ที่‘ชัยภูมิ-เลย’
สธ.ยันซากเชื้อ
ไม่ระบาดรอบ2
สมช.เสนออีก
ต่อพรก.1เดือน
สธ.แถลงพบ 2 สาวไทยติดโควิดอีก หลังพ้นกักตัวในสเตตควอรันทีน 14 วัน ก่อนกลับไปใช้ชีวิตปกติที่บ้านเกิดในชัยภูมิ และเลย ตั้งแต่มิ.ย. ล่าสุด เตรียมกลับไปทำงานที่ยูเออี พบมีอาการ จึงไปตรวจที่ร.พ.รามาฯ หมอระบุเป็นสารพันธุกรรมโควิดในปริมาณน้อย เป็นซากเชื้อที่หลงเหลือ ไม่ทำให้เกิดการระบาดรอบ 2 ส่วนผลตรวจคนใกล้ชิดหนุ่มมาเลย์ 11 คนพบปลอดเชื้อ ส่วนกรมอนามัยคลอดแนวทาง จัดกีฬาแบบมีผู้ชมสกัดโควิด สนามกลางแจ้งให้เข้า 25% ความจุ ในร่ม 15% ด้านสมช. เสนอศบค.ชุดใหญ่ต่อพ.ร.ก.ฉุกเฉินอีก 1 เดือน ตลอดก.ย.นี้ ระบุต้องคุมโควิดอย่างเดียว ไม่เกี่ยวการเมือง ‘ศบศ.’ ไฟเขียว 4 มาตรการฟื้นฟูเศรษฐกิจ เน้นจ้างงานคนจบใหม่กว่า 4 แสน กระจายเงินสู่ฐานราก ให้หาบเร่ แผงลอยได้ประโยชน์
ติดเชื้ออีก 1 คนกลับจากตปท.
เมื่อวันที่ 19 ส.ค. ศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 (ศบค.) เปิดเผยข้อมูลผ่านเฟซบุ๊กศูนย์ข้อมูล COVID-19 ว่า วันนี้มีผู้ป่วย โควิด-19 รายใหม่เพิ่ม 1 ราย หายป่วยเพิ่มขึ้น 1 ราย ไม่มีเสียชีวิตเพิ่มเติม ผู้ป่วยยืนยันสะสมรวม 3,382 ราย หายกลับบ้านรวม 3,199 ราย ยังรักษาในร.พ. 125 ราย เสียชีวิตรวม 58 ราย
ทั้งนี้ ผู้ป่วยรายใหม่มาจากต่างประเทศ คืออินเดีย เป็นหญิงไทยอายุ 37 ปี อาชีพพนักงานนวด เดินทางถึงไทยวันที่ 8 ส.ค. เข้าพักใน สเตต ควอรันทีน กทม. และตรวจหาเชื้อ ครั้งที่ 2 วันที่ 17 ส.ค. ผลตรวจพบเชื้อ แต่ไม่มีอาการ โดยเที่ยวบินเดียวกันนี้มีผู้ป่วยยืนยันก่อนหน้า 18 ราย
สำหรับสถานการณ์โควิด-19 ทั่วโลก มีผู้ติดเชื้อรวม 22,306,568 ราย เป็นผู้ป่วยรายใหม่ในรอบวัน 257,605 ราย อาการรุนแรง 62,043 ราย รักษาหายแล้ว 15,047,779 ราย เสียชีวิต 784,353 ราย อันดับประเทศที่มีผู้ติดเชื้อสูงสุด 5 อันดับแรก 1.สหรัฐอเมริกา 5,655,974 ราย เป็นรายใหม่ 43,999 ราย 2.บราซิล 3,411,872 ราย เป็นรายใหม่ 48,637 ราย 3.อินเดีย 2,766,626 ราย เป็นรายใหม่ 65,022 ราย 4.รัสเซีย 932,493 ราย เป็นรายใหม่ 4,748 ราย 5.แอฟริกาใต้ 592,144 ราย เป็นรายใหม่ 2,258 ราย ส่วนไทยลงมาอันดับ 115 ของโลก
คนใกล้ชิดมาเลย์ 11 รายไร้เชื้อ
วันเดียวกัน นพ.สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย อธิบดีกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กล่าวถึงการสอบสวนโรคกรณีชาวมาเลเซียติดเชื้อโควิด-19 หลังเดินทางกลับจากไทยว่า ทีมปฏิบัติการสอบสวนควบคุมโรค ร่วมกับสำนักอนามัย กรุงเทพฯ ลงพื้นที่สอบสวนและค้นหาผู้ใกล้ชิดในที่พักของชาวมาเลเซีย ซึ่งมีทั้งหมด 10 คน โดยเก็บตัวอย่างส่งตรวจหาเชื้อโควิด-19 ด้วยวิธี RT-PCR ผลไม่พบเชื้อ ขณะที่สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด (สสจ.) เชียงใหม่ได้ตรวจเพื่อนของชายชาวมาเลเซียอีก 1 คน เป็นหญิงไทยอายุ 36 ปี ซึ่งได้พบปะกันในช่วงก่อนเดินทางกลับ และเดินทางไปเชียงใหม่ในวันที่ 17 ส.ค. ผลไม่พบเชื้อเช่นกัน
“จากการตรวจผู้ใกล้ชิดในช่วง 14 วันก่อนที่จะมีรายงานว่าตรวจพบเชื้อ ยังไม่พบผู้ใดติดเชื้อ ขณะนี้ยังไม่มีหลักฐานว่าชายชาวมาเลเซียรายนี้ติดเชื้อภายหลังกลับจากประเทศไทยตามที่ปรากฏเป็นข่าว ทั้งนี้ กรมควบคุมโรคจะประสานข้อมูลนี้ไปยังมาเลเซีย และขอรายละเอียดการตรวจหาเชื้อ ผลการตรวจหรือสอบสวนเพิ่มเติมต่อไป” อธิบดีกรมควบคุมโรคกล่าว
พบ 2 หญิงไทยติดเชื้อหลังพ้นกักตัว
เมื่อเวลา 18.30 น. นพ.สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย อธิบดีกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) พร้อมด้วยรศ.นพ.สุรศักดิ์ ลีลาอุดมลิปิ ผอ.ร.พ.รามาธิบดี ร่วมกันแถลงข่าวถึงกรณีกระแสข่าวทางโซเชี่ยลมีเดียพบคนไทยตรวจสุขภาพแล้วเจอสารพันธุกรรมเชื้อโควิด-19 ที่ร.พ.รามาธิบดี ซึ่งเคยรับการกักตัวในสเตต ควอรันทีน จนครบ 14 วันมาแล้วนั้นว่า การตรวจพบสารพันธุกรรมมี 2 ราย เป็นเพศหญิงทั้ง 2 คน ซึ่งมารับการตรวจสุขภาพและตรวจหาเชื้อโควิด-19 เพื่อขอใบรับรองแพทย์เดินทางไปทำงานต่างประเทศ โดยรายแรกอายุ 34 ปี พบว่า เคยทำงานที่สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ กลับถึงไทยวันที่ 2 มิ.ย. แต่ไม่มีอาการใดๆ เข้ารับการกักตัว 14 วัน ซึ่งการตรวจหาโควิดครั้งที่ 1 เมื่อวันที่ 5 มิ.ย. พบสารพันธุกรรมปริมาณน้อย สรุปผลของการตรวจครั้งแรกใช้คำว่า ผลกำกวม และครั้งที่ 2 วันที่ 13 มิ.ย. ผลไม่พบเชื้อ
“รายแรกนี้เมื่อกักตัวครบ 14 วัน ได้รับอนุญาตให้กลับภูมิลำเนา จ.ชัยภูมิ พักแยกตัวจนครบ 30 วันตามมาตรฐาน และวันที่ 17 ส.ค.เข้ารับการตรวจสุขภาพเพื่อหาเชื้อโควิด-19 ในการเตรียมไปทำงานต่างประเทศที่ร.พ.รามา ธิบดี ผลออกมาวันที่ 18 ส.ค. พบสารพันธุกรรมในปริมาณน้อย จึงมีการเจาะเลือดตรวจพบมีภูมิคุ้มกันแล้ว โดยสรุปรายนี้ เป็นผู้ติดเชื้อ รายเดิม ที่มีการตรวจพบซากเชื้อ ไม่มีความสามารถในการแพร่โรค” นพ.สุวรรณชัยกล่าว
นพ.สุวรรณชัยกล่าวต่อว่า ส่วนรายที่ 2 อายุ 35 ปี กลับจากทำงานสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์เช่นกัน เดินทางถึงไทยวันที่ 24 มิ.ย. เข้ากักตัวตามกำหนด 14 วัน ตรวจเชื้อทั้ง 2 ครั้ง ไม่พบเชื้อ จึงให้กลับภูมิลำเนาจ.เลย และวันที่ 16 ส.ค. เดินทางเข้ากทม. โดยรถยนต์ส่วนตัว เพื่อตรวจสุขภาพเตรียมตัวเดินทางไปทำงานต่างประเทศ โดยวันที่ 18 ส.ค.เข้ารับการตรวจและพบสารพันธุกรรม ขณะนี้ร.พ.รามาธิบดีติดตามนำตัวมาไว้ดูแลที่ร.พ.แล้ว เนื่องจากเพิ่งรับเข้ามาร.พ. จึงต้องตรวจสอบเพิ่มเติมถึงผลการตรวจขณะที่อยู่ในสเตต ควอรันทีน และต้องตรวจสอบด้วยกระบวนการเดียวกับรายแรก ในการตรวจภูมิคุ้มกัน ตรวจทางห้องปฏิบัติการ และหาข้อสรุปอีกครั้ง ผลเป็นอย่างไรจะแจ้งให้ทราบต่อไป อย่างไรก็ตาม เมื่อรับรายงาน ทางสธ.ให้ทีมสอบสวนควบคุมโรค สอบสวนเบื้องต้นให้ได้ประวัติเสี่ยง ผู้อยู่ใกล้ชิด 2 รายนี้ และประสานหน่วยงานสาธารณสุขในพื้นที่เพื่อติดตามผู้ใกล้ชิดในครอบครัว ชุมชน และแนะนำให้เฝ้าระวังอาการด้วยเช่นกันว่ามีใครไม่สบายหรือไม่
ชี้เป็นซากเชื้อ-ไม่แพร่ระบาด
ทั้งนี้ จากข้อมูลระบาดวิทยา คาดว่าเป็นการติดเชื้อในประเทศได้น้อยมาก เพราะเราไม่มีรายงานผู้ติดเชื้ในประเทศมา 80 กว่าวัน เราตรวจเชิงรุกในชุมชน ในพื้นที่ หรือในเหตุการณ์ เช่น กรณีระยอง กทม. กระบี่ หรือบริเวณชายแดนสระแก้ว ผลทั้งหมดเป็นลบ และผู้ติดเชื้อส่วนใหญ่เป็นคนเดินทางเข้ามาและอยู่ในสถานกักกัน เกือบ 7 หมื่นรายที่เราตรวจ พบ 400 กว่าราย หมายความว่าโอกาสติดเชื้อในประเทศจึงน้อย แต่มาตรการจึงกำหนดว่าต้องตรวจสอบและสอบสวนโรคอยู่ ร.พ.รามาธิบดีจึงรับคนที่มาตรวจแม้จะในปริมาณน้อยในรายที่ 2 ไว้ใน ร.พ.เพื่อแยกเพื่อความปลอดภัย และคงตรวจเพิ่มเติม เช่นภูมิคุ้มกันและอื่นๆ เพื่อพิสูจน์ทราบเหมือนรายที่ 1
รศ.นพ.สุรศักดิ์ กล่าวว่า ผู้ป่วยที่รับไว้อาจจะอยู่ใน ร.พ. 1-2 สัปดาห์ ขึ้นกับผลการตรวจสอบว่า ออกมาแบบใด อย่างไรก็ตาม จากที่ข่าวออกมาร.พ.ได้ประสานกรมควบคุมโรค เพราะเป็นประเด็นอ่อนไหว ข่าวหลายๆ อย่างที่เราไม่ตอบ เพราะต้องการข้อมูลที่ชัดเจน กรณีนี้เราใช้เวลาไม่นานในการตรวจสอบเพื่อสร้างความกระจ่าง และลดความตระหนกของประชาชน
ด้านนพ.โสภณ เอี่ยมศิริถาวร ผอ.กองโรคติดต่อทั่วไป กรมควบคุมโรค กล่าวว่า ศูนย์ป้องกันควบคุมโรคสหรัฐอเมริกา รายงานผลการศึกษาเมื่อวันที่ 16 ส.ค.ว่า มีความเป็นไปได้ที่จะพบเชื้อโควิด-19 ที่ไม่ก่อให้เกิดโรค หรือซากเชื้อในคนที่ได้รับการวินิจฉัยได้นานถึง 3 เดือน เพราะในไทยก็เคยเจอเคสเช่นนี้ ตั้งแต่ ม.ค.มีผู้ติดเชื้ออยู่ในร.พ.นาน 2 เดือนกว่า เพราะเรายังไม่มีความรู้มากพอ ก็รอจนตรวจไม่พบเชื้อแล้วให้กลับบ้านได้ แต่ปัจจุบันหลังเจอเชื้อ 8 วันไปแล้ว เมื่อนำไปตรวจการเพาะเชื้อแล้วก็ว่าเพาะเชื้อขึ้น คือไม่สามารถแพร่เชื้อได้
ผศ.นพ.ชนเมธ เตชะแสนศิริ รองผอ.ร.พ.รามาธิบดี กล่าวว่า กรณีรายที่ 2 เราได้แยกออกจากคนอื่น เพื่อเฝ้าระวังสังเกตอาการเฉยๆ ยังไม่มีการให้ยา เนื่องจากยังไม่มีอาการ ยังสบายดี และอยู่ระหว่างสอบสวนเพิ่มเติม
เมื่อถามว่าต้องลงไปตรวจเชิงรุกในพื้นที่เหมือนกรณีอื่นๆ หรือไม่ นพ.สุวรรณชัยกล่าวว่า ยังไม่ถึงขั้นต้องตรวจเชิงรุกในพื้นที่ แต่ขอให้ทุกคนในสังคมการ์ดอย่าตก โอกาสแพร่เชื้อระหว่างกันจะน้อย และยังต้องล้างมือ เว้นระยะห่างให้เหมาะสม
สมช.เสนอต่อฉุกเฉินอีก 1เดือน
พล.อ.สมศักดิ์ รุ่งสิตา เลขาฯ สมช.ในฐานะประธานคณะกรรมการเฉพาะกิจพิจารณาการผ่อนคลายการบังคับใช้มาตรการในการป้องกันและยับยั้งการแพร่ระบาด COVID-19 ให้สัมภาษณ์ว่า ที่ประชุมคณะกรรมการเฉพาะกิจฯ เมื่อวันจันทร์ที่ 17 ส.ค.เห็นชอบการขยายเวลาการประกาศใช้พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ไปอีก 1 เดือน ซึ่งจะครอบคลุม ตลอดเดือนก.ย. เหตุเนื่องจากโรคโควิด-19 ไม่ได้เกี่ยวข้องกับเรื่องการเมือง และสืบเนื่องจากการแก้ไขกฎหมายยังไม่เรียบร้อย
ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีที่ร.พ.รามาธิบดีระบุพบผู้ติดเชื้อโควิด-19 ที่ไม่ได้อยู่ในสถานกักกันตัวของรัฐ 1 ราย พล.อ.สมศักดิ์กล่าวว่า เห็นว่าทางกระทรวงสาธารณสุขชี้แจงไปแล้ว
เมื่อถามว่าจะมีผลต่อการพิจารณามาตรการ อื่นๆ หรือไม่ พล.อ.สมศักดิ์กล่าวว่า การประชุมในวันศุกร์ที่ 21 ส.ค.นี้ จะเป็นเรื่องการทบทวนมาตรการผ่อนคลาย ใน 3-4 เรื่อง ที่เราทดลองผ่อนคลายไปแล้ว เช่นการเปิดเรียนเต็มรูปแบบ การเดินทางทางรถเมล์ ทางบก ทางน้ำ ที่ให้เพิ่มที่นั่งผู้โดยสาร 100 เปอร์เซ็นต์ของยานพาหนะ และการเปิดสนามกีฬาให้มีผู้ชมเข้าชม ส่วนกรณีที่เกิดขึ้นไม่ได้กระทบต่อ 3 ประเด็นดังกล่าว เพราะถือเป็นเคสเดียวที่พบ ซึ่งต้องไปสอบสวนโรคก่อนว่าเกิดจากอะไร ขณะนี้ตนยังไม่ทราบรายละเอียดต้องสอบถามจากกระทรวงสาธารณสุขอีกครั้ง
‘บิ๊กตู่’ถกศบศ.นัดแรก
เมื่อเวลา 09.30 น. ที่ตึกภักดีบดินทร์ ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม เป็นประธาน การประชุมคณะกรรมการบริหารสถานการณ์เศรษฐกิจจากผลกระทบของการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) หรือศบศ. นัดแรก
พล.อ.ประยุทธ์กล่าวตอนหนึ่งว่า วันนี้ มีหลายงานที่ต้องเร่งรัดในการพัฒนาเศรษฐกิจ ของไทย ให้ฟื้นคืนจากช่วงต้นปีที่ผ่านมา ทั้งไตรมาส 1, 2 และ 3 ต้องทำให้เศรษฐกิจเดินหน้าต่อไปได้ อย่างน้อยในช่วง 3-6 เดือน จะทำให้ดี เพื่อต่อลมหายใจ
ด้านนายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกฯ และรมว.พลังงาน เปิดเผยถึงผลการประชุมศบศ. ว่า การแพร่ระบาดของโควิด-19 ยังส่งผลกระทบต่อเศรษฐโลกอย่างรุนแรง ซึ่งไทยได้รับผลกระทบด้านท่องเที่ยว ส่งออกรวมทั้งภาคธุรกิจ นายกฯ จึงจะเริ่มมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างจริงจัง โดยที่ประชุมศบศ.มีมติเห็นชอบแนวทางการดำเนินการมาตรการบรรเทาผลกระทบและการฟื้นฟูเศรษฐกิจ 2 ระดับ คือระดับพื้นที่ (Micro) โดยแบ่งงานให้รัฐมนตรีแต่ละคนเข้าไปดูแลในแต่ละพื้นที่จังหวัด เพื่อส่งเสริมการจ้างงานในระดับพื้นที่ การสนับสนุนเครือข่ายวิสาหกิจชุมชน ช่วยเหลือ กลุ่มเปราะบาง เกษตรกร และผู้มีรายได้น้อย โดยทำงานร่วมกับจังหวัด และระดับประเทศ (Macro) เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้กลับมาขยายตัวได้ ส่งเสริมการลงทุนและการจ้างงานในภาพรวม รวมทั้งผลักดันให้เศรษฐกิจปรับเปลี่ยนเข้าสู่เศรษฐกิจใหม่ ผ่านศบศ. โดยมอบหมายให้นายไพรินทร์ ชูโชติถาวร ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี เป็นประธานคณะกรรมการ ขับเคลื่อนและติดตาม มาตรการทั้ง 2 ระดับ
ขยายสิทธิ์พักโรงแรม 10 คืน
นายสมิทธ์กล่าวว่า ที่ประชุม ศบศ.รับทราบ สถานการณ์เศรษฐกิจและผลกระทบจากโควิด โดยหลายประเทศยังระบาดรุนแรงส่งผล กระทบให้เศรษฐกิจโลกไตรมาสที่ 2 ปี 63 ลดต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ กระทบต่อเนื่องมายังเศรษฐกิจไทย ทำให้ไตรมาสที่ 2 ของปี 63 เศรษฐกิจปรับตัวลดลง 12.2% ต่ำสุดนับตั้งแต่ไตรมาสที่สองของปี 41 และคาดว่าทั้งปีจะติดลบ 7% มีความเสี่ยงที่จะนำไปสู่การเลิกจ้างและปิดกิจการของผู้ประกอบการรายย่อย เกิดภาวะตกงาน
นอกจากนี้ ยังมีการรับทราบความคืบหน้าโครงการเราเที่ยวด้วยกัน โดยการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยรายงานข้อมูล ณ วันที่ 17 ส.ค.ว่ามีประชาชนลงทะเบียน 4.62 ล้านคน มีโรงแรมและที่พักลงทะเบียนรวม 6,943 แห่ง ร้านอาหาร 60,273 ร้าน และผู้ประกอบการโอท็อป 1,058 แห่ง มีการใช้สิทธิ์โรงแรม ทั้งสิ้น 544,373 คืน มูลค่าห้องพักที่จองทั้งหมด 1,622 ล้านบาท ส่วนการใช้จ่ายผ่าน e-Wallet มีผู้ที่ได้รับสิทธิ์ 145,152 ราย ยอดใช้จ่ายทั้งหมด 187.9 ล้านบาท สำหรับการขอรับสิทธิ์ เงินคืนค่าบัตรโดยสาร มีผู้ลงทะเบียนรับสิทธิ์แล้ว 10,155 ราย มีจำนวนการจองตั๋วแล้ว 1,701 ราย และมูลค่าบัตรโดยสารรวม 4.9 ล้านบาท
ทั้งนี้ จะเห็นว่าทท.ตั้งเป้าว่าจะมีการใช้สิทธิ์ โรงแรม 5 ล้านคืน แต่ขณะนี้มีการใช้เพียง 5.5 แสนคืน หรือประมาณ 10% เท่านั้น และยังครอบคลุมเฉพาะจังหวัดรอบๆ กรุงเทพฯ ระยะรัศมีไม่เกิน 300 ก.ม.เท่านั้น ดังนั้น ที่ประชุมจึงมีมติให้ขยายสิทธิ์การจองห้องพักจากคนละ 5 คืน เป็นคนละ 10 คืน และขยายวงเงินสนับสนุนค่าตั๋วเครื่องบิน จาก 1,000 บาท เป็น 2,000 บาท เพื่อให้เดินทางท่องเที่ยวให้ไกลมากขึ้น คาดว่าจะเสนอให้ครม.พิจารณาอนุมัติได้สัปดาห์หน้า
ไฟเขียว 4 มาตรการฟื้นฟูศก.
นายดนุชา พิชยนันท์ รองเลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เปิดเผยว่า ที่ประชุมยังเห็นชอบกรอบข้อเสนอมาตรการเศรษฐกิจระยะเร่งด่วน 4 มาตรการ คือ 1.มาตรการสนับสนุนการท่องเที่ยว ได้แก่การออกมาตรการกระตุ้นและส่งเสริมไทยเที่ยวไทยเพิ่มเติม การสร้างแรงจูงใจให้พันธมิตร ภาคเอกชนมีส่วนร่วม เช่น บริษัทขนาดใหญ่ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย โดยรัฐบาล จะช่วยเหลือค่าใช้จ่ายให้บางส่วน 2.มาตรการสนับสนุนภาคธุรกิจและ SMEs ให้รายย่อยสามารถเข้าถึงแหล่งทุนซึ่งครม.ได้อนุมัติมาตรการไปแล้ว เมื่อวันที่ 18 ส.ค.63
3.มาตรการส่งเสริมการจ้างงาน ได้แก่การส่งเสริมการจ้างงานใหม่สำหรับผู้ที่จบใหม่โดยภาครัฐและภาคเอกชน ขณะนี้มีนักศึกษาจบใหม่ราว 4 แสนคน ส่วนเหตุผลที่เน้น ช่วยเหลือนักศึกษาจบใหม่ เนื่องจากเป็นความหวังของครอบครัว ขณะที่ผู้ที่ตกงานในปัจจุบัน มีเงินช่วยเหลือบางส่วนจากรัฐบาลอยู่แล้ว ส่วนรายละเอียดของมาตรการนั้น กระทรวงแรงงานจะนำกลับมาเสนอศบศ.อีกครั้งภายใน 2 สัปดาห์ รวมทั้งเตรียมที่จะจัดงานจ๊อบเอ็กซ์โป เพื่อรวบรวมตำแหน่งงานที่ว่างซึ่งขณะนี้มีราว 6-7 แสนตำแหน่งมาเปิดให้ประชาชนได้ร่วมสมัครภายในงานด้วย
และ 4.มาตรการกระตุ้นการใช้จ่าย ได้แก่ มาตรการกระตุ้นการใช้จ่ายเพิ่มเติมระยะใหม่ และมาตรการเปิดรับผู้ใช้สิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเพิ่มเติม โดยมอบหมายหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องจัดทำรายละเอียดมาตรการในระยะเร่งด่วนตามกรอบข้อเสนอมาตรการเศรษฐกิจ รวมทั้งการขอต่ออายุและ/หรือข้อเสนอเพิ่มเติมของมาตรการช่วยเหลือค่าครองชีพต่างๆ ให้แก่ประชาชนและภาคธุรกิจ ซึ่งที่ประชุมมีมติให้มีการขยายให้ครอบคลุมร้านค้ารายย่อย หาบเร่ แผงลอยด้วย เนื่องจากที่ผ่านมามีเพียงร้านค้าขนาดใหญ่ และกลางที่ได้รับประโยชน์จากมาตรการกระตุ้น การใช้จ่าย เบื้องต้น มอบหมายให้กระทรวงพาณิชย์ไปศึกษา รายละเอียดกลับมานำเสนอ รวมทั้งรัฐจะเข้าไปช่วยร้านค้าหาบเร่ แผงลอยในการพัฒนาคิวอาร์โค้ด หรือระบบพร้อมเพย์เพื่อนำมาใช้ในระบบรับชำระเงินด้วย เนื่องจาก ร้านค้าดังกล่าวไม่มีระบบใบเสร็จรับเงิน
คลอดแนวจัดกีฬาแบบมีผู้ชม
วันเดียวกัน พญ.พรรณพิมล วิปุลากร อธิบดีกรมอนามัย แถลงข่าวถึงการผ่อนคลายมาตรการจัดการแข่งขันกีฬาแบบมีผู้ชม ว่า สธ.ร่วมกับการกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) กำหนดแนวทางปฏิบัติด้านสาธารณสุขของการแข่งขันกีฬาแบบมีผู้ชม เพื่อป้องกันโรคโควิด-19 โดยในระยะเตรียมการ ผู้จัดการแข่งขันต้องเตรียมความพร้อม 5 ด้าน คือ 1.สถานที่ โดยพิจารณาจากสถานที่จัดแข่งขัน หากเป็นสนามกีฬากลางแจ้งให้จุผู้ชมได้ 1 ใน 4 หรือ 25% ของความจุสนาม ส่วนสนามกีฬาในร่มจะน้อยลงมา คือ 15% ของพื้นที่เดิม นอกจากนี้ต้องวางแผนกำหนดพื้นที่เข้าออก จุดคัดกรอง จุดประชาสัมพันธ์ เตรียมรอบทำความสะอาด
2.การจัดการตามลักษณะกีฬาเป็นกลางแจ้งหรือในร่ม 3.เรื่องอุปกรณ์ต้องทำความสะอาดอุปกรณ์ที่ใช้แข่งร่วมกัน หรือหากเป็นอุปกรณ์ที่ผู้แข่งเอามาเองจะทำความสะอาดอย่างไร ซึ่งกีฬาแต่ละชนิดจะมีต้นแบบ นอกจากนี้ ต้องมีจุดล้างมือให้ผู้ชม หรือต้องใช้เจลแอลกอฮอล์หรือไม่ 4.เตรียมเรื่อง เจ้าหน้าที่ ทำคู่มือ สื่อสารอธิบายให้ทุกคนปฏิบัติตามแนวทางโดยเคร่งครัด เพราะถ้าเกิดสถานการณ์สุ่มเสี่ยง ประชาชนจะกังวล ไม่มั่นใจ และจะกลับไปสถานการณ์ที่ไม่อนุญาตให้มี ผู้ชมอีก และ 5.การลงทะเบียน การคัดกรอง ต้องมีระบบซื้อบัตรเข้าชมล่วงหน้า เพื่อไม่ให้แออัดบริเวณด้านหน้าอีก
พญ.พรรณพิมลกล่าวต่อว่า ส่วนระยะดำเนินการแข่งขัน ผู้จัดการแข่งขันต้องจัดให้มีการคัดกรองทั้งบุคลากร เจ้าหน้าที่ นักกีฬา และผู้ชม แยกโซนชัดเจนในจุดพักรอการแข่งขัน จัดระยะห่างที่เหมาะสม 1-2 เมตร มีการลงทะเบียนผ่านแอพพลิเคชั่นไทยชนะเพื่อการติดตาม โดยทุกคนต้องสวมหน้ากากผ้าหรือหน้ากากอนามัยตลอดเวลา ส่วนนักกีฬาเมื่อลงสนามแข่งขันสามารถถอดหน้ากากออกได้ เจ้าหน้าที่และผู้ชมต้องสังเกตอาการ หากมีไข้ ไอ จาม น้ำมูก เหนื่อยหอบ ขอให้หยุดพัก ไม่มาสนาม ส่วนนักกีฬาก่อนเข้าสู่การแข่งขันอาจต้องผ่านกระบวนการตรวจเชื้อโควิด-19 ซึ่งแต่ละสมาคมกีฬาจะออกแนวทางสำหรับนักกีฬาออกมา นอกจากนี้ ช่วงที่ไม่ได้แข่งขัน ขอให้สวมหน้ากากตลอดเวลาเช่นกัน ไม่ใช้สิ่งของร่วมกัน หากมีอาการป่วยให้แจ้งโค้ช หยุดแข่ง และพบแพทย์ทันที