รับทราบข้อหา
จ่อฟั น‘อจ.’ด้วย
รุ่นพี่ปี 2 หัวหน้าคุมการฝึกซ้อมเชียร์ลีดเดอร์มรภ.ภูเก็ต เข้ารับทราบข้อหาสั่งลงโทษ ‘น้องมิ้นท์’ วิ่งจนช็อกดับ โดนคดีกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ตร.ขอศึกษาระเบียบมหาวิทยาลัยก่อนพิจารณาว่าจะแจ้งดำเนินคดีอาจารย์ด้วยหรือไม่ ขณะที่ครอบครัวผู้เสียชีวิตยืนยันยังไม่รับเงินเยียวยา วอนให้ทุกคนออกมาพูดความจริงที่เกิดขึ้น
จากกรณีการเสียชีวิตของน.ส.พรพิพัฒน์ หรือน้องมิ้นท์ เอียดดำ อายุ 19 ปี นักศึกษาชั้นปีที่ 1 สาขาวิชาภาษาไทย คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏภูเก็ต หลังถูกรุ่นพี่สั่งลงโทษให้วิ่งบริเวณลานจอดรถหน้าอาคารเทคโนโลยีอุตสาหกรรม ภายในมหาวิทยาลัย
จนเกิดอาการช็อกหมดสติ และเสียชีวิตในเวลาต่อมา ทั้งนี้หลังเกิดเหตุ เจ้าหน้าที่ตำรวจสอบปากคำนักศึกษาทั้งรุ่นพี่และรุ่นน้อง รวม 10 ปาก ก่อนออกหมายเรียกรุ่นพี่ที่เป็นหัวหน้าควบคุมการฝึกซ้อมเข้ารับทราบข้อกล่าวหา ตามข่าวที่เสนอไปแล้ว

ติดตามคดี – พล.ต.อ.สุชาติ ธีระสวัสดิ์ รองผบ.ตร. รุดตรวจความคืบหน้าคดีรุ่นพี่สั่งเชียร์ลีดเดอร์สาวรุ่นน้อง มรภ.ภูเก็ตวิ่งจนเสียชีวิต ขณะเดียวกัน รุ่นพี่คนดังกล่าวซึ่งเป็นน.ศ.หญิง ก็เข้ารับทราบข้อหาแล้ว ที่สภ.เมืองภูเก็ต เมื่อวันที่ 24 ส.ค.
ความคืบหน้าล่าสุด เมื่อวันที่ 24 ส.ค. ผู้ปกครองของนักศึกษาหญิงรุ่นพี่เชียร์ลีดเดอร์ ปี 2 หัวหน้าคุมการฝึกซ้อม พร้อมอาจารย์ที่ปรึกษาและทนายความ พานักศึกษารุ่นพี่รายดังกล่าว เข้าพบพ.ต.อ.ธีรวัฒน์ เลี่ยมสุวรรณ ผกก.สภ.เมืองภูเก็ต และพนักงานสอบสวน เพื่อรับทราบข้อกล่าวหา แต่ละคนอยู่ในอาการที่เคร่งเครียด โดยเฉพาะตัวนักศึกษารุ่นพี่ผู้ถูกกล่าวหา
พ.ต.อ.ธีรวัฒน์กล่าวถึงความคืบหน้าของคดีดังกล่าว ว่า ขณะนี้ได้มีการสอบปากคำพยาน ซึ่งเป็นทั้งฝ่ายผู้เสียหาย ฝ่ายพ่อและญาติที่มาแจ้งความดำเนินคดี และฝ่ายอาจารย์ที่ปรึกษา อาจารย์ประจำคณะ และกลุ่มนักศึกษาที่ฝึกซ้อมเชียร์ลีดเดอร์ในวันเกิดเหตุ รวมแล้วประมาณ 15 ปาก ตลอดจนรุ่นพี่ที่อยู่ในข่ายจำนวน 4 คนด้วย
ทั้งนี้ได้สอบปากคำเบื้องต้นไปตั้งแต่วันแรกที่มีการแจ้งความ จากการสอบปากคำพยานระบุว่า มีนักศึกษา 1 คนที่เข้าข่ายว่าทำผิด เข้าข่ายว่ากระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย มีอัตราโทษจำคุกไม่เกิน 10 ปี ปรับไม่เกิน 20,000 บาท
จากการสอบปากคำรุ่นพี่คนดังกล่าวให้การยอมรับว่าเป็นผู้สั่งให้น้องวิ่ง เพราะมีการตกลงกันว่า หากเต้นไม่พร้อมกันจะถูกลงโทษด้วยการวิ่งบริเวณลานจอดรถ หน้าอาคารเทคโนโลยีอุตสาหกรรม ระยะทางรวมแล้วประมาณ 200 เมตร ซึ่งวิ่งพร้อมกันหลังจากซ้อมเสร็จ จำนวน 8 รอบ แต่วิ่งไปได้ประมาณ 6 รอบเศษ น.ส.พรพิพัฒน์ล้มหมดสติ ส่วนของผลการชันสูตรศพนั้นขณะนี้ยังรอผลการตรวจเนื้อเยื่อชิ้นเนื้อจากนิติเวช
เบื้องต้นจากที่ได้พูดแพทย์นิติเวช ทราบว่า น้องที่เสียชีวิตหมดสติและหัวใจหยุดเต้นก่อนจะถึงโรงพยาบาล และปั๊มหัวใจขึ้นมา ก่อนจะมาเสียชีวิตในวันรุ่งขึ้น เนื่องจากภาวะหัวใจล้มเหลว เพราะไม่มีร่องรอยบาดแผลใดๆ ยกเว้นรอยถลอกบริเวณขา อาจเนื่องมาจากช่วงที่ล้มลงหรือระหว่างการนำส่งโรงพยาบาลซึ่งไปด้วยรถจักรยานยนต์
ผลตรวจที่ชัดเจนจากทางแพทย์จะเป็นส่วนประกอบหลักฐานสำคัญ แต่การแจ้ง ข้อกล่าวในเบื้องต้นนั้นเป็นไปตามพยานบุคคลแวดล้อม ขั้นตอนต่อจากนี้ต้องรอผลการตรวจชันสูตรจากแพทย์มายืนยันอีกครั้ง และถือเป็นหลักฐานสำคัญมากในสำนวน นอกจากนี้จะต้องมีการสอบพยานที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติมในส่วนของอาจารย์ ซึ่งได้มีการสอบไปแล้ว 2 ปาก รวมถึงรอผลการตรวจอย่างเป็นทางการอีกครั้ง จึงจะสรุปสำนวนได้ และให้ความเป็นธรรมกับทั้งสองฝ่าย
“ส่วนที่ว่าจะดำเนินคดีกับอาจารย์ด้วยหรือไม่นั้น จะต้องมาดูในเรื่องของกฎและระเบียบของมหาวิทยาลัยด้วยว่ามีข้อกำหนอะไรในการจัดกิจกรรมต่างๆ รวมถึงมาตรการในการดูแลความปลอดภัย และการเตรียมความพร้อมรองรับหากเกิดเหตุที่ไม่คาดคิดขึ้น เพราะระยะทางจากจุดเกิดเหตุในมหาวิทยาลัยกับโรงพยาบาลวชิระมีระยะทางไกลพอสมควร ประมาณ 5 กิโลเมตร
หากได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที น้องอาจจะไม่ถึงขั้นเสียชีวิต ส่วนของกล้องวงจรปิดในที่เกิดเหตุนั้นมีในตัวอาคารไม่สามารถที่จะมองเห็นนอกอาคาร ทำให้เห็นว่ามีนักศึกษาคนไหนอยู่ในอาคารบ้าง และพบว่าในช่วงเวลาเกิดเหตุ รุ่นพี่อีก 3 คนอยู่ในตัวอาคารจริง ส่วนรุ่นพี่ที่ถูกแจ้งข้อกล่าวหาอยู่ด้านนอกอาคาร” ผกก.สภ.เมืองภูเก็ต กล่าว
ต่อมาพล.ต.อ.สุชาติ ธีระสวัสดิ์ รองผบ.ตร. เดินทางถึง จ.ภูเก็ต พร้อมประชุมร่วมกับ ผบก.ภ.จว.ภูเก็ต ผกก.สภ.เมืองภูเก็ต และคณะพนักงานสอบสวนที่เกี่ยวข้อง ติดตามความคืบหน้าคดี ก่อนเผยหลังการประชุมว่า พนักงานสอบสวนได้สอบพยาน ทั้งเพื่อนนักศึกษาที่เสียชีวิต รวมถึงรุ่นพี่ และแพทย์ โดยเฉพาะรุ่นพี่ที่เป็นคนสั่งให้ทำกิจกรรมมามอบตัวกับทางพนักงานสอบสวนแล้ว แต่ได้ให้การภาคเสธ
โดยรับว่าได้สั่งทำโทษนักศึกษาจริง แต่ไม่ได้กระทำโดยประมาทจนเป็นเหตุให้ถึงแก่ความตาย ตามที่ทางพนักงานสอบสวนได้แจ้งข้อกล่าวหา ทางเจ้าหน้าที่ต้องไปสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐานว่า ในการจัดกิจกรรมเป็นความประมาทหรือไม่ และเป็นเหตุให้ถึงแก่ความตายหรือไม่
เบื้องต้นทางพนักงานสอบสวนได้ใช้ดุลพินิจให้ปล่อยตัวชั่วคราว และยังไม่ได้แจ้งข้อหาบุคคลใดเพิ่มเติม เนื่องจากยังอยู่ระหว่างการสอบสวนไม่ครบทุกปาก หากการสอบสวนมีหลักฐานชี้ชัดว่ามีผู้ใดเข้าข่ายน่าจะเป็นการกระทำความผิดร่วมถึงจะเรียกมาแจ้งข้อกล่าวหาเพิ่ม ส่วนจะมีผู้เกี่ยวข้องมากน้อยแค่ไหนอยู่ที่ผลการสอบสวนให้ครบทุกประเด็นทุกปากก่อน ทั้งในส่วนของนักศึกษา อาจารย์ที่ปรึกษา รวมถึงเรื่องผลทางแพทย์ก็ยังไม่เรียบร้อย
“ในส่วนของตำรวจเองที่มาในวันนี้ ก็เพื่อมาวางมาตรการเกี่ยวกับเรื่องการป้องกันเหตุในลักษณะเดียวกันกับสถานศึกษา เพื่อให้เกิดความรอบคอบ และไม่ให้เกิดอุบัติเหตุจนเป็นเหตุให้ถึงแก่ความตายอย่างกรณีนี้อีก ก็ได้วางแนวทางหารือกับทางผู้บังคับการ และทีมงานแล้ว คงจะประสานกับทางมหาวิทยาลัยเพื่อที่จะเตรียมการและซักซ้อมแผนการปฏิบัติเพื่อให้เกิดความปลอดภัยมากที่สุด”รองผบ.ตร.กล่าว
วันเดียวกัน นายคนอง เอียดคำ น.ส.วิลาวัลย์ เอียดคำ และลุงจรัล เอียดคำ พ่อ ลูกพี่ลูกน้อง และลุงของน.ส.พรพิพัฒน์ ไปออกรายการโหนกระแส สถานีโทรทัศน์ช่อง 3 มี หนุ่ม-กรรชัย กำเนิดพลอย เป็นผู้ดำเนินรายการ ทั้ง 3 คนยืนยันตรงกันว่า ครอบครัวขอชะลอรับเงินเยียวยาจำนวน 1 แสนบาท จากมหาวิทยาลัยไว้ก่อน เพราะต้องรอผลชันสูตรอีกประมาณ 2-3 สัปดาห์ ว่าเกิดจากสาเหตุใด รวมถึงต้องการความจริงจากปากรุ่นพี่ว่า น.ส.พรพิพัฒน์เป็นลมเสียชีวิตจากการวิ่งกี่รอบกันแน่
น.ส.วิลาวัลย์กล่าวว่า ช่วงหลังเกิดเหตุ เริ่มแรกครอบครัวไม่ได้ติดใจการเสียชีวิต คิดว่าอาจไปด้วยภาวะหัวใจล้มเหลว ไม่ทราบว่าพี่สั่งลงโทษ ทีนี้หน้าเพจ อาจเป็นเพจท้องถิ่นหรืออะไรก็แล้วแต่ เริ่มมีข้อมูลนักศึกษาออกมาเรื่องการทำโทษแล้วทำให้น้องเสียชีวิต เราอ่านแล้วเอะใจก็เลยยกหูโทร.ถามเพื่อนน้อง ทราบว่า กลางวันน้องเรียนด้วย ทำพานด้วย อาจด้วยความเหนื่อยล้า อ่อนเพลีย ประมาณ 17.00 น. น้องมาซ้อมลีดแล้วเกิดการเต้นผิดท่า
“โดยกติกาที่ฟังเพื่อนน้องเล่ามาถ้าเต้นผิด 1 ท่าต้องวิ่ง 1 รอบ น้องผิดไป 8 ท่าก็วิ่ง 8 รอบ รอบนึงถ้าคาดเดาประมาณ 100 เมตร วิ่งได้ประมาณ 7 รอบ รอบที่ 7 น้องมีอาการชักเกร็ง ตาเหลือก มีเพื่อนบางคนบอกว่าน้องมีอาการปัสสาวะราด ตอนนั้น เพื่อนๆ ช่วยกันง้างปาก เพื่อไม่ให้กัดลิ้นตัวเอง และนำส่งโรงพยาบาล ส่วนมหาวิทยาลัยก็สอบถามไปตลอด เขาก็บอกแค่ว่าน้องเป็นลม ไม่มีคำพูดต่อจากคำว่าเป็นลม ไม่ได้รายละเอียดลึกๆ สาเหตุที่น้องเป็นลมเกิดจากอะไร แค่บอกว่าซ้อมลีด มหาวิทยาลัยเองต้องสอบเด็กอีกครั้งนึงว่าวันที่ 19 กิจกรรมที่ซ้อมเป็นมายังไง ทำไมน้องถึงช็อกเข้าร.พ. มหาวิทยาลัยก็ไปสอบรุ่นพี่ แต่ยังไม่ได้รับข้อมูลที่ชัดเจน ไม่ได้รับรายละเอียดลึกๆ” น.ส.วิลาวัลย์กล่าว