ธนาธรโต้-ชี้ตู่เบนวัคซีน

22 ม.ค. 2564 - 08:58 น.

ใช้112มากลบเกลื่อน
นายกแจ้งจับอีก3ข้อหา

เกาะติดข่าว กดติดตาม ข่าวสด

เปิดแถลงตอบโต้ ‘ประยุทธ์’ ประธานคณะก้าวหน้า‘ธนาธร’ซัดเป็นคนเริ่มดึงสถาบันลงเกี่ยวข้องกับการจัดหาวัคซีนเอง พร้อมตั้งคำถามคนที่วิพากษ์วิจารณ์ ต้องโดนปิดปากด้วยคดีหรือไม่ ซัดบิดเบือนประเด็นทุกครั้งเมื่อถูกวิจารณ์การบริหารงานที่ผิดพลาด ก็ยกสถาบันมากลบเกลื่อน ชี้วัคซีนคือแสงสว่างปลายอุโมงค์ แต่ประเทศ ไทยยังมืดมิดอยู่ในอุโมงค์ ขณะที่นายกฯ ส่งทีมงานแจ้งจับอีก 3 ข้อหา ทั้งมาตรา 112 พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ และหมิ่นประมาท ส่วนตัว

เมื่อเวลา 12.00 น. วันที่ 21 ม.ค. ที่อาคารไทยซัมมิท กรุงเทพฯ นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า แถลงข่าวกรณีถูกแจ้งความดำเนินคดีอาญา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และพ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2560 กรณีไลฟ์ตั้งคำถามเกี่ยวกับการจัดซื้อและร่วมทุนผลิตวัคซีน ซึ่งเอื้อต่อบริษัทเอกชนบริษัทเดียว โดยนายธนาธรระบุว่า เป็นที่ทราบกันแล้วว่ารัฐบาลได้แจ้งความกับตน กล่าวหาผิด พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ มาตรา 14 และคดีอาญา มาตรา 112 เพื่อไม่ให้สังคมเข้าใจผิดเกี่ยวกับเจตนารมณ์ ตนต้องการให้มีการเจรจาต่อรองวัคซีนและบริษัทต่างๆ เพื่อให้ไทยมีวัคซีนใช้ให้ครอบคลุมประชากรและรวดเร็วที่สุด แต่ข้อเท็จจริงที่ปฏิเสธไม่ได้เลย อันดับที่ 1 ไทยจัดหาวัคซีนที่มีความชัดเจนแล้ว ได้เพียง 21.5% ของจำนวนประชากรทั้งหมด เป็นของบริษัทแอสตราเซเนกาจำนวน 26 ล้านโดส ซึ่งมีความพยายามขอซื้อเพิ่มเติม แต่ยังไม่มีความชัดเจน

ประธานคณะก้าวหน้า กล่าวต่อว่าข้อเท็จจริงต่อไป คือ ประเทศไทยยังไม่เริ่มฉีดวัคซีน ขณะที่ต่างประเทศเริ่มฉีดวัคซีนกันไปแล้ว เร็วสุดคือ อิสราเอล สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ อังกฤษ และอเมริกา หลายประเทศทั่วโลกมีกลยุทธ์ในการซื้อวัคซีนจากหลากหลายบริษัท เรื่องนี้มีความสำคัญ เพราะมีผลต่ออนาคตและเศรษฐกิจของไทย วัคซีนเหมือนแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ แต่อย่าลืมว่าเรายังอยู่ในอุโมงค์ ตราบใดที่ยังไม่มีการฉีดวัคซีนมากพอที่จะสร้างภูมิคุ้มกันได้ ก็นับว่ายังอยู่ในความมืดมิดและยังอยู่ในอุโมงค์ ประเทศไหนสร้างภูมิคุ้มกันได้เสร็จก่อนก็มีโอกาสฟื้นตัว มีนักท่องเที่ยว การส่งออกสินค้าไปต่างประเทศ การฟื้นฟูเศรษฐกิจจะเร็วขึ้น แต่หากฉีดช้าไป 6 เดือน ก็อาจเกิดโควิดระลอก 3 หรือ 4 ก็ได้ ไม่มีใครรู้ได้ มีแต่ความ ไม่แน่นอน ประชาชนใช้ชีวิตอยู่ในความหวาดกลัว และนี่คือสิ่งที่ตนต้องออกมาพูด

นายธนาธรกล่าวต่อว่า วันนี้เรามีดีลวัคซีนที่ทำกับบริษัทแอสตราเซเนกา บริษัทเอกชนเข้ามาเกี่ยวข้องเป็นองค์กรที่แสวงหากำไร หากปิดชื่อถือหุ้นของบริษัทนี้ออกไป บริษัทนี้ได้รับเงินสนับสนุนจากรัฐบาล 600 กว่าล้านบาท และภายหลังมาเปลี่ยนเพิ่มเป็น 1,400 ล้านบาท ซึ่งมาจากภาษีประชาชน แล้วประชาชนไม่ควรตรวจสอบหรือว่าดีลที่เกิดขึ้นเหมาะสมหรือไม่ แล้วปรากฏชัดจากเอกสารที่เราดูว่า เป็นการทำดีลที่ไม่มีความเป็นเอกเทศ แต่ที่เกี่ยวโยงกันระหว่าง 3 ฝ่าย คือ รัฐบาล บริษัทสยามไบโอไซเอนซ์ และบริษัทแอสตราเซเนกา ซึ่งเป็นดีลที่มีการเจรจาต่อรองร่วมกัน ที่สำคัญคือเป็นเงินภาษีประชาชน นี่คือข้อเท็จจริงที่ปฏิเสธไม่ได้

“ที่ผ่านมาเราตรวจสอบการเอื้อประโยชน์ให้กับบริษัทเอกชนมาโดยตลอด การที่เราตรวจสอบเงินที่มาจากภาษีประชาชนเราจึงทำมาตลอด แต่เมื่อเราตั้งคำถามว่ารัฐบาลเอื้อประโยชน์ให้เอกชนรายใดรายหนึ่งหรือไม่ ผมกลับถูกฟ้อง พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ มาตรา 14 กฎหมายอาญา 112 และกรณีนี้คนที่ดึง สถาบันลงมาเกี่ยวกับวัคซีน ไม่ใช่ผม แต่เป็นพล.อ.ประยุทธ์ นั่นเอง” นายธนาธรกล่าว

จากนั้น นายธนาธรเปิดคลิปในพิธีลงนามในสัญญาการจัดหาวัคซีนโควิด-19 ระหว่างกระทรวงสาธารณสุข กับบริษัทแอสตราเซนเนกาเมื่อวันที่ 27 พ.ย. 2563 ซึ่งในคลิป พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า “อย่างไรก็ตาม เราต้องมีการเตรียมการภายในประเทศคือ เมื่อรับวัคซีนมาแล้วจะต้องดำเนินการอย่างไรต่อไป ซึ่งอันนี้ก็ได้รับพระมหากรุณาธิคุณ ทรงพระ ราชทานให้บริษัทสยามไบโอไซเอนซ์ ซึ่งเป็นบริษัทในพระปรมาภิไธย อยู่ในขั้นตอน คือเมื่อรับวัคซีนเข้ามาแล้วจะมีการบรรจุ แจกจ่าย”

นายธนาธรกล่าวว่า ต่อไปหากใครวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาล เราจะโดนปิดปากแบบนนี้ต่อไปเรื่อยๆ ใช่หรือไม่ พวกเราในฐานะพลเมืองไทย ที่มีส่วนได้ส่วนเสียกับประเทศนี้ ต้องหาทางออกร่วมกันว่าการวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลที่มาจากการสืบทอดอำนาจ คือการไม่จงรักภักดีกับสถาบัน หรือเป็นศัตรูกับสถาบัน หรือเปล่า

เมื่อถามว่าการที่ถูกดำเนินคดีมาตรา 112 เป็นเพราะเรียกร้องให้ตรวจสอบวัคซีนหรือไม่ นายธนาธร กล่าวว่า วัคซีนพระราชทาน ตนไม่ได้เป็นคนเริ่มต้นใช้ มีคนใช้เรื่องนี้มาก่อน ถ้ามันเป็นเรื่องของบริษัทเอกชน ก็ปล่อยให้เป็นเรื่องของเอกชน มีคนเริ่มใช้เรื่องนี้มาก่อน และตนคิดว่าสื่อมวลชนสามารถไปสืบดูกันเองได้ว่าใครเป็นคนเริ่มใช้คำศัพท์นี้ ซึ่งไม่ใช่ตน อย่างไรก็ตาม ข้อเท็จจริงคือการจัดซื้อวัคซีนครั้งนี้มาจากเงินภาษีของประชาชน รัฐบาลเอาภาษีประชาชนไปสั่งซื้อวัคซีนจากบริษัทแอสตราเซเนกา เอาเงินส่วนนั้นจำนวนหนึ่งไปสั่งจ้างบริษัทสยามไบโอไซเอนซ์ผลิต

เมื่อถามว่าข้อมูลเรื่องผลกำไรของบริษัทสยามไบโอไซเอนซ์ นายธนาธรกล่าวว่า คำถามคือเราไม่เคยเห็นเจ้าหน้าที่ของบริษัทสยามไบโอไซเอนซ์ ออกมายืนยันเรื่องนี้เลย แอสตาเซเนกาออกมาพูดชัดว่าหลักการเขาคือเรื่องไม่ขาดทุนและไม่มีกำไร (No Profit No loss) ไม่ใช่เฉพาะแต่ประเทศไทย แต่กับทุกบริษัทที่เขาทำสัญญาด้วยทั่วโลก เราเคยเห็นสยามไบโอไซเอนซ์ ออกมาพูดถึงหลักการนี้หรือไม่ เจ้าหน้าที่รัฐบาล ไม่ใช่ตัวบริษัทสยามไบโอไซเอนซ์ เราไม่เคยเห็นหลักการนี้ที่ออกมาจากสยามไบโอไซเอนซ์โดยตรงเลย จึงขอเรียกร้องให้เปิดสัญญาออกมาว่ารัฐบาลไทยกับสยามไบโอไซเอนซ์ แอสตราเซเนกากับสยามไบโอไซเอนซ์ มีการพูดคุยกันเรื่องนี้ตลอดทั้งห่วงโซ่การผลิตหรือไม่ ซึ่งเรื่องนี้ตนไม่รู้ ถ้าอยากให้สังคมไทยรู้ก็เปิดเอกสารออกมา เป็นเรื่องง่ายนิดเดียว

เมื่อถามว่าปัจจุบันนายธนาธรถูกดำเนินคดีกี่คดีแล้ว นายธนาธรกล่าวว่า ตนจำไม่ได้และเลิกนับไปแล้ว

นายธนาธรกล่าวอีกว่า ตนอยากอธิบายให้พี่น้องประชาชนเข้าใจด้วยว่า ตั้งแต่ตั้งพรรคอนาคตใหม่มาจนถึงวันนี้ ไม่มีสิ่งใดเลยที่เราทำเพื่อผลประโยชน์ของตัวเอง ไม่มีอะไรแม้แต่นิดเดียวที่เราทำเพื่อให้ตนและพวกพ้องได้ประโยชน์ สิ่งที่พวกเราพูด พวกเราทำทั้งหมดตั้งแต่ตั้งพรรคอนาคตใหม่ พวกเราทำเพราะพวกเราใส่ใจอนาคตของลูกหลาน เพราะพวกเราห่วงประเทศไทย เพราะพวกเราอยากเห็นประเทศที่ดีกว่านี้

“ผมอายุ 42 ปี ทำงานการเมืองมาได้ 2 ปี ก่อนมาทำงานการเมืองไม่เคยมีคดีแม้แต่คดีเดียว ไม่เคยขึ้นโรงพักที่ไหน ไม่เคยต้องขึ้นโรงขึ้นศาลที่ไหน พอมาทำการเมืองปุ๊บ นับไม่ถ้วนเลยตอนนี้ ผมยืนยันอีกครั้งในเรื่องความปรารถนาดีต่ออนาคตของประเทศไทย ต่อชาติบ้านเมือง ต่ออนาคตของลูกหลาน และยืนยันอีกครั้งทุกสิ่งทุกอย่างที่ทำมาแล้ว และทุกสิ่งทุกอย่างที่จะทำต่อไป ไม่ใช่เรื่องผลประโยชน์ของตัวเองและพวกพ้องเลย” นายธนาธรกล่าว

เมื่อถามว่ามองว่าที่โดนดำเนินคดี 112 เป็นการกลั่นแกล้งหรือไม่ นายธนาธรกล่าวว่า ตนคิดว่าคดีนี้มีแรงจูงใจทางการเมือง เราวิพากษ์วิจารณ์เรื่องนี้แทนที่จะออกมาชี้แจง แต่สิ่งที่พล.อ.ประยุทธ์ ทำคือการใช้มาตรา 112 เพื่อมาปิดปากคนที่วิพากษ์วิจารณ์ นี่ไม่ใช่ครั้งแรก พล.อ.ประยุทธ์ อ้างเสมอเรื่องความจงรักภักดี เรื่องการปกป้องสถาบัน และเอาเรื่องต่างๆ เหล่านี้มาบิดเบือนมากลบเกลื่อนความล้มเหลวในการบริหารประเทศของตัวเอง

เมื่อถามว่ามีอะไรจะฝากไปถึงคนที่ริเริ่มแจ้งความดำเนินคดีกับตัวเองหรือไม่ นาย ธนาธรกล่าวว่า ประเทศไทยยังมีความหวัง มาร่วมกันผลักดันให้ประเทศไทยกลับไปเป็นประเทศประชาธิปไตยที่ปกติ คนที่ทำให้สังคมแตกแยกกันทุกวันนี้ยืนยันว่าไม่ใช่ตน การกลับมาเรียกร้องประชาธิปไตย เรียกร้องความเป็นธรรมให้สังคม ให้กลับสู่นิติรัฐ นิติธรรม ทุกคนอยู่ภายใต้กฎหมายเท่าเทียมกัน ให้อำนาจสูงสุดประเทศนี้เป็นของประชาชนและทุกคนเป็นเจ้าของประเทศ การเรียกร้องเช่นนี้ทำให้สังคมแตกแยกและทำให้พ่อแม่กับลูกๆ ทะเลาะกันหรือ ขอถามกลับว่าใครกันแน่ที่ใช้วาจาแห่งความเกลียดชัง เครือข่ายไหนกันแน่ที่ใช้ข้อมูลที่เป็นเท็จโจมตีกันตลอดเวลา แล้วทำให้ครอบครัวและสังคมแตกแยกกัน

“ถ้าผมบอกอะไรได้ ขอให้หยุด และขอให้กลับมา ยังมีโอกาส มีความหวังอยู่ก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป กลับมาทำให้สังคมไทยกลับมาเป็นสังคมไทยที่เป็นปกติและเป็นประชาธิปไตยมีอารยะเหมือนกับประเทศที่พัฒนาแล้วยังเป็นไปได้อยู่” นายธนาธรระบุ

นายธนาธรกล่าวต่อว่า ตั้งแต่ตัดสินใจมาทำงานการเมือง ไม่เคยมีเรื่องผลประโยชน์ส่วนตัว ไม่เคยคิดถึงชื่อเสียงตัวเอง ไม่เคยคิดที่จะเอาภาษีประชาชนมาเป็นสมบัติของตัวเอง ไม่เคยคิดถึงตำแหน่ง ไม่เคยอยากเป็น ส.ส. ไม่เคยอยากมีตำแหน่งรัฐมนตรี เป็นนายกรัฐมนตรี แต่ถ้าต้องเป็นเพื่อผลักดันสังคมให้ไปสู่จุดนั้นก็พร้อมที่จะเป็น ผมถามว่าสังคมที่ผมอยากเห็นไม่ใช่สังคมที่คุณอยากเห็นหรือ ผมถามว่าสังคมที่ผมอยากให้เป็นไม่ใช่สังคมที่คนส่วนใหญ่ในประเทศนี้อยากให้เป็นหรือ ยังมีเวลาและขอให้ทุกคนมาร่วมกัน” นายธนาธรกล่าว

วันเดียวกัน มีรายงานข่าวแจ้งว่า นายอภิวัฒน์ ขันทอง ประธานคณะกรรมการตรวจสอบ และดำเนินคดีแก่ผู้เผยแพร่ข้อความอันเป็นเท็จเกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ของนายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรีและการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามกฎหมายผ่านโซเชี่ยลเน็ตเวิร์ก ตามคำสั่งของนายกรัฐมนตรี 32/2563 ลง 21 ก.ย.63 ได้เดินทางมาแจ้งความร้องทุกข์กับพนักงานสอบสวนสน.นางเลิ้ง ตามคดีอาญาที่ 21/64 ลงวันที่ 20 ม.ค. แจ้งความเอาผิดนายธนาธรรวมอีก 3 ข้อหา ได้แก่ ความผิด ม.112 และพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ พ.ศ.2560 ม.14 ความผิดฐานหมิ่นประมาท หมิ่นประมาทโดยการโฆษณา

หลังได้ตรวจสอบพบว่านายธนาธรโพสต์ข้อความและลงไลฟ์สดในเพจเฟซบุ๊กชื่อ “thanathon juangrongrangkit” ซึ่งเป็นเพจ เฟซบุ๊กของนายธนาธร ได้ลงโพสต์ข้อความและไลฟ์สดอันเป็นเท็จด้วยข้อความว่า “วัคซีนพระราชทานใครได้ใครเสีย” เมื่อวันที่ 18 ม.ค. และนายธนาธรได้ไลฟ์สดลงในเพจเฟซบุ๊ก ระบุผู้ถือหุ้นบริษัทสยามไบโอไซ เอนซ์ จำกัด 100% และได้ทำสัญญากับบริษัทแอสตร้าเซนเนก้า จำกัด เกี่ยวกับการผลิตวัคซีน หลังจากนั้นได้ขายวัคซีนให้กับรัฐบาลไทยนำไปฉีดให้ประชาชนฟรี ซึ่งทำให้ได้รับความเสียหาย

จากพฤติการณ์ของนายธนาธรเป็นการบิดเบือนข้อเท็จจริงเผยแพร่ข้อมูลอันเป็นเท็จอันเป็นการหมิ่นประมาท ดูหมิ่นพระมหากษัตริย์ ตลอดถึงนายกรัฐมนตรีอันเป็น ความผิด จึงมาแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน สน.นางลิ้ง เพื่อให้ดำเนินการสืบสวนสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐานดำเนินคดีจนถึงที่สุด

ตอบโต้ – นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า แถลงตอบโต้ พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ ที่แจ้งจับคดีมาตรา 112 กรณีตั้งคำถามและข้อสงสัยเกี่ยวธนาธรโต้-ชี้ตู่เบนวัคซีนกับวัคซีนโควิด ที่อาคารไทยซัมมิท เมื่อวันที่ 21 ม.ค.

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน












ภาพที่



อัลบั้มภาพ ธนาธรโต้-ชี้ตู่เบนวัคซีน
ข่าวที่เกี่ยวข้อง