กาญจนบุรีขยายปิดด่าน
สธ.ทุ่ม3พันล.จองวัคซีน

ผวาโควิดจากพม่า ผู้ว่าฯกาญจน์สั่งขยายปิดด่านอีก 14 วัน จนถึง 19 ต.ค. หลังพม่าพบติดเชื้อเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง เผยห้ามคน ยานพาหนะ และสิ่งของเข้ามาในประเทศ บริเวณด่านเจดีย์สามองค์ -พุน้ำร้อน ใครฝ่าฝืนเจอคุก 2 กระทง ส่วนที่ประจวบคีรีขันธ์ ทหารชุดจงอางศึกและฝ่ายปกครองระดมตรวจเข้มตามชายแดนไทย-พม่า สกัดโควิด ศบค.เผยติดเชื้อเพิ่มอีก 5 มาจากต่างประเทศทั้งหมด ระบุมีหญิงไทยกลับจากญี่ปุ่นป่วย โควิดตามสามี ด้านบอร์ดวัคซีนแห่งชาติเห็นชอบงบ 2.9 พันล้านจองวัคซีนโควิดจากบริษัทผู้ผลิตที่ทดลองในคนระยะที่ 3 ตั้งเป้าครอบคลุมคนไทย 33 ล้านคน

ไทยติดโควิดเพิ่มอีก 5

เมื่อวันที่ 5 ต.ค. ศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 (ศบค.) เปิดเผยข้อมูลผ่านศูนย์ข้อมูล โควิด-19 ว่า วันนี้มีผู้ป่วยโควิด-19 รายใหม่เพิ่ม 5 ราย หายป่วยเพิ่มขึ้น 2 ราย ไม่มีผู้เสียชีวิตเพิ่ม ผู้ป่วยยืนยันสะสมรวม 3,590 ราย แบ่งเป็นการติดเชื้อในประเทศ 2,445 ราย สถานที่กักกันที่รัฐจัดให้ 652 ราย หายกลับบ้านรวม 3,390 ราย ยังรักษาในร.พ. 141 ราย เสียชีวิตรวม 59 ราย

โดยผู้ป่วยรายใหม่เดินทางมาจากต่างประเทศ และเข้าพักในสถานที่กักกัน ได้แก่ 1.อินเดีย 2 ราย รายแรกเป็นชายอินเดียอายุ 27 ปี อาชีพผู้ตรวจสอบบัญชี เดินทางถึงไทยวันที่ 25 ก.ย. เข้าพักในอัลเทอร์เนทีฟ สเตต ควอรันทีนใน กทม. ตรวจหาเชื้อครั้งแรกวันที่ 25 ก.ย. ผลไม่พบเชื้อ ต่อมาวันที่ 2 ต.ค. เริ่มมีอาการเจ็บคอ ตรวจเชื้อครั้งที่ 2 วันที่ 2 ต.ค. ผลพบเชื้อ โดยเที่ยวบินเดียวกันมีผู้ป่วยยืนยันก่อนหน้า 6 ราย ส่วนอีกรายเป็นชายอินเดีย อายุ 33 ปี อาชีพเชฟทำอาหาร เดินทางถึงไทยวันที่ 30 ก.ย. เข้าพักในอัลเทอร์เนทีฟ สเตต ควอรันทีน ใน กทม. ตรวจหาเชื้อครั้งแรกวันที่ 3 ต.ค. ผลพบเชื้อ ไม่มีอาการ

2.มาเลเซีย 1 ราย เป็นชายชาวโปรตุเกส อายุ 34 ปี อาชีพลูกเรือสายการบินเช่าเหมาลำ เดินทางจากโปรตุเกสถึงอินเดีย วันที่ 18 ก.ย. ถึงมาเลเซีย วันที่ 24 ก.ย. และถึงไทยวันที่ 30 ก.ย. เข้าพักในอัลเทอร์เนทีฟ สเตต ควอรันทีน จ.สมุทรปราการ ตรวจเชื้อครั้งแรก วันที่ 3 ต.ค. ผลพบเชื้อ ไม่มีอาการ

3.บาห์เรน 1 ราย เป็นชายบาห์เรน อายุ 50 ปี อาชีพธุรกิจส่วนตัว มีภรรยาเป็นคนไทย เดินทางถึงไทยวันที่ 27 ก.ย. เข้าพักใน อัลเทอร์เนทีฟ สเตต ควอรันทีนใน กทม. และตรวจหาเชื้อครั้งที่ 1 วันที่ 2 ต.ค. ผลตรวจพบเชื้อ ไม่มีอาการ

สาวไทยกลับจากญี่ปุ่นก็ติด

4.ญี่ปุ่น 1 ราย เป็นหญิงไทยอายุ 55 ปี อาชีพธุรกิจส่วนตัว เดินทางมาถึงประเทศไทยวันที่ 30 ก.ย.63 เข้าพักในสเตต ควอรันทีน จ.ชลบุรี ตรวจหาเชื้อครั้งที่ 1 วันที่ 4 ต.ค. ผลตรวจพบเชื้อ โดยเริ่มมีอาการวันที่ 3 ต.ค. คือมีอาการครั่นเนื้อครั่นตัว ไอ โดยเที่ยวบินเดียวกันมีผู้ป่วยยืนยันก่อนหน้า 1 ราย คือ สามีของผู้ป่วย

ส่วนสถานการณ์โควิด-19 ทั่วโลก มีผู้ติดเชื้อรวม 35,396,479 ราย เป็นผู้ติดเชื้อรายใหม่ 268,883 ราย อาการรุนแรง 66,505 ราย รักษาหายแล้ว 26,619,998 ราย เสียชีวิต 1,041,800 ราย อันดับประเทศที่มีผู้ติดเชื้อสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ 1.สหรัฐอเมริกา จำนวน 7,636,912 ราย เป็นรายใหม่ 36,066 ราย 2.อินเดีย 6,622,180 ราย เป็นรายใหม่ 74,767 ราย 3.บราซิล 4,915,289 ราย เป็นรายใหม่ 8,456 ราย 4.รัสเซีย 1,215,001 ราย เป็นรายใหม่ 10,499 ราย 5.โคลัมเบีย 855,052 ราย เป็นรายใหม่ 6,905 ราย ขณะที่ไทยขยับลงอันดับ 139 ของโลก ส่วนพม่ามีผู้ป่วยรายใหม่เพิ่ม 1,294 ราย ยอดสะสมรวม 17,794 ราย

‘จงอางศึก’เข้มชายแดน

วันเดียวกัน พ.อ.ธีรยุทธฑ์ เส้งรอด รอง ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจจงอางศึก กองกำลัง สุรสีห์ มอบหมายให้ ร.อ.ดำรงค์ วาลมูลตรี นายทหารยุทธการหน่วยเฉพาะกิจจงอางศึก ร่วมกับปกครองจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ปลัดอำเภอเมืองประจวบคีรีขันธ์, กก.ตชด.ที่ 14 ชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน และผู้นำชุมชนในพื้นที่ ร่วมกันตรวจแนวลวดหนาม พร้องทั้งปรับปรุงเสริมความมั่นคงให้สามารถสกัดกั้นการหลบหนีเข้าเมืองโดยผิดกฎหมายของบุคคลต่างด้าว พร้อมทั้งจัดตั้งแหล่งข่าวเพื่อช่วยเป็นหูเป็นตาและประชาสัมพันธ์ รวมถึงช่วยแจ้งข่าวสารให้กับเจ้าหน้าที่ บริเวณช่องทางธรรมชาติ ช่องทางวังเป้า, ช่องทาง พุตะแบก, ช่องทางเขาหลัก, ช่องทางสองแกนลอน ลาดตระเวนตรวจสอบป้องกันการลักลอบเปิดช่องทางใหม่ ซึ่งทุกภาคส่วนจะต้องร่วมมือร่วมใจกันสกัดกั้นไม่ให้โรค โควิด-19 ระบาดข้ามแดนเข้ามายังประเทศไทยของเราได้

ทั้งนี้ จ.มะริด ประเทศเมียนมาซึ่งมีพื้นที่ชายแดนติดกับ 8 อำเภอของ จ.ประจวบคีรีขันธ์ และอยู่ห่างจากชายแดนไทย จ.ประจวบฯ 180 ก.ม.ขณะนี้มียอดสะสมผู้ติดเชื้อโควิด-19 เพิ่มอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันจังหวัดมะริดมีผู้ติดเชื้อแล้ว 16 ราย ดังนั้นคณะกรรมการป้องกัน โควิด-19 ภาคตะนาวศรีหรือภาคใต้ของประเทศเมียนมา สั่งการให้อ.ตะนาวศรี จ.มะริด ตั้งจุดตรวจคัดกรองโควิดที่สะพานตะนาวศรีแห่งใหม่ เพื่อป้องกันการแพร่กระจายของโรคก่อนระบาดเข้าพื้นที่ อ.ตะนาวศรี และจ.เกาะสอง โดยการตั้งจุดตรวจคัดกรองหน่วยงานรัฐกำชับเจ้าหน้าที่ให้ตรวจเป็นพิเศษ โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวและประชาชนที่เดินทางมาจากรัฐอาระกันและภาคย่างกุ้ง จะต้องมีหนังสือท่องเที่ยวและใบรับรองการตรวจโรค หากไม่มีหนังสือรับรอง จะไม่อนุญาตให้เดินทางผ่านจุดคัดกรอง สำหรับประชาชนในพื้นที่หากจะเดินทางออกนอกเขต อ.ตะนาวศรี จะต้องขอหนังสือรับรองจากนายอำเภอเท่านั้น

พระพม่าติดโควิด 39 รูป

ด้านนายพัลลภ สิงหเสนี ผู้ว่าฯ ประจวบ คีรีขันธ์ กล่าวว่า สั่งการให้ทุกอำเภอบูรณาการการทำงานเน้นพื้นที่แนวชายแดน พื้นที่ชายแดนและพื้นที่ตอนในอย่างเข้มงวด มีการตั้งจุดสกัดมากกว่า 20 จุด ปิดช่องทางธรรมชาติแล้วมากกว่า 40 จุด ขณะที่การป้องกันด้านสาธารณสุขมีการสุ่มตรวจเชื้อประชาชนที่อาศัยในพื้นที่แนวชายแดนอำเภอละ 50 ตัวอย่าง รวม 400 ตัวอย่าง ผลการสุ่มตรวจไม่พบเชื้อ สำหรับจุดขนถ่ายสินค้าที่จุดผ่อนปรนพิเศษด่านสิงขร ต.คลองวาฬ อ.เมือง ขณะนี้อนุญาตให้ขนถ่ายสินค้าแห้งที่มีความจำเป็นต่อการดำรงชีพเท่านั้น โดยให้คนขับรถและผู้ติดตามเข้าพื้นที่ได้เพียง 2 คน สำหรับผู้ขนถ่ายสินค้าจะต้องเป็นคนไทยและมีการฉีดยาฆ่าเชื้อต่อเนื่อง

นายสมเกียรติ เอ่าจี่มิด ผู้ประกอบการ ท่องเที่ยวและผู้ประกอบการค้าอาหารทะเล จ.มะริด ประเทศเมียนมา กล่าวว่า ขณะนี้สถิติผู้ติดเชื้อโควิด-19 ในมณฑลตะนาวศรี มีผู้ติดเชื้อเพิ่มใน จ.ทวาย 2 ราย มีประวัติเดินทางกลับมาจากย่างกุ้ง ทำให้มีผู้ติดเชื้อสะสมในจังหวัด 18 ราย รักษาหาย 2 ราย ผู้ป่วยปัจจุบัน 16 ราย มีผู้ติดเชื้อเพิ่มใน อ.ปะล้อ จ.มะริด 41 ราย เป็นพระสงฆ์ 39 รูป ฆราวาส 1 ราย พยาบาลที่ดูแลคณะสงฆ์ 1 ราย โดยคณะสงฆ์ 76 รูปเดินทางกลับมาจากย่างกุ้งเมื่อวันที่ 29 ก.ย. 2563 จากนั้นกักตัวที่ อ.ปะล้อ เป็นเขตรอยต่อมะริด-ทวาย ทำให้มีผู้ติดเชื้อสะสมในจ.มะริด 66 ราย รักษาหาย 9 ราย ผู้ป่วยปัจจุบัน 57 ราย

สำหรับผู้ถูกกักตัวเฝ้าดูอาการในสถานกักตัวของรัฐ จ.ทวาย 296 ราย จ.มะริด 169 ราย และ จ.เกาะสอง 136 ราย ผู้ถูกกักตัวเฝ้าดูอาการในโรงแรม จ.ทวาย 105 ราย จ.มะริด 5 ราย และ จ.เกาะสอง 322 ราย โดยมีสถานกักตัวใน จ.ทวาย 130 แห่ง จ.มะริด 194 แห่ง และ จ.เกาะสอง 40 แห่ง รวมในภาคตะนาวศรี 364 แห่ง

เข้มงวด – คณะกรรมการป้องกันโควิด-19 เมียนมา สั่ง อ.ตะนาวศรี จ.มะริด ตั้งจุดตรวจคัดกรองป้องกันการแพร่ระบาดใน อ.ตะนาวศรี และ จ.เกาะสอง ขณะเดียวกันฉก.จงอางศึก กองกำลังสุรสีห์ ร่วมกับจ.ประจวบคีรีขันธ์ ก็เข้มงวดด่านชายแดนของทั้งสองประเทศด้วย เมื่อวันที่ 5 ต.ค.

 

ผู้ว่าฯกาญจน์สั่งขยายปิดด่าน

เมื่อเวลา 15.30 น. นายจีระเกียรติ ภูมิสวัสดิ์ ผู้ว่าฯ กาญจนบุรี ในฐานะประธานคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัดกาญจนบุรีลงนามในประกาศคำสั่งคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัดกาญจนบุรี เรื่อง ขยายเวลาการระงับการใช้ช่องทางเข้ามาในราชอาณาจักรของบุคคล ยานพาหนะ และสิ่งของ ณ จุดผ่อนปรนทางการค้าบ้านพระเจดีย์สามองค์ (จุดผ่านแดนชั่วคราวเพื่อการท่องเที่ยว) ต.หนองลู อ.สังขละบุรี จ.กาญจนบุรี

โดยคำสั่งระบุว่า เนื่องจากสถานการณ์การระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 แพร่ระบาดในสาธารณรัฐแห่งสหภาพ เมียนมาสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ดังนั้น เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) ในจ.กาญจนบุรี ซึ่งเป็นจังหวัดชายแดนที่มีพื้นที่ติดต่อชายแดนของเมียนมา และมีช่องทางผ่านแดนที่เป็นช่องทางธรรมชาติ เพื่อเฝ้าระวัง ป้องกันและควบคุมไม่ให้เกิดการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ในพื้นที่จ.กาญจนบุรีเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและเป็นไปตามมาตรการของกระทรวงสาธารณสุข

จ.กาญจนบุรีจึงมีคำสั่ง ดังนี้ 1.ขยายเวลาการระงับการใช้ช่องทางเข้ามาในราชอาณาจักรของบุคคล ยานพาหนะ และสิ่งของ ณ จุดผ่อนปรนทางการค้าบ้านพระเจดีย์สามองค์ (จุดผ่านแดนชั่วคราวเพื่อการท่องเที่ยว) ตั้งแต่วันที่ 6-19 ต.ค. 2563

2.เนื่องจากเป็นกรณีที่มีความจำเป็นเร่งด่วน หากปล่อยให้เนิ่นช้าไปจะก่อให้เกิดผลเสียหายอย่างร้ายแรงแก่สาธารณชน หรือ ผลกระทบต่อประโยชน์สาธารณะ จึงไม่อาจให้คู่กรณีใช้สิทธิโต้แย้ง ตามมาตรา 30 วรรค 2 (1) แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539

ทั้งนี้ ผู้ใดฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามคำสั่งนี้โดยไม่มีเหตุอันสมควร จะมีความผิดตามมาตรา 5 แห่งพ.ร.บ.โรคติดต่อ พ.ศ.2558 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และอาจมีความผิดตามมาตรา 18 แห่งพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 40,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 6 ต.ค. จนถึงวันที่ 19 ต.ค. 2563

สธ.ย้ำพบต่างด้าวให้รีบแจ้ง

วันเดียวกัน นพ.โสภณ เอี่ยมศิริถาวร ผอ.กองโรคติดต่อทั่วไป กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เปิดเผยว่า สถานการณ์ที่น่ากังวลและอาจส่งผลกระทบต่อประเทศไทยขณะนี้คือการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ในประเทศเพื่อนบ้านที่มีผู้ติดเชื้อรายใหม่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง แม้ภาครัฐกวดขันผู้ที่เดินทางเข้าประเทศทางด่านพรมแดน เฝ้าระวัง ตรวจจับแรงงานต่างชาติที่ลักลอบเข้าประเทศผิดกฎหมาย แต่ต้องขอความร่วมมือหน่วยงานต่างๆ และประชาชนช่วยกันสอดส่องหากพบผู้เข้าเมืองอย่างผิดกฎหมาย หรือมีแรงงานผิดกฎหมายขอเข้าทำงานให้แจ้งเจ้าหน้าที่โดยเร็ว เนื่องจากมีความเสี่ยงที่อาจนำเชื้อมาแพร่ให้กับคนในประเทศ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตและเศรษฐกิจของประเทศ

“ขอย้ำให้ประชาชนร่วมมือกันปฏิบัติตามมาตรการที่กำหนดอย่างเข้มข้นเป็นนิสัย โดยเฉพาะการสวมหน้ากากทุกครั้งที่ออกนอกบ้านและตลอดเวลาขณะอยู่ในพื้นที่สาธารณะ นอกจากช่วยป้องกันโรคโควิด-19 แล้ว ยังลดอัตราการป่วยด้วยไข้หวัดใหญ่และโรคระบบทางเดินหายใจ ซึ่งมีอาการป่วยที่ใกล้เคียงกันกับโรคโควิด-19 ทั้งอาการไข้ ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ ไอ เจ็บคอ หรืออาการระบบทางเดินหายใจ แต่ที่แตกต่างกันคือ ผู้ติดเชื้อโควิด-19 อาจมีอาการลิ้นรับรส หรือกลิ่นลดลง ขอแนะนำว่าหากป่วยภายหลังจากเดินทางไปในที่ชุมชน สถานที่แออัด ให้รีบไปพบแพทย์ที่โรงพยาบาลใกล้บ้านทันที” นพ.โสภณกล่าว

นพ.โสภณกล่าวต่อว่า จากข้อมูลของกองระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค พบว่า ตั้งแต่เดือน ม.ค.-ก.ย. 2563 มีผู้ป่วยด้วยโรคไข้หวัดใหญ่ 110,930 ราย เสียชีวิต 4 ราย ลดลงจากช่วงเวลาเดียวกันในปี 2562 ที่มีผู้ป่วย 304,4225 ราย เสียชีวิต 20 ราย นอกจากนี้การล้างมือบ่อยๆ ยังช่วยลดอัตราการป่วยด้วยโรคโรคอุจจาระร่วง โดยในปีนี้มีผู้ป่วย 621,445 ราย ลดลงจากในช่วงเดียวกันปี 2562 ที่พบ 883,449 ราย แสดงให้เห็นว่ามาตรการป้องกันตนเองสามารถช่วยลดอุบัติการณ์ของโรคทั้ง 2 กลุ่ม จึงขอเน้นย้ำให้ประชาชนยังคงปฏิบัติตามคำแนะนำอย่างต่อเนื่องเพื่อสุขภาพอนามัยที่ดี และลดอัตราการป่วยจากโรคดังกล่าว

ทุ่ม 2.9 พันล.จองวัคซีนโควิด

วันเดียวกัน พญ.พรรณประภา ยงค์ตระกูล โฆษกกระทรวงสาธารณสุข แถลงผลการประชุมคณะกรรมการวัคซีนแห่งชาติ ที่มีนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกฯ และรมว.สาธารณสุข เป็นประธานว่า ที่ประชุมรายงานความคืบหน้าแผนการเร่งรัดการเข้าถึงวัคซีนป้องกันโควิด-19 สำหรับประชาชนในโครงการพัฒนาวัคซีนต้นแบบตั้งแต่ต้นน้ำ และการถ่ายทอดเทคโนโลยีผลิตวัคซีนโควิด-19 และเห็นชอบนโยบายการจัดหาวัคซีนป้องกัน โควิด-19 โดยการจอง ซึ่งขณะนี้ยกร่างประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่องการจัดหาวัคซีนป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ในกรณีมีเหตุฉุกเฉินหรือเหตุจำเป็น พ.ศ.2563 ตามมาตรา 18 (4) แห่ง พ.ร.บ.ความมั่นคงด้านวัคซีนแห่งชาติ พ.ศ.2561 เพื่อกำหนดหลักเกณฑ์การจัดหาวัคซีนสำหรับใช้ในประเทศไทยล่วงหน้า ครอบคลุมประชากร 50% ภายใต้กรอบวงเงิน 2,930 ล้านบาท แบ่งเป็นจากบริษัทผู้ผลิตที่มีความก้าวหน้าการทดลองในมนุษย์ระยะที่ 3 ครอบคลุมประชากร 30% และจองผ่านโครงการโคแว็กซ์ ขององค์การอนามัยโลก ครอบคลุมประชากร 20%

ด้านนพ.นคร เปรมศรี ผอ.สถาบันวัคซีนแห่งชาติ กล่าวว่า การจัดหาวัคซีนให้ครอบคลุม 50% ของประชากร คิดเป็นประชากร 33 ล้านคน โดย 1 คนต้องได้รับวัคซีน 2 โดส เท่ากับว่าต้องใช้วัคซีนราว 66 ล้านโดส ส่วนราคายังไม่ชัดเจน แต่หากสมมติราคาโดสละ 350 บาท ก็ต้องใช้งบราว 2 หมื่นล้านบาท แต่การจองก่อนล่วงหน้าจะใช้งบ 2,930 ล้านบาท โดยอาจใช้จากพ.ร.ก.เงินกู้เพื่อโควิด หรืองบกลาง ซึ่งการจองวัคซีนล่วงหน้าเป็นช่องทางที่จะทำให้ไทยได้รับวัคซีนเร็วใกล้เคียงกับประเทศผู้ผลิต ขณะนี้ทั่วโลกมีประมาณ 10 บริษัทที่ก้าวหน้าทดลองวัคซีนในคนระยะที่ 3 คาดว่าจะเจรจาแล้วเสร็จในต.ค.นี้ แต่ยังไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดได้

เล็งใช้กับบุคลากรทางการแพทย์ก่อน

นพ.นครกล่าวต่อว่า หากได้วัคซีนก็จะทยอยเข้ามาและทยอยใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดบนหลักวิชาการ โดยคณะอนุกรรมการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรค ภายใต้คณะกรรมการวัคซีนฯ อยู่ระหว่างการพิจารณาว่าจะจัดสรรให้กับกลุ่มใดก่อน ซึ่งตามหลักทั่วโลกกลุ่มที่ต้องได้รับวัคซีนก่อน คือ บุคลากรการแพทย์ เพราะต้องทำงานหน้าด่าน เสี่ยงต่อการติดเชื้อ หากคนกลุ่มนี้ติดเชื้อจะทำระบบสาธารณสุขมีปัญหาได้ ไทยก็ต้องพิจารณาให้กับบุคลากรการแพทย์และคนทำงานหน้าด่านก่อน ส่วนแผนการที่ประเทศไทยต้องการวัคซีนสำหรับคนในประเทศจริงๆ ต้องอยู่ที่ประมาณ 60-70% ของประชากร ซึ่งเป็นแผนระยะถัดไป

“สำหรับความคืบหน้าการผลิตวัคซีนป้องกันโควิด-19 ของไทย ชนิด mRNA โดยคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ขณะนี้ได้รับรายงานว่าโรงงานผลิตวัคซีนต้นแบบจะสามารถผลิตวัคซีนต้นแบบและส่งให้กับไทยประมาณ ม.ค.2564 เพื่อเดินหน้าทดลองในมนุษย์เฟส 1 และเฟส 2 ต่อไป ขณะที่วัคซีนชนิด DNA ของบริษัทไบโอเนท-เอเชีย จำกัด อยู่ระหว่างการยื่นขออนุญาตวิจัยในคนกับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.)”

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน