95%หนุนกดดัน
จนได้ความจริง
โพลเผยคดี ‘บอส อยู่วิทยา’ ทำความเชื่อมั่นต่อระบบยุติธรรมลดฮวบ เหลือไม่ถึง 1 จากคะแนนเต็ม 5 หลังรับรู้รายละเอียดคดีปมมีความพยายามช่วยเหลือผู้ต้องหา จากก่อนหน้าที่อยู่ 2.4 สถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทยทำแบบสำรวจออนไลน์ ร้อยละ 94.56 หนุนให้สังคมเคลื่อนไหวต่อคดีนี้ ส่วนใหญ่เชื่อระบบดีอยู่แล้ว แต่บกพร่องที่ตัวผู้ปฏิบัติ
เมื่อวันที่ 24 ส.ค. ที่สถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (ทีไอเจ) นายกิตติพงษ์ กิตยารักษ์ ผอ.ทีไอเจ แถลงผลสำรวจโพลคดีบอส เขย่ากระบวนการยุติธรรม โดยระบุว่า สิ่งที่คนรู้สึกรับไม่ได้มากที่สุดเกี่ยวกับคดีนายวรยุทธ หรือ บอส อยู่วิทยา ขับรถชนตำรวจเสียชีวิต จัดทำผ่านช่องทางออนไลน์ ตั้งแต่วันเสาร์ที่ 15 ส.ค.ที่ผ่านมา มีประชาชนทั่วประเทศ ทั้งนี้ทุกกลุ่มอายุร่วมตอบแบบสอบถามทั้งสิ้น 4,008 คน ในจำนวนนี้ 2,056 คน มีประสบการณ์ในกระบวนการยุติธรรม โดยแบ่งเป็นกลุ่มที่เคยเรียนหรือทำงานในด้านที่เกี่ยวข้อง กลุ่มที่เคยเข้าสู่กระบวนการทางคดี เช่น เป็นพยาน ผู้ต้องหาหรือผู้เสียหาย และกลุ่มที่มีประสบการณ์ทั้งสองลักษณะ ในสัดส่วนที่ใกล้เคียงกัน
แบบสอบถามแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ ความรู้สึกและความคาดหวังต่อคดี และความรู้สึกและความคาดหวังต่อกระบวนการยุติธรรม ส่วนที่ 1 ความรู้สึกและความคาดหวังต่อคดี เรื่องที่ผู้ตอบแบบสอบถามรู้สึกไม่ดีหรือรับไม่ได้มากที่สุดเกี่ยวกับคดีนี้ มีสองเรื่องในคะแนนใกล้เคียงกัน
อันดับหนึ่งคือ การทำสำนวนคดีที่ยืดระยะเวลาออกไปอย่างไม่มีเหตุสมควรจนคดีหมดอายุความ และอันดับสองคือ การที่คดีนี้ดูเหมือนมีการแทรกแซงจากฝ่ายการเมือง และจากอิทธิพลของกลุ่มนายทุน ส่วนอันดับสามแตกต่างกันระหว่างคนที่มีประสบการณ์กับไม่มีประสบการณ์ในกระบวนการยุติธรรม โดยคนที่มีประสบการณ์จะไม่พอใจกับการมีพยานบุคคลเพิ่มเติม หลังจากผ่านไปหลายปีมาหักล้างความผิดโดยไม่มีการตรวจสอบความน่าเชื่อถือ ส่วนคนไม่มีประสบการณ์จะมองเรื่องการพบสารเสพติดในเลือดของผู้ต้องหาแต่ไม่ได้ตั้งข้อกล่าวหา
เมื่อถามว่า ภาพรวมไม่พอใจอะไรมากที่สุด ผู้ตอบถึงร้อยละ 56.76 ระบุว่าไม่พอใจที่กฎหมายไม่ได้ถูกบังคับใช้กับทุกคนอย่างเสมอภาคเพราะกระบวนการยุติธรรมถูกซื้อได้ด้วยเงินและอำนาจ ส่วนความคาดหวังต่อคดีนี้ หลังจากที่เป็นกระแสสังคมและเริ่มมีการตรวจสอบจากทั้งตำรวจ อัยการ และคณะกรรมการอิสระที่นายกรัฐมนตรีตั้งขึ้น พบว่า ผู้ตอบกว่าร้อยละ 89 ล้วนคาดหวังให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องชี้แจงข้อเท็จจริงอย่างละเอียด ต้องมีการสอบสวนผู้ที่เกี่ยวข้องกับคดีและดำเนินคดีหากพบว่าร่วมกันบิดเบือนกระบวนการยุติธรรม ต้องสอบสวนเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องว่ามีพฤติกรรมละเว้นการปฏิบัติหน้าที่หรือปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือไม่ ต้องรื้อสำนวนคดีใหม่และนำคดีเข้าสู่ชั้นศาลทั้งคดีขับรถโดยประมาททำให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย และคดีใช้ยาเสพติด รวมทั้งคาดหวังว่าต้องนำตัวผู้ต้องหากลับมารับโทษให้ได้หากภายหลังศาลตัดสินว่าผิดจริง
ผู้ตอบแบบสอบถามนี้ ร้อยละ 94.56 ยังเห็นว่า สังคมควรมีความเคลื่อนไหวต่อคดีนี้ และที่ควรทำเป็นอันดับแรก คือร่วมกันต่อต้านการทุจริตในกระบวนการยุติธรรมทุกรูปแบบ รองลงมาคือ ควรเรียกร้องให้รัฐบาลแสดงความรับผิดชอบให้เกิดความโปร่งใสในกระบวนการยุติธรรม มีส่วนน้อยที่ตอบว่าไม่ควรเคลื่อนไหวอะไร เกือบครึ่งหนึ่งบอกว่าเพราะเคลื่อนไหวเรียกร้องไปก็ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงอะไรได้
ส่วนที่ 2 ความรู้สึกและความคาดหวังต่อกระบวนการยุติธรรม ส่วนนี้เป็นคำถามเกี่ยวกับความเชื่อมั่นต่อกระบวนการยุติธรรมในภาพรวมและความคิดเห็นเกี่ยวกับบทบาทหน้าที่ของหน่วยงานต่างๆ ในกระบวนการยุติธรรม ทั้งตำรวจ อัยการ และศาลยุติธรรม และการปรับปรุงกระบวนการยุติธรรม
สำหรับประเด็นที่น่าสนใจประเด็นแรกคือ ความเชื่อมั่นที่ผู้ตอบมีต่อกระบวนการยุติธรรม ทั้งนี้ ก่อนที่จะทราบรายละเอียดความผิดปกติในคดีของนายวรยุทธ ค่าเฉลี่ยของความเชื่อมั่นมีคะแนนอยู่ที่ระดับ 2.40 จากคะแนนเต็ม 5 คะแนน แต่เมื่อทราบรายละเอียดของคดีนี้แล้ว ความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรมของผู้ตอบแบบสอบถาม ลดเหลือเพียง 0.99 จากคะแนนเต็ม 5 คะแนน
สำหรับข้อคำถามในส่วนที่เกี่ยวกับการปรับปรุงกระบวนการยุติธรรม ผู้ตอบสามารถที่จะเลือกให้ความเห็นหรือไม่ก็ได้ และมีผู้ให้ความเห็นจำนวนทั้งสิ้น 2,893 คน ซึ่งคิดเป็นร้อยละ 72.18 เริ่มที่บทบาทของ “ตำรวจ” ในการสอบสวน รวบรวมพยานหลักฐานและทำสำนวนคดี ผลสำรวจระบุว่า ส่วนใหญ่ หรือร้อยละ 57.86 เห็นด้วยว่าเป็นบทบาทที่เหมาะสมแล้ว ร้อยละ 26.48 บอกว่าไม่เหมาะสม และร้อยละ 15.66 ตอบว่าไม่แน่ใจ
ส่วนบทบาทของ “อัยการ” ผู้ตอบร้อยละ 73.97 ระบุว่าการถ่วงดุลการทำงานของตำรวจโดยการตรวจสำนวนและใช้ดุลพินิจสั่งฟ้องหรือไม่ฟ้อง นั้นมีความเหมาะสมแล้ว อย่างไรก็ตาม ร้อยละ 75.98 ยังบอกว่า อัยการควรมีบทบาทในการสอบสวนและการทำสำนวนมากขึ้น
สำหรับบทบาทของ “ศาล” ผู้ตอบร้อยละ 82.27 บอกว่า ศาลควรมีบทบาทมากขึ้นในการแสวงหาข้อเท็จจริงในคดีอาญาทั่วไป เพิ่มเติมจากการพิจารณาตามสำนวนที่ส่งมาเท่านั้น และผู้ตอบร้อยละ 85.48 ยังเห็นว่า การใช้ความเห็นของผู้เชี่ยวชาญ ที่มาให้การประกอบการพิจารณาคดีควรเป็นผู้เชี่ยวชาญจากบุคคลภายนอกมากกว่าเจ้าหน้าที่ในสังกัดหน่วยงานกระบวนการยุติธรรม และอีกร้อยละ 82.09 เห็นว่าหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ควรมีน้ำหนักมากกว่าพยานบุคคล
ส่วนคำถามที่ว่า คดีนี้สะท้อนปัญหาจากช่องโหว่ของระบบหรือตัวบุคคล ได้ผลสรุปที่น่าสนใจ เพราะมีผู้ตอบเพียงร้อยละ 50.64 ที่เชื่อว่า ระบบงานกระบวนการยุติธรรมดีอยู่แล้ว แต่เกิดปัญหาเพราะผู้ปฏิบัติไม่สุจริตหรือไม่มีประสิทธิภาพ หมายความว่า ผู้ตอบส่วนที่เหลือเห็นว่า ระบบของกระบวนการยุติธรรมน่าจะมีปัญหาด้วย
คำถามสำคัญ คือ ท่านคิดว่าคดีนี้น่าจะมีส่วนผลักดันให้คนในกระบวนการยุติธรรมทำงานอย่างโปร่งใสขึ้น และเกิดการปฏิรูประบบงานบางประการในแต่ละหน่วยงาน ผู้ตอบประมาณร้อยละ 50 ตอบว่า “อาจจะเป็นไปได้” ส่วนที่เหลือพบว่า มีผู้ตอบที่มั่นใจว่า “เป็นไปได้” กับผู้ที่ตอบว่า “เป็นไปไม่ได้เลย” อยู่ในสัดส่วนใกล้เคียงกัน อย่างไรก็ตาม ด้านที่ดูจะมีความหวังคือ ผู้ตอบถึงร้อยละ 74.63 เชื่อมั่นว่าคดีนี้จะทำให้ภาคประชาชนสนใจตรวจสอบกระบวนการยุติธรรมมากขึ้น ทั้งนี้ ร้อยละ 91.05 เห็นว่าควรมีช่องทางให้ประชาชนติดตามขั้นตอนและผลการพิจารณาคดีต่างๆ ตามที่สนใจได้อย่างสะดวก แม้ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องในคดีโดยตรงก็ตาม
วันเดียวกัน ที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ถ.พระอาทิตย์ คณะทำงานชุดตรวจสอบตำรวจ ที่มี พล.อ.กฤษณะ บวรรัตนารักษ์ กรรมการปฏิรูปประเทศด้านกระบวนการยุติธรรม เป็นประธาน ในชุดคณะกรรมการของนายวิชา มหาคุณ ประธานคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย กรณีคำสั่งไม่ฟ้องคดีอาญาที่อยู่ในความสนใจของประชาชน เชิญ พล.ต.ต.วรวัฒน์ อมรวิวัฒน์ ผบก.กองการต่างประเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) ชี้เแจงเรื่องการถอนหมายจับนายวรยุทธ และพ.ต.อ.รณชัย รอดลอย ผกก.สภ.ภูพิงคราชนิเวศน์ จ.เชียงใหม่ มาชี้แจงข้อมูลคดีการเสียชีวิตของนายจารุชาติ มาดทอง หนึ่งในพยานคนสำคัญที่ให้การหักล้างสำนวนคดีเอาผิดนายวรยุทธ ใช้เวลาประชุมนานกว่า 8 ชั่วโมง ตั้งแต่เวลา 09.30-18.00 น. โดยไม่มีการแถลงข่าวแต่อย่างใด