ผู้ว่าฯ ตรังนำทีมหอบกระเช้าเข้าเยี่ยมสาวกระบี่ ที่ถูกตำรวจเข้าใจผิดยิงบาดเจ็บ ขณะตั้งด่านสกัดจับรถคนร้ายที่ห้วยยอด ยอมรับความผิดพลาดของเจ้าหน้าที่ ย้ำชัดเป็นบทเรียนที่เจ้าหน้าที่จะต้องประสานข้อมูลในการปฏิบัติงานให้ชัดเจนไม่ให้เกิดเรื่องผิดพลาดอีก ขณะที่สาวเผยนาทีระทึกเหมือนในหนัง ยันโกรธมากที่ตำรวจสะเพร่าขนาดนี้ แต่ก็ไม่ติดใจเอาเรื่องเหตุได้รับการดูแลเป็นอย่างดี
จากกรณีเกิดเหตุชายหนุ่มชาว จ.นครศรี ธรรมราช ก่อเหตุลักพาภรรยาตัวเองจากบ้านพักหลังวัดคลองพน หมู่ 6 บ้านพรุใหญ่ ต.คลองพน อ.คลองท่อม จ.กระบี่ และก่อเหตุยิงตำรวจที่ขับรถไปขวางทางหลบหนี ทำให้ตำรวจและผู้ใหญ่บ้านในพื้นที่บาดเจ็บ 3 ราย หนึ่งในนั้นอาการสาหัส ก่อนขับรถยนต์ นิสสัน จู๊ค สีขาว ทะเบียน กฉ 7598 เพชรบุรี หลบหนีไปทาง จ.ตรัง ต่อมาตำรวจสภ.ห้วยยอด จ.ตรัง ที่ได้รับการประสานให้ช่วยสกัดจับรถคนร้าย ตั้งด่านสกัดบริเวณสี่แยกอันดามัน ต.เขากอบ อ.ห้วยยอด พบรถยนต์ นิสสัน อัลเมร่า สีขาว ทะเบียน กธ 7693 กระบี่ ขับผ่านมา เกิดความเข้าใจผิดว่าเป็นรถคนร้าย จึงสกัดจับและล้อมยิงทำให้คนในรถที่นั่งมา 3 ราย ถูกยิงบาดเจ็บ 1 ราย เมื่อวันที่ 4 ม.ค.ที่ผ่านมา
ความคืบหน้าเมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 6 ม.ค. นายขจรศักดิ์ เจริญโสภา ผวจ.ตรัง พร้อม นายณัฐวุฒิ สังข์สุข ป้องกันจังหวัดตรัง นายสำคัญ อรทัย นายอำเภอห้วยยอด นำกระเช้าของขวัญมอบให้น.ส.หนึ่งฤทัย วงศ์ประเสริฐ อาชีพเสมียนแพปลาแห่งหนึ่งใน จ.กระบี่ ผู้ได้รับบาดเจ็บจากเหตุดังกล่าว ซึ่งพักรักษาตัว ที่ร.พ.ห้วยยอด โดยอาการเริ่มดีขึ้นตามลำดับ เนื่องจากเป็นลักษณะกระสุนที่เฉียดเข้าที่บริเวณต้นขาซ้ายและไม่ได้ฝังลึก แต่ยังลุกขึ้นเดินไปมาไม่ได้ ส่วนขวัญกำลังใจของผู้เสียหายก็พบว่าก็ดีขึ้นแล้วเช่นกัน พร้อมทั้งเข้าใจในสถานการณ์ที่เกิดขึ้นตามที่เป็นข่าว
นายขจรศักดิ์กล่าวว่า ในการเข้าจับกุมหรือสกัดตรวจจับจะต้องมีความรอบคอบ และต้องมีการเช็กข้อมูลให้ชัดเจนให้ละเอียดมากกว่านี้ ที่ผ่านมาอาจจะขาดการประสานงานหรือความละเอียดที่จะจับกุมก่อน ตอนนี้อยู่ที่ผู้เสียหายหากต้องการที่จะแจ้งความดำเนินคดีหรือว่าจะฟ้องศาลเป็นสิทธิตามกฎหมาย สามารถดำเนินการได้ทั้งคดีอาญาและคดีแพ่ง เพราะว่าอาจจะเป็นการกระทำที่อาจจะประมาท แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นจะต้องมีการสืบสวนว่าสถานการณ์จริงๆ หรือข้อเท็จจริงเป็นอย่างไรต้องให้ความเป็นธรรมทั้ง 2 ฝ่าย คดีที่เกิดขึ้นนี้เจ้าหน้าที่จะต้องละเอียดรอบคอบมากกว่านี้ สิ่งสำคัญคือข้อมูลของคนร้ายจะต้องชัดเจน คนร้ายอาจจะมีอาวุธ ปืนสงครามอยู่ก็จริง แต่ข้อมูล ป้ายทะเบียน จะต้องชัดเจน ไม่ใช่แค่สีหรือยี่ห้อแค่นั้น
“ผมได้รับรายงานเรื่องนี้แล้วและได้รายงานไปยังกระทรวงมหาดไทยซึ่งเป็นต้นสังกัดเรียบร้อยแล้วว่า มีเหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้น และทาง พล.ต.ต.สันทัด วินสน ผบก.ภ.จว.ตรัง ได้รายงานผบ.ตร.เรียบร้อยแล้ว ผมคิดว่าในกระบวนการเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอาจจะไม่ละเอียดรอบคอบเท่าที่ควร แต่ทั้งหมดก็จะอยู่ที่กระบวนการสอบสวนว่า ในการกระทำนั้นจะเกินกว่าเหตุหรือว่าผู้เสียหายติดใจหรือต้องการเรียกร้อง หรือต้องการฟ้องร้อง โดยทางผู้เสียหายหลังจากที่ผมไปเยี่ยมแล้วนั้นก็เข้าใจในเหตุการณ์นี้ก็พอใจในระดับหนึ่งที่ทางตำรวจมารับผิดชอบ รวมไปทั้งรับผิดชอบค่ารักษาพยาบาลทั้งหมดด้วย ในส่วนของเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานต้องเน้นย้ำว่าทางตำรวจจะต้องมีแนวทางการปฏิบัติจะต้องมีความรอบคอบ ซึ่งเคสต่อไปหรือเหตุการณ์ต่อไปที่จะเกิดขึ้น เหตุการณ์นี้ถือเป็นบทเรียนที่เราจะปฏิบัติการจับกุมคนร้าย หรือสกัดจับคนร้ายได้เป็นอย่างดีในครั้งต่อไป” ผวจ.ตรังกล่าว
ด้าน น.ส.หนึ่งฤทัย ผู้บาดเจ็บ กล่าวว่า อาการตอนนี้ก็ดีขึ้นแล้วเจ้าหน้าที่ก็ตำรวจก็รับผิดชอบทุกอย่างไม่ว่าจะเป็นคนป่วย หรือรถยนต์ที่พังเสียหาย ความรู้สึกตกใจมากไม่เคยเจอแบบนี้เหมือนในหนังในละครเลย ตอนนั้นก็ไม่คิดอะไรเพราะช็อก ส่วนตัวก็โกรธตำรวจมาก เพราะเราไม่ได้มีความผิดอะไร ไม่ได้รู้เรื่องอะไรเลย และช่วงจังหวะที่มาทำกับแฟนเรารุนแรงแบบนั้น ก็โกรธมาก แต่ทางตำรวจเข้ามาขอโทษยอมรับผิดทุกอย่างยอมชดใช้ให้ทุกอย่าง ทางเราก็รู้สึกดีขึ้น ส่วนการทำงานของตำรวจขอบอกตรงๆ ว่าสะเพร่ามาก เพราะว่าป้ายทะเบียนกับรุ่นรถก็คนละเรื่องกัน และน่าจะฟังคำพูดของเราบ้างในตอนนั้น
“ตอนนี้ก็จะไม่เอาเรื่องกับทางตำรวจแล้ว เพราะเขายินยอมชดใช้ให้เราทุกอย่าง ก็ถือว่าฟาดเคราะห์ไป ไม่ต้องคิดอะไรมาก เราก็ปลอดภัยแล้วตอนนี้ ในตอนนี้ก็ไม่มีเรื่องคาใจอะไรแล้ว ตำรวจก็เต็มที่กับเรามาก ขวัญกำลังใจก็ดีขึ้น แค่กลับมาเดินได้ก็ดีมากแล้วตอนนี้ วันนี้ผู้ว่าฯ มาเยี่ยมก็ดีใจส่วนแฟนก็กลับไปทำงานตามเดิม ส่วนการพักรักษาตัวก็จะต้องอยู่จนกว่าจะหายเป็นปกติดี” สาว ผู้บาดเจ็บกล่าวในท้ายที่สุด
ส่วนกรณีนายเรืองศักดิ์ เรือนแก้ว อายุ 23 ปี หนุ่มชาว อ.ชะอวด จ.นครศรีธรรมราช ก่อเหตุใช้อาวุธปืนยิงถล่มใส่รถตำรวจ สภ.ทรายขาว อ.คลองท่อม จ.กระบี่ จนมีนายตำรวจบาดเจ็บ 2 ราย ผญบ.เจ็บอีก 1 ราย ก่อนพาภรรยาและลูกชายวัย 13 วัน หลบหนีมุ่งหน้าไปทาง อ.ชะอวด จ.นครศรีธรรมราช ต่อมา เมื่อคืนวันที่ 5 ม.ค. นายเรืองศักดิ์นำตัว น.ส. กัซมาร์ พวงนุ่น อายุ 25 ปี ภรรยาพร้อมกับลูก และรถยนต์นิสสัน ทะเบียน กฉ 7598 เพชรบุรี คันที่ใช้ก่อเหตุ มาทิ้งไว้จุดนัดพบในพื้นที่ ต.บ้านตูล อ.ชะอวด จากนั้นให้ญาติไปขับรถคันดังกล่าว พร้อมกับพาน.ส.กัซมาร์ไปพบตำรวจ สภ.ชะอวด ส่วนตัวนายเรืองศักดิ์หลบหนีไป แต่รับปากว่าจะเข้ามอบตัว
ความคืบหน้าที่บ้านเลขที่ 16/1 หมู่ 6 ต.คลองพน อ.คลองท่อม นางวันดี พวงนุ่น อายุ 46 ปี มารดาน.ส.กัซมาร์ เผยว่า ดีใจหลังทราบข่าวว่าลูกสาวปลอดภัยดี และถูกปล่อยตัวออกมาอยู่กับตำรวจแล้ว โดยโทรศัพท์พูด คุยกับลูกสาว ทราบว่ายังคงอยู่กับตำรวจที่ สภ.ชะอวด เพื่อสอบปากคำ พร้อมทั้งเล่าเหตุการณ์ว่าวันเกิดเหตุ ช่วงที่นายเรืองศักดิ์ยิงใส่รถตำรวจนั้น ลูกสาวและหลานชาย นั่งอยู่ในรถตกใจอย่างมากกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เชื่อว่าที่นายเรืองศักดิ์ทำไปเพราะเกิดจากความตกใจกลัวและขาดการยั้งคิด หลังจากนั้นพา หลบหนีไปทาง จ.ตรัง จนเมื่อคืนจึงไปที่ขนำในสวนยางในพื้นที่ อ.ชะอวด ซึ่งตลอดเวลาที่หลบหนี ลูกสาวไม่ได้กินอาหารเลย และยืนยันว่า นายเรืองศักดิ์ไม่ได้ทำร้ายอะไรเลย
“รู้สึกดีใจมากที่ทราบข่าวว่าลูกสาวและหลานปลอดภัยดี ขณะที่ตัวนายเรืองศักดิ์จะมอบตัวเมื่อไหร่ก็จะรอติดตาม ส่วนหลังจากนี้ลูกสาวจะยังกลับไปคบหากับนายเรืองศักดิ์อีกหรือไม่ ก็แล้วแต่ลูกจะตัดสินใจ หากยังรักกันก็ไม่ขัดขวาง แต่ขอให้ทางฝ่ายชายมาดำเนินการสู่ขอให้ถูกต้องตามประเพณีและหลักของศาสนาอิสลาม ที่สำคัญนายเรืองศักดิ์จะต้องเปลี่ยนพฤติกรรมใหม่ อย่าทำร้ายลูกสาวเหมือนที่ผ่านมาอีก แต่หากทั้งคู่ไม่กลับไปคบหากันอีกก็ยังหวั่นกลัวว่าหากนายเรืองศักดิ์ได้รับโทษตามกฎหมายแล้ว จะกลับมาก่อเหตุอีกหรือไม่” นางวันดีกล่าว