จับอีกล็อตใหญ่
ซุกไอซ์ส่งมาเลย์
ป.ป.ส.ระดมตรวจซ้ำทั้งหมดยาเค 11.5 ตัน ส่งแล็บตรวจให้ชัดคาด 1 สัปดาห์รู้ข้อเท็จจริง รมว.ยุติธรรมยอมรับ ผิดพลาดขั้นตอนตรวจพิสูจน์ทำสังคมกังขา ชี้เป็นข้อมูลใหม่ที่เพิ่งรู้ว่าใช้ชุดตรวจสอบเคตามีนกับไตรโซเดียมฟอสเฟตแล้ว ผลจะออกมาเหมือนกัน แต่ยังพลิ้วยืนยัน วันแถลงข่าวไม่ได้ระบุว่าของกลางทั้งหมดเป็นยาเสพติด จับอีกไอซ์ 62 ก.ก. กว่า 37 ล้านบาท ซุกเครื่องยนต์เก่าส่งมาเลย์
เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 24 พ.ย. ที่สำนักงานปราบปรามยาเสพติด ภาค 1 (ป.ป.ส. ภาค 1) หมู่ 3 ต.คูบางหลวง อ.ลาดหลุมแก้ว จ.ปทุมธานี นายวิชัย ไชยมงคล เลขาธิการ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) พร้อมน.ส.กัญญนันทน์ คงภัสนิธิโรจน์ ผอ.สถาบันวิชาการและตรวจพิสูจน์ยาเสพติด ป.ป.ส. ดูการตรวจสอบของกลาง 406 กระสอบ ที่ ป.ป.ส.ภาค 1 ยังไม่ได้ตรวจสอบจากของกลางที่ยึดได้ จากโกดังย่านบางปะกง จ.ฉะเชิงเทรา 475 กระสอบ โดยวันนี้เป็นการตรวจของกลางที่ต้องสงสัยทั้ง 11.5 ตัน อย่างเป็นทางการครั้งแรกเพื่อพิสูจน์คัดแยกสารว่าเป็นสารเสพติดเคตามีน หรือสารไตรโซเดียมฟอสเฟต หรือสารชนิดอื่นเจือปนอยู่หรือไม่นายวิชัยกล่าวว่า การตรวจครั้งนี้เพื่อให้หายสงสัยว่าของกลางที่มาจากฉะเชิงเทราไม่มีการสับเปลี่ยน ยังอยู่ครบ และการตรวจครั้งนี้จะเป็นการปฏิบัติการร่วมกัน 3 ฝ่าย ประกอบด้วย นักวิทยาศาสตร์จากป.ป.ส. สำนักงานพิสูจน์หลักฐาน (พฐ.) จากสำนักงาน ตำรวจแห่งชาติ และนักวิทยาศาสตร์กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ การตรวจแบ่งเป็น 2 ขั้นตอน คือขั้นตอนแรกใช้ชุดน้ำยาตรวจสารเคมีประเภทเคตามีน แต่ละหน่วยงานจะมีชุดตรวจสอบต่างกัน ตรวจสอบของกลางทุกกระสอบ เพื่อยืนยันว่าของกลางทั้งหมดมาจากโกดังเดียวกัน จากนั้นขั้นตอนที่ 2 ให้ 3 หน่วยงานเก็บตัวอย่างจากทุกกระสอบไปตรวจโครงสร้างสารในห้องปฏิบัติการทางวิทยาศาสตร์ยืนยันว่าเป็นสาร เคตามีหรือสารชนิดใด โดยกระบวนการตรวจสอบคาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 1 สัปดาห์
“ผลการตรวจกลุ่มตัวอย่างครั้งแรก 66 กระสอบในโกดังขณะจับกุม เป็นการสุ่มเก็บตัวอย่างจากของกลางทั้งหมด ผ่านการทดสอบด้วยชุดน้ำยาตรวจสารเคมีประเภทเคตามีนที่ได้มาตรฐานตามหลักสากลปฏิบัติผลการตรวจสอบสารเปลี่ยนเป็นสีม่วง หมายถึงมีสาร เคตามีน ทำให้เกิดความมั่นใจใน ผลนำมาสู่การแถลงข่าว แต่เมื่อนำสารกลุ่มตัวอย่างเข้าห้องปฏิบัติการทางวิทยาศาสตร์แล้ว พบว่าทั้งหมดเป็นสารไตรโซเดียมฟอสเฟต เป็นความรู้ใหม่ให้กับ ป.ป.ส. ขณะเดียวกัน ป.ป.ส.ต้องพิสูจน์ข้อเท็จจริงว่า ไม่ได้มีการเปลี่ยนของกลาง ตามที่กระแสสังคมตั้งคำถามแต่อย่างใด ทั้งนี้มองว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องใหม่ ให้ ป.ป.ส.และวงการนักวิชาการ ซึ่งรัฐมนตรีกระทรวงยุติธรรมกำชับให้จัดงานสัมมนาวิชาการให้เจ้าหน้าที่ ป.ป.ส.และนักวิชาการที่เกี่ยวข้อง” เลขาฯ ป.ป.ส. กล่าว
ด้านน.ส.กัญญนันทน์อธิบายขั้นตอนปฏิบัติการตรวจสอบว่า นำของกลางมาชั่งน้ำหนักและจำแนกลักษณะของสาร และจัดเก็บตัวอย่างในกระสอบปริมาณ 2 กรัม แบ่งเป็นการตรวจออกเป็น 4 ชุด จากนั้นนำมาทดสอบในหลอดทดลองกับน้ำยา 2 ชนิด คือ 1.ชุดน้ำยาตรวจสารที่ให้ผลสีม่วงของ ป.ป.ส. และชุดน้ำยาตรวจสารซึ่งมีให้ผลสีส้มของพฐ.
“จากนั้นนำตัวอย่างทั้งหมดทุกกระสอบไปทดสอบพิสูจน์ในห้องปฏิบัติการทางวิทยา ศาสตร์ของทั้ง 3 หน่วยงาน หลังจากได้ผลการทดสอบทุกกระสอบแล้ว จะนำผลมารวมกันเพื่อสรุปความชัดเจนว่าเป็นสารชนิดใด ผลการตรวจเบื้องต้นในวันนี้ ไม่ว่ากลุ่มตัวอย่างจะเป็นเคตามีนหรือไตรโซเดียมฟอสเฟต ชุดน้ำยาตรวจสารจะให้ผลเป็นสีม่วงแน่นอน เพราะผลการตรวจในครั้งแรกและครั้งต่อมาเป็นสีม่วง อย่างไรก็ตาม ผลที่ชัดเจนขอให้รอผลยืนยันจากห้องปฏิบัติการทางวิทยาศาสตร์เท่านั้น คาดว่าใช้เวลาอีกประมาณ 1 สัปดาห์ จึงจะทราบว่าของกลางที่เหลือเป็นยาเสพติดหรือไม่” น.ส.กัญญนันทน์กล่าว
ต่อมาที่กระทรวงยุติธรรม (ยธ.) นาย สมศักดิ์ เทพสุทิน รมว.ยุติธรรม และนายวิชัย ไชยมงคล เลขาฯ ป.ป.ส ชี้แจงกรณีการตรวจพิสูจน์วัตถุต้องสงสัย โดยนายสมศักดิ์กล่าวยอมรับว่า มีความผิดพลาดทางวิชาการในการตรวจสอบภาคสนามทำให้เข้าใจว่าวัตถุดังกล่าวเป็นเคตามีน เนื่องจากผลการตรวจเบื้องต้นพบว่ามีสีม่วง เป็นสิ่งที่ป.ป.ส.ไม่เคยพบมาก่อนว่าไตรโซเดียมฟอสเฟตให้ผลการตรวจเป็นสีม่วงลักษณะเดียวกับเคตามีน ความผิดพลาดที่เกิดขึ้นเป็นสิ่งที่ต้องยอมรับและยังอาจจะแก้ไขไม่ได้ในเวลาอันรวดเร็ว ส่วนปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นในการทำงาน ของป.ป.ส.และยธ. ตนยอมถูกวิพากษ์วิจารณ์และยอมรับผิด เนื่องจากเป็นความผิดพลาดทางวิชาการที่ขาดองค์ความรู้ใหม่ๆ หลังจากผลตรวจสอบสารดังกล่าวเสร็จสิ้นถึงที่สุดแล้ว ต้องมีคนออกมารับผิดชอบ
“ผมยอมรับว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องขาดองค์ความรู้เกี่ยวกับสารตัวนี้ เนื่องจากเป็นสารใหม่และไม่เคยปรากฏขึ้นในประเทศไทยว่าหากเข้าเครื่องเทสต์จะเป็นสีม่วงด้วย ซึ่งยูเอ็นโอดีซี (สำนักงานว่าด้วยยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ) บอกว่าประเทศอื่นเคยมีลักษณะนี้ แต่ในประเทศไทยถือเป็นครั้งแรก โดยจากนี้จะต้องมีการจัดเสวนาเพื่อสร้างองค์ความรู้และสร้างการรับรู้ให้กับประชาชนด้วย ทั้งนี้ คำวิพากษ์วิจารณ์ต่างๆ ผมพร้อมน้อมรับ การปฏิบัติงานของหน่วยงานต่างๆ ในกระทรวงยุติธรรม เราจะเร่งสร้างผลงานให้เป็นที่ประจักษ์แก่ประชาชนโดยเร็วที่สุด” รมว.ยุติธรรมกล่าว
นายสมศักดิ์กล่าวว่า เพื่อให้ทุกฝ่ายสบายใจได้ประสาน พฐ. กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ และป.ป.ส. ร่วมกันนำวัตถุดังกล่าวไปตรวจวิเคราะห์ในห้องปฏิบัติการ ทางวิทยาศาสตร์ของแต่ละหน่วยงานให้แล้วเสร็จภายในสัปดาห์ และหน่วยงานวิชาการอื่นๆ จะร่วมตรวจหรือขอตัวอย่างไปตรวจสอบด้วยก็ยินดี เพราะต้องการให้ประชาชนรับทราบความชัดเจนของผลตรวจในห้องปฏิบัติ และยืนยันว่าของกลางทั้งหมดไม่ได้หายหรือมีการเคลื่อนย้ายไปไหนทั้งสิ้น ส่วนข้อสงสัยว่ารัฐมนตรีมีอำนาจในการเซ็นรับรองของกลางนั้น ยืนยันว่าตามระเบียบราชการไม่ได้ให้อำนาจรัฐมนตรีเข้าไปเกี่ยว ข้องในการเก็บของกลาง
“ยอมรับว่าอาจจะเร็วเกินไปที่แถลงข่าวผลการจับกุมวัตถุต้องสงสัย แต่เมื่อป.ป.ส.ได้รับการประสานผลการจับกุมยาเคตามีนได้ที่ไต้หวัน และป.ป.ส.ก็ได้สืบสวนจนพบแหล่งที่มา จึงเป็นความเชื่อมโยงที่ปฏิเสธไม่ได้ แต่ถ้าผมไม่ได้ไปแถลงข่าวก็ถือว่าบกพร่อง ซึ่งกรณีแบบนี้ยูเอ็นโอดีซีเคยแจ้งว่า ปัญหาลักษณะนี้เคยเกิดขึ้นในประเทศอื่นๆ มาแล้ว 2-3 ครั้ง แต่เพิ่งเกิดขึ้นในประเทศไทยครั้งแรก ซึ่งในวันแถลงข่าวผมก็ไม่ได้ฟันธง 100% ว่าเป็นเคตามีน” รมว.ยุติธรรมกล่าว
นายสมศักดิ์กล่าวอีกว่า ผลกระทบจากความเข้าใจผิดของคนในสังคมทำให้มีการนำข่าวไปเชื่อมโยงจนเกิดความเสียหายกับบุคคลอื่นที่ไม่เกี่ยวข้อง จึงตั้งคณะทำงานเฉพาะกิจติดตามการให้ข้อมูลอันเป็นเท็จทางคอม พิวเตอร์ โดยมีปลัดยธ.เป็นประธานคณะทำงานร่วมกับดีเอสไอ ผู้แทนจากคณะกรรมการกฤษฎีกา อัยการสูงสุด และตำรวจปอท. ตรวจสอบข้อมูลที่เป็นเท็จและดำเนินคดีกับผู้ที่กระทำผิดและนำเข้าข้อมูลอันเป็นเท็จ ขอชี้แจงว่า การตั้งคณะกรรมการชุดนี้ไม่ได้ต้องการกลั่นแกล้งประชาชนที่แสดงความคิดเห็น สิ่งที่เป็นผลกระทบต่อกระทรวงยุติธรรมหรือ ป.ป.ส.นั้นตนยอมรับได้ ผิดก็ต้องยอมรับ แต่การสร้างความสับสนเชื่อมโยงกับบุคคลอื่น เป็นสิ่งที่ไม่สมควร จึงต้องตั้งคณะกรรมการสอบ
ด้านนายวิชัยชี้แจงว่า ผลการตรวจวัตถุต้องสงสัยที่บ่งชี้ว่าเข้าข่ายเป็นสารเสพติดเคตามีนในวันแถลงข่าว มี 2 หน่วยงานที่ร่วมตรวจ คือ พฐ.และป.ป.ส. ซึ่งผลตรวจเป็นบวก เหมือนกันทั้ง 2 หน่วยที่บ่งชี้ว่าเป็นยาเสพติด โดยผลการตรวจของพฐ.ให้ผลสีส้ม ขณะที่ป.ป.ส.ให้ผลสีม่วง ซึ่งสารเสพติดที่ให้ผล สีม่วงไม่ได้มีเฉพาะเคตามีน อย่างเดียวแต่มีอีก 2-3 ชนิด ยืนยันว่าไตรโซเดียมฟอสเฟต ไม่ใช่สารเสพติด แต่เป็นสารที่นำไปใช้ในอุตสาหกรรมอาหารและผลิตภัณฑ์นมเพื่อไม่ให้ตกตะกอน ส่วนสารดังกล่าวจะนำเข้ามาจากที่ไหน หรือนำไปใช้ในกิจการใดนั้นเป็นอำนาจการสอบสวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจที่จะต้องขยายผลต่อไป แต่เชื่อว่ามีการนำมาใช้เพื่ออำพรางยาเสพติดหรือเคตามีน เนื่องจากมีลักษณะทางกายภาพที่ไม่แตกต่างกัน
“ป.ป.ส.ยังไม่มีข้อมูลของเครือข่ายยาเสพติดกลุ่มนี้ แต่ไม่ได้หมายความว่าคนกลุ่มนี้ไม่เคยกระทำความผิด ส่วนที่ไม่ได้มีการจับกุม ผู้เช่าโกดัง เนื่องจากผู้เช่าได้หลบหนีไปก่อนหน้านี้ แต่เจ้าหน้าที่ติดตามไปยังภูมิลำเนาเพื่อรวบรวมหลักฐานเพื่อขอศาลออกหมายจับ ในคดีที่เชื่อมโยงกับการจับกุมเคตามีนได้ที่ไต้หวันแล้ว นอกจากนั้น ป.ป.ส.จะจัดสัมมนาเพื่อหาองค์ความรู้ในเรื่องสารเสพติดที่ให้ผลตรวจสีม่วง โดยจะร่วมกับหน่วยงานปราบปรามยาเสพติดสหรัฐ (ดีอีเอ) และยูเอ็นโอดีซี รวมทั้งสถาบันการศึกษา และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติดเพื่อรวบรวมองค์ความรู้ใหม่ๆ ในสัปดาห์หน้า” เลขาฯ ป.ป.ส. กล่าว

จับไอซ์ – ตำรวจปส.และกรมศุลกากร ยึดยาไอซ์ 62 ก.ก.ซุกเครื่องยนต์เก่าเตรียมส่งไปมาเลเซีย หลังเครื่องเอกซเรย์ของศุลกากรพบความผิดปกติ เร่งติดตามผู้เกี่ยวข้องมาดำเนินคดี เมื่อวันที่ 24 พ.ย.
วันเดียวกันที่ศูนย์เอกซเรย์และเทคโนโลยีศุลกากร สำนักงานศุลกากรท่าเรือคลองเตย นายพชร อนันตศิลป์ อธิบดีกรมศุลกากร นายชัยยุทธ คำคุณ ที่ปรึกษาด้านระบบควบคุมทางศุลกากร พล.ต.อ.มนู เมฆหมอก รองผบ.ตร. พล.ต.ท.มนตรี ยิ้มแย้ม ผบช.ปส. พล.ต.ต. พรชัย เจริญวงศ์ รองผบช.ปส. พ.ต.อ.อดิศ เจริญสวัสดิ์ รองผบก.ปส.3 นายบัณฑิต สาครวิศวะ ผอ.ท่าเรือกรุงเทพฯ ร่วมกับป.ป.ส.และหน่วยเกี่ยวข้อง แถลงผลการสกัดกั้นเครือข่ายลักลอบส่งออกไอซ์ซุกซ่อนในเครื่องยนต์เก่าไปยังประเทศมาเลเซีย ยึดของกลางไอซ์ 62 ก.ก. มูลค่า 37 ล้านบาท
พล.ต.อ.มนูกล่าวว่า ก่อนหน้านี้เจ้าหน้าที่ศุลกากร กองสืบสวนและปราบปราม ร่วมกับเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเข้าตรวจสอบสินค้าที่จะส่งออกไปยังประเทศมาเลเซีย สำแดงชนิดสินค้าเป็นเศษอะลูมิเนียม เครื่องเอกซเรย์ไม่สามารถตรวจสอบได้ โดยข้อมูลด้านการข่าวพบจะมีการลักลอบขนยาเสพติดซุกซ่อนไปกับอะไหล่ชิ้นส่วนเครื่องยนต์จึงประสานข้อมูล เมื่อตรวจสอบสินค้าพวกชิ้นส่วนเครื่องยนต์เก่าสภาพชำรุด 74 เครื่อง พบไอซ์ 62 ก.ก. มูลค่าประมาณ 37 ล้านบาท บรรจุอยู่ในถุงชาจีนแบบสุญญากาศในช่องว่างของเครื่องยนต์เก่า 33 เครื่อง จึงตรวจยึดพร้อมแจ้งข้อหาผู้ที่ส่งออกชิ้นส่วนเครื่องยนต์มีไอซ์ไว้ครอบครองเพื่อจำหน่ายและพยายามนำไอซ์ออกนอกราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต และความผิดตามพ.ร.บ.ศุลกากร ก่อนนำของกลางส่งพนักงานสอบสวนกองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด และติดตามจับกุมผู้ส่งออก และผู้ที่เกี่ยวข้องตามกฎหมาย พร้อมทั้งจะขยายผลผู้ร่วมที่ขบวนการต่อไป
ด้านนายพชรกล่าวว่า เครื่องเอกซเรย์สามารถเห็นสิ่งผิดปกติได้ แต่เนื่องจากของกลางซุกซ่อนในเครื่องยนต์โดยห่อหุ้มด้วยกระดาษฟอยล์ และใส่น้ำมันเป็นของเหลวทำให้เครื่องยนต์ใช้การได้ จึงต้องใช้วิธีชำแหละเพื่อตรวจสอบอย่างละเอียดด้วย ทั้งนี้ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.เป็นต้นมา กรมศุลกากรมีสถิติการตรวจยึดยาเสพติดทั่วประเทศ 143 คดี มูลค่ายาเสพติด 5,488,151,748 บาท โดยไอซ์ในไทยมีมูลค่าประมาณก.ก.ละ 1 แสนบาท แต่หากส่งออกแล้วจะมีค่าสูงขึ้นอีก 10 เท่า

ตรวจยาเค – เจ้าหน้าที่ตรวจพิสูจน์สารเคมีจากของกลางทั้งหมด 11.5 ตัน ที่ยึดได้จากโกดังในจ.ฉะเชิงเทรา นำมาเก็บไว้ที่สำนักงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ภาค 1 อ.ลาดหลุมแก้ว จ.ปทุมธานี ก่อนพบเป็นสารไตรโซเดียมฟอสเฟต ไม่ใช่ยาเคตามีน เมื่อวันที่ 24 พ.ย.