‘สิระ’จ่อยื่นเชือดม.112
สมพงษ์-สส.ฝ่ายค้าน
‘บิ๊กป้อม’ไม่แคร์ปชป.
ภท.ชูมารยาทงดชิงสส.

‘บิ๊กตู่’ ลั่นไม่หวั่นไหว-ไม่ตกใจ พร้อมสู้ศึกซักฟอก ‘ชวน’ บรรจุญัตติเข้าสภาแล้ว รอเคาะ วันอภิปราย แต่ห่วงไม่ ราบรื่นต่างสาดน้ำมันเข้ากองไฟ ‘สิระ’ จ่อฟ้องมาตรา 112 ฟัน ‘สมพงษ์’ และส.ส.ที่ลงชื่ออภิปรายพาดพิงสถาบัน พร้อมยื่นศาลรธน.วินิจฉัยญัตติขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่ ฝ่ายค้านมั่นใจไม่มีปัญหา ‘บิ๊กป้อม’ ลุยชิงส.ส.เขต 3 นครศรีฯ ชี้ไม่เกี่ยวมารยาทการเมือง พรรคไหนส่งก็ได้ ‘อนุทิน’ ระบุภูมิใจไทยหลีกทางให้ปชป.เจ้าของพื้นที่

‘บิ๊กตู่’ไม่หวั่นไหวศึกซักฟอก

เมื่อวันที่ 29 ม.ค. ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ให้สัมภาษณ์ถึงพรรคฝ่ายค้านยื่นญัตติขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคลว่า “ยืนยันว่าไม่หวั่นไหวกับญัตติของฝ่ายค้าน ผมไม่ใช่คนตกใจง่ายอยู่แล้ว ผมเป็นทหารมาก่อน เป็นผู้บังคับบัญชาคนจำนวนมาก อยู่ในสถานการณ์ที่คับขันมาหลายครั้งด้วยกัน ผมคงไม่ใช่คนใจอ่อน หรือหวั่นไหวไปเสียทุกเรื่อง คงไม่ไปหวั่นไหว วันนี้ทุกคนเข้มแข็งดี โดยเฉพาะพรรคร่วมรัฐบาลก็ร่วมมือกันเป็นอย่างดีในการเตรียมชี้แจงในส่วนที่ฝ่ายค้านยื่นญัตติ”

ผู้สื่อข่าวถามว่า มีความเห็นอย่างไรกับเนื้อหาของญัตติที่เชื่อมโยงระหว่างนายกฯ กับสถาบัน พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า เรื่องนี้คิดว่าทุกคนก็รู้อยู่แล้ว ว่าวันนี้รัฐธรรมนูญกำหนดไว้อย่างไร ก็เป็นไปตามนั้น ตนไม่อยากจะพูดถึงในเรื่องนี้ รัฐบาลจำเป็นต้องฟังในทุกภาคส่วน ทั้งฝ่ายเห็นด้วยและฝ่ายเห็นต่าง ตนไม่ใช่ศัตรูของใคร ไม่ต้องการแบ่งแยกคนไทยออกเป็น 2 ฝ่าย ฉะนั้นใครที่กำลังทำเรื่องนี้อยู่ ขอให้เลิก ก็เตือนกันไว้แค่นั้นเอง

‘ชวน’บรรจุญัตติเข้าสภาแล้ว

ที่รัฐสภา นพ.สุกิจ อัถโถปกรณ์ ที่ปรึกษาประธานสภาผู้แทนราษฎร แถลงว่า นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร ได้อนุญาตให้ญัตติขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจบรรจุในวาระการประชุมสภาแล้ว เท่ากับว่าจากนี้จะไม่สามารถแก้ไขอะไรได้แล้ว รวมถึงถ้อยคำในญัตติด้วย นอกจากนี้สภาได้ส่งหนังสือประสานไปยังคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อขอทราบความพร้อมที่จะมาชี้แจงตามญัตติ ซึ่งต้องรอคำตอบจาก ครม.ก่อนว่าจะเป็นวันใด จากนั้นจะนัดหารืออีกครั้งกับคณะกรรมการประสานงาน (วิป) ทั้ง 2 ฝ่าย ที่มีนายสุชาติ ตันเจริญ รองประธานสภาเป็นประธานวิป เพื่อกำหนดวันอภิปรายและวัน ลงมติ

เมื่อถามว่ากังวลหรือไม่ที่นายสิระ เจนจาคะ ส.ส.กทม. พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) จะยื่นดำเนินคดีตามมาตรา 112 กับผู้นำฝ่ายค้านและส.ส.ที่ร่วมลงชื่อในญัตติ ขณะที่นายชวนเป็นผู้อนุญาตบรรจุญัตติเข้าที่ประชุมสภา จะถูกเหมารวมว่าไม่ระงับยับยั้งหรือไม่ นพ.สุกิจกล่าวว่า เราเห็นความพยายามของประธานสภา ให้ไปทบทวนแล้ว ซึ่งนายสิระก็นั่งอยู่ในที่ประชุมด้วย ไม่เห็นพูดอะไร ส่วนการยื่นดำเนินคดีก็เป็นสิทธิ์ของนายสิระที่จะกระทำ

ห่วงอภิปรายไม่ราบรื่น

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร กล่าวว่า ยืนยันว่าญัตติของฝ่ายค้านถูกต้องตามกระบวนการ สามารถบรรจุเข้าสู่ระเบียบวาระได้ แต่นายชวนและตนวิตกกังวลเรื่องการใช้คำพูดของข้อกล่าวหาที่พัวพันถึงสถาบัน เวลาส.ส.อภิปรายจะผิดข้อบังคับหรือไม่ เพราะในข้อบังคับห้ามเอ่ยถึงบุคคลที่สาม และพระมหากษัตริย์โดยไม่จำเป็น แต่เมื่อญัตติเขียนระบุเชื่อมโยงถึงพระมหากษัตริย์ ถึงแม้จะไม่ได้กล่าวหาสถาบัน แต่ส.ส.จะหลีกเลี่ยงการพูดถึงสถาบันไม่ได้ จึงเป็นเรื่องลำบากใจ เมื่อฝ่ายค้านยื่นญัตติเข้ามาแล้ว ต่างคนต่างมุมมอง ตั้งท่ากันตั้งแต่ยังไม่อภิปราย

ถ้าสมมติว่าฝ่ายค้านอภิปรายผิดข้อบังคับ รัฐบาลก็ประท้วง ฝ่ายค้านจะอ้างว่ามีอยู่ในญัตติ ซึ่งตอนเขียนไม่ผิด แต่ตอนพูดผิด แล้วจะทำอย่างไร ประธานสภาเป็นกังวลว่าการอภิปรายจะไม่ราบรื่น เพราะแทนที่จะอภิปรายเสร็จภายใน 4 วัน และลงมติวันที่ 5 อาจจะยืดเยื้อออกไปอีก ที่สำคัญถ้าฝ่ายค้านอภิปรายตั้งข้อกล่าวหารัฐบาลที่ค่อนข้างแรง และ นายกฯ ชี้แจง หากเปิดประเด็นแรงๆ ออกมา จะเป็นการสาดน้ำมันเข้ากองไฟ ไฟก็ลุกโชติช่วง หรือสาดน้ำเข้าหากัน ต่างฝ่ายก็เปียก ไม่เป็นผลดีต่อการทำงานร่วมกัน ซึ่งประธานสภาป็นห่วง และไม่อยากให้ใครตกเป็นจำเลยของสังคมในการอภิปรายไม่ไว้วางใจครั้งนี้

“ผมในฐานะผู้กลั่นกรองญัตติก็กังวล แต่เมื่อฝ่ายค้านยืนยัน เราต้องบรรจุญัตติเข้าสู่ระเบียบวาระ หากมีปัญหาระหว่างการอภิปราย ส.ส.แต่ละคนต้องรับผิดชอบตนเอง ประธานที่ประชุมอาจทำหน้าที่หนักหน่อย แต่ไม่ได้วิตกในการทำหน้าที่ เพราะยึดข้อบังคับการประชุมเป็นที่ตั้ง แต่อาจไม่ถูกใจฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ซึ่งเป็นปัญหาที่ต้องแก้สถานการณ์เฉพาะหน้ากันต่อไป” นายศุภชัยกล่าว

วิปรัฐบาลขีดเส้น 4 วันจบ

ด้านนายวิรัช รัตนเศรษฐ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ ในฐานะประธานวิป รัฐบาล ให้สัมภาษณ์ถึงฝ่ายค้านไม่ยอมแก้ญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจที่พาดพิงถึงสถาบัน อาจมีการประท้วงวุ่นวาย จนการอภิปรายไม่เสร็จภายใน 4 วันว่า จบไม่จบก็ไม่ทราบ แต่หากถึงเวลาตามที่กำหนดไว้ เราต้องขอปิดการอภิปราย ถือว่าให้เวลาพอสมควรแล้ว ฉะนั้น ในหน้างานเราไม่ทราบว่าจะเป็นลักษณะไหน จะหนักหรือน้อย หรือไม่มี ก็ต้องคอยดูหน้างานเอา

เมื่อถามถึงข่าวในการประชุมร่วมวิป รัฐบาลกับฝ่ายค้านเมื่อวันที่ 28 ม.ค. มีการรับปากว่าจะแก้ไขญัตติ นายวิรัชกล่าวว่า นายชวน และนายศุภชัย ระบุว่าอย่างไรก็ต้องบรรจุญัตติ แต่ถ้าแก้ไขญัตติได้ในบางส่วนที่ไม่เหมาะสมก็จะเป็นการดี ซึ่งนายชวน ไม่ได้ติติงอะไร แต่ถ้าฝ่ายค้านยังยืนยัน ก็ต้องบรรจุญัตติให้ ไม่มีทางหลีกเลี่ยงได้

‘สิระ’จ่อยื่นศาลรธน.-ฟ้องม.112

นายสิระ เจนจาคะ ส.ส.กทม. พรรคพลังประชารัฐ กล่าวถึงกรณีนายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย (พท.) และผู้นำฝ่ายค้านยืนยันไม่มีการแก้ไขญัตติว่า ถือว่านายสมพงษ์ จะสร้างประวัติศาสตร์ของสภาที่ปล่อยและเปิดให้ส.ส.จาบจ้วงสถาบันในที่ประชุมรัฐสภา เป็นการดึงฟ้าลงมาต่ำให้เล่นการเมือง ซึ่งสถาบันต้องไม่ยุ่งกับการเมือง และถ้าบรรจุญัตติ ฝ่ายกฎหมายของตนจะฟ้องร้องมาตรา 112 กับนายสมพงษ์และส.ส.ที่ร่วมลงชื่อในญัตติ เพราะมีหลักฐานว่าการบรรจุระเบียบวาระได้เสร็จสิ้นสมบูรณ์แล้ว

นอกจากนี้ ยังชัดเจนว่าผิดข้อบังคับการประชุม เพราะต้องไม่นำสถาบันเข้ามาอภิปราย รวมถึงบุคคลภายนอก ฝ่ายกฎหมายของตนพิจารณาแล้วว่า เรื่องนี้น่าจะผิดรัฐธรรมนูญ และจะยื่นศาลรัฐธรรมนูญตีความว่าญัตติขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ ตนจะดำเนินการทั้งในและนอกสภา เพื่อคัดค้านญัตตินี้ ไม่ให้การอภิปรายไม่ไว้วางใจเกิดขึ้นได้ ซึ่งตนจะทำหน้าที่เป็นองครักษ์พิทักษ์สถาบัน เพราะรัฐธรรมนูญบัญญัติไว้ว่าพระมหากษัตริย์อยู่เหนือการเมือง ถามว่าเป็นการอภิปรายบุคคลภายนอกหรือไม่ ถ้ามีญัตติบรรจุเรื่องของสถาบัน จะไม่กล่าวถึงก็คงเป็นไปไม่ได้ เรื่องนี้ต้องมีคนรับผิดชอบ

พท.ยันญัตติไม่ขัดรัฐธรรมนูญ

นายประเสริฐ จันทรรวงทอง ส.ส. นครราชสีมา และเลขาธิการพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า หากดูญัตติ จะเห็นว่าไม่ได้ขัดกับ ข้อบังคับการประชุมสภา หากพิจารณา รายละเอียดของญัตติ ในประเด็นการกล่าวหาพล.อ.ประยุทธ์ จะเห็นชัดว่าเป็นการกล่าวหาตัวนายกฯ และเมื่อถึงเวลาอภิปราย ก็มีข้อบังคับการประชุมอยู่ เช่น ในข้อที่ 69 เขียนไว้ว่าการอภิปรายไม่ให้กล่าวถึงพระมหากษัตริย์โดยไม่จำเป็น ฉะนั้น เชื่อว่าสมาชิก ทุกคนจะปฏิบัติตามข้อบังคับอย่างดี และพรรคร่วมฝ่ายค้านหารือกันแล้วว่าจะใช้ความระมัดระวังเป็นพิเศษ เพื่อให้บรรยากาศการอภิปรายเป็นไปด้วยดี

“ยืนยันว่าญัตตินี้เป็นไปตามข้อบังคับ ซึ่งมีการศึกษาข้อบังคับก่อนยื่นญัตติแล้ว ไม่ได้เกี่ยวข้องว่าขัดหรือไม่ขัดรัฐธรรมนูญ ขอให้คอยฟังเพราะไม่ต้องการให้ตีตนไปก่อน หลังจากคุยกับพรรคร่วมฝ่ายค้านแล้ว มีการกำชับให้อภิปรายอยู่ในกรอบข้อบังคับ หากไม่จำเป็นก็ไม่ควรกล่าวถึงสถาบัน แต่สามารถพูดถึงตัวนายกฯได้ และการอภิปรายครั้งนี้ เราขอให้ประธานสภาใช้ข้อบังคับอย่างเคร่งครัด ดังนั้น หากต้องการประท้วงจะต้องแสดงเหตุผลอย่างชัดเจน ขออย่าวิตกกังวลเรื่องนี้มาก เนื่องจากประธานสภาทำหน้าที่อยู่แล้ว” นายประเสริฐกล่าว

ก้าวไกลอัดอย่าพูดเกินจริง

นายรังสิมันต์ โรม ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล (ก.ก.) กล่าวว่า ยืนยันว่าญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ ไม่ผิดข้อบังคับการประชุมสภา และการอภิปรายเรามุ่งโจมตีรัฐบาล ซึ่งรัฐบาลก็มีสิทธิ์ชี้แจง ประชาชนจะตัดสินเองว่าสิ่งที่ฝ่ายค้านพูดนั้น น่าเชื่อถือหรือสมเหตุสมผลหรือไม่ การบอกว่าสิ่งที่ฝ่ายค้านยื่น เป็นการจาบจ้วงสถาบัน ถือว่าพูดเกินจริง จึงขอให้ ส.ส.รัฐบาลรอฟังเนื้อหาการอภิปรายก่อนดีกว่า ส่วนที่ส.ส.รัฐบาลขู่ประท้วงก็เป็นสิทธิ์ แต่ฝ่ายค้านโดยเฉพาะพรรคก้าวไกลเตรียมข้อมูลมาอย่างดี มั่นใจว่าเนื้อหาสาระที่จะอภิปรายนั้นชอบด้วยข้อบังคับในการตรวจสอบรัฐบาล เพื่อแสดงให้เห็นว่ารัฐบาลนี้มีปัญหาอย่างไร

เมื่อถามถึงนายสิระเตรียมดำเนินคดีตามมาตรา 112 กับผู้นำฝ่ายค้าน และผู้ลงชื่อในญัตติ นายรังสิมันต์ กล่าวว่า จริงๆ แล้วนายสิระไม่มีความแม่นยำในเรื่องกฎหมายหรือรัฐธรรมนูญ ควรเอาตัวเองให้รอดก่อนดีกว่า อย่าเพิ่งไปให้ราคานายสิระเยอะขนาดนั้น ยืนยันว่าสิ่งที่พรรคก้าวไกลจะอภิปรายในรอบนี้ ชอบด้วยข้อบังคับ ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ และเป็นการตรวจสอบตามอำนาจที่กฎหมายให้ตรวจสอบรัฐบาล

‘บิ๊กป้อม’ลุยชิงส.ส.นครศรีฯ

ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ให้สัมภาษณ์ถึงการกำหนดวันประชุมคณะกรรมการบริหารพรรค (กก.บห.) เพื่อคัดเลือกผู้สมัครลงเลือกตั้งซ่อม ส.ส.เขต 3 นครศรีธรรมราชแทนนายเทพไท เสนพงศ์ พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ที่ถูกศาลรัฐธรรมนูญตัดสินให้พ้นสมาชิกภาพส.ส.จากคดีทุจริตเลือกตั้งนายกอบจ.นครศรีธรรมราชว่า กำลังนัดประชุมกก.บห.อยู่

ผู้สื่อข่าวถามถึงแกนนำพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ทักท้วงให้พรรคพลังประชารัฐคำนึงถึงมารยาททางการเมือง ในการส่งผู้สมัคร ส.ส.ลงแข่งขันเพราะเป็นพื้นที่ของพรรคพลังประชารัฐ พล.อ.ประวิตรกล่าวว่า เมื่อประชุมกก.บห.ก็จะรู้ การเลือกตั้งที่ผ่านมาเราแพ้ไปแค่ 2,000 กว่าคะแนน เรื่องนี้เป็นการต่อสู้ทางการเมือง

ชี้ไม่เกี่ยวกับมารยาทการเมือง

ผู้สื่อข่าวถามว่าเป็นไปได้สูงใช่หรือไม่ที่พรรคพลังประชารัฐจะส่งผู้สมัคร พล.อ. ประวิตรกล่าวว่า ยังไม่รู้ว่าการประชุมพรรคออกมาเป็นเช่นไร ต่อข้อถามถามว่าการออกมาพูดของพรรคประชาธิปัตย์ ทำให้บรรยากาศการทำงานของพรรคร่วมรัฐบาลมีปัญหาหรือไม่ รองนายกฯ กล่าวว่า ไม่มี ไม่มีอะไร สื่อไปคิดกันเอาเอง อย่ามาถามเลย ยืนยันว่าการจะส่งผู้สมัครหรือไม่ส่ง ไม่มีปัญหา เพราะเป็นเรื่องของประชาธิปไตย พรรคจะส่งหรือไม่ส่งไม่เป็นไร พรรคไหนจะส่งก็ส่ง พรรคไหนจะไม่ส่งก็ไม่ส่ง ไม่เกี่ยวกับมารยาททางการเมือง

เมื่อถามว่าฝ่ายค้านไม่ยอมแก้ไขญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ ที่ระบุถึงสถาบัน แม้นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร อยากให้แก้ไข พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า เป็นเรื่องของนายชวน ไม่ใช่เรื่องของตน

ด้านนายอนุชา นาคาศัย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ กล่าวว่า พรรคพลังประชารัฐ คงมีการประชุมกก.บห. เร็วๆ นี้ ส่วนแนวโน้มนั้นให้ไปว่ากันที่กก.บห. หาก กก.บห.คิดเห็นอย่างไรก็คงต้องเป็นไปตามนั้น

ผู้สื่อข่าวถามว่าพรรคร่วมรัฐบาลมีการพูดถึงเรื่องมารยาทการเมืองไม่อนุญาต นายอนุชากล่าวว่า คงไม่ไปถึงเรื่องมารยาทอะไร คงต้องมาพูดกันในกก.บห. และคงไม่ไปก้าวก่ายพรรคประชาธิปัตย์ เมื่อถามว่าการเลือกตั้งซ่อมที่ผ่านมาพรรคประชาธิปัตย์ไม่เคยส่ง ผู้สมัครลงแข่งกับพรรคพลังประชารัฐ นายอนุชากล่าวว่า คงไม่ถึงขนาดนั้น

‘อนุทิน’หลีกทางให้ปชป.

นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรมว.สาธารณสุข ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย(ภท.) ให้สัมภาษณ์ว่า พรรคภูมิใจไทยรักษามารยาททางการเมือง เป็นพรรคร่วมรัฐบาลและเป็นเขตที่สมาชิกพรรคร่วมรัฐบาลสูญเสียที่นั่งไป เราต้องรักษามารยาท เราคิดว่าจะไม่ส่ง

เมื่อถามถึงความขัดแย้งของพรรคประชาธิปัตย์และพรรคพลังประชารัฐ เรื่องการส่งผู้สมัครในพื้นที่ดังกล่าว นายอนุทินกล่าวว่า ไม่รู้ จะไปรู้ทุกเรื่องได้อย่างไร

รายงานข่าวจากสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) เปิดเผยว่า สำนักงาน กกต.ได้แจ้งคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญกรณีนายเทพไท เสนพงศ์ สิ้นสมาชิกภาพส.ส.ไปที่ สำนักเลขาธิการครม. ให้ได้ทราบและพิจารณาดำเนินการเรื่องร่างพระราชกฤษฎีกา(พ.ร.ฎ.)ประกาศให้มีการเลือกตั้งแล้ว จากนั้นเมื่อมีพ.ร.ฎ.แล้วกกต.จะกำหนดวันเลือกตั้งและวันรับสมัครเลือกตั้ง ซึ่งกระบวนการทั้งหมดจะต้องไม่เกิน 45 วัน นับแต่วันที่ตำแหน่งว่างลงคือเมื่อวันที่ 27 ม.ค.

โฆษกปชป.โต้ปม‘วิฑูรย์’ไขก๊อก

นายราเมศ รัตนะเชวง โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีนายวิฑูรย์ นามบุตร อดีตรมว.การพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และอดีตรองหัวหน้าพรรคดูแลภาคอีสาน ลาออกจากสมาชิกพรรค โดยอ้างน้อยใจแกนนำไม่ให้โอกาสทำงานว่า พรรคเคารพการตัดสินใจของนายวิฑูรย์ แต่ในการเลือกตั้งส.ส.ครั้งที่ผ่านมา การจัดลำดับผู้สมัครส.ส.บัญชีรายชื่อโดย กก.บห.ในสมัยนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นหัวหน้าพรรค และนายจุติ ไกรฤกษ์ เป็นเลขาธิการพรรค เชื่อว่าคงมีเหตุผลที่สำคัญบางอย่าง แต่เมื่อกระบวนการจบ ก็ต้องว่ากันไป ส่วนคนที่พลาดหวังไม่ได้เป็น ส.ส. ก็แยกย้ายกันทำหน้าที่ตามที่ได้รับมอบหมาย เพื่อช่วย ประคับประคองให้พรรคก้าวเดินต่อไป

การที่นายวิฑูรย์ บอกว่านายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรค และนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน เลขาธิการพรรค ตกลงว่าจะให้นายวิฑูรย์ เป็นที่ปรึกษารัฐมนตรีนั้น ยืนยันว่าไม่เคยมีการตกลงดังกล่าว เพราะนายวิฑูรย์มีศักยภาพมากกว่านั้น ส่วนที่นายวุฒิพงศ์ นามบุตร ส.ส.อุบลราชธานี ไม่ได้เป็นประธานกมธ.การเกษตรและสหกรณ์ แต่ได้เป็นประธานกมธ.แก้ไขปัญหาหนี้สินแห่งชาติ ก็เป็นการเลือกกันเองในที่ประชุมส.ส.ของพรรค ไม่มีใครสั่งการได้ และตำแหน่งประธานกมธ.ทุกคณะ มีความสำคัญขับเคลื่อนช่วยเหลือประชาชน

ส่วนที่นายวิฑูรย์ บอกว่าพรรคประชาธิปัตย์ไม่ให้ความสำคัญกับภาคอีสาน ก็ไม่เป็นความจริง เพราะบุคลากรในภาคอีสานมีคนดีและคนเก่ง ตั้งใจทุ่มเททำงานมาก พรรคให้ความสำคัญกับภาคอีสานมาตลอด และนายวิฑูรย์ เป็นอีกคนหนึ่งที่พรรคให้ความสำคัญเพื่อดำรงตำแหน่งที่สำคัญ ตนยังเคารพนายวิฑูรย์เช่นเดิม หวังว่าจะได้ร่วมงานกันในวันข้างหน้า

‘อิสสระ’มึนข่าวซบภูมิใจไทย

นายอิสสระ สมชัย ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า นายวิฑูรย์เคยปรารภกับตน ถึงความน้อยใจในพรรค ในการเลือกตั้งเมื่อปี 2562 นายวิฑูรย์เป็นรองหัวหน้าพรรค ดูแลภาคอีสาน และลงสมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อในลำดับที่ไกล จึงทำให้มีโอกาสได้รับเลือกเป็นส.ส.ค่อนข้างยาก ซึ่งตนไม่สามารถอธิบายเรื่องนี้ได้เลย เพราะเป็นการตัดสินใจของ กก.บห.ในขณะนั้น

ในการเลือกตั้งหัวหน้าพรรคครั้งที่ผ่านมา นายวิฑูรย์ทุ่มเทช่วยนายจุรินทร์ อย่างเต็มที่ และได้รับเลือกเป็นหัวหน้าพรรค นายวิฑูรย์จึงคาดว่านั่นเป็นโอกาสทำให้เขาได้รับการดูแลจากพรรค และจากการเข้าร่วมรัฐบาล แต่ตนไม่รู้ว่านายวิฑูรย์ มีข้อตกลงอะไรกับนายจุรินทร์ และนายเฉลิมชัย สุดท้ายนายวิฑูรย์ ไม่ได้ตำแหน่งใดๆ จึงเกิดความน้อยใจและคิดว่าพรรคไม่ได้ให้ความสำคัญ การทำงานของพรรคในภาคอีสาน ถ้าขาดนายวิฑูรย์ไป พรรคคงต้องเหนื่อย และต้องทบทวนว่าควรจะดำเนินการอย่างไร เพื่อเตรียมพร้อม เลือกตั้งครั้งต่อไป

ส่วนที่มีข่าวจะย้ายไปพรรคภูมิใจไทยนั้น ตนไม่ทราบและเขาไม่เคยบอกว่าจะย้ายไปอยู่พรรคใด ผู้บริหารพรรคคงรู้ปัญหามาพอสมควรแล้ว ถ้าอยากจะมาสร้างพรรค ก็ควรมองในภาพรวมทั่วประเทศ ไม่ใช่มองอยู่ภาคเดียว ที่ผ่านมามีหลายคนลาออก ซึ่งล้วนเป็นมือฉมัง ดังนั้น ผู้ใหญ่ในพรรคคงต้องมาทบทวนและพูดคุยกันอย่างจริงจัง

กมธ.เคาะส.ส.ร.ยกร่างใน 240 วัน

เมื่อเวลา 13.00 น. ที่รัฐสภา นายสมคิด เชื้อคง ส.ส.อุบลราชธานี พรรคเพื่อไทย ในฐานะโฆษกกมธ.พิจารณาร่างรัฐธรรมนูญ แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่…) พ.ศ…. แถลงว่า ที่ประชุมกมธ.มีมติด้วยเสียงส่วนใหญ่ 19 ต่อ 13 เสียง เห็นด้วยกับร่างของฝ่ายรัฐบาลเกี่ยวกับระยะเวลายกร่างรัฐธรรมนูญของสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) จำนวน 240 วัน แต่มี กมธ.บางส่วน ขอสงวนความเห็นไว้อภิปรายในที่ประชุมร่วมรัฐสภา เพราะต้องการกำหนดเวลาไว้เพียง 180 วัน ขณะนี้กมธ.อยู่ระหว่างการพิจารณาเกี่ยวกับอำนาจ ส.ส.ร. ในการตั้งกมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญว่าจะให้ส.ส.ร.ไปตั้งเองเลยหรือไม่ หรือกมธ.เป็นผู้กำหนดกรอบให้ ซึ่งแนวโน้มคาดว่าจะให้ส.ส.ร.ไปตั้งกมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญเอง

กมธ.ยังมีเสียงข้างมาก ว่าเมื่อ ส.ส.ร. ยกร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเสร็จสิ้นแล้ว ให้เสนอต่อที่ประชุมรัฐสภาพิจารณาเพื่อรับทราบ โดยไม่ต้องมีการลงมติใดๆ จากนั้นให้ประธานรัฐสภาส่งร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ไปยังคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เพื่อจัดการออกเสียงประชามติให้เสร็จภายใน 60 วัน

สำหรับตารางการทำงานของกมธ.นั้น วันที่ 4 ก.พ.นี้ กมธ.จะลงมติความเห็นที่แตกต่างและยังแขวนไว้ทุกมาตรา และวันที่ 5 ก.พ. จะเชิญสมาชิกรัฐสภาที่แปรญัตติ 109 คน แบ่งเป็นส.ส. 101 คน และส.ว. 8 คน ว่าจะยืนยันหรือถอดคำแปรญัตติ จากนั้นเข้าสู่การพิจารณาวาระสอง ในการประชุมร่วมรัฐสภา วันที่ 24-25 ก.พ. และทิ้ง 15 วัน เปิดประชุมรัฐสภาสมัยวิสามัญ ระหว่างวันที่ 13-15 มี.ค. เพื่อลงมติวาระ 3

อสส.ยันคดีฟุตซอล-ฟ้องทัน

ผู้สื่อข่าวรายงานความคืบหน้ากรณีเมื่อ วันที่ 26 พ.ย.2563 คณะทำงานร่วมสำนักงานอัยการสูงสุดและคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ มีความเห็นเสนออัยการสูงสุด (อสส.) สั่งฟ้อง นายวิรัช รัตนเศรษฐ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ และประธานวิปรัฐบาล เมื่อครั้งดำรงตำแหน่ง ส.ส.พรรคเพื่อไทย กับพวก คดีทุจริตเงินจัดสรรงบประมาณก่อสร้างสนามฟุตซอลโรงเรียนในพื้นที่เขตการศึกษาที่ 2 จ.นครราชสีมา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) โดยอัยการจะใช้เวลาเพื่อร่างคำฟ้องประมาณ 60 วัน ก่อนยื่นฟ้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของ ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ซึ่งสำนวนแรกจะครบกำหนดในเดือนม.ค.นี้

ล่าสุดเมื่อวันที่ 29 ม.ค. นายอิทธิพร แก้วทิพย์ โฆษกอัยการสูงสุด กล่าวว่า สำนวนคดีทุจริตสร้างสนามฟุตซอลใน จ.นครราชสีมา เท่าที่ทราบมีอยู่ 5 สำนวน โดยก่อนหน้านี้คณะทำงานร่วมระหว่างสำนักงานอัยการสูงสุดและคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มีความเห็นเสนออัยการสูงสุด สั่งฟ้องนายวิรัช กับพวกในสำนวนแรกแล้ว

ส่วนสำนวนที่เหลืออยู่ระหว่างการพิจารณาข้อไม่สมบูรณ์ในสำนวนของคณะทำงานร่วมอัยการและป.ป.ช. คาดว่าจะใช้เวลาพิจารณาอีกไม่นาน ดังนั้นสำนักงานปราบปรามคดีทุจริต สำนักงานอัยการสูงสุด จึงได้ทำหนังสือขออนุญาตอัยการสูงสุดขอรวมสำนวนทั้งหมดฟ้องเป็นคดีเดียวกัน เพื่อไม่ให้เกิดความยุ่งยาก นำสืบพยานหลักฐานครั้งเดียว เพราะเป็นคดีทุจริตสร้างสนามฟุตซอลเหมือนกัน แต่คนละพื้นที่ ยืนยันฟ้องทันคดีไม่ขาดอายุความแน่นอน

จี้ผบ.ตร.ขอตัว‘เอ๋’ฟันรุกป่า

นายวีระ สมความคิด เลขาธิการเครือข่ายประชาชนต้านคอร์รัปชั่น โพสต์เฟซบุ๊ก ถึงความคืบหน้าการดำเนินคดีกับน.ส.ปารีณา ไกรคุปต์ ส.ส.ราชบุรี พรรคพลังประชารัฐ ในคดีบุกรุกป่ากว่า 700 ไร่ ระบุว่า มันดองเรื่องกันอีกแล้ว เมื่อวันที่ 8 ม.ค. ตำรวจ บก.ปทส. ทำหนังสือถึงผบ.ตร. ให้ทำหนังสือถึงนายชวน หลีกภัย ประธานสภา เพื่อขอตัวน.ส. ปารีณา ไปยื่นฟ้องต่ออัยการจังหวัดราชบุรี แต่จนถึงขณะนี้สิ้นเดือนม.ค. ทางผบ.ตร.ยังดองเรื่อง ไม่มีความคืบหน้า

เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องก็อึดอัดใจที่ถูกผมติดตามสอบถามความคืบหน้าของการดำเนินคดีอยู่ตลอดเวลา จึงระเบิดอารมณ์ออกมาว่า อยากเอาตัวไปยื่นฟ้องต่ออัยการให้เสร็จสิ้นเสียที ตำรวจ ปทส. ไม่มีใครอยากอุ้มคดีนี้ไว้ เพราะคดีนี้มีแต่สร้างความเดือดร้อน เสียหายให้กับพวกเขาอย่างมาก ไหนจะต้องทำตามคำสั่งผู้บังคับบัญชา และยังต้องถูกติดตามสอบถามความคืบหน้าของคดีอยู่ตลอด ตำรวจบางรายถึงกับพูดว่า “เพราะเธอคนเดียว กูจะบ้าตายอยู่แล้ว” ดังนั้น เพื่อไม่ให้ลูกน้อง พากันบ้าตายไปเสียก่อน ผบ.ตร.ต้องรีบส่งเรื่องถึงประธานสภา เพื่อให้ส่งตัวน.ส.ปารีณา มาให้ตำรวจนำตัวส่งฟ้องต่ออัยการจังหวัดราชบุรีโดยเร็วต่อไป

‘อนุชา’ปัดไม่รู้ท็อปนิวส์ซบ‘อสมท’

เมื่อวันที่ 29 ม.ค. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุชา นาคาศัย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะกำกับดูแลบริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) ให้สัมภาษณ์กรณีมีกระแสข่าวว่านายสนธิญาณ ชื่นฤทัยในธรรม เจ้าของสำนักข่าวท็อปนิวส์ นายกนก รัตนวงศ์สกุล น.ส. อัญชะลี ไพรีรัก นายธีระ ธัญไพบูลย์ และคนอื่นๆ กำลังเข้าไปจัดรายการที่ อสมท โดยได้เวลาออกอากาศแล้ว ทั้งที่ก่อนหน้านี้ อสมท ออกมาปฏิเสธข่าวดังกล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่มีอะไรที่เป็นข้อสรุปชัดเจนและยังไม่มีรายงานเข้ามา ตนที่เป็นฝ่ายรัฐบาลไม่มีส่วนเกี่ยวข้องหรือผลักดันทั้งสิ้น ตนได้สอบถามไปที่ อสมท พบว่าเป็นการพูดคุยเจรจาทางธุรกิจ ยังไม่มีรายละเอียดข้อสรุปหรือความชัดเจนว่าเป็นอย่างไร

ผู้สื่อข่าวถามว่าเรื่องนี้จะทำให้เกิดความแตกแยกใน อสมท หรือไม่ นายอนุชากล่าวว่า ไม่สามารถชี้ได้ว่าสื่อคนไหนเป็นอย่างไร และไม่อยากวิจารณ์ ตนเชื่อมั่นในวิชาชีพและจริยธรรมของสื่อทุกคน หากเป็นเรื่องการดำเนินการทางธุรกิจก็ไม่มีการตั้งข้อรังเกียจว่าคนไหนทำได้หรือไม่ได้อย่างไร หรือตั้งเป็นกฎเกณฑ์ว่าต้องเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ หรือเรื่องไหนที่เป็นผล กระทบต่อสังคมหรือไม่ อสมท เองก็ต้องหารายได้เข้ามาเสริมให้แก่บริษัท ตนไม่มีอำนาจเข้าไปชี้นำและตัดสินใจแทนได้

“ยืนยันไม่มีเรื่องการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้อง และไม่มีรายงานเรื่องขู่ถอนโฆษณามาถึงผมเลย คิดว่าเป็นเรื่องของสื่อ วงการสื่อเป็นเรื่องของธุรกิจจริงๆ ไม่เกี่ยวข้องกับอย่างอื่น เราคงไม่สามารถกำหนดได้ว่าสิ่งนี้ห้าม สิ่งนี้ไม่ห้าม ในเรื่องธุรกิจการเช่าเวลา ถ้าเขาจะเช่าแล้วเราไม่ให้เช่า เรามีเหตุผลอะไร ถ้ามีปัญหาเรื่องรายได้ องค์กรก็ต้องบริหารความเสี่ยงเอง” นายอนุชากล่าว

ก.ตร. – พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานก.ตร. เดินทางมาประชุมก.ตร. โดยมีพล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผบ.ตร. นำนายตำรวจระดับสูงให้การต้อนรับ ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เมื่อวันที่ 29 ม.ค.

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน