร่งรัดสร้างการรับรู้ ช่องทางการสื่อสาร โดยใช้เทคโนโลยีดิจิตอลระบบออนไลน์ ขอให้ทุกคนติดตาม เพราะบางครั้งเรื่องมีสาระ คนไม่อยากอ่าน ตนไม่ได้ว่าใคร แต่บางครั้งเป็นเรื่องสลับซับซ้อน ขอให้หน่วยงานปรับวิธีนำเสนอเพื่อให้เข้าใจง่าย ขอให้ติดตามว่าประเทศไทยจะเกิดอะไรขึ้นในปีนี้และอีก 5 ปีข้างหน้า
สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่รัฐบาลฝ่ายเดียวที่จะเป็น ผู้กำหนด เพราะจะทำให้เกิดความขัดแย้ง หลายอย่าง ซึ่งขึ้นอยู่กับความร่วมมือของประชาชน แต่ภาครัฐจะต้องทำให้ดีที่สุดให้ประชาชนเห็น ถ้าจ้องแต่โครงการใหญ่ๆอย่างเดียว โดยไม่ดูพื้นฐานเล็กๆ น้อยๆ จะทำให้โครงการใหญ่เกิดไม่ได้ ส่งผลกระทบให้โครงการพื้นฐานเล็กๆ ทำไม่ได้ด้วย
“ขอย้ำว่างบประมาณที่ได้มาจากการจัดเก็บรายได้ของประเทศ ช่วงนี้การจัดงบประมาณเป็นงบฟื้นฟูที่มาจากเงินกู้ จะต้องผ่อนชำระเขา ถ้าเราไม่ร่วมฟื้นฟูกันตอนนี้ บ้านเมืองไม่มีเสถียรภาพแล้วจะหาเงินจากไหน ในวันข้างหน้าทั้งการขับเคลื่อนประจำปีและแผนงานระยะยาว” พล.อ.ประยุทธ์กล่าว
ลั่นปัญหาการเมืองสู้ไหว
พล.อ.ประยุทธ์กล่าวถึงความคืบหน้า การปรับครม.หลังมีรายชื่อปรากฏในหน้าหนังสือพิมพ์ว่า “ชื่อที่โผล่มาจากหนังสือพิมพ์ สื่อหนังสือพิมพ์เป็นคนปรับครม.เหรอ ก็เป็นเรื่องของท่านจะเสนอใครมาก็เสนอมา” ผู้สื่อข่าวถามว่าขณะนี้กำลังตรวจสอบคุณสมบัติใช่หรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า “กำลังทำอยู่ มันต้องหาคนเป็น มาจากที่ไหน อย่างไร ที่ไปที่มาอย่างไรแล้วถึงจะตรวจสอบคุณสมบัติ ตอนนี้ต้องถามว่าเขารับหรือเปล่า ผมต้องทำให้เกิดความสมดุลทั้งสองอย่าง วันนี้ทุกคนรู้ว่าผมก็ต้องดูทั้งการบริหารและเรื่องการเมืองด้วย เรื่องพรรคการเมืองวันนี้ปัญหามีเยอะแต่ผมสู้ไหว”
ต่อข้อถามว่าประชาชนมอบความหวังไว้ที่นายกฯ ในการปรับครม.ชุดใหม่ พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า เมื่อประชาชนมอบความหวังไว้ ตนก็มอบความหวังทุกคนด้วย หวังว่าเราจะได้ ครม.ที่ดีในวันหน้า เรื่องการทำงานทุกคนต้องกระตือรือร้น ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตาม วันนี้ไม่ใช่แค่เรื่องการเมืองอย่างเดียวที่ต้องแก้ปัญหา ต้องนึกถึงคนเป็นนายกฯด้วย ในเรื่องการบริหารราชการก็เช่นกัน ยังมีเรื่องกฎหมาย การปรับกฎระเบียบและเรื่องอื่นๆ อีกจำนวนมาก ถ้าเชื่อมั่นในตัวนายกฯก็ขอให้เชื่อมั่นต่อไปจะทำให้ดีที่สุด แต่ถามว่าจะถูกใจทุกคนหรือไม่ที่นั่งตรงนี้คงไม่ได้
วอนให้คนนอกพิสูจน์ฝีมือ1ปี
ผู้สื่อข่าวถามว่าชื่อนายไพรินทร์ ชูโชติถาวรและนายปรีดี ดาวฉาย ชัดเจนแล้วใช่หรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า “เขายังไม่ยืนยันชัดเจน ขอให้ทุกคนให้กำลังใจคนที่จะเข้ามาให้ร่วมมือกับรัฐบาล หากไปดักหน้าดักหลังใครจะกล้าเข้ามา ให้เขาเข้ามาพิสูจน์ฝีมือกันก่อน ใครเขาเข้ามาได้ ใครที่มีฝีมือก็ให้เข้ามาทำงาน 6 เดือนหรือ 1 ปี ได้หรือไม่ ถ้าไม่ได้เดี๋ยวปรับใหม่ก็ได้ ไม่ใช่ว่าจะปรับครั้งเดียวเสียเมื่อไหร่” เมื่อถามว่าสรุปแล้วจะปรับในตำแหน่งที่ว่างลงเท่านั้นใช่หรือไม่ นายกฯกล่าวว่า “ต้องปรับตำแหน่งที่ว่างและผมสามารถดูและปรับได้ ต้องดูในภาพรวม เอาน่า ผมปรับมาหลายทีแล้ว”
ต่อข้อถามว่า ตอนนี้หลายคนอยากให้มีความชัดเจนเพราะนักการเมืองจะได้เลิกวิ่งเพื่อตำแหน่ง นายกฯ ย้อนถามว่า “วิ่งกับใคร ถ้าเป็นเรื่องของพรรคก็เป็นเรื่องภายในพรรคเขาๆ ก็เสนอมา แต่ในส่วนของรัฐบาลเราก็รับฟังเพราะเป็นเรื่องของพรรคการเมือง ซึ่ง นายกฯต้องดูในส่วนนี้ด้วย วันนี้รัฐบาลมาจากการเลือกตั้ง ต้องดูว่ากลไกเขาว่าอย่างไร ถ้าทุกคนคิดว่าเหมาะสมก็เข้ามาเป็นรัฐมนตรีพิสูจน์ฝีมือกันมาก็เท่านั้นเอง
ปรับครม.เสร็จกลางส.ค.
ผู้สื่อข่าวถามถึงกระแสข่าวต่อสายหานายสุเทพ เทือกสุบรรณ ผู้ร่วมก่อตั้งพรรครวมพลังประชาชาติไทย (รปช.) ยอมแลกกระทรวงแรงงานกับกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม(อว.)พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า “ทำไมต้องอยากรู้ด้วย มันเป็นการบริหารของผม บางเรื่องมันก็พูดหรือคุยกันได้”
ต่อข้อถามว่า โผครม.ใหม่จะเรียบร้อยทุกอย่างเมื่อใด พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า “เสร็จกลางเดือนหน้านี่แหละ” ผู้สื่อข่าวถามว่าจะเสร็จก่อนกลางเดือนส.ค.ได้หรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า เร็วกว่านี้คงไม่ได้ เมื่อถามว่าสรุปแล้วนางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และเหรัญญิกพรรคพลังประชารัฐ จะได้เก้าอี้รัฐมนตรีหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ ไม่ตอบ ขณะที่นางนฤมล ซึ่งเดินตามหลังพล.อ.ประยุทธ์ ได้แต่ยิ้มเจื่อนๆ
‘บิ๊กป้อม’ยันโผรมต.ไร้ปัญหา
ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ให้สัมภาษณ์ด้วยสีหน้าเรียบเฉย กรณีมีข่าวโผรายชื่อการปรับครม.ไม่เป็นไปตามมติที่ประชุมของพรรคพลังประชารัฐเสนอ จะทำความเข้าใจกับแกนนำพรรคอย่างไรว่า รู้ได้อย่างไร
ผู้สื่อข่าวถามว่าโผครม.ไม่มีปัญหาแล้วใช่หรือไม่ พล.อ.ประวิตรกล่าวว่า ไม่มี เมื่อถามถึงนายสุเทพ ระบุจะยอมคืนกระทรวงแรงงานให้กับพรรคพลังประชารัฐ โดยสลับกับกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม พล.อ.ประวิตร ปฏิเสธตอบคำถาม ต่อข้อถามว่าการพูดคุยกับนายสุเทพ เรียบร้อยหรือไม่ พล.อ.ประวิตร ส่ายหน้าไม่ตอบ เมื่อถามว่าพล.อ.ประวิตร อารมณ์ดีแล้วใช่หรือไม่ พล.อ.ประวิตร ยิ้มพร้อมกล่าวว่า ดีๆ
รปช.รับ‘บิ๊กตู่’ให้สลับเก้าอี้
นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ผู้ร่วมก่อตั้งพรรครวมพลังประชาชาติไทย เปิดเผยว่า พล.อ. ประยุทธ์ ได้โทรศัพท์มาหา เพื่อเจรจาขอแลกโควตา รมว.แรงงาน มาเป็นของพรรคพลังประชารัฐ โดยให้ นายเอนก เหล่าธรรมทัศน์ ไปเป็นรมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม และตนได้กล่าวกับ นายกฯว่าพรรครวมพลังประชาชาติไทยก่อตั้งขึ้นมาเพื่อช่วยเหลืองานนายกฯให้ประเทศเดินไปข้างหน้า ดังนั้น ทั้งหมดขึ้นอยู่กับนายกฯ จะพิจารณาตามความเหมาะสม
วันเดียวกัน นายเขตรัฐ เหล่าธรรมทัศน์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรครวมพลังประชาชาติไทย พร้อม น.ส.จุฑาทัต เหล่าธรรมทัศน์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ เดินทางมาที่ทำเนียบรัฐบาล เพื่อยื่นเอกสารประวัติและคุณสมบัติของนายเอนก ต่อเจ้าหน้าที่สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี หลังได้รับแจ้งให้บุคคลที่ได้รับเสนอชื่อดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีในการปรับครม.ชุดใหม่ ทยอยเข้ามาส่งประวัติและแบบแสดงคุณสมบัติ
นายเขตรัฐ ให้สัมภาษณ์ว่า การจะได้รับพิจารณาในกระทรวงใดอยู่ที่การตัดสินใจของ พล.อ.ประยุทธ์ เพราะพรรครวมพลังประชาชาติไทยเป็นพรรคของคนทำงานที่มีความเป็นมืออาชีพ ไม่ใช่นักการเมืองอาชีพที่จะทำให้ความปวดหัวของนายกฯมีมากขึ้น
‘สุพัฒนพงษ์’มีชื่อคุมพลังงาน
รายงานข่าวจากพรรคพลังประชารัฐ เปิดเผยว่า สำหรับรายชื่อครม.ประยุทธ์ 2/2 ค่อนข้างชัดเจนในส่วนของพรรคพลังประชารัฐ นายอนุชา นาคาศัย ส.ส.ชัยนาท เลขาธิการพรรค คาดว่าจะได้เป็นรมต.ประจำสำนัก นายกฯ นายสุชาติ ชมกลิ่น ส.ส.ชลบุรี รองหัวหน้าพรรค คาดว่าจะได้เป็นรมว.แรงงาน
โดยที่ผ่านมาผู้บริหารของพรรค พยายามขอสลับกระทรวงกับพรรครวมพลังประชาชาติไทยมาตลอด เนื่องจากต้องการขับเคลื่อนทั้งการแก้ปัญหาการค้ามนุษย์ ประมงผิดกฎหมาย ซึ่งอยู่ในความรับผิดชอบของพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรค เพื่อให้การประสานงานสอดคล้องกัน กระทั่งนายกฯ ต้องพูดคุยด้วยตัวเองกับนายสุเทพ เทือกสุบรรณ ผู้ก่อตั้งพรรครวมพลังประชาชาติไทย เพื่อขอสลับกระทรวง โดยให้นายเอนก เหล่าธรรมทัศน์ ไปเป็นรมว.การอุดมศึกษาฯ เพราะเหมาะสมทั้งเรื่องความรู้ ความสามารถ และเชี่ยวชาญงานวิชาการ
ขณะที่โควตาคนนอก ที่จะเข้ามาเป็น ทีมเศรษฐกิจ มีชื่อ นายปรีดี ดาวฉาย ประธานสมาคมธนาคารไทย และกรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย คาดว่าจะเป็นรมว.คลัง นายไพรินทร์ ชูโชติถาวร อดีตรมช.คมนาคม และอดีตประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัทปตท. ที่ก่อนหน้านี้คาดว่าจะมาเป็นรมว.พลังงาน แต่ล่าสุดมีชื่อนายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ อดีตประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการ ผู้จัดการใหญ่ บมจ.พีทีที โกลบอล เคมิคอล ในตำแหน่งดังกล่าวเช่นกัน จึงเป็นไปได้ที่ นายกฯสลับให้คนใดคนหนึ่งเป็น รองนายกรัฐมนตรี และอีกคนเป็นรมว.พลังงาน
เล็งยึดโควตาชทพ.ให้‘นฤมล’
ขณะเดียวกัน ยังมีแรงผลักดันจาก ผู้บริหารพรรค ให้นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ โฆษกประจำสำนักนายกฯ และเหรัญญิกพรรคพลังประชารัฐ มีตำแหน่งในกระทรวงใดกระทรวงหนึ่ง ซึ่งอาจจะเป็น รมช.แรงงาน หรือรมช.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) จนมีข่าวว่านายกฯจะขอคืนรัฐมนตรี 1 ตำแหน่ง จากที่มีอยู่ 2 ตำแหน่ง คาดว่าจะเป็นรมช.เกษตรและสหกรณ์ที่นายประภัตร โพธสุธน จากพรรคชาติไทยพัฒนา (ชทพ.) นั่งอยู่ เพื่อให้นางนฤมล ได้เป็นรัฐมนตรี เนื่องจากมีรัฐมตรีลาออก 6 คน ได้วางตัวแทนไว้ครบแล้ว หากนางนฤมล จะเข้ามาเป็นรัฐมนตรี ต้องหาคนออกจากครม. 1 คน แต่แกนนำพรรคชาติไทยพัฒนา ยืนยันว่าจนถึงขณะนี้ พล.อ.ประยุทธ์ ไม่ได้โทรศัพท์มาพูดคุย หรือส่งสัญญาณใดๆ ทั้งสิ้น
มีรายงานข่าวว่า นายอนุชา นายสุชาติ รวมถึงนางนฤมล ได้ส่งประวัติให้ตรวจสอบคุณสมบัติผู้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี ตั้งแต่ก่อนที่กลุ่ม 4 กุมาร จะลาออกจากตำแหน่งรัฐมนตรี
ปชป.จี้‘อู๊ดด้า’เปลี่ยนตัวรมต.
ผู้สื่อข่าวรายงานจากพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ว่า สำหรับการปรับครม. แม้นาย จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.พาณิชย์ ในฐานะหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ยืนยันว่าไม่มีการเปลี่ยนชื่อรัฐมนตรีของพรรค แต่ปรากฏว่ามีส.ส.และสมาชิกพรรคบางส่วนยังพยายามเคลื่อนไหวให้มีการเปลี่ยนตัวรัฐมนตรี ขณะเดียวกันการประเมินผลการทำงานของรัฐมนตรีของพรรค ซึ่งนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ ในฐานะเลขาธิการพรรค รับไปทำนั้น จะออกมาภายในสัปดาห์หน้า
สมาชิกพรรคดังกล่าวจึงต้องการให้เร่งพิจารณาเปลี่ยนตัวรัฐมนตรีที่ไม่ค่อยมีผลงาน เพื่อให้ทันกำหนดที่พล.อ.ประยุทธ์ระบุว่าการปรับ ครม.จะเสร็จภายในกลางเดือนส.ค.นี้ มิฉะนั้นจะยิ่งส่งผลเสียต่อคะแนนนิยมของพรรค ขณะที่หลายคนเกรงว่าด้วยสถานการณ์การเมืองโดยรวมอาจทำให้รัฐบาลอายุสั้น เกิดการยุบสภาเร็วกว่าที่คิด จนทำให้ไม่มีการปรับ ครม.อีกรอบ
รุมดีด‘คุณหญิงกัลยา’พ้นเสมา 2
สำหรับผู้ที่ถูกพุ่งเป้าให้ปรับออกจากตำแหน่ง ยังคงเป็นคุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รมช.ศึกษาธิการ เห็นได้จากการที่คุณหญิงกัลยาเป็นเจ้าภาพจัดงานเลี้ยงอาหารค่ำแก่บรรดาแกนนำพรรคส.ส. อดีตส.ส. และรัฐมนตรีของพรรค ที่มหาวิทยาลัยสวนดุสิต เมื่อวันที่ 21 ก.ค.ที่ผ่านมา มีผู้ร่วมงานจำนวนบางตาอย่างน่าผิดสังเกต และมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่างานนี้ถูกจัดขึ้นแบบกะทันหัน และอาจเป็นความพยายามหนึ่งในการกลบเสียงเรียกร้องการปรับ ครม.ของพรรค
นอกจากนี้ มีสมาชิกพรรคจำนวนไม่น้อยยังรู้สึกไม่พอใจต่อท่าทีของคณะผู้บริหารพรรคที่ยังนิ่งเฉย แม้มีการสะท้อนปัญหาต่างๆ ตามข้อเรียกร้อง และนำเสนอแนวทางแก้ไข ปรับปรุงพรรค ทั้งในงานสัมมนาที่เกะเสม็ด และในการประชุมใหญ่สามัญประจำปีของพรรคแล้วก็ตาม สังเกตได้จากผลการลงคะแนนเลือกเหรัญญิกพรรคคนใหม่ ซึ่งนาย จุรินทร์เสนอชื่อนายสุทธิ ปัญญาสกุลวงศ์ อดีตส.ส.กทม. ปรากฏว่านายสุทธิได้รับเลือกด้วยคะแนนเสียงเห็นชอบ 24 เสียง แต่มีผู้งดออกเสียง 21 เสียง ไม่ลงคะแนน 5 เสียง และมีบัตรเสีย 2 ใบ ดังนั้น ถ้าแกนนำพรรคยัง ไม่เร่งปรับปรุงแก้ไขใดๆ อาจทำให้มีสมาชิก ลาออกจากพรรคอีกในอนาคตได้
พท.อัดนายกฯอย่าเห็นแก่พปชร.
นายสุทิน คลังแสง ส.ส.มหาสารคาม พรรคเพื่อไทย(พท.) ในฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน (วิปฝ่ายค้าน) ให้สัมภาษณ์ถึงการปรับครม.ว่า ต้องดูว่าปรับครม.แล้วจะดีขึ้นหรือแก้ปัญหาบ้านเมืองได้หรือไม่ วันนี้ยังสับสนอยู่ว่าใครจะไป ใครจะนั่งตำแหน่งตรงไหน แต่มีหลักคิดว่าการปรับครม.ครั้งนี้เพื่อแก้ปัญหาภายในพรรค หรือเพื่อแก้ปัญหาประเทศ เชื่อว่าสังคมดูออก
“ผมอยากฝากนายกฯ ว่า อย่าสับสนในการปรับครม. และอย่าเอาปัญหาของพรรคพลังประชารัฐมาเป็นปัญหาของประเทศ เพราะประชาชนจะเสียโอกาส หากปรับแล้วแย่ลง ที่สุดพรรคเองก็อยู่ไม่ได้ เราเป็นห่วงสถานการณ์ภายในพรรคเขาด้วยซ้ำ เท่าที่ฟังอยู่ก็ยังไม่จบ ปัญหาจะบานปลายด้วย ที่จริงเป็นเรื่องภายในของเขา แต่เรากลัวว่าจะส่งผลต่อการแก้ปัญหาของประเทศ” นายสุทินกล่าว
ชี้ชาวบ้านมีแต่เสียกับเสีย
ด้านนายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด โฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ถ้าโผ ครม.ที่ปรากฏเป็นข่าวเป็นโผ ครม.จริง แสดงว่าพล.อ. ประยุทธ์ ได้ครึ่งหนึ่งจากการรักษาหน้า นำโควตาคนนอกเข้ามาได้ 2 ตำแหน่ง พรรคพลังประชารัฐได้ครึ่งหนึ่ง จากการลงทุนระเบิดภูเขาเผากระท่อม ไล่อดีตหัวหน้า อดีตเลขาธิการพรรค ตามขู่ ตามทุบ ตามทวง เก้าอี้รัฐมนตรี สุดท้ายได้มา 2 ตำแหน่ง
ขณะที่ประชาชนไม่ได้อะไร มีแต่เสียกับเสีย ทั้งเสียเวลา เสียโอกาส จากการเกิดภาวะสุญญากาศทางการทำงานแก้ไขปัญหาวิกฤตประเทศ สุดท้ายพายเรือวนในอ่างใบเดิม ข้าราชการเกียร์ว่าง นักลงทุนภาคธุรกิจ ภาคประชาชน รอดูรายชื่อรัฐมนตรีใหม่ ถ้าเป็นไปตามโผ 6 ปีที่ผ่านมาหลังรับครม. จะมีแต่ทรงกับทรุด เตรียมตัวนับถอยหลังอายุรัฐบาล เพราะประชาชนจะไม่ทนอีกต่อไป
อนุกมธ.สรุปทางปรองดอง
เมื่อเวลา 11.45 น. ที่รัฐสภา นายชวลิต วิชยสุทธิ์ ประธานอนุกรรมาธิการ (กมธ.) ศึกษาการปฏิรูป ทบทวน และแก้ไขปรับปรุงกฎหมาย ในกมธ.กฎหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุยชน สภาผู้แทนราษฎร แถลงภายหลังที่ประชุมได้เชิญตัวแทนกลุ่มที่มีความเห็นต่างทางการเมือง อาทิ นายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธาน นปช. นายสุริยะใส กตะศิลา ตัวแทนกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย รวมทั้งนายวุฒิสาร ตันไชย เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า และพล.อ.ณัฐ อินทรเจริญ ปลัดกระทรวงกลาโหม มาร่วมรับทราบข้อมูลและรับฟังความคิดเห็นจากภาคส่วนต่างๆ เกี่ยวกับการสร้างความปรองดองสมานฉันท์ของคนในชาติ
นายชวลิตกล่าวว่า อนุกมธ.ได้ฟังข้อเสนอของฝ่ายต่างๆ ซึ่งมีความขัดแย้งตั้งแต่ปี 2548 รวม 15 ปีแล้ว จึงต้องหลอมลวมทุกภาคส่วนให้สามัคคี แต่ละฝ่ายหันหน้ามาร่วมมือกัน การนิรโทษกรรมไม่ใช่เรื่องสำคัญสำหรับความปรองดองสมานฉันท์เพียงอย่างเดียว ยังมีสิ่งอื่นที่อนุกมธ.ต้องสร้างความเข้าใจเพื่อลดความขัดแย้ง เช่น การอภัย การขอโทษต่อสังคม การให้เกียรติ การเยียวยา ซึ่งจะนำ ข้อสรุปทั้งหมดที่ได้เสนอต่อกมธ.ชุดใหญ่เพื่อเสนอต่อสภาและรัฐบาลต่อไป
ชงแนวทางนิรโทษกรรม
นายชวลิตกล่าวว่า ข้อเสนอการนิรโทษกรรมนั้น จะเป็นข้อหนึ่งที่เสนอไปยังรัฐบาลว่าต้องทำอย่างไรบ้าง แต่คงไม่เสนอกฎหมายนิรโทษกรรมเอง เพราะเรื่องนี้รัฐบาลเคยพูดไว้อยู่แล้ว ส่วนการชุมนุมของนักศึกษานั้น คิดว่ารัฐบาลควรรับฟังและสิ่งที่ทำได้ง่ายที่สุดคือการแก้รัฐธรรมนูญ เพื่อให้ทราบไทม์ไลน์การเลือกตั้งว่าจะเกิดขึ้นเมื่อไร ซึ่งอนุกมธ. จะเชิญตัวแทนนิสิต นักศึกษา มาให้ข้อมูลด้วย
ด้านนายสุริยะใสกล่าวว่า จากสถานการณ์โควิด จะเห็นว่าคนไทยรวมใจเป็นหนึ่งเดียว หากทำได้อย่างนี้ เชื่อว่าความขัดแย้งจะผ่านไปได้ ซึ่งตนพร้อมนำความเห็นของอนุกมธ.ไปพูดคุยกับมวลชน ซึ่งทุกวันนี้ตนคุยกับคนเสื้อแดงมากกว่าคนเสื้อเหลืองและตนพร้อมรับฟังเพื่อให้ข้อเสนอแนะในทุกเวที
นายจตุพรกล่าวว่า เชื่อว่าสถานการณ์ต่อไปยังมีความขัดแย้งอยู่ หากยังไม่สามารถสร้างปรองดองได้ ดังนั้น เราต้องไม่ตั้งคำถามว่าใครติดคุกมากกว่าใครหรือใครติดคุกน้อยกว่ากัน และในความเห็นต่างจะต้องไม่มีใครมาตาย อะไรที่เป็นทางออกของประเทศต้องเร่งดำเนินการ
‘สมศักดิ์’คาใจข้อกล่าวหาเมีย
ที่รัฐสภา นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รมว.ยุติธรรม ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีคณะอนุกรรมการไต่สวน ของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มีมติแจ้งข้อกล่าวหา นางอนงค์วรรณ เทพสุทิน ภรรยา ทุจริตโครงการอนุรักษ์ทรัพยากรดินและป่าไม้ในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ เพื่อลดผลกระทบ ภาวะวิกฤตโลกร้อน (ฝายแม้ว) วงเงินงบประมาณปี 2551 จำนวน 770 ล้านบาท ว่า เรื่องนี้คงต้องย้อนเวลากลับไปกว่า 12 ปี สมัยตนถูกตัดสิทธิ์ทางการเมือง นางอนงค์วรรณ เป็นหัวหน้าพรรคมัชฌิมา ธิปไตย และได้ดำรงตำแหน่งรมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
สาเหตุที่มีการร้องเรียนในสมัยนั้น เข้าใจว่ามีการลงชื่อร้องเรียน แต่การตรวจสอบข้อเท็จจริง คนที่ลงชื่อร้องเรียนได้ยืนยันกับ ผู้ตรวจสอบว่าตัวเขาไม่ได้ลงชื่อร้องเรียน กระบวนการสอบเหมือนจงใจจะชี้นำหรือหาเหตุผลในการจับผิดให้ได้หรือไม่ การพิจารณาเรื่องนี้ยาวนานมีการเปลี่ยนอนุกรรมการหลายชุด จนตนเข้าใจว่าเรื่องนี้ได้ยุติไปแล้ว กระทั่งเวลาผ่านมาเป็น 12 ปี ป.ป.ช.เพิ่งมาแจ้งให้รับทราบว่า นางอนงค์วรรณ เกี่ยวข้อง เนื่องจากเป็นรัฐมนตรีในขณะนั้น
ตนทราบมาว่าที่ผ่านมา กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช ได้ตั้งกรรมการสอบสวนตรวจสอบเรื่องนี้หลายครั้งว่าได้การดำเนินงานจริงหรือไม่ โดยมีรูปถ่ายยืนยันพร้อมค่าพิกัดของฝายทุกตัว และเมื่อสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ไปตรวจสอบได้ทำหนังสือให้กรมบัญชีกลางเข้าตรวจสอบด้วย ผลการชี้แจงของกรมบัญชีกลาง ยืนยันว่างานที่ออกมามีประสิทธิภาพและคุ้มค่ากับการลงทุน
3ส.ค.ไปชี้แจงต่อป.ป.ช.แน่นอน
นายสมศักดิ์กล่าวว่า ตนได้ไปศึกษาสาเหตุของการสร้างฝายแม้วจำนวนมาก เนื่องจากเป็นพื้นที่ป่าต้นน้ำ มีความลาดชันสูง จึงต้องสร้างฝายให้ถี่ เพื่อที่จะอนุรักษ์ดินและน้ำ ฝายดังกล่าวยังช่วยป้องกันไฟป่าเพราะทำให้ดินมีความชุ่มชื้นในเวลานั้น จึงไม่มีไฟป่ามาก แต่ขณะเดียวกันในเวลานี้ประเทศกลับถูกปกคลุมไปด้วยฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 ประชาชนต้องเป็นโรคทางเดินหายใจ
ในส่วนของการออกแบบฝายเป็นไปตามหลักวิชาการกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืชที่ได้ศึกษาและกำหนดค่าพิกัดพื้นที่ไว้หลายปี และขั้นตอนการออกแบบมีมาก่อนที่นางอนงค์วรรณจะรับตำแหน่ง โครงการนี้มีการผลักดันมานานแต่ไม่สำเร็จเพราะงบประมาณไม่เพียงพอ ประโยชน์ของฝายเพื่อดักตะกอน และชะลอการไหลของน้ำ เพื่อให้น้ำซึมลงดินเหมือนกับธนาคารน้ำใต้ดินที่เราพูดถึงกันในปัจจุบัน พื้นที่ป่าต้นน้ำตนขอย้ำว่ามีความสำคัญ เพราะเป็นแหล่งที่จะเติมน้ำให้น้ำกับเขื่อนต่างๆ ดังนั้น การทำฝายชะลอน้ำ ในราคาประมาณตัวละ 5,000 บาท มีอายุการใช้งาน 3-5 ปี จึงเป็นประโยชน์อย่างมาก โดยปัจจุบันทั้งกรมป่าไม้ กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช และหน่วยงานอื่นยังดำเนินการกิจกรรมนี้อยู่
“เรื่องนี้ยาวนานมาถึง 12 ปี คุณอนงค์วรรณ ไม่เคยถูกเชิญให้เข้าชี้แจงใดๆเลย และผมเชื่อว่าเวลานี้ ภรรยาของผมพร้อมที่จะไปให้ข้อมูลในวันที่ 3 ส.ค.อย่างแน่นอน” นายสมศักดิ์กล่าว