ชี้ละเมิดสิทธิกติกาสากล
โคทมอัดจับแพะชนแกะ
มั่วปมมะกันชักใยม็อบ

‘โคทม’เผยส.ว.สหรัฐแสดงความเป็นห่วง ไม่ได้เสียมารยาท ขอทุกฝ่ายเปิดใจรับฟัง ศูนย์ทนายสิทธิ์เปิดหนังสือ‘ยูเอ็น’ จี้รัฐบาลแจ้งปมดำเนินคดี 14 แกนนำม็อบ ชี้ละเมิดกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง หลังส่งหนังสือตั้งแต่ก.ค.แต่ไม่ได้รับคำตอบโดยจดหมายดังกล่าวถูกนำไปเผยแพร่บนเว็บ UN. อาชีวะนัดรวมพล วงเวียนใหญ่ ศาลรธน.ยกคำร้องสนธิญา

เปิดหนังสือÆ‘ยูเอ็น’

เมื่อวันที่ 6 ธ.ค. รายงานข่าวแจ้งว่า เว็บไซต์ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน (ทีแอลเอชอาร์) เผยแพร่รายงาน 3 ผู้รายงานพิเศษแห่งองค์การสหประชาชาติ หรือยูเอ็น แสดงความกังวลต่อการดำเนินคดี #เยาวชนปลดแอก ชี้ละเมิดสิทธิตามกติกาสากล เนื้อหาระบุว่า 3 ผู้รายงานพิเศษแห่งองค์การสหประชาชาติ ได้แก่ ผู้รายงานพิเศษด้านสิทธิเสรีภาพในการชุมนุมและเสรีภาพในการสมาคม, ผู้รายงานพิเศษด้านการส่งเสริมและคุ้มครองเสรีภาพในการแสดงออกและการแสดงความคิดเห็นและผู้รายงานพิเศษด้านสถานการณ์นักปกป้องสิทธิมนุษยชน

ส่งหนังสือทวงถามรัฐบาลไทย (หนังสือลำดับที่ ALTHA 7/2020 ลงวันที่ 17 ก.ย. 2563) ถึงกรณีการดำเนินคดีกับนักกิจกรรมทางการเมืองและประชาชน ได้แก่ นายอานนท์ นำภา, นายภาณุพงศ์ จาดนอก, นายพริษฐ์ ชิวารักษ์, นายบารมี ชัยรัตน์, นางสาวสุวรรณา ตาลเหล็ก, นายกรกช แสงเย็นพันธ์, นายเดชาธร บํารุงเมือง, นายทศพร สินสมบูรณ์, นายธานี สะสม, นายณัฐวุฒิ สมบูรณ์ทรัพย์, นายธนายุทธ ณ อยุธยา, นายทัตเทพ เรืองประไพกิจเสรี, นายภานุมาศ สิงห์พรม และ นางสาวจุฑาทิพย์ ศิริขันธ์ รวมไปถึงกรณีที่มีการปิดกั้นการเข้าถึงกลุ่มในแพลตฟอร์มเฟซบุ๊ก

‘ชี้ละเมิดกติการะหว่างปท.

โดยผู้ร่วมชุมนุมโดยสงบทั้ง 14 ถูกตั้งข้อหาทางอาญา 7 ข้อหา ซึ่งเป็นข้อหาที่เกี่ยวข้องกับการ “รวมตัวโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย” การมีส่วนร่วมในการชุมนุม และการยุยงปลุกปั่นตามมาตรา 116 ตามประมวลกฎหมายอาญา ซึ่งเป็นข้อหาร้ายแรง มีโทษสูงสุดคือจำคุกถึง 7 ปี การขึ้นพูดบนเวทีปราศรัยของนักกิจกรรมคือ อานนท์ (ขึ้นพูดในการชุมนุมวันที่ 20 ก.ค., 3 ส.ค., และ 10 ส.ค.) ภานุพงศ์ (ขึ้นพูดในการชุมนุมวันที่ 20 ก.ค., 3 ส.ค., และ 10 ส.ค.) และสุวรรณา (ขึ้นพูดในการชุมนุมวันที่ 20 ก.ค., และ 3 ส.ค.) ยังเป็นผลให้ทั้ง 3 ถูกออกหมายจับ และที่เพิ่มเติมจากการตั้งข้อหาเรื่องชุมนุมโดยไม่ชอบ อานนท์และภานุพงศ์ยังถูกตั้งข้อหา พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ จากการใช้บัญชีโซเชี่ยลมีเดียส่วนตัวโพสต์เชิญชวนให้ประชาชนเข้าร่วมใน 2 การชุมนุม คือวันที่ 3 และ 10 ส.ค. 2563

ทาง 3 ผู้รายงานพิเศษได้แสดงความกังวลต่อสถานการณ์ดังกล่าวเป็นอย่างมาก และกล่าวย้ำเตือนกับทางรัฐบาลไทยว่าภายใต้กฎหมายด้านสิทธิมนุษยชนสากล ไม่มีใครควรที่จะถูกดำเนินคดีจากการเข้าร่วมการชุมนุมโดยสงบหรือการแสดงออกทางการเมือง การตั้งข้อหากับนักกิจกรรมเหล่านี้ถือเป็นการละเมิดมาตรา 19 และ 21 ของกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR) ซึ่งไทยเป็นภาคีและบังคับใช้มาตั้งแต่วันที่ 30 ม.ค. 2540

เรียกร้องรัฐบาลอธิบาย

นอกจากประเด็นเรื่องการดำเนินคดีผู้เข้าร่วมในการชุมนุม ในหนังสือฉบับนี้ได้กล่าวถึงบริบทการเกิดกลุ่มบนแพลตฟอร์มโซเชี่ยลมีเดียอย่างเฟซบุ๊กที่คนออกมาพูดเรื่องการปฏิรูปทางการเมืองมากขึ้น ผู้รายงานพิเศษทั้ง 3 แสดงความกังวลเป็นอย่างยิ่งว่า การปิดกั้นการเข้าถึงข้อมูลในกลุ่มเฟซบุ๊กจะส่งผล กระทบด้านลบต่อการเข้าไปมีปฏิสัมพันธ์ทางการเมืองและทางสาธารณะของประชาชน นอกจากนั้นยังมีกรณีที่ประชาชนที่ร่วมในการแสดงข้อคิดเห็นทางการเมืองในโลกออนไลน์ที่อาจเสี่ยงต่อการถูกดำเนินคดี เนื่องจากข้อคิดเห็นบางส่วนอาจถือเป็นเรื่องร้ายแรงในสายตาของรัฐ ซึ่งทางผู้รายงานพิเศษทั้ง 3 ได้แสดงความห่วงกังวลไปแล้วก่อนหน้านี้ ในหนังสือ 3 ฉบับที่เคยส่งให้รัฐบาลไทย

ทั้งนี้ ในหนังสือฉบับนี้ ทางผู้รายงานพิเศษยังขอให้ทางรัฐบาลไทยให้ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับกรณีที่เกิดขึ้น 1.ให้ข้อมูลเพิ่มเติมและข้อคิดเห็นเกี่ยวกับประเด็นที่ระบุมาในหนังสือฉบับนี้ 2.ให้รายละเอียดข้อเท็จจริงทั้งหมด รวมทั้งรายละเอียดทางข้อกฎหมายเกี่ยวกับกระบวนการดำเนินคดีต่อนักกิจกรรมและประชาชนทั้ง 14 รายที่กล่าวถึง 3.อธิบายว่าในสถานการณ์ใดที่การพูดหรือเข้าร่วมในการชุมนุมที่เกิดขึ้นโดยสงบ เพื่อเรียกร้องให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองโดยปราศจากความรุนแรง เข้าข่ายในการดำเนินคดีตามมาตรา 116 ของประมวลกฎหมายอาญา 4.อธิบายว่ามีมาตรการใดแล้วบ้างถูกนำมาใช้ โดยอาศัยคำแนะนำจาคณะกรรมการด้านสิทธิมนุษยชนมาเป็นแนวทาง เพื่อไม่ให้มีการนำตัวกฎหมาย พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์, มาตรา 116, และข้อกฎหมายอื่นๆ มาใช้เพื่อจำกัดเสรีภาพในการพูดและการชุมนุมโดยสงบของประชาชน และ5.มาตรการใดบ้างที่ถูกนำมาใช้เพื่อยืนยันการใช้สิทธิของบุคคลในการเข้าร่วมชุมนุมโดยสงบและสิทธิในการแสดงออก โดยปราศจากการคุกคามหรือการดำเนินคดี

หยุดใช้กม.ปิดกันเสรีภาพ

และยังย้ำเตือนรัฐบาลไทยเรื่องหลักการสิทธิมนุษยชนสากล ซึ่งนอกจาก ICCPR แล้ว ในความเห็นทั่วไปฉบับที่ 37 ของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนด้านสิทธิในการชุมนุมโดยสงบ ยังเน้นย้ำว่า “แม้ว่าการชุมนุมโดยสงบของผู้ชุมนุมอาจตรงข้ามกับความเชื่อหรือก่อให้เกิดปฏิกิริยาตอบกลับด้วยความรุนแรงจากคนกลุ่มอื่นในสังคม แต่ด้วยเหตุผลดังกล่าวยังไม่เพียงพอที่รัฐจะสามารถเข้ามาสั่งห้ามไม่ให้เกิดการชุมนุม … รัฐจะต้องมีมาตรการที่ไม่สร้างภาระเกินควรให้กับผู้เข้าร่วมชุมนุม เพื่อที่จะปกป้องผู้ชุมนุมทุกกลุ่มและทำให้การชุมนุมเกิดขึ้นโดยไม่ถูกขัดขวาง”

ในส่วนของสิทธิในการแสดงความคิดเห็นและการแสดงออก ระบุว่า ทุกคนย่อมมีสิทธิในการแสดงความคิดเห็นโดยไม่ถูกแทรกแซง สิทธิในการรับและส่งต่อข้อมูลไม่ว่าจะมีเนื้อหาอย่างไรหรือในรูปแบบใดก็ได้ ถึงแม้ว่าเนื้อหาที่ถูกส่งต่ออาจเข้าข่ายก่อให้เกิดความตกใจหรือกระทบจิตใจ ในความเห็นทั่วไปฉบับที่ 34 เกี่ยวกับเสรีภาพในการแสดงออก

คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนระบุว่ารัฐที่ลงนามยอมรับในหลักการ ICCPR ต้องรับรองสิทธิดังกล่าวของประชาชน หมายรวมถึงการแสดงความคิดเห็นทางการเมือง การแสดงความคิดเห็นของบุคคลเอง และข้อคิดเห็นต่อประเด็นสาธารณะ ยกเว้นก็แต่การแสดงออกนั้นขัดต่อข้อห้ามในทางกฎหมาย และจะต้องไม่เป็นการโฆษณาชวนเชื่อเพื่อยุยงให้เกิดความเกลียดชัง ความรุนแรง หรือการเลือกปฏิบัติ

ทางผู้รายงานฯ ได้อ้างถึงรายงานในประเด็นเรื่องเสรีภาพในการรวมตัวโดยสงบของทางผู้รายงานพิเศษเอง ซึ่งการห้ามบุคคลหรือกลุ่มคนนำเสนอข้อมูลในโลกออนไลน์เพียงเพราะข้อมูลดังกล่าวอาจถูกมองว่ากระทบต่อรัฐบาลหรือระบบสังคมและการเมืองถือเป็นการขัดต่อสิทธิและเสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบ รวมตัว และการแสดงออก

นอกจากนั้น ในหนังสือฉบับนี้ยังย้ำเตือนถึงคำแนะนำโดยคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน ซึ่งได้ให้ไว้ในรายงานข้อสังเกตเชิงสรุปต่อรายงานประเทศฉบับที่ 2 ของประเทศไทยเมื่อปี 2560 ว่าทางรัฐบาลควรจะหยุดใช้ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ, มาตรา 116 และข้อกฎหมายอื่นๆ เพื่อปิดกั้นเสรีภาพในการพูดและการชุมนุมโดยสงบ รวมไปถึงต้องรับรองและเคารพในสิทธิเหล่านี้ของประชาชน

เผยแพร่ข้อมูลบนเว็บUN.

ที่เพิ่มจากกรณีการจับกุมข้างต้น ทางผู้รายงานพิเศษฯ ยังได้อ้างถึงสิทธิในการที่จะไม่ถูกทำให้ปราศจากซึ่งเสรีภาพและสิทธิในการที่จะได้รับการพิจารณาคดีอย่างเป็นธรรม สิทธิเหล่านี้ได้ถูกระบุไว้ในมาตรา 9 และ 14 ของ ICCPR การพรากเสรีภาพของผู้ชุมนุมที่เพียงแค่ออกมาใช้สิทธิหรือเสรีภาพของตนถือเป็นการใช้อำนาจโดยปราศจากกฎเกณฑ์

ทางผู้รายงานพิเศษฯ ได้ขอให้รัฐบาลไทยตอบกลับหนังสือฉบับนี้ภายใน 60 วัน หากช้าไปกว่านี้ การตอบกลับหรือท่าทีใดๆ ของทางรัฐบาลไทยจะถูกเปิดเผยบนเว็บไซต์รายงาน และจะถูกบันทึกในรายงานเพื่อนำเสนอต่อคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ

ต่อมาทางรัฐบาลไทยโดยผู้แทนถาวรประจำองค์การสหประชาชาติ ที่เจนีวา ได้ทำหนังสือตอบกลับแจ้งผู้รายงานพิเศษฯ ว่ารับทราบถึงหนังสือสอบถามเรื่องนี้แล้ว ตั้งแต่วันที่ 17 ก.ย. 2563 และจะส่งหนังสือนี้ถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป รวมถึงจะแจ้งความคืบหน้าให้ทางผู้รายงานพิเศษฯ ทราบทันทีที่ได้รับรายละเอียดจากทางการไทย อย่างไรก็ตาม ณ วันที่หนังสือสอบถามของผู้รายงานพิเศษฯ ฉบับนี้เผยแพร่ รัฐบาลไทยยังไม่มีคำตอบให้สหประชาชาติ

ภายใต้กลไกของคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ ที่ใช้ในการติดตามตรวจสอบสถานการณ์การละเมิดสิทธิมนุษยชนที่เกิดขึ้นในประเทศต่างๆ ทั่วโลก กลไกที่สำคัญประการหนึ่งของประเทศสมาชิกสหประชาชาติ คือกลไกพิเศษ ที่เป็นกลไกติดตามสอดส่องและรายงานการละเมิดสิทธิมนุษยชน ทั้งในลักษณะสถานการณ์รายประเทศ หรือในรายประเด็น โดยบุคคลหรือคณะทำงานที่ได้รับการแต่งตั้งโดยคณะมนตรีสิทธิมนุษยชน

กลไกพิเศษเหล่านี้ ทั้งในรูปของผู้รายงานพิเศษหรือคณะทำงานจะศึกษาติดตามปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชนในประเด็นที่อยู่ในการดูแล จัดทำรายงาน และข้อเสนอแนะต่อคณะมนตรีสิทธิมนุษยชน รวมทั้งยังสามารถรับข้อร้องเรียนการละเมิดสิทธิมนุษยชนในประเด็นที่อยู่ในความดูแล โดยกลไกพิเศษจะกลั่นกรองข้อร้องเรียนต่างๆ หากเห็นว่ามีน้ำหนักก็จะส่งข้อร้องเรียนไปยังรัฐบาลของประเทศที่เกี่ยวข้องเพื่อขอรับข้อมูลและ คำชี้แจง ทั้งยังจะมีการเผยแพร่หนังสือของ ผู้รายงานพิเศษหรือคณะทำงาน และคำชี้แจงของรัฐต่อสาธารณะ ในเว็บไซต์ของสหประชาชาติด้วย

โคทมเผยกรณีส.ว.สหรัฐ

ขณะที่นายโคทม อารียา ที่ปรึกษาสถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา ม.มหิดล แสดงความเห็นในกรณีคณะกรรมาธิการความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ วุฒิสภา สหรัฐ อเมริกา แสดงจุดยืนสนับสนุนขบวนการเรียกร้องประชาธิปไตยในประเทศไทย ว่า ที่ผ่านมารัฐบาลไทยยืนยันตลอดว่าได้ปฏิบัติตามขั้นตอนและหลักการในระเบียบที่กำหนด สำหรับการตักเตือนของ ส.ว.สหรัฐ ก็คงเห็นว่าการชุมนุมในไทยยืดเยื้อมานาน และมีเป้าประสงค์ต้องการให้ยุติลงด้วยดี ส่วนการประคับประคองสถานการณ์มีหลักของสิทธิมนุษยชน มนุษยธรรม การประนีประนอม หากนำสิ่งเหล่านี้ไปใช้ก็จะเป็นผลดีกับการคลี่คลายความขัดแย้ง เชื่อว่า ส.ว.คงไม่ได้บอกให้รัฐบาลไทยทำอะไร แต่จะบอกหลักการไว้กว้างๆ และไม่ได้เสียมารยาท เพราะเชื่อว่าเป็นเพียงการแสดงความห่วงใยในสถานการณ์ที่เกิดขึ้นของตัวแทนฝ่ายนิติบัญญัติ แต่ถ้าหากเป็นเรื่องของกระทรวงการต่างประเทศก็คงจะมีคำเตือนหลังจากสถานการณ์มีความรุนแรงแล้ว ก็อาจจะแสดงจุดยืนออกมา ขณะที่รัฐบาลไทยโดยกระทรวงการต่างประเทศก็คงจะให้โฆษกออกมาพูดอะไรบางอย่าง ก็เป็นวิธีที่จะแสดงความเห็นหรือมีคำอธิบายตอบกลับไปในแง่มุมของรัฐบาล

“รัฐบาลอาจจะบอกว่าตั้งใจรับฟังปัญหาของผู้ชุมนุมมาโดยตลอด หรือพร้อมที่จะประนีประนอม แต่เท่าที่ติดตามการบริหารสถานการณ์ ส่วนตัวไม่ต้องการแสดงความเห็นเพื่อผสมโรงกับ ส.ว.เพียงแต่บอกว่าเมื่อมิตรประเทศส่งสัญญาณมา ถ้าตอบกลับไปได้ก็คงจะดี ซึ่งหากย้อนกลับไปดูเหตุการณ์การชุมนุมในอดีตของ นปช.หรือ กปปส. เท่าที่ติดตามไม่พบว่า ส.ว.จะมีแสดงข้อห่วงใยในลักษณะนี้ ส่วนการชุมนุมใหญ่ที่ฮ่องกงทราบว่ากระทรวงต่างประเทศของสหรัฐออกมาท้วงติงชัดเจนและวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลจีนค่อนข้างหนัก” นายโคทมกล่าว

ขอทุกฝ่ายเปิดใจรับฟัง

นายโคทมกล่าวด้วยว่า ในไทยมีบางสื่อออนไลน์พยายามเสนอทฤษฎีสมคมคบคิดว่าสหรัฐอยู่เบื้องหลังของคนรุ่นใหม่ มีการพาดพิงถึงตัวบุคคลบางฝ่ายแบบจับแพะชนแกะ และเมื่อมีเสียง ส.ว.ออกมาอีกก็คงทำให้บางฝ่ายที่เชื่อไปแล้ว ก็คงไม่เปลี่ยนความคิดเดิม แต่คนที่ไม่เชื่อก็คงเห็นว่าการแสดงออกแบบนี้เป็นเรื่องธรรมดา และหลังจาก ส.ว. สหรัฐออกมาแล้ว ต้องรอดูว่าฝ่ายนิติบัญญัติของสหภาพยุโรป หรืออียู จะมีอะไรตามมาอีกหรือไม่ เพื่อแสดงจุดยืนหรือแสดงความห่วงใย เมื่อ ส.ว.สหรัฐออกมาแสดงความห่วงใย ไม่ได้ถือว่ามีผลกระทบกับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เพราะมีเรื่องอื่นสำคัญกว่า แต่ถ้ามีเหตุรุนแรง หรือความ สูญเสียเกิดขึ้น ก็เชื่อว่าจะมีผลกระทบอย่างแน่นอน เพราะฉะนั้นสถานการณ์ในขณะนี้ทุกฝ่ายก็ต้องประคับประคองอย่าให้มีความรุนแรง และการชุมนุมที่ยืดเยื้อก็ถือว่ายังมีความเสี่ยง ดังนั้นขอให้ทุกฝ่ายเปิดใจรับฟังเหตุผลสถานการณ์ก็จะดีกว่านี้

ขอนแก่นแจ้งจับกวิ้น-ครูใหญ่

ต่อมาเวลา 14.00 น. ที่ สภ.เมืองขอนแก่น นายสุเนตร แก้วคำหาร อายุ 60 ปี แกนนำกลุ่มไทยภักดีขอนแก่น นำสมาชิกกลุ่มไทยภักดีขอนแก่นและกลุ่มขอนแก่นรักสถาบัน เข้าแจ้งความพนักงานสอบสวน เพื่อดำเนินคดี นายพริษฐ์ ชิวารักษ์ หรือ “เพนกวิน”และนายอรรถพล บัวพัฒน์ หรือ “ครูใหญ่” แกนนำคณะราษฎร ตามมาตรา 112

นายสุเนตรเผยว่า มาแจ้งความดำเนินคดีกับแกนนำทั้ง 2 คนของกลุ่มคณะราษฎร ซึ่งมีการพูดก้าวล่วงสถาบันทำให้กลุ่มรักสถาบันทนไม่ได้ จึงได้รวบรวมหลักฐานเข้าแจ้งความที่ สภ.เมืองขอนแก่น

“หลักฐานที่ทางเรานำมานั้นจะเป็นคลิปการปราศรัยในเขต จ.ขอนแก่น และทุกพื้นที่ที่ ‘เพนกวิน และ ครูใหญ่’ ขึ้นเวทีปราศรัย และต่อจากนี้ไป ทุกคนขึ้นเวทีปราศรัยและมีการพูดจาก้าวล่วงสถาบันอีก กลุ่มจะนำหลักฐานเข้าแจ้งความกับทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ เพื่อให้มีการดำเนินคดีตามมาตรา 112 ทุกคน” นายสุเนตรกล่าว

อาชีวะพรึ่บวงเวียนใหญ่

เมื่อเวลา 16.00 น. วันเดียวกัน กลุ่มผู้ชุมนุม “กลุ่มฟันเฟืองเพื่อประชาธิปไตย” ที่ประกาศนัดรวมตัว ผ่านทางสื่อโซเชี่ยล ที่วงเวียนใหญ่ ช่วงเวลา 16.00 น.เป็นต้นไปเริ่มทยอยเดินทางมาถึง โดยจุดแรกที่กลุ่มผู้ชุมนุมปิดถนนนั้นเป็นเส้นลาดหญ้า มุ่งหน้าไอคอนสยาม ซึ่งระหว่างนี้อยู่ระหว่างการเตรียมตัวตั้งเวที รวมถึงกลุ่มพ่อค้าแม่ค้าต่างๆ เข้ามาทยอยเปิด ร้านค้ากันอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ผู้ที่ใช้รถในถนนควรหลีกเลี่ยงการสัญจรเส้นทางบริเวณดังกล่าว

เวลา 17.10 น. ที่พระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช วงเวียนใหญ่ กรุงเทพฯ พ.ต.ท.สมรวย อินต๊ะนัย รองผกก.ป.สน.บุปผาราม รรท.ผกก.สน.บุปผาราม ในฐานะเจ้าพนักงานดูแลการชุมนุมสาธารณะ ได้อ่านประกาศสถานีตำรวจนครบาลบุปผาราม เรื่องให้ผู้ชุมนุมเลิกการชุมนุมในระยะเวลาที่กำหนด ใจความระบุว่า ด้วยมีกลุ่มบุคคลได้จัดการชุมนุมสาธารณะโดยไม่แจ้งการชุมนุมต่อผู้รับแจ้งก่อนเริ่มการชุมนุมไม่น้อยกว่ายี่สิบสี่ชั่วโมง และไม่แจ้งผ่อนผันกำหนดเวลาต่อผกก.สน.บุปผาราม ก่อนเริ่มการชุมนุมตามมาตรา 10 และมาตรา 12 พระราชบัญญัติการชุมนุมสาธารณะ พ.ศ.2558 อันเป็นการชุมนุมสาธารณะที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายตามมาตรา 14 อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 21 (1) แห่งพระราชบัญญัติการชุมนุมสาธารณะ พ.ศ.2558 จึงให้ผู้ชุมนุมเลิกการชุมนุมภายในเวลา 17.30 น. ของวันที่ 6 ธันวาคม 2563

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าระหว่างที่ พ.ต.ท.สมรวยได้อ่านประกาศดังกล่าว สร้างความไม่พอใจให้กับกลุ่มผู้ชุมนุม ตะโกนโห่ไล่ ต่อมาทางแกนนำได้ประกาศผ่านรถขยายเสียงให้มวลชนขยับไปชุมนุมที่ ถ.ลาดหญ้า เนื่องจากทางกรุงเทพ มหานครไม่อนุญาตให้จัดบวงสรวงสมเด็จพระเจ้าตากสิน และจะแจ้งความบุกรุกกับกลุ่มที่เข้ามาในพื้นที่โดยไม่ได้รับอนุญาต ทางแกนนำจึงเคลื่อนรถขยายเสียงออกนอกพื้นที่ ไปปักหลักที่บริเวณ ถ.ลาดหญ้าแทน

ศาลรธน.ยกคำร้องสนธิญา

สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ เผยแพร่คำสั่งศาลรัฐธรรมนูญที่ 67/2563 เรื่องพิจารณาที่ 16/2563 ยกคำร้องกรณีนายสนธิญา สวัสดี อดีตสมาชิกพรรคพลังประชารัฐ (ผู้ร้อง) ยื่นเรื่องร้องกล่าวหากลุ่มผู้ชุมนุมนักเรียน นิสิต นักศึกษา และกลุ่มประชาชนเยาวชนปลดแอก (Free-YOUTH) ที่ปัจจุบันคือม็อบราษฎร 2563 (ผู้ถูกร้อง) กรณีกลุ่มผู้ชุมนุมจัดการปราศรัยโดยไม่แจ้งการชุมนุมตาม พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะ พ.ศ.2558 และมีข้อเรียกร้องต่อรัฐบาลให้ยุบสภาเลือกตั้งใหม่ แก้ไขรัฐธรรมนูญ รวมถึงจาบจ้วงสถาบันพระมหากษัตริย์

โดยกรณีนี้ ผู้ร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยเพื่อสั่งให้ยกเลิกการกระทำดังกล่าว เนื่องจากเป็นการจัดการชุมนุมโดยใช้สิทธิเสรีภาพเพื่อล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข โดยผู้ร้องเคยยื่นเรื่องต่ออัยการสูงสุด (อสส.) เพื่อขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยสั่งการให้เลิกการกระทำดังกล่าวแล้ว แต่ อสส.ไม่ดำเนินการภายใน 45 วันนับแต่รับคำร้อง ผู้ร้องจึงยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญโดยตรงเพื่อขอให้วินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 49 ดังนี้ 1.สั่งการให้กลุ่มผู้ชุมนุมยุติการชุมนุม 2.กำหนดมาตรการคุ้มครองชั่วคราวห้ามมีการชุมนุมใดๆ จนกว่าศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัย

ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาคำร้องแล้วเห็นว่า ข้อเท็จจริงยังไม่เพียงพอ จึงมีคำสั่งไม่รับคำร้องในส่วนนี้ไว้พิจารณาวินิจฉัย

ชาวฝั่งธนฯ – กลุ่มราษฎรฝั่งธนบุรี รวมตัวชุมนุมทำกิจกรรม และบวงสรวงพระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ขอพรให้ประชาชนได้รับชัยชนะจากข้อเรียกร้องทั้ง 3 ข้อ ที่วงเวียนใหญ่ ธนบุรี เมื่อวันที่ 6 ธ.ค.

ม็อบราษฎรบวงสรวงเจ้าตาก

ต่อมาเวลา 18.00 น. ตัวแทนกลุ่มราษฎรฝั่งธน นำโดยเจ๊ ป๊อกกี้, นายชูเกียรติ แสงวงศ์ ได้ทำกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์บวงสรวงพระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช โดยตัวแทนกลุ่มระบุว่าเป็นการขอพรให้ชนะอริราชศัตรู เพราะเราถือว่ารัฐบาลเป็นศัตรูกับประชาชน รวมทั้งขอพรให้การทำกิจกรรมในวันนี้สำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี

ด้านนายชูเกียรติกล่าวว่า การชุมนุมวันนี้มีการทำกิจกรรมแสดงเชิงสัญลักษณ์บวงสรวงพระเจ้าตาก และอีกหลากหลายหัวข้อที่จะเปิดปราศรัยกัน ซึ่งขอให้จับตาไฮไลต์ในช่วงการปราศรัยด้วย วันนี้ไม่มีใครเป็นแกนนำ เป็นลักษณะม็อบออร์แกนิก ทุกคนสามารถเป็นแกนนำได้ ทั้งนี้ ทางกลุ่มยังคงยืนยันข้อเรียกร้อง 3 ข้อเหมือนเดิม

ส่วนข้อเรียกร้องเพิ่มเติมในวันนี้ เราต้องการเรียกร้องว่าก่อนหน้านี้มีกลุ่มคนเสื้อเหลืองเข้ามาชุมนุมที่บริเวณนี้ได้ แต่วันนี้ตำรวจสน.บุปผารามได้ห้ามกลุ่มราษฎรไม่ให้ใช้พื้นที่ จึงอยากสอบถามตำรวจว่าทำไมกลุ่มเราจึงใช้ไม่ได้ ทั้งๆ เป็นพื้นที่สาธารณะ

สำหรับการรักษาความปลอดภัยภายในการชุมนุม มีกลุ่มภาคีการ์ดช่วยดูแลความปลอดภัย และตรวจวัดไข้ผู้ชุมนุมก่อนเข้าร่วมงาน ส่วนจะยุติการชุมนุมเมื่อไหร่นั้นขอประเมินสถานการณ์หน้างานก่อน

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน