แจงกมธ.เหตุที่ปทุมวัน
ยอมรับ-ใช้แก๊สน้ำตา
อานนท์เข้ารับข้อหาอีก
กวิ้นโวยคุกคามถึงบ้าน
บิ๊กบี้ชี้เอง‘รปห.ติดลบ’
ตร.เก็บ ‘ตู้ไปรษณีย์ม็อบราษฎร’ ไว้โรงพัก ตรวจสอบเนื้อหาในจดหมายเข้าข่ายความผิดด้วยหรือไม่ ระบุสาเหตุใช้รถน้ำฉีด เพราะม็อบรื้อลวดหนาม สิ่งกีดขวาง ประกาศเตือนแล้วแต่ยังไม่หยุด ชี้แจง กมธ.วุฒิสภา ยอมรับใช้แก๊สน้ำตาสลายม็อบ 16 ต.ค.แยกปทุมวัน ขณะที่ ‘บิ๊กบี้’ ผบ.ทบ. แจงส่งทหารไปร่วมคุมม็อบ คอยป้องกันหลังแนวตร. ชี้ ‘เขตพระราชฐาน’ คล้ายบ้าน ไม่ต้องการให้ใครบุกรุก ยืนยันเอง ‘รัฐประหารติดลบ’ ขณะที่ ‘อานนท์-เพนกวิน’ รับข้อหาอีก รายงานตัวอัยการลำปาง แฉเจ้าหน้าที่คุกคามถึงบ้าน
‘บิ๊กตู่’ยังย้ำอีกรับฟังทุกฝ่าย
เมื่อวันที่ 9 พ.ย. ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงกระแสข่าวลือ 4 แกนนำม็อบขอลี้ภัยในสหรัฐว่า ไม่ทราบ แต่เห็นเขียนในโซเชี่ยล ไม่รู้ใครเขียน จึงยังไม่ทราบ แต่การจะลี้ภัยต้องมีเหตุผลขอลี้ภัย ขณะนี้ยังไม่รู้รายละเอียดว่าเป็นอย่างไร
พล.อ.ประยุทธ์กล่าวต่อว่า เชื่อว่าทุกปัญหาย่อมมีทางออก หากทุกคนจริงใจ มาช่วยกันคิด และทำในสิ่งที่มีความเป็นไปได้ และเป็นไปตามขั้นตอน กลไก และกฎหมาย ตนสนับสนุนทุกทางที่ใครจะเสนอทางออกให้ประเทศไทยในหลากหลายความคิด ยืนยันว่ารับฟังทุกฝ่าย แล้วยังคิดว่าการร่วมพูดคุยอย่างเป็นทางการที่ดีที่สุดให้กับทุกปัญหาเสมอไป ทั้งหมดนี้เป็นสิ่งที่อยากพูดกับพวกเรา ต้องช่วยกันทำให้บ้านเมืองเดินหน้าต่อไปได้ โดยเฉพาะในช่วงนี้ที่เกิดวิกฤตเศรษฐกิจ

บิ๊กบี้แจง – พล.อ.ณรงค์พันธ์ จิตต์แก้วแท้ ผบ.ทบ. ชี้แจงการส่งกำลังทหารเข้าไปในการชุมนุมของกลุ่มราษฎรว่าไม่ได้ไปควบคุมฝูงชน เพราะอยู่นอกเครื่องแบบ และอยู่หลังแนวตำรวจ พร้อมชี้ว่าการปฏิวัติทำให้ติดลบ เมื่อวันที่ 9 พ.ย. ที่บก.ทบ.
‘บิ๊กบี้’ชี้แจงส่งทหารดูม็อบ
ที่กองบัญชาการกองทัพบก (บก.ทบ.) พล.อ.ณรงค์พันธ์ จิตต์แก้วแท้ ผบ.ทบ. กล่าวถึงการส่งกำลังทหารเข้าไปช่วยตำรวจดูแลการชุมนุมเมื่อวันที่ 8 พ.ย.ว่า ไม่ได้ไปควบคุมฝูงชน เพราะอยู่นอกเครื่องแบบ ไปอยู่หลังแนวตำรวจ ขอพูดในฐานะดูแลงานด้านความมั่นคง สถานการณ์เมื่อวันที่ 8 พ.ย. กลุ่ม ผู้ชุมนุมเคลื่อนขบวนมุ่งไปสู่พระบรมมหาราชวัง ศาลหลักเมือง วัดพระแก้ว ทั้งหมดเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ ฉะนั้นสิ่งเหล่านี้มีใครรับประกัน หรือรับผิดชอบได้หรือไม่ต่อความเสียหายที่จะเกิดขึ้น
พล.อ.ณรงค์พันธ์กล่าวว่า ขณะที่ตำรวจ เฝ้าระวังป้องกัน ส่วนทหารอยู่หลังตำรวจ หากมีมวลชนหลุดแนวตำรวจ ก็เป็นหน้าที่ทหารจะต้องป้องกัน เพราะการ์ดที่ดูแลกลุ่มผู้ชุมนุมคุยกันแล้วว่าชุมนุมอย่างสงบและสันติ เราพยายามไม่ให้เกิดความรุนแรง แม้การชุมนุมดังกล่าวจะผิดพ.ร.บ.การชุมนุม แต่เจ้าหน้าที่ก็ประนีประนอม ไม่ได้ดำเนินคดีทั้งหมด ใครที่ทำผิดกฎหมายก็ดำเนินการเฉพาะรายบุคคล ในส่วนของการ์ดที่ดูแลความปลอดภัย ต้องยอมรับว่าเขาพยายามเจรจากับตำรวจ ในสิ่งที่เขาอยากจะกระทำ และยืนยันในเรื่องของการชุมนุมโดยสงบและสันติ
มีกลุ่มต้องการความรุนแรง
ผบ.ทบ.กล่าวต่อว่า แต่ต้องยอมรับว่ามีกลุ่มคน ซึ่งตนย้ำไว้เสมอว่าอย่าให้เกิดความรุนแรง ต้องควบคุมให้ได้ ถ้าเกิดความรุนแรงเมื่อไหร่ ประเทศชาติจะถอยลงไปอีกที เมื่อวานหากดูจากคลิปวิดีโอ หรือข้อมูลต่างๆ ทหารที่ออกไปส่วนนั้น คือช่วยไปดูแล หากมีอะไรขึ้นมา ทหารจะได้ช่วยตำรวจและประชาชนที่ได้รับบาดเจ็บ แต่ทหารตรงนั้นกลับได้รับบาดเจ็บเสียเอง เพราะมีกลุ่มที่ต้องการสร้างความรุนแรง เราก็เห็นแล้วในคลิปว่าเขาเตรียมสิ่งของคล้ายกับประทัด ที่มีไฟจุดขว้างข้ามรถบัส ถามว่าหากปล่อยไป จะโดยเจตนา หรือไม่เจตนา หากปาเข้าไปในศาลหลักเมือง วัดพระแก้ว เกิดความเสียหาย ใครจะรับผิดชอบ แล้วความรู้สึกของคน ทั้งประเทศจะเป็นอย่างไร
พล.อ.ณรงค์พันธ์กล่าวว่า นี่คือสิ่งที่เราต้องช่วยกัน เจ้าหน้าที่พร้อมอยู่แล้ว เพราะอุทิศตนและยอมรับอยู่แล้ว แต่อย่าไปเอาประเด็นนั้นมาเป็นความขัดแย้ง ขอให้มองว่าความเสียหายที่เกิดขึ้นต่อส่วนรวมและประเทศชาติ จะเกิดอะไรขึ้นหากตำรวจไม่ทำตรงนั้น เพียงแต่สุดท้ายแล้วถือเป็นเรื่องดีที่สามารถเจรจากันได้ว่าทำได้แค่ไหน
ยอมรับ‘รัฐประหารติดลบ’
ผู้สื่อข่าวถามว่าจะยอมรับได้ขนาดไหน หากการชุมนุมครั้งหน้าเข้าไปเขตพระราชฐาน พล.อ.ณรงค์พันธ์กล่าวว่า เขตพระราชฐานมีลักษณะคล้ายกับบ้าน เราไม่ต้องการให้ใครมาบุกรุก ทุกคนก็รักบ้านและครอบครัวตัวเอง สิ่งที่พยายามก็คืออย่าเกิดความรุนแรง เพราะสถานการณ์ตอนนี้กำลังดีขึ้น จากมาตรการควบคุมการแพร่ระบาดของโควิด ที่ทำได้ดี
ต่อข้อถามถึงสถานการณ์การเมืองขณะนี้ยังไม่มีทางออก พล.อ.ณรงค์พันธ์กล่าวว่ามี จำไว้เสมอว่าการเมืองก็ต้องแก้ด้วยการเมือง หากทุกคนมีสติและมองกระจกให้รอบด้านว่าควรจะทำอะไร
ผู้สื่อข่าวถามย้ำว่าในสถานการณ์ขณะนี้ บทบาทของทหารควรเป็นอย่างไร ผบ.ทบ.กล่าวว่า บทบาทของทหารก็เป็นไปตามที่ระบุไว้ ทั้งเรื่องงานชายแดน การดูแลประชาชนที่ประสบความเดือดร้อน และเมื่อถามว่ามีการเรียกร้องให้ทำรัฐประหาร พล.อ.ณรงค์พันธ์กล่าวว่า รัฐประหารติดลบ
ยื่น‘ตู่’ชัตดาวน์ประเทศ
ที่ศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ ทำเนียบรัฐบาล นายกฤตย์ เยี่ยมเมธากร เลขาธิการเครือข่ายประชาชนปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ ยื่นจดหมายเปิดผนึกถึงพล.อ.ประยุทธ์ ให้ชัตดาวน์ประเทศ โดยนายกฤตย์กล่าวว่า การชัตดาวน์จะเป็นวิธีอะไรก็ตาม แต่รัฐบาล ทหาร นักการเมืองต้องออกมาบอกประชาชนในระดับฐานรากให้หยุด จุดยืนของเราคือห้ามปฏิรูปสถาบัน ส่วนจะแก้ไขรัฐธรรมนูญไม่ขัดข้องและเห็นด้วย เพราะเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เกิดปัญหา
ต่อมานายกฤตย์เดินทางไปบก.ทบ. ยื่นหนังสือถึง ผบ.ทบ. เพื่อให้กำลังใจทหาร โดยขณะที่นายกฤตย์ยื่นหนังสือ มีชายสวมเสื้อเหลืองมายืนตรงกลาง พร้อมกับป้ายข้อความ “การรัฐประหารคือกบฏ” ซึ่งชายคนดังกล่าวเป็นคนเดียวกับที่ไปปรากฏตัวในการชุมนุมของกลุ่ม พล.ต.นพ.เหรียญทอง แน่นหนา ผอ.ร.พ.มงกุฎวัฒนะ เมื่อวันที่ 22 ต.ค. จนเกือบเกิดเหตุวุ่นวายมาแล้ว แต่ครั้งนี้ภายหลังยื่นหนังสือเสร็จ ต่างแยกย้ายกลับด้วยความเรียบร้อย

ยื่นชัตดาวน์ – นายกฤตย์ เยี่ยมเมธากร เลขาธิการเครือข่ายประชาชนปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ (คปส.) ยื่นจดหมายเปิดผนึกถึงพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และรมว.กลาโหม เรียกร้องให้ชัตดาวน์ประเทศ แก้ไขปัญหาความขัดแย้ง โดยอ้างไม่ได้ยุยงให้ทำรัฐประหาร เมื่อวันที่ 9 พ.ย. ที่ทำเนียบรัฐบาล
ศปปส.ยันไม่เกี่ยวยุ‘รปห.’
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากกรณีเมื่อวันที่ 8 พ.ย. นายกฤตย์ระบุจะยื่นหนังสือถึงนายกฯ และผบ.ทบ.ให้ทำรัฐประหาร และชัตดาวน์ประเทศนั้น ต่อมาศูนย์รวมประชาชนปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ (ศปปส.) ประกาศผ่านเฟซบุ๊กว่า ศปปส.ไม่เกี่ยวข้องในการยื่นหนังสือดังกล่าวแต่อย่างใด
ที่สถานเอกอัครราชทูตญี่ปุ่น ประจำประเทศไทย ถนนวิทยุ เขตปทุมวัน กรุงเทพฯ นายคชโยธี เฉียบแหลม กลุ่มเยาวชนช่วยชาติ เครือข่ายฝ่ายอนุรักษนิยม ยื่นหนังสือถึงสถานทูตญี่ปุ่น ขอให้ถอดถอนพาสปอร์ต รศ.ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์ นักวิชาการชาวไทยที่ลี้ภัยทางการเมืองอยู่ในประเทศญี่ปุ่น โดยนาย คชโยธีกล่าวว่า นายปวินทำผิดกฎหมายไทย จึงขอให้ญี่ปุ่นพิจารณา และส่งคำตอบให้เราด้วย เคยยื่นหนังสือมาแล้วเมื่อวันที่ 31 ส.ค. แต่ยังไม่มีความคืบหน้า จึงมาทวงถาม ถ้าญี่ปุ่นไม่ส่งคำตอบภายใน 7 วัน จะกลับมาขอคำตอบอีกครั้ง
ตร.สารภาพใช้แก๊สน้ำตา
ที่รัฐสภา พ.ต.ท.ชวลิต หรุ่นศิริ รองผกก.ควบคุมฝูงชน 2 บก.อคฝ. บช.น. เข้าชี้แจงคณะกรรมาธิการ (กมธ.) สิทธิมนุษยชน สิทธิเสรีภาพ และการคุ้มครองผู้บริโภค วุฒิสภา เกี่ยวกับขั้นตอนการควบคุมฝูงชน โดย พ.ต.ท.ชวลิตกล่าวถึงการใช้รถฉีดน้ำสลายการชุมนุมแยกปทุมวัน เมื่อวันที่ 16 ต.ค.ที่ผ่านมา โดยยอมรับว่า ตำรวจฉีดน้ำแรงดันสูงที่มีส่วนผสมของสารเคมี 2 ชนิด คือสารเคมีสีฟ้า หรือสารเมทิลไวโอเลตทูบี ชนิดเดียวกับยาม่วงป้ายปาก โดยมีเอกสารยืนยันความปลอดภัยของสารดังกล่าว ใช้อัตราส่วนผสมน้ำ 97 เปอร์เซ็นต์ และสาร 3 เปอร์เซ็นต์ ส่วนสารชนิดที่ 2 คือแก๊สน้ำตา ใช้เพียงครั้งเดียวเพื่อยุติการชุมนุม โดยไม่เป็นอันตรายต่อผู้ชุมนุม เนื่องจากเป็นการผสมสารอย่างเจือจาง
พ.ต.ท.ชวลิตชี้แจงต่อว่า ส่วนสาเหตุที่ใช้น้ำสลายการชุมนุม เนื่องจากผู้ชุมนุมเข้าใกล้สถานที่สำคัญระยะ 150 เมตร การฉีดน้ำแบ่งเป็น 2 ช่วง คือช่วงแรกฉีดน้ำเปล่าไปด้านบน และกดต่ำลงพื้นถนน ก่อนประกาศว่าจะใช้รถฉีดน้ำแรงดันสูง เมื่อผู้ชุมนุมยังฝ่าฝืน เริ่มก่อความรุนแรง ในช่วงที่ 2 จึงใช้น้ำสีฟ้าเพื่อระบุตัวบุคคลผู้กระทำผิดตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉิน และสุดท้ายเมื่อสถานการณ์ไม่ยุติ จึงใช้แก๊สน้ำตาสลายการชุมนุม ยืนยันว่าเจ้าหน้าที่ดำเนินการโดยใช้หลักสากล ตามกฎหมาย และเป็นไปตามสถานการณ์
ม็อบ8พ.ย.มีทหารบาดเจ็บ
ที่กองบัญชาการตำรวจนครบาล พล.ต.ต. ปิยะ ต๊ะวิชัย รองผบช.น. กล่าวถึงการใช้รถฉีดน้ำสกัดกั้นผู้ชุมนุมเมื่อวันที่ 8 พ.ย.ว่า เพื่อต้องการให้หยุดหลังมีการรื้อลวดหนาม สิ่งกีดขวาง เพื่อจะเข้าไปยังพื้นที่ด้านใน ก่อนหน้าจะฉีดน้ำได้ประกาศเตือนให้หยุดการกระทำ แต่เมื่อกลุ่มผู้ชุมนุมยังไม่หยุด ตำรวจจึงฉีดน้ำป้องกันเหตุร้ายและทรัพย์สินทางราชการเสียหาย เป็นการฉีดในแนวสูง ไม่ได้ฉีดปะทะตัวผู้ชุมนุมโดยตรง และเป็นน้ำเปล่าธรรมดา ไม่ได้ผสมสารเคมีแต่อย่างใด
พล.ต.ต.ปิยะกล่าวว่า ส่วนกรณีกลุ่มควันในสนามหลวงนั้น จะต้องตรวจสอบว่าเข้าข่ายความผิดหรือไม่ จากเหตุการณ์เมื่อวานนี้พบว่าทหารได้รับบาดเจ็บ ศีรษะแตกเย็บ 3 เข็ม จากการขว้างปาแก้ว ขวดจากทางฝั่ง ผู้ชุมนุม อยู่ระหว่างจะแจ้งความดำเนินคดีหรือไม่ ส่วนตู้ไปรษณีย์ของกลุ่มผู้ชุมนุมนั้น นำไปเก็บไว้ที่สน.ชนะสงคราม เพื่อประกอบการสอบสวน ส่วนจะดำเนินคดีกับผู้เขียนจดหมายหรือไม่นั้นจะต้องดูเนื้อหาในจดหมายว่าเข้าข่ายความผิดหรือไม่

มอบตัว – นายอานนท์ นำภา และนายพริษฐ์ ชิวารักษ์ แกนนำคณะราษฎร ขึ้นโรงพักสภ.เมืองลำปาง รับทราบหมายเรียกจากอัยการจังหวัดลำปาง เมื่อวันที่ 9 พ.ย. กรณีเข้าร่วมชุมนุมเรียกร้องต่อรัฐบาล 3 ข้อ ที่บริเวณห้าแยกหอนาฬิกาในตัวเมืองลำปาง
‘อานนท์-กวิ้น’รับข้อหาลำปาง
ที่สำนักงานอัยการ จ.ลำปาง นายอานนท์ นำภา และนายพริษฐ์ หรือเพนกวิน ชิวารักษ์ แกนนำราษฎร เข้ารายงานตัวตามหมายเรียกจากอัยการ คดีร่วมชุมนุมทางการเมืองที่ห้าแยกหอนาฬิกา อ.เมือง จ.ลำปาง เมื่อวันที่ 26 ก.ค. โดยนายอานนท์กล่าวว่า หลังจากออกจากเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ถูกหมายเรียกตามคำสั่งอัยการ จึงมาตามหมายเรียก และทยอยไปอีกหลายจังหวัด แต่ไม่กังวลอะไรอยู่แล้ว เพราะเป็นเรื่องขี้หมา เชื่อว่าเราชนะอยู่แล้ว
นายอานนท์กล่าวต่อว่า ส่วนการชุมนุมใหญ่อีกครั้ง จะจัดขึ้นในเร็วๆ นี้อย่างแน่นอน ยืนยันตามที่โพสต์ทางเฟซบุ๊กภายหลังจากออกเรือนจำมาว่าจะร่วมต่อสู้เคียงบ่าเคียงไหล่กันเหมือนเดิม
แฉเจ้าหน้าที่คุกคามถึงบ้าน
ส่วนนายพริษฐ์กล่าวว่า ตอนนี้สุขภาพดีขึ้น ได้พักฟื้น 1 อาทิตย์ แต่ก็โดนตำรวจออกหมายเรียก กำชับให้มาต่างจังหวัดรับทราบข้อกล่าวหา เห็นว่ากระบวนการทางกฎหมายของไทยมีปัญหา เพราะระหว่างที่ถูกควบคุมตัวอยู่ ก็สามารถจะดำเนินการทางคดีไปได้ เหมือนพยายามที่จะทำให้เราเสียเวลา ไม่ได้พักผ่อน หรือออกไปเคลื่อนไหว ก่อนหน้านี้ไปรับข้อหาที่ จ.พะเยา และต่อไปที่ จ.อุบลราชธานี ซึ่งหมายจับของตนได้ถูกใช้จับกุมไปแล้ว ถือว่าหมายจับสิ้นสภาพทางกฎหมาย ไม่สามารถจับกุมตัวได้อีก แต่ก็พยายามจะจับกุม โดยใช้กฎหมายกลั่นแกล้ง ตอนนี้รออยู่ว่าจะมีม็อบครั้งหน้าเมื่อไหร่ ก็จะไปร่วมวันนั้น
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ขณะเดียวกัน นายพริษฐ์โพสต์เฟซบุ๊กว่า มีตำรวจนอกเครื่องแบบขับรถเข้ามาในหมู่บ้าน ถ่ายรูปบ้าน ขณะที่แม่ไปตลาด พร้อมทั้งระบุในเฟซบุ๊กด้วยว่าอย่ามายุ่งกับบ้าน จะคุยก็ให้มาหา ไม่ใช่ไปหาครอบครัว หยุดคุกคามประชาชน