แกนนำคาดจะมากันเรือนหมื่น
‘อานนท์’ร่วมชุมนุมที่เชียงใหม่
ตร.โต้วุ่นอุ้มนศ.เมืองสองแคว
วันนี้นัดใหญ่ที่มธ.รังสิต คาดคนล้น ขณะที่ม็อบเชียงใหม่ยังพรึบ ต้อนรับอานนท์ นำภา หลังได้รับประกันตัวขณะที่ข่าวลือสะพัดจับตัว 3 น.ศ.แกนนำม็อบที่พิษณุโลก ด้านรองโฆษกตร.ยันไม่มีการอุ้มใดๆ ทั้งสิ้น ส่วนที่มหาสารคาม ก็ชุมนุม ต่อต้านเผด็จการ ด้านส.ว.เย้ย ม็อบน.ศ.ยังไร้เดียงสา แค่วูบวาบ เตือนอย่าเลยเถิด สุดโต่งจะไม่ชนะและเปลี่ยนแปลงอะไรไม่ได้ ด้านสภาประสานตร.ดูแลความสงบม็อบกดดัน แก้รธน. ยันต้องเป็นไปตามขั้นตอน ขณะที่พล.ท.นันทเดช ปลุกผีกปปส. ชวนชุมนุม ที่สภาชนม็อบแก้รธน. พิธายันส.ส.ก้าวไกล ยื่นประกันม็อบคือเป็นการปกป้องสิทธิเสรีภาพประชาชน ไม่ได้อยู่เบื้องหลังม็อบ แนะนายกฯฟังเสียงประชาชน
วันที่ 9 ส.ค. ที่ จ.สมุทรปราการ นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีการชุมนุมของนักศึกษา โดยส.ส.พรรคก้าวไกล เสนอเตรียมใช้ตำแหน่งประกันตัวประชาชนผู้ชุมนุมที่ถูกดำเนินคดี อาจถูกโยงว่าพรรคอยู่เบื้องหลังการชุมนุมว่า สิ่งที่พวกเราทำเป็นการปกป้องสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานของประชาชน ซึ่งเป็นหลักพื้นฐานตามระบอบประชาธิปไตย และเป็นการเรียกร้องตามหลักสันติวิธี โดยพรรคก้าวไกลเป็นพรรคที่มาจากประชาชน ได้รับเลือกตั้งมาจากประชาชน ดังนั้นเมื่อประชาชนโดนคุกคาม ในฐานะผู้แทนราษฎรก็ต้องเข้าไปปกป้องสิทธิขั้นพื้นฐานนี้
นอกจากนี้ในทางกลับกันตนขอเรียกร้องไปยังรัฐบาล นายกรัฐมนตรี ถึงความจริงใจในการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน นักเรียนนักศึกษา อย่ามองประชาชน เยาวชนที่อาจมีความเห็นไม่ตรงกับท่านเป็นศัตรู ทั้งนี้ท่านนายกรัฐมนตรีได้เคยออกมากล่าวว่า ท่านพร้อมที่จะรับฟัง แต่กลายเป็นว่าหลังจากนั้นก็มีการออกหมายจับประชาชนที่ออกมาเรียกร้อง ซึ่งไม่ใช่หมายเรียกด้วยซ้ำ แต่เป็นหมายจับ ขณะเดียวกันมีลูกวีไอพี ขับรถชนคนตาย หมายเรียกกว่าจะออก ดังนั้น จึงขอฝากไปถึงท่านนายกรัฐมนตรีว่า ต้องมีคำพูดและการกระทำที่สอดคล้องกันด้วย
“ต้องยอมรับว่าน้องๆ นักศึกษา และประชาชนที่ออกมาเรียกร้อง ส่วนหนึ่งเป็นการ ออกมาเรียกร้องที่เกิดจากวิกฤตเศรษฐกิจ วิกฤตทางการเมือง และเป็นเรื่องของวิกฤตศรัทธาด้วย ซึ่งต้องยอมรับว่าเป็นความ ล้มเหลวของรัฐบาลที่ไม่สามารถแก้ไขปัญหาต่างๆ ได้ รวมทั้งการออกมาเรียกร้องเรื่อง ที่เกี่ยวข้องกับอนาคตของพวกเขา อนาคตทางการศึกษา และเรื่องของวิกฤตโควิด-19 ที่สะสมมา จึงจำเป็นออกมาเรียกร้องกัน ถ้าเรามองกันอย่างตรงไปตรงมา พวกเขากำลังประสบปัญหา และประเทศนี้ไม่มีอนาคตให้พวกเขา ต้องกลับมามองที่ตัวผู้ใหญ่เองว่ามีอะไรที่จะต้องแก้ไข แทนที่จะมีความพยายามในการใช้ปฏิบัติการไอโอ สร้างการยุยง ปลุกปั่น เพื่อให้มีม็อบผู้ใหญ่ออกมาชนกับม็อบของเยาวชน นิสิต นักศึกษา จะทำให้สถานการณ์บานปลายและประเทศก็จะถึงทางตัน”
นายพิธากล่าวอีกว่า คำว่าฟังก็ต้องเป็นการฟังจริงๆ ฟังด้วยจิตใจที่มีวุฒิภาวะ ฟังด้วยการเปิดใจในสิ่งที่พวกเขาเรียกร้อง และตอบสนอง ในสิ่งที่พวกเขาต้องการโดยนำไปแก้ไขปรับปรุง เพื่อให้พวกเขามีอนาคตในประเทศนี้ และทำให้ประเทศเป็นประเทศของประชาชนจริงๆ ไม่ใช่เป็นประเทศของอภิสิทธิ์ชน ซึ่งจำเป็นต้องดูแลประชาชนทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน โดยไม่มีการเลือกปฏิบัติจากเหตุเพราะมีทรัพยากรมากกว่า มีเส้นสายมากกว่า หรือมีนามสกุลที่ดังกว่า
นายสมบูรณ์ อุทัยเวียนกุล เลขานุการประธานสภาผู้แทนราษฎร กล่าวถึงการชุมนุมของคณะรณรงค์เพื่อรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน ขอชวนประชาชน (ครช.) ที่หน้ารัฐสภา ในวันที่ 10 ส.ค. เวลา 10.10 น. ว่า นายชวน หลีกภัย ประธานสภา รับทราบรายงานจากทางสำนักงานเลขาธิการสภาฯ และกำชับให้ดูแลการชุมนุมให้เป็นไปอย่างเรียบร้อย อำนวยความสะดวก และป้องกันเหตุที่อาจจะเกิดขึ้นได้ในระหว่างการชุมนุม รวมถึงให้เป็นไปตามมาตรการทางสาธารณสุขว่าด้วยการป้องกันการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ด้วย โดยช่วงบ่ายวันนี้ สภาจะประสานไปยังตำรวจ นครบาลและเจ้าหน้าที่ตำรวจ เพื่อเตรียมมาตรการที่เกี่ยวข้อง และการอำนวยความสะดวก
“หากผู้ชุมนุมปฏิบัติตามกฎหมายไม่มีปัญหา เช่น ไม่ทำผิดกฎหมาย ว่าด้วยการชุมนุม ส่วนตัวเชื่อว่าการชุมนุมดังกล่าวจะไม่มีเหตุร้ายที่ทำให้บ้านเมืองวุ่นวาย และการแสดงออกในเรื่องนี้ เป็นสิทธิ์ของประชาชนคนไทย ขณะที่ส่วนราชการต้องยึดการอำนวยความสะดวกให้ประชาชนเป็นหลัก” นายสมบูรณ์กล่าว
สำหรับการเรียกร้องของประชาชนนั้น ที่ผ่านมานายชวนเคยให้สัมภาษณ์ โดยระบุว่าไม่เห็นด้วยกับรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันตั้งแต่ต้น แต่การแก้ไขเพิ่มเติมนั้นต้องเป็นไปตามระบบ คือ ระบบรัฐสภา ส่วนการชุมนุมหรือทำกิจกรรมใดๆ ทางการเมืองนั้นเป็นเรื่องที่แสดงออกตามระบอบประชาธิปไตย
ทั้งนี้คณะรณรงค์เพื่อรัฐธรรมนูญฉบับประชาชนขอชวนประชาชนยื่นร่าง พ.ร.บ. ประชามติฯ แก้ไขรัฐธรรมนูญ ยืนยันหลักการ “ไม่แก้ไข..เขียนใหม่เท่านั้น” โดยจะยื่นร่างพระราชบัญญัติประชามติแก้ไขรัฐธรรมนูญ ให้กับตัวแทนพรรคการเมือง นำโดย รศ.ดร.อนุสรณ์ อุณโณ และพรรคร่วมฝ่ายค้าน
ขณะที่ พล.ท.นันทเดช เมฆสวัสดิ์ อดีตกรรมการบริหารพรรครวมพลังประชาชาติไทย (รปช.) อดีตแนวร่วม กปปส. และอดีตหัวหน้าศูนย์ปฏิบัติการพิเศษ ศูนย์รักษาความปลอดภัยแห่งชาติ (ศรภ.) โพสต์ข้อความลงบนเฟซบุ๊กส่วนตัว ระบุว่า “ขอเชิญทุกอาชีพ มากันเอง ออกตังค์เอง แบบเดิมๆ ที่หน้ารัฐสภาใหม่ครับ ทำกิจกรรมสันติวิธี วันจันทร์ที่ 10 เวลา 10.10 น.”
พร้อมโพสต์ภาพข้อความของ ศูนย์กลางประสานนักศึกษา อาชีวะ ประชาชนปกป้องสถาบันฯ หรือ ศอปส. ที่ระบุว่า 10 ส.ค. ขอเชิญชวนพ่อแม่พี่น้องและเยาวชนทุกท่าน ร่วมกันปกป้อง ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ เพื่อแสดงจุดยืนต่อต้านแกนนำที่ปราศรัยหมิ่นสถาบันชาติ และร่วมกันแสดงความรัก ต่อสถาบันฯ กับบรรดาเหล่าเยาวชน อนาคตของชาติ ณ หน้ารัฐสภา 10.10 น.” ต่อมาพล.ท.นันทเดช ลบโพสต์ดังกล่าวออกไป
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าเป็นที่น่าจับตาว่าจะเกิดปรากฏการณ์ม็อบชนม็อบหรือไม่ เพราะก่อนหน้านี้ กลุ่มครช. ก็นัดชุมนุมเพื่อกดดันให้แก้รัฐธรรมนูญในวันที่ 10 ส.ค.นี้ เวลา 10.00 น.
นพ.พลเดช ปิ่นประทีป ส.ว.กล่าวว่า การชุมนุมของกลุ่มนักศึกษาที่กำลังลามไป ทั่วประเทศนั้น เห็นว่าควรเปิดเวทีให้นักศึกษา ได้แสดงออก แต่นักศึกษาอย่าเลยเถิด ไร้เดียงสา ตนเคยผ่านวัยนักศึกษามาก่อน รู้ดีว่าสุดโต่งเกินไปก็ไม่ชนะ เปลี่ยนแปลงอะไรไม่ได้ ถ้าเปรียบเทียบการชุมนุมของนักศึกษา สมัยก่อนกับปัจจุบันต่างกันมาก สมัยก่อนนักศึกษามาชุมนุมด้วยจิตสำนึกการมีส่วนร่วม อุดมการณ์การเมือง ศึกษาเรื่องราวต่างๆ มาอย่างจริงจัง แต่สมัยนี้ไม่ได้เป็นเช่นนั้น เป็นเรื่องการใช้อารมณ์ ความรู้สึกมากกว่า
“การบอกว่ากระแสนักศึกษาจุดติด ลามไป ทั่วประเทศนั้น เป็นการติดแบบวูบวาบ ยังไปไม่ถึงขั้นกระแสปฏิวัติมวลชน เชื่อว่า สิ่งที่ทำจะไม่สำเร็จ ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงอะไรได้ และเกรงว่าจะมีแรงต้านออกมา ทำให้สถานการณ์แรงขึ้น คุมกันลำบาก จึงไม่อยากให้มีความรุนแรงเกิดขึ้น” นพ.พลเดชกล่าว

โดนสกัด – กลุ่มเยาวชนและประชาชน จ.พิษณุโลก ชุมนุมกันที่ริมตลิ่งแม่น้ำน่าน หน้าวัดพระศรีรัตนมหาธาตุวรมหาวิหาร อ.เมือง จ.พิษณุโลก พร้อมเรียกร้อง 5 ข้อ ขณะที่แกนนำ 3 คนถูกเจ้าหน้าที่กดดันห้ามเข้าร่วมชุมนุม เมื่อ 9 ส.ค.
ขณะที่การชุมนุมของเยาวชนในจ.พิษณุโลก เพจสหภาพนักเรียน นิสิต นักศึกษาแห่งประเทศไทย โพสต์ว่า 3 นักศึกษาที่จัดกิจกรรม พิษณุโลกคนกล้าไม่ก้มหน้าให้เผด็จการ โดยกลุ่มเครือข่ายเยาวชนและประชาชน ที่ริมตลิ่งแม่น้ำน่าน หน้าวัดใหญ่ในเวลา 16.00 น. หายตัว ไปไม่สามารถติดต่อได้ โดยมีข่าวว่าถูกอุ้มไปที่ค่ายตชด.ค่ายเจ้าพระยาจักรี
อย่างไรก็ตามนายปดิพัทธ์ สันติภาดา ส.ส.พิษณุโลก พรรคอนาคตใหม่ โพสต์ข้อความว่าจากการตรวจสอบกับผกก. กองร้อย 31 ตชด.พิษณุโลก ระบุว่าไม่มีการควบคุมตัวแกนนำนักศึกษาทั้ง 3 ราย
ด้านพ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ รองโฆษกตร.กล่าวว่า ยืนยันว่ายังไม่มีการจับกุม นักศึกษาที่จ.พิษณุโลก มีเพียงการเตรียมความพร้อมไว้เท่านั้น
ขณะที่เพจพิษณุโลกคนกล้าไม่ก้มหน้า ให้เผด็จการ แถลงว่า เวลาประมาณ 12:30 น. มีบุคคลกลุ่มหนึ่งจำนวน 6 คน (ชาย 5 คน หญิง 1 คน) อ้างว่าเป็นเจ้าหน้าที่ มาหาดิฉันที่หอพัก พร้อมกับคุณแม่ดิฉันเพื่อขอให้ยุติกิจกรรมที่จะจัดขึ้นในวันนี้ และนำตัวดิฉันขึ้นรถตู้เพื่อไปส่งที่ภูมิลำเนาซึ่งอยู่อีกอำเภอหนึ่ง
ระหว่างนั้น ดิฉันถูกยึดโทรศัพท์มือถือ และหนึ่งในบุคคลที่อ้างว่าเป็นเจ้าหน้าที่นั้น อธิบายถึงเหตุผลต่างๆ ด้วยความสุภาพและมิได้ใช้ความรุนแรงใดๆ กับตัวดิฉัน ว่าทางหน่วยงานราชการในท้องถิ่นเป็นกังวลอย่างยิ่งกับการจัดกิจกรรมในวันนี้ เนื่องด้วยมีผู้ร้องเรียนเกี่ยวกับสถานที่จัดกิจกรรมว่าไม่เหมาะสม และอาจจะเกิดเหตุการปะทะกันของคน 2 ฝ่ายที่เห็นต่างกัน ทางภาครัฐได้พยายามห้ามปรามแล้วแต่ทางเรายังยืนยันที่จะจัดกิจกรรมอยู่ โดยเจ้าหน้าที่แจ้งว่า พื้นที่จังหวัดพิษณุโลก เป็นพื้นที่ตั้งของกองทัพภาคที่ 3 หากมี กิจกรรมใดๆ ที่กระทบต่อความมั่นคง อาจจะทำให้เกิดผลเสียตามมา ขอให้เห็นใจพวกพี่ด้วย จึงจำเป็นต้องใช้การกดดันทางจิตวิทยาคือแจ้งให้บุคคลในครอบครัวทราบและขอความร่วมมือมาช่วยเกลี้ยกล่อม และนำส่งกลับภูมิลำเนา โดยมีเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นได้แก่ นายก อบต. กำนันและผู้ใหญ่บ้านในท้องที่ภูมิลำเนาที่ดิฉันอยู่มารออยู่ที่บ้าน เพื่อแจ้งให้ทราบและให้ดูแลกำชับดิฉันไม่ให้ออกมาเคลื่อนไหวในทำนองนี้อีก โดยมีการพูดคุยกัน อยู่ที่บ้านของดิฉันจนถึงเวลาประมาณ 18.40 น.
ตอนนี้ดิฉันอยู่ที่บ้านและปลอดภัยดี โดยไม่ได้รับอันตรายจากการคุกคามใดๆ จากบุคคลกลุ่มนี้ และไม่มีหมายจับหรือการดำเนินคดีใดๆ นอกจากการห้ามเคลื่อนไหวและจัดกิจกรรมในพื้นที่จังหวัดพิษณุโลกอีก ดิฉันทราบว่า ยังมีเพื่อนแกนนำอีก 4 คน ได้ถูกปฏิบัติเช่นนี้ด้วย แต่ตอนนี้ดิฉันยังไม่สามารถติดต่อได้
สำหรับโดยส่วนตัวดิฉันเอง ดิฉันขอเวลาในการคิดและปรึกษาหารือกับทนายความ และนักสิทธิมนุษยชนที่ดิฉันมีเครือข่าย ความร่วมมืออยู่ว่าจะดำเนินการกับเรื่องนี้ ต่ออย่างไร และจะแจ้งให้ทราบอีกครั้งค่ะ

ชุมนุมคึก – เยาวชน น.ร. น.ศ. และชาวเชียงใหม่นับพันคนร่วมชุมนุมขับไล่รัฐบาล พร้อมล่า 5 หมื่นชื่อเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญมีนายอานนท์ นำภา ทนายดังมาร่วมปราศรัยด้วย ที่ข่วงประตูท่าแพ อ.เมือง จ.เชียงใหม่ เมื่อ 9 ส.ค.
ที่ข่วงประตูท่าแพ เมืองเชียงใหม่ กลุ่ม ผู้ชุมนุมประมาณ 100 กว่าคนส่วนมากจะเป็นเยาวชนนักเรียนนักศึกษาและกลุ่มประชาชนเชียงใหม่ พร้อมใจกันใส่ชุดดำได้ทยอยมาชุมนุมกัน โดยมีการติดตั้งเครื่องเสียง และแจกหนังสือของ นายอานนท์ นำภา ทนายความ โดยให้ผู้ที่จะรับหนังสือแจกเข้าแถว จากนั้นกลุ่มแกนนำก็ได้เดินแจกหนังสือ โดยมีกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจคอยดูแลรักษาความสงบประมาณ 100 กว่านาย รอบๆ บริเวณกลุ่ม ผู้ชุมนุม นอกจากนี้กลุ่มผู้ชุมนุมบางกลุ่มเป็นผู้มีอายุทั้งชายและหญิงได้ถ่ายรูปหมู่ และ ชู 3 นิ้วด้วย พร้อมทั้งตะโกนบอกว่าไม่กลัว มาครั้งนี้เพื่อมาให้กำลังใจลูกหลาน
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าในการแจกหนังสือ ครั้งนี้ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจและชุดหน่วย ข่าวกองทหาร ได้บันทึกภาพแกนนำที่เดินแจกหนังสือไว้ทั้งหมด
นายพิชิต ตามูล หรือดาบแดง อดีตแกนนำ คนเสื้อแดงเชียงใหม่ได้เปิดเผยว่า การเดินทางมาสังเกตการณ์ในการชุมนุมครั้งนี้มาเพื่อมาให้กำลังใจพวกน้องน้องเด็กเด็กเยาวชน เพื่อให้น้องๆไปต่อสู้ต่อไปและขอเป็นกำลังใจ อยากฝากถึงน้องๆ เยาวชนว่าจะมาเข้าสู่เส้นทาง การต่อสู้ครั้งนี้ก็ต้องรับผิดชอบตัวเองด้วยเพราะจะไม่มีใครช่วยเหลือใครได้เลย

ชุมนุมไล่ – เยาวชน นักเรียน นักศึกษาและประชาชนชาวเชียงใหม่ร่วมชุมนุมขับไล่รัฐบาล พร้อมล่าชื่อ 5 หมื่นชื่อ เพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยมีนายอานนท์ นำภา ทนายนักเคลื่อนไหวมาร่วมด้วย ที่ข่วงประตูท่าแพ อ.เมือง จ.เชียงใหม่ เมื่อ 9 ส.ค.
ช่วงเวลาประมาณ 17.00 น. ที่ข่วงประตูท่าแพประชาชน เยาวชน นักเรียน นักศึกษา เริ่มมีจำนวนมากขึ้นเรื่อยไป มีการเล่นดนตรีโฟล์กซองประกอบ ผู้ชุมนุมประมาณ 500 คน มีการให้ลงลายมือชื่อให้ถึง 50,000 รายชื่อ เพื่อรวบรวมส่งให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญด้วย ขณะที่ในช่วงค่ำมีผู้ชุมนุมเพิ่มขึ้นเป็น 1,500 คน
ที่จ.มหาสารคาม มีการชุมนุม สารคามเผด็จการบ่ต้อง จัดโดยเครือข่ายประชาธิปไตยมหาสารคาม ที่ลานศาลเจ้าพ่อหลักเมือง
โดยมีประชาชนเดินทางมาร่วมกิจกรรมพร้อมรถแห่ขยายเสียง เชิญชวนประชาชน ที่ผ่านมาไปมาร่วมกันขับไล่รัฐบาลที่บริหารประเทศมานานถึง 6 ปี แต่ก็ไม่มีอะไรดีขึ้น
ซึ่งกิจกรรมในงานมีการปราศรัยถึงความล้มเหลวของรัฐบาลในการบริหารประเทศ พร้อมกับเขียนป้ายแสดงออกถึงความในใจ ที่จะให้รัฐบาลเผด็จการออกไป เรียกร้องให้รัฐบาลลาออก มีการเลือดตั้งใหม่ และแก้ไขรัฐธรรมนูญปี 60 โดยมีกำลังของเจ้าหน้าที่ตำรวจและฝ่ายปกครอง ทั้งในและนอก เครื่องแบบมาดูแลความเรียบร้อยอย่างใกล้ชิด
ก่อนจะมีการอ่านแถลงการณ์เครือข่ายประชาธิปไตย ระบุว่า ด้วยเป็นที่ทราบกัน โดยทั่วไปว่ากติกาสูงสุดในการอยู่ร่วมกันของคนในประเทศคือ รัฐธรรมนูญ ฉบับปี พ.ศ.2560 ซึ่งบัญญัติขึ้นมาโดยการชี้นำของคณะบุคคล ซึ่งคือกลุ่มทหารที่มีแนวคิดในการบริหารการปกครองบ้านเมืองในลักษณะยึดถือ ความคิดเห็นของตนเป็นใหญ่ และบีบบังคับโดยตรงและโดยอ้อมเพื่อให้มีรัฐธรรมนูญฉบับปี พ.ศ.2560 ได้ออกมาใช้บังคับ ซึ่งมีบท บัญญัติบางหมวดบางมาตราที่ไม่สอดคล้องกับแนวทางประชาธิปไตย และโดยเจตนา ที่จะให้พวกตนเองได้รับผลประโยชน์ เพื่อการ เข้ามามีอำนาจในการปกครองบ้านเมืองอย่างไม่ชอบธรรม
เมื่อรัฐธรรมนูญมีบทบัญญัติและมีที่มาโดยไม่ชอบธรรมดังกล่าว จึงเกิดความขัดแย้งในหมู่ประชาชนทั่วประเทศอย่างกว้างขวาง ซึ่งได้แสดงออกถึงการไม่ยอมรับรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ตลอดจนผลพวงต่างๆ ที่ตามมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งการไม่ยอมรับรัฐบาลที่นำโดย นายกรัฐมนตรีคนปัจจุบัน
ดังนั้นเครือข่ายประชาธิปไตยมหาสารคาม (คปมค.) ซึ่งเป็นการรวมตัวกันของประชาชนในจังหวัดมหาสารคาม ที่ยึดถือแนวทางประชาธิปไตย จึงขอเรียกร้องให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญขึ้นใหม่ ให้มีบทบัญญัติที่เป็นประชาธิปไตยโดยสมบูรณ์แบบ ยึดโยงประชาชน ล้างอยุติธรรมทั้งปวงและวางหลักการประชาธิปไตย โดยดำเนินการอย่างเร่งด่วนเพื่อคืนอำนาจแก่ประชาชน เพื่อการ เลือกตั้งใหม่ ภายใต้กติกาของรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ที่ประชาชนทุกฝ่ายยอมรับเพื่อมีรัฐสภาใหม่ รัฐบาลใหม่ต่อไป
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าสำหรับวันที่ 10 ส.ค. มีการนัดชุมนุมใหญ่ที่ลานพญานาค มหาวิทยาลัย ธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต เริ่มเวลา 17.00 น. คาดจะมีผู้ชุมนุมมาก เนื่องจากเป็นวันเปิดเทอม วันแรก
น.ส.ปนัสยา สิทธิจิรวัฒนกุล นักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และโฆษกสหภาพนักเรียน นิสิต นักศึกษาแห่งประเทศไทย (สนท.) เปิดเผยว่า นักศึกษาธรรมศาสตร์ ตั้งเวทีเตรียมชุมนุมใหญ่พรุ่งนี้ วันที่ 10 ส.ค. คาดผู้เข้าชุมนุมนับหมื่นคน โดยจุดรวมตัวคือลานพญานาค ภายในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต เวลา 17.00 น. จุดประสงค์เพื่อแสดงพลังขับไล่รัฐบาลเผด็จการ ภายใต้แคมเปญ “ธรรมศาสตร์จะไม่ทน”