อ้างรูปเผา-รุกป่า
ทั่วปท.พร้อมใจ
‘เซฟบางกลอย’

พรึบทั่วปท.ม็อบ ‘เซฟบางกลอย’ เหตุ ทส.เปิดยุทธการสายฟ้าแลบ ‘พิทักษ์ป่าต้น น้ำเพชร’ เฮลิคอปเตอร์ขนทหาร-ตชด.จนท.อุทยานแห่งชาตินับ 100 นายปิดล้อมชาวกะเหรี่ยงที่เพิ่งกลับเข้าไปอยู่ ‘ใจแผ่นดิน’ ป่าแก่งกระจาน เพชรบุรี ลงจากเขาภายใน 6 โมงเย็น อ้างภาพถ่ายทางอากาศว่าบุกรุกแผ้วถางป่าหลังอนุญาตให้เข้าพื้นที่ระหว่างเร่งหาทางแก้ปัญหา ชาวบางกลอยล่างหอบลูกจูงหลานไปขวางวอนอย่าใช้ความรุนแรง พีมูฟยันรัฐบิดเบือนข้อมูล ยันชาวบ้านไม่ได้ขยายพื้นที่หลังลงนามในเอ็มโอยู

เมื่อวันที่ 22 ก.พ. นายยุทธพล อังกินันทน์ ที่ปรึกษานายวราวุธ ศิลปอาชา รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม(ทส.) และรองหัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา ได้รับมอบหมายจากนายวราวุธลงพื้นที่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน จ.เพชรบุรี คุมยุทธการ “พิทักษ์ป่าต้นน้ำเพชร” หลังพบผู้บุกรุกพื้นที่ป่าบางกลอยบน ที่ห่างจากบางกลอยล่างประมาณ 13 กิโลเมตร พบว่ามีการถางและเผาป่าหลายพื้นที่ จากเดิมในวันที่ 23 ม.ค. เจ้าหน้าที่กรมอุทยานฯ บินสำรวจ พบป่าถูกถางและเผาเพียง 10 แปลง 34 ไร่ แต่ล่าสุดที่กรมอุทยานฯ บินสำรวจ พบผืนป่าถูกถางและเผาไม่น้อยกว่า 120 ไร่

สำหรับยุทธการพิทักษ์ป่าต้นน้ำเพชร ระหว่างวันที่ 22-24 ก.พ. เป็นการประสานงานร่วมกันหลายหน่วยงาน ทั้งอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน กองร้อย ตชด.144 ทหาร ฉก.ทัพพระยาเสือ ทหารรบพิเศษที่ 1 แก่งกระจาน กองกำกับการ 5 บก.ปทส. กองร้อยน้ำหวาน อช.แก่งกระจาน กองการบิน ทส. หน่วยฯ พญาเสือ สำนักป้องกันฯ กรมอุทยานฯ ใช้เฮลิคอปเตอร์ 2 ลำ ส่งเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่เข้าตรวจยึดและจับกุมผู้กระทำความผิด

นายยุทธพลระบุว่า รมว.ทส.ย้ำให้ดำเนินการหลีกเลี่ยงการใช้ความรุนแรง ทั้งนี้จะเป็นการดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมาย เพื่อปกป้องผืนป่าตามขั้นตอน เนื่องจากที่ผ่านมาระยะเวลากว่า 1 เดือน มีการเจรจาและทำความเข้าใจหลายฝ่ายแล้ว รวมถึงการทำบันทึกข้อตกลง หรือเอ็มโอยู ระหว่างภาครัฐและประชาชนด้วย แต่ล่าสุด 3-4 วันที่ผ่านมา ยังพบผู้บุกรุก ทำลายผืนป่า เผาป่า รวมถึงมีการขยายผลจับกุมชาวบ้านบางส่วนที่นำดินประสิวและลูกตะกั่วขึ้นไปยังพื้นที่ป่าด้านบน ถือเป็นการกระทำที่ไม่เหมาะสม เพราะผืนป่าแก่งกระจานเป็นสมบัติชาติไม่ใช่ของใครคนใดคนหนึ่ง

เผาหุ่น – ภาคีเซฟบางกลอย จัดชุมนุมโจมตีรัฐบาลไม่ทำตามข้อตกลงที่ให้ไว้กับชาวกะเหรี่ยงบางกลอย อ.แก่งกระจาน จ.เพชรบุรี โดยใช้กำลังผลักดันให้ออกจากใจแผ่นดิน ที่แยกปทุมวัน เมื่อวันที่ 22 ก.พ.

รายงานข่าวแจ้งอีกว่า เมื่อวันที่ 21 ก.พ.ที่ผ่านมา กลุ่มประชาชนผู้รักความเป็นธรรมและภาคี #SAVEบางกลอย ออกแถลงการณ์ ชี้แจงข้อกล่าวหาดังกล่าว 1.ข้อกล่าวหาว่าชาวบ้านได้ขยายพื้นที่ทำกินเพิ่ม ขอชี้แจงว่า ชาวบ้านไม่ได้ขยายพื้นที่ทำกินเพิ่ม จากการสอบถามชาวบ้าน ย้ำว่า แปลงที่ดินทำกินแบบไร่หมุนเวียนแปลงสุดท้ายที่ถูกถางคือเมื่อวันที่ 12 ก.พ. เป็นเวลา 3 วันก่อนชาวบ้าน 10 คนจะไปปักหลักชุมนุมที่ทำเนียบรัฐบาล อีกทั้งแปลงที่ทำกินทั้งหมดยังเป็นพื้นที่ “ไร่ซาก” ที่เป็นที่ทำกินของชุมชนมาก่อนถูกอพยพในปี 2539 และ 2554

2.ข้อกล่าวหาว่าชาวบ้านเผาป่า แท้ที่จริงแล้วเป็นการเผากำจัดเชื้อเพลิงในพื้นที่การเกษตรซึ่งเป็นวิถีการทำเกษตรดั้งเดิม ไม่ได้สร้างมลภาวะหรือเพิ่มอุณหภูมิของโลกให้สูงขึ้น ดังที่มีงานทางวิชาการหลายด้านรองรับแล้ว หลังจากผ่านการแผ้วถางมาแล้วกว่า 1 เดือน ไม้ในไร่หมุนเวียนในแห้งแล้วจึงได้เวลาที่ต้องเผา หากรอนานกว่านี้ฝนอาจจะตกและทำให้ไม่สามารถทำกินได้เลยตลอดทั้งปี

เรายืนยันว่า ชาวกะเหรี่ยงบ้านบางกลอย-ใจแผ่นดิน ปฏิบัติตามข้อตกลงทุกข้อตามที่เจรจากับรัฐบาลจนได้ข้อยุติ ในขณะที่รัฐพยายามอ้างข้อกฎหมาย ชาวบ้านกำลังยืนหยัดอยู่ในกฎกติกาแห่งจารีตของบรรพชน กฎหมายที่มาทีหลัง ไม่มีความชอบธรรมใดๆ ที่จะบังคับใช้ในพื้นที่บ้านบางกลอย- ใจแผ่นดิน โดยเฉพาะหากจะนำมาบังคับใช้เพื่อละเมิดสิทธิมนุษยชน รัฐต้องยุติการดำเนินการอันจะนำไปสู่การจับกุม ดำเนินคดี และใช้ความรุนแรงทั้งหมด ตามข้อตกลงที่ลงนามร่วมกันแล้ว เพื่อเปิดทางให้เกิดการแก้ไขปัญหาที่ยั่งยืนและไม่เกิดการสูญเสียอีก และหากเกิดการดำเนินการใดๆ ขึ้นกับชาวบ้าน ภาคี #SAVEบางกลอย พร้อมที่จะกลับมาเคลื่อนไหวอีกครั้ง และยกระดับกดดันมากกว่าเดิม เพราะเราไม่ได้ฝ่าฝืน รัฐบาลต่างหากที่ฝ่าฝืนข้อตกลง

ด้านนายประยงค์ ดอกลำไย ที่ปรึกษาขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม หรือ พีมูฟ เปิดเผยว่า ทราบข่าวตั้งแต่วันที่ 21 ก.พ. ว่าจะมีการปฏิบัติการขีดเส้นตายโดยจะนำชาวบางกลอยลงมาจากใจแผ่นดินในเวลา 18.00 น. กระทั่งวันนี้ปฏิบัติการดังกล่าวได้เริ่มต้นตั้งแต่ 08.00 น. สนธิกำลังเข้ามายังหน่วยพิทักษ์อุทยานแห่งชาติ ที่ กจ.10 (แม่สะเรียง) บ้านโป่งลึก-บางกลอย มีเฮลิคอปเตอร์ 2 ลำ นำเจ้าหน้าที่จากหลายหน่วย ทั้ง ทหาร ป่าไม้ อุทยาน ปทส. บินไม่ต่ำกว่า 20 เที่ยว คาดว่าขณะนี้มีเจ้าหน้าที่รวม 80-100 นาย

ขณะที่ชาวบางกลอยที่อยู่ด้านล่างประมาณ 60-70 คน เดินเท้าไปรวมตัวยังหน่วยพิทักษ์อุทยานแห่งชาติ ที่ กจ.10 เพื่อวิงวอนอย่าให้เจ้าหน้าที่ใช้ความรุนแรงกับชาวบางกลอย เจ้าหน้าที่ได้ให้คำตอบว่าจะไม่ใช้ความรุนแรง แต่จะอยู่ภายในขั้นตอนของกฎหมาย ชาวบ้านยังคงมีความหวาดกลัวเกรงว่าเจ้าหน้าที่จะใช้ความรุนแรง รวมทั้งจะถูกดำเนินคดีด้วย และเมื่อสักครู่ที่ผ่านมาทราบข่าวว่ามีการนำแกนนำชาวบางกลอยลงมาจากพื้นที่แล้ว 4 คน แต่ยังไม่ทราบว่าเป็นใครบ้าง

สำหรับกระแสข่าวที่ทส. เรียกร้องให้ชาวบ้านหยุดเผาและแผ้วถางป่า เป็นการโจมตีชาวบ้าน ยืนยันมาเสมอว่าเป็นการทำไร่หมุนเวียนของชาวบ้าน และชาวบ้านได้หยุดทำไร่หมุนเวียนตั้งแต่วันที่ 12 ก.พ. แต่เจ้าหน้าที่รัฐนำภาพเปรียบเทียบระหว่างวันที่ 23 ม.ค. มาเปรียบเทียบกับวันที่ 20 ก.พ. เสมือนว่าชาวบ้านถางป่าเพิ่มเติม แต่ภาพที่เห็นคือเป็นการทำไร่หมุนเวียนตั้งแต่ 23 ม.ค.-12 ก.พ. ตามที่ทางเจ้าหน้าที่รัฐขอให้ชาวบ้านหยุด ซึ่งชาวบ้านก็หยุดทำไร่แล้ว

“ทั้งนี้พี่น้องเครือข่ายพีมูฟ จะทำหนังสือถึงพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานการแก้ปัญหากลุ่มพีมูฟ ผ่านร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมช.เกษตรและสหกรณ์ และในฐานะรองประธานการแก้ปัญหากลุ่มพีมูฟ เพื่อยุติปฏิบัติดังกล่าวด้วย เพราะปฏิบัติการนี้เหมือนกำลังขัดขวางปัญหาของชาวบ้านที่สะสมมานาน ไม่ยอมให้ตรวจสอบข้อเท็จจริง ขณะที่นายวราวุธ ศิลปอาชา รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้สั่งการให้คณะทำงานแก้ปัญหาชาวโป่งลึก-บางกลอย ให้มีความชัดเจนภายใน 45 วัน แต่ปฏิบัติการนี้ทำให้การแก้ปัญหาต้องยุติลงไปอีก” ที่ปรึกษา พีมูฟ กล่าว

วันเดียวกันชาวบ้านชุมชนกะเหรี่ยงบางกลอย-ใจแผ่นดิน เขียนจดหมายเปิดผนึกถึง นายวราวุธ, อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติฯ และหัวหน้าอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน เรื่อง ขอเรียกร้องให้เคารพข้อตกลงกับกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยงบางกลอย-ใจแผ่นดิน ความว่า เขียนที่ หมู่ 1 ต.ห้วยแม่เพรียง อ.แก่งกระจาน จ.เพชรบุรี วันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2564

เนื่องจากวันนี้ได้มีการสนธิกำลังเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการจาก 9 หน่วยงาน คือ อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน กองร้อย ตชด.144 ทหาร ฉก.ทัพพระยาเสือ ทหารรบพิเศษที่ 1 แก่งกระจาน กองกำกับการ 5 บก.ปทส. กองร้อยน้ำหวาน กองการบิน ทส. หน่วยเฉพาะกิจพญาเสือ สำนักป้องกัน ปราบปราม และควบคุมไฟป่า กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ในปฏิบัติการ “ยุทธการพิทักษ์ป่าต้นน้ำเพชร” ดังที่ปรากฏตามข่าว และขณะนี้ได้มีการเข้าปฏิบัติการดังกล่าวแล้ว

โดยมีการขีดเส้นตายให้พวกเราชาวบ้านบางกลอย-ใจแผ่นดิน ที่กลับไปทำกินในที่ดินดั้งเดิมของบรรพบุรุษกลับลงมาจากบ้านบางกลอย-ใจแผ่นดิน ภายในเวลา 18.00 น.ของวันนี้ ทำให้พวกเราหวาดกลัวว่าจะมีการใช้กำลังเข้าจับกุมพี่น้องของเรา และมีการใช้ความรุนแรงเหมือนกรณีที่เคยกระทำกับ ปู่คออี้และพี่น้องของเราเมื่อปี 2554 ทั้งที่พวกเราได้ไปยื่นข้อเรียกร้องจนมีการเจรจาและท่านรัฐมนตรีกับท่านอธิบดีได้ลงนามในบันทึกข้อตกลงเมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2564

ในข้อ 1 คือ ให้พวกเรากลับไปทำไร่หมุนเวียนและดำรงวิถีชีวิตวัฒนธรรมดั้งเดิมในที่ดินของบรรพบุรุษอยู่ที่บ้านบางกลอย- ใจแผ่นดิน โดยการรับรองสิทธิในการอยู่อาศัยและทำกินในพื้นที่ชุมชนดั้งเดิม และข้อ 4 คือ ยุติการใช้กำลังจับกุม ดำเนินคดี และการคุ้มครองพื้นที่เกษตรกรรมในรูปแบบไร่หมุนเวียน ตามมติ ครม.3 สิงหาคม 2553

หลังจากทำข้อตกลงเสร็จก็พบว่ามีการให้ข่าวใส่ร้ายพวกเราว่าบุกรุกทำลายป่า พยายามสกัดไม่ให้พวกเรากลับขึ้นไปในที่ดินทำกินเดิม แล้วในที่สุดก็มีการสั่งการให้เจ้าหน้าที่ปฏิบัติการในวันนี้ เราเชื่อว่าถ้าท่านไม่ได้เป็นผู้สั่งการเจ้าหน้าที่เหล่านี้ก็ไม่น่าจะลงมือกระทำกับพี่น้องเราแบบนี้ เหตุใดท่านรัฐมนตรีและท่านอธิบดีจึงไม่ปฏิบัติตามข้อตกลงที่ได้ลงนาม ดังกล่าว หรือว่านี่คือนโยบายของรัฐที่จะจัดการกับชาติพันธุ์กะเหรี่ยงที่อาศัยอยู่ในผืนป่าทั้งหมดในประเทศนี้

พวกเรายังหวังว่า ท่านน่าจะจำได้ว่าเคยยืนยันว่าจะแก้ไขปัญหาด้วยการเจรจา เหตุใดจึงล้มเลิกคำมั่นสัญญานี้ พวกเราจะต่อสู้ต่อไปจนกว่ารัฐจะรับรองสิทธิของชาติพันธุ์ที่จะอยู่กับป่าโดยถูกต้องตามกฎหมาย

อย่ารุนแรง – ชาวกะเหรี่ยงบางกลอยที่อยู่ด้านล่างประมาณ 70 คน เดินไปยังเฮลิคอปเตอร์ที่เตรียมบินไปรับตัวเพื่อนชาติพันธุ์บริเวณใจแผ่นดิน โดยวิงวอนขออย่าใช้ความรุนแรง ที่หน่วยพิทักษ์อุทยานแห่งชาติที่กจ.10 จ.เพชรบุรี เมื่อวันที่ 22 ก.พ.

รายงานข่าวแจ้งว่า ช่วงเวลาเดียวกัน นายพชร คำชำนาญ คณะทำงานแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของชุมชนกะเหรี่ยงบางกลอย โพสต์ข้อความผ่านทางเฟซบุ๊ก ระบุว่า 15.31 น. ชาวบ้านบางกลอยล่างเดินเข้ามาประชิดศาลาประชุมบริเวณลานจอดเฮลิคอปเตอร์ เจ้าหน้าที่ผู้สนธิกำลังทำแนวล้อมศาลาไว้ 16.20 น. เฮลิคอปเตอร์ของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมได้พาชาวบ้านบางกลอยบน- ใจแผ่นดิน ลงมาเป็นชุดที่สาม โดยแต่ละชุดจะมีชาวบ้านประมาณ 3-4 คนลงมาด้วย ขณะนี้มีชาวบ้านลงมาแล้วประมาณ 10-12 คน มีทั้ง ผู้หญิงและเด็กเล็ก ไม่ทราบจำนวนแน่ชัดเนื่องจากถูกกันไม่ให้เข้าไปใกล้

ที่น่ากังวลคือ มีความพยายามจากชุดสนธิกำลังให้ชาวบ้านเซ็นเอกสาร ซึ่งทางทีมคณะทำงานฯ พยายามขอดูเอกสาร แต่ไม่ได้รับอนุญาต คาดว่าจะเป็นเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินคดี

วันเดียวกัน เพจเฟซบุ๊ก ‘Mob Fest’ โพสต์ข้อความ นัดร่วมแสดงพลัง วันนี้ (22 ก.พ.) เวลา 17.00 น. ที่แยกปทุมวัน ร่วมขับไล่ คนตระบัดสัตย์ โดยมีประชาชนทยอยมารวมตัวกันหน้าหอศิลปวัฒนธรรม มีเจ้าหน้าที่ตำรวจทั้งในและนอกเครื่องแบบจำนวนหนึ่งเข้าประจำรอบบริเวณ

ส่วนที่ข่วงท่าแพ อ.เมือง จ.เชียงใหม่ พรรควิฬาร มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ จัดกิจกรรม #Saveบางกลอย เพราะผืนป่าเป็นของทุกคน เพื่อคัดค้านการขับไล่ชาวบางกลอยออกจากพื้นที่ และต่อต้านใช้ความรุนแรงกับประชาชน โดยใช้โทรโข่งปราศรัย มีป้ายผืนสีแดงให้เขียนข้อความสนับสนุนชาวบางกลอย และต่อต้านรัฐที่กระทำการใช้ความรุนแรงโดยไม่เป็นไปตามข้อตกลงกับชุมชุน พร้อมให้ผู้ร่วมชุมนุมได้พูดถึงความรู้สึก ก่อนจุดเทียนที่มีข้อความว่า Save บางกลอย เพื่อส่งกำลังใจให้ชาวบางกอยและให้รัฐยุติใช้ความรุนแรงกับประชาชนดังกล่าว มีประชาชนและกลุ่มชาติพันธุ์เข้าร่วมกว่า 100 คน

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน