มะกันลุ้น
ศึกปธน.
แข่งเดือด
จ่อถึงขั้น
ฟ้องศาล
‘ทรัมป์’สูสี ‘ไบเดน’ศึกเลือกตั้งชิงประธานาธิบดีสหรัฐ ส่อยืดเยื้อ คาดต้องใช้เวลานับคะแนนหลายวัน หลังมีผู้ใช้สิทธิ์ล่วงหน้า 100 ล้านคน อีกทั้งแต่ละรัฐมีข้อกำหนด และระยะเวลานับคะแนนทางไปรษณีย์ต่างกัน ‘ทรัมป์’ คว้าชัยในรัฐใหญ่ทั้งฟลอริดา และเท็กซัส ขณะที่ไบเดนชนะแคลิฟอร์เนีย พร้อมสร้างความฮือฮาพลิกชนะในรัฐแอริโซนา ฐานเสียงเก่าทรัมป์ เผยแข่งขันดุเดือด ถึงขั้นขู่ฟ้องศาล
เมื่อวันที่ 4 พ.ย. สำนักข่าวต่างประเทศรายงานผลการนับคะแนนการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ซึ่งจัดการเลือกตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 3 พ.ย. ตามเวลาท้องถิ่น ท่ามกลางการจับตาผลลัพธ์ของคนทั่วโลกอย่างใจจดใจจ่อ ปรากฏว่าคะแนนของคู่ชิงชัย ระหว่างประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ อายุ 74 ปี จากพรรครีพับลิกัน และนายโจ ไบเดน อายุ 77 ปี ตัวแทนจากพรรคเดโมแครต อดีตรองประธานาธิบดีสหรัฐ ออกมาสูสีแบบหายใจรดต้นคอ ตั้งแต่เวลา 04.00 น.ตามเวลาท้องถิ่น พรรคเดโมแครตมีคะแนนเสียงคณะผู้เลือกตั้ง หรืออิเล็กทอรอล โหวต นำพรรค รีพับลิกัน 238 ต่อ 213 เสียง และยังไม่มีฝ่ายไหนได้คะแนนถึงกำหนดชัยชนะที่ 270 เสียง จากทั้งหมด 538 เสียง ส่วนคะแนนเสียงจากประชาชนหรือป๊อปปูลาร์โหวต พรรคเดโมแครตกวาดไปแล้วอย่างน้อย 67.55 ล้านคน พรรครีพับลิกันได้ 65.68 ล้านคน โดยผู้ที่ได้ 270 เสียง จะเป็นผู้ชนะการเลือกตั้ง
ทั้งนี้ ปกติแล้วผลการเลือกตั้งของสหรัฐจะออกมาเร็วหลังทุกเขตการเลือกตั้งปิดให้ลงคะแนน หรือไม่เกินช่วงเช้าวันรุ่งขึ้น แต่เพราะปีนี้ประเทศเผชิญวิกฤตโรคโควิด-19 แพร่ระบาดอย่างหนัก ส่งผลให้ประชาชนเกือบ 100 ล้านคนใช้สิทธิเลือกตั้งล่วงหน้า ซึ่งแต่ละรัฐมีข้อกำหนดและระยะเวลาในการนับคะแนนทางไปรษณีย์ที่แตกต่างกัน และทำให้ผลเลือกตั้งอย่างเป็นทางการต้องใช้เวลาในการรวบรวมนานหลายวัน หรืออาจหลายสัปดาห์
โดยทั้งทรัมป์ และไบเดนต่างประกาศความมั่นใจในชัยชนะผ่านทางทวิตเตอร์ส่วนบุคคล แต่เมื่อดูจากผลคะแนนที่ตีคู่มาอย่างสูสี ทำให้ขณะนี้ยังไม่สามารถสรุปผลได้ว่าใครจะเป็นผู้ชนะ
ความอลเวงระหว่างรอผลการเลือกตั้ง คือนายทรัมป์ประกาศชัยชนะผ่านทางทวิตเตอร์ จนถูกขึ้นป้ายคำเตือนว่า “อาจเป็นข้อความที่ทำให้เกิดความเข้าใจผิด”
จากนั้นนายทรัมป์ยังเปิดแถลงข่าวที่ทำเนียบขาว ขอบคุณครอบครัว ผู้สนับสนุนทำให้เขาได้รับชัยชนะในหลายรัฐอย่างคาดไม่ถึง โดยเฉพาะอย่างยิ่งบรรดารัฐสมรภูมิ มีชาวอเมริกันออกมาใช้สิทธิมากเป็นประวัติการณ์ จนทำให้ตนชนะที่รัฐฟลอริดาด้วยคะแนนสูงมาก อีกทั้งยังชนะที่รัฐเท็กซัส รัฐโอไฮโอ รัฐจอร์เจีย และมั่นใจจะชนะที่รัฐเพนซิลเวเนีย
อย่างไรก็ตาม นายทรัมป์กลับกล่าวด้วยว่าตนเองถูกปล้นคะแนนเสียง
“เป็นเรื่องน่าเศร้าใจที่มีคนกลุ่มหนึ่งพยายามหลอกลวงประชาชนที่ลงคะแนนให้ผม และเราจะไม่ยอมให้เรื่องนี้เกิดขึ้น เราเตรียมฉลองชัยชนะครั้งใหญ่อยู่แล้ว แต่ก็มีเหตุที่ทำให้ทุกอย่างต้องหยุดชะงัก นี่เป็นการโกงชาวอเมริกัน นี่เป็นสิ่งที่สร้างความอับอายให้กับประเทศของเรา เป็นช่วงเวลาที่น่าเศร้าสำหรับผม ดังนั้น อาจต้องไปศาลสูงสุด” นายทรัมป์กล่าว
สำหรับคำพูดที่ว่า “ไปศาลสูงสุด” ของทรัมป์ไม่แน่ชัดว่าจะเป็นอย่างไร เนื่องจากศาลสูงสุดของสหรัฐไม่ใช่สถานที่แรกในการตัดสินคดีความ ต้องผ่านการพิจารณาของศาลชั้นต้นก่อน แต่อาจพูดโยงศึกเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐ 2000 เมื่อปี 2543 ที่เกิดปัญหาการนับคะแนนที่รัฐฟลอริดา ทำให้กระบวนการยืดเยื้อออกไป 1 เดือน กระทั่งศาลสูงสุดประกาศยุติการนับคะแนนใหม่ และให้นายจอร์จ ดับเบิลยู. บุช ชนะนาย อัล กอร์ ด้วยคะแนนเฉียดฉิว
ด้านนายไบเดนเปิดแถลงที่รัฐเดลาแวร์ ฐานเสียงบ้านเกิดของตนเอง ว่า “การแข่งขันนี้ยังต้องไปกันอีกไกล อาจลากยาวไปถึงเช้าวันรุ่งขึ้นหรือนานกว่านั้น แต่ทุกคนพอใจต่อจุดที่เราอยู่ในตอนนี้ ตนมายืนตรงนี้เพื่อบอกทุกคนได้ว่า เชื่อมั่นอย่างยิ่งว่ากำลังอยู่บนเส้นทางมุ่งไปสู่ชัยชนะ”
รายงานระบุว่า การชี้ขาดชัยชนะในศึกครั้งนี้เป็นพื้นที่เลือกตั้งที่เรียกว่า สวิงสเตต หรือรัฐสมรภูมิ ซึ่งไม่แน่ชัดว่าพรรคใดจะคว้าชัยชนะ ปรากฏว่ารีพับลิกันยืนยันชนะแล้ว 4 รัฐ ได้แก่ รัฐเท็กซัส ด้วยคะแนน 52.2 (5.61 ล้านคน) ต่อร้อยละ 46.4 (4.99 ล้านคน) และคว้าคะแนนเสียงคณะเลือกตั้ง 38 เสียงตามระบบผู้ชนะกินรวบ หรือเดอะวินเนอร์ เทกส์ ออล รัฐฟลอริดาชนะที่ร้อยละ 51.3 (5.64 ล้านเสียง) ต่อร้อยละ 47.8 (5.27 ล้านคน) กวาดคะแนนเสียงคณะเลือกตั้ง 29 เสียง รัฐโอไฮโอมีคะแนนเสียงคณะเลือกตั้ง 18 เสียง ชนะด้วยคะแนนร้อยละ 53.4 (3.03 ล้านคน) ต่อร้อยละ 45.1 (2.56 ล้านคน) และรัฐไอโอวา มีคะแนนเสียงคณะเลือกตั้ง 6 เสียง ชนะที่ร้อยละ 53.1 (8.87 แสนคน) ต่อร้อยละ 45.1 (7.53 แสนคน)
ด้านพรรคเดโมแครตยืนยันชนะ 4 รัฐ ได้แก่ รัฐแอริโซนามีคะแนนเสียงคณะเลือกตั้ง 11 เสียง พรรคเดโมแครตพลิกชนะไปด้วยคะแนนร้อยละ 51.8 (5.27 ล้านคน) ต่อ 46.9 (1.23 ล้านคน) โดยในรอบ 72 ปีที่ผ่านมา รัฐแอริโซนาเลือกผู้แทนจากพรรคเดโมแครตเพียงครั้งเดียวก่อนหน้านี้ และการชนะครั้งนี้ ถือเป็นการหักหน้าประธานาธิบดีทรัมป์ เพราะเป็นหนึ่งในฐานเสียงเก่าที่เลือกพรรครีพับลิกัน และทำให้นายทรัมป์ชนะศึกเลือกตั้งเมื่อปี 2559 รัฐโคโลราโดมีคะแนนเสียงคณะเลือกตั้ง 9 เสียง ชนะที่ร้อยละ 56.0 (1.60 ล้านคน) ต่อร้อยละ 41.6 (1.19 ล้านคน) รัฐนิวแฮมป์เชียร์ มีคะแนนเสียงคณะเลือกตั้ง 4 เสียง ชนะด้วยคะแนนร้อยละ 53.6 (3.34 แสนคน) ต่อร้อยละ 44.7 (2.79 แสนคน) และรัฐเมนกับคะแนนเสียงคณะเลือกตั้ง 4 เสียง ชนะที่ร้อยละ 53.4 (3.82 แสนคน) ต่อร้อยละ 43.7 (3.13 แสนคน)
การ์เดียนรายงานว่า รัฐสวิงสเตตที่ยังต้องลุ้นและจะเป็นผลชี้ขาดในการเลือกตั้งยังเหลืออีก 5 รัฐที่นับคะแนนไม่เสร็จ ในจำนวนนี้เป็นรัฐที่พรรครีพับลิกันมีคะแนนนำอยู่ 5 รัฐ คือ รัฐเพนซิลเวเนีย ที่คะแนนเสียงคณะเลือกตั้ง 20 เสียง เมื่อเวลา 04.00 น. นับไปแล้วร้อยละ 64 รัฐจอร์เจียมีคะแนนเสียงคณะเลือกตั้ง 16 เสียง นับแล้วร้อยละ 94 รัฐมิชิแกน มีคะแนนเสียงคณะเลือกตั้ง 16 เสียง นับแล้วร้อยละ 80 และรัฐนอร์ทแคโรไลนามีคะแนนเสียงคณะเลือกตั้ง 15 เสียง นับแล้วร้อยละ 94
ส่วนรัฐสวิงสเตตที่พรรคเดโมแครตนำอยู่คือ รัฐวิสคอนซินมีคะแนนเสียงคณะเลือกตั้ง 10 เสียง นับแล้วร้อยละ 95 และรัฐเนวาดาที่มีคะแนนเสียงคณะเลือกตั้ง 6 เสียง นับคะแนนแล้วร้อยละ 67
ขณะนี้ยังเหลือการนับคะแนนที่รัฐแอริโซนา, มิชิแกน, จอร์เจีย, เนวาดา, อลาสกา, นอร์ธแคโรไลนา, เพนซิลเวเนีย และ วิสคอนซิน
สำหรับการเลือกตั้งสมาชิกสภาคองเกรสที่จัดพร้อมกัน ผลนับคะแนนอย่างไม่เป็นทางการชี้ว่า พรรครีพับลิกันและพรรคเดโมแครตครองเสียงเท่ากันในวุฒิสภา พรรคละ 47 ที่นั่ง และยังไม่มีฝ่ายใดได้ที่นั่งเกินกว่ากึ่งหนึ่งที่ 51 ที่นั่งจากทั้งหมด 100 ที่นั่ง ส่วนสภาล่างหรือสภา ผู้แทนราษฎร พรรคเดโมแครตครองเสียงข้างมากในเบื้องต้น 185 ต่อ 178 ที่นั่ง และเช่นเดียวกันยังไม่มีฝ่ายใดได้ที่นั่งเกินกว่ากึ่งหนึ่งที่ 218 ที่นั่งจากทั้งหมด 435 ที่นั่ง