ร่วมโกง‘เที่ยวด้วยกัน’
อายัด100บัญชีแบงก์
แฉสารพัดวิธีโกงเงิน ‘เราเที่ยวด้วยกัน’ กองปราบฯจ่อลุยจับ 800 โรงแรม-ร้านค้าร่วมทุจริต อายัดบัญชีเงินฝากแล้วกว่า 100 ราย พบต่างคนต่างหาช่องโหว่ โครงการแสวงหาผลประโยชน์เข้าตัวเอง ยังไม่พบเบาะแสว่าเชื่อมโยงกันเป็นขบวนการใหญ่
เมื่อวันที่ 28 ม.ค. ที่กองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) พ.ต.อ.เอนก เตาสุภาพ รอง ผบก.ป. เปิดเผยความคืบหน้ากรณีการจับกุมขบวนการทุจริตโครงการเราเที่ยวด้วยกัน ใน จ.ชัยภูมิ และ จ.ภูเก็ต หลังจับกุมผู้ต้องหาไปกว่า 50 ราย ที่ใช้กลโกงสารพัดรูปแบบสร้างความเสียหายให้รัฐกว่า 87 ล้านบาท ว่า คณะพนักงานสอบสวนกำลังการขยายผลถึง ผู้ที่เกี่ยวข้องในการกระทำความผิด พบว่ากระจายกันอยู่ทั่วประเทศ โดยมีผู้ประกอบการโรงแรมกว่า 400 แห่ง และร้านอาหาร ร้านค้ากว่า 400 แห่ง รวมทั้งประชาชนผู้ใช้สิทธิ์ที่รู้เห็นเป็นใจอีกจำนวนมากต้องถูกดำเนินคดีทั้งหมด
โดยเจ้าหน้าที่อายัดบัญชีธนาคารของ ผู้ประกอบการมาตรวจสอบไปแล้วจำนวนมาก เช่น จ.ชัยภูมิ อายัดบัญชีธนาคารไปกว่า 100 บัญชี ส่วนพฤติการณ์การก่อเหตุของ ผู้ประกอบการแต่ละรายนั้น ไม่มีความเชื่อมโยงกันต่างคนต่างทำ แต่ละรายใช้วิธีการของตนเอง เพื่อหาช่องว่างในโครงการดังกล่าวสำหรับแสวงหาผลประโยชน์เข้าตัวเอง
สำหรับผู้ต้องหาทั้งหมดทางพนักงานสอบสวนจะดำเนินคดีในข้อหาร่วมกันฉ้อโกง, ร่วมกันฉ้อโกงโดยแสดงตนเป็นบุคคลอื่น, ใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่นโดยมิชอบ ในประการที่น่าจะก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้อื่น หรือประชาชน และนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ด้วยข้อมูลอันเป็นเท็จ ในประการที่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อเศรษฐกิจของประเทศ
“หลังสอบปากคำเสร็จสิ้นแล้ว ส่วนใหญ่ทำเรื่องขอประกันตัวในชั้นพนักงานสอบสวน หากเป็นเงินสดรายละ 100,000 บาท หากเป็นหลักทรัพย์ต้องมีมูลค่าประมาณ 200,000 บาทขึ้นไป ขณะนี้ยังเหลือผู้ต้องหาอีก 17 คน ที่ยังถูกควบคุมตัวเอาไว้ เพราะยังไม่ได้สอบปากคำ หากการสอบสวนเสร็จสิ้นจะให้ประกันตัวต่อไป” รอง ผบก.ป. กล่าว
วันเดียวกัน พล.ต.ต.จิรภพ ภูริเดช รอง ผบช.ก. เปิดเผยว่า ขณะนี้มีการสั่งตั้งคณะทำงานระดับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ(ตร.) ดำเนินการตรวจสอบและมอบหมายภารกิจให้แต่ละส่วนไปปฏิบัติ โดยจะมอบหมายให้สถานีตำรวจแต่ละท้องที่เข้ามารับผิดชอบในการสอบปากคำและพิจารณาแจ้งข้อกล่าวหาต่อผู้ที่มีส่วนรู้เห็นในการทุจริตนับพันราย
รายงานข่าวแจ้งด้วยว่า สำหรับพฤติกรรมการกระทำผิดของขบวนการทุจริตดังกล่าว จากการสอบสวน จะพบพฤติกรรมผู้ต้องหาว่า จะมีการนำบัตรประชาชน หรือสำเนาของผู้อื่นเพื่อไปสมัครรับสิทธิ์ประโยชน์ของโครงการ สำหรับนำไปใช้จองห้องพักของโรงแรม เพื่อเพิ่มวันเข้าพัก หรือจำนวนห้อง แต่ไม่ได้มีการเข้าพักจริง หรือพักไม่ครบตามกำหนดที่แจ้งไว้ โดยการใช้สิทธิ์ต่างๆ ไม่มีการตรวจสอบว่าได้ใช้สิทธิ์จริงหรือไม่ และยังมีวิธีการที่สามารถทำให้ผู้กระทำผิด ปรับจำนวนการจองห้องที่สูงเกินจริงได้ โดยจะไม่มีการแจ้งเตือนไปยังหน่วยงานของรัฐ จนทำให้เกิดความเสียหายเป็นมูลค่าสูง โดยที่จ.ภูเก็ต พบว่าเป็นการฮั้วกันระหว่างโรงแรมกับร้านค้าต่างๆ ที่ให้ลูกค้าไปเช็กอินตามร้านที่กำหนด แต่ก็ไม่มีการไปใช้สิทธิ์จริง