โดนข้อหาทำร้าย‘จนท.’
ศาลให้ประกันทั้งหมด
ผบช.น.โอดบาดเจ็บ90
สลด-รตอ.หัวใจวายดับ
สส.ยันรัฐกระทำรุนแรง

ศาลให้ประกันทั้ง 22 คน ‘ม็อบรีเดม’ ชุมนุมเดือดหน้าบ้าน ‘บิ๊กตู่’ ตร.เอาผิด ทำร้าย ต่อสู้ขัดขวาง เจ้าหน้าที่ ผบช.น.ยัน ผู้ชุมนุมบางส่วนขว้างปาทำร้ายปิดล้อมโรงพัก รถราชการเสียหาย อ้างจำเป็นใช้กระสุนยางหยุดยั้ง แต่ไม่อันตรายถึงชีวิต โอดฝ่ายตร.เจ็บถึง 90 นาย สลด ‘ร.ต.อ.’ หัวใจวายเสียชีวิตขณะคุมฝูงชน ผบ.ตร.ยันใช้กระสุนยางตามหลักสากล ด้านผู้ชุมนุมเจ็บ 10 คน โดนกระสุนยาง แก๊สน้ำตา ขณะที่บิ๊กตู่ซัดม็อบรุนแรงก่อน ด้าน ‘เพื่อไทย’ ประณามใช้ความรุนแรง จี้รัฐบาลทบทวนท่าทีต่อการชุมนุม ‘ส.ส.ก้าวไกล’ ชี้ใช้กระสุนยาง แก๊สน้ำตา ฉีดน้ำแรงดันสูง ละเมิดสิทธิมนุษยชน

เมื่อวันที่ 1 มี.ค. ที่กองบัญชาการตำรวจนครบาล พล.ต.ท.ภัคพงศ์ พงษ์เภตรา ผบช.น. พล.ต.ต.ปิยะ ต๊ะวิชัย รองผบช.น. และ พล.ต.ต.ยิ่งยศ เทพจำนง โฆษกตำรวจ แถลงสรุปภาพรวมการชุมนุมของกลุ่ม รีสตาร์ตประชาธิปไตย ประชาชนสร้างตัว หรือรีเดม ที่หน้ากรมทหารราบที่ 1 มหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ เป็นสถานที่ตั้งบ้านพักพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี จนกระทั่งมีเหตุการณ์ปะทะกัน ฝ่ายตำรวจควบคุมฝูงชนใช้รถฉีดน้ำแรงดันสูง แก๊สน้ำตา และกระสุนยางสลายการชุมนุม มีผู้บาดเจ็บ และถูกตำรวจจับกุมจำนวนมาก โดยเหตุการณ์ต่อเนื่องจากช่วงเย็นจนถึงกลางดึกวันที่ 28 ก.พ. ต่อเนื่องถึงเวลา 02.00 น. วันที่ 1 มี.ค. สถานการณ์จึงสงบ

พล.ต.ท.ภัคพงศ์กล่าวว่ากลุ่มผู้ชุมนุมบางส่วนตัดรั้วลวดหนาม และเคลื่อนย้ายตู้คอนเทนเนอร์ ที่เป็นวัตถุใช้ป้องกันสถานที่ ระหว่างนั้นโยนก้อนหิน ประทัดยักษ์ ขว้างระเบิดปิงปอง ใช้ปลายธงฟาดใส่ตำรวจ ทำให้ตำรวจบาดเจ็บ 90 นาย รักษาตัวอยู่ที่ร.พ.ตำรวจ 27 นาย และตำรวจเสียชีวิต 1 นาย (ร.ต.อ.วิวัฒน์ สินเสริฐ รองสวป.สน.ธรรมศาลา มีอาการหัวใจหยุดเต้นกะทันหันขณะปฏิบัติหน้าที่ควบคุมฝูงชน นำส่งร.พ.ราชวิถี ก่อนเสียชีวิตในเวลาต่อมา)

ผบช.น.กล่าวว่าหลังจากนั้นผู้ชุมนุมใช้ความรุนแรงเพิ่มมากขึ้น พร้อมกับแจ้งเตือนแล้วจึงมีใช้อุปกรณ์ในการดำเนินการ ซึ่งอุปกรณ์ที่ใช้ในการปฏิบัติไม่ทำอันตรายถึงแก่ชีวิต โดยใช้ตามความจำเป็นของสถานการณ์ เพื่อควบคุมสถานการณ์ความรุนแรงให้ยุติโดยเร็วที่สุด ประชาชนส่วนใหญ่ที่มาชุมนุมก็หยุดชุมนุม แต่มีผู้ชุมนุมบางส่วนชุมนุมต่อเนื่อง ขว้างปาทำร้ายตำรวจ และรถประชาชนที่ผ่านไปมา รวมถึงแบ่งทีมไปปิดล้อม สน.สุทธิสาร และสน.ดินแดง ขว้างปาระเบิดควันประทัดยักษ์เข้าไปภายในสถานที่ราชการ เบื้องต้นมีรถยนต์ 1 คัน และรถจักรยานยนต์ 1 คัน สน.ดินแดง ถูกเผา

พล.ต.ท.ภัคพงศ์กล่าวต่อว่า เจ้าหน้าที่จับกุมผู้ก่อเหตุ 22 ราย ควบคุมตัวที่ตชด.ภาค 1 จ.ปทุมธานี 18 ราย อีก 4 ราย เป็นเยาวชน ควบคุมตัวไว้ที่สน.สุทธิสาร เตรียมนำตัวส่งศาลเยาวชนและครอบครัวกลางต่อไป ดำเนินคดีข้อหาหลักคือความผิดตามพ.ร.บ.โรคติดต่อ ฝ่าฝืนพ.ร.ก.ฉุกเฉิน ก่อความวุ่นวายในบ้านเมือง ขัดคำสั่งเจ้าพนักงาน ร่วมกันทำร้ายเจ้าพนักงาน ต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงาน แล้วแต่กรณีและแยกพฤติการณ์แต่ละบุคคลไป

ผู้สื่อข่าวถามว่าการจับกุมของเจ้าหน้าที่ เป็นการกระทำเกินกว่าเหตุหรือไม่ พล.ต.ท. ภัคพงศ์กล่าวว่ายืนยันว่าใช้วัสดุอุปกรณ์ที่ได้รับจากการปฏิบัติหน้าที่ไม่ทำให้เกิดอันตรายถึงตาย พิจารณาดำเนินการตามขั้นตอน พร้อมกับประกาศแจ้งเตือน และจากการตรวจสอบพบประวัติผู้ที่ถูกจับกุมพบเคยเข้าร่วมการชุมนุมหลายครั้ง

พล.ต.ท.ภัคพงศ์กล่าวต่อว่าการชุมนุมเกิดขึ้นเป็นบริเวณค่อนข้างกว้าง ต่อเนื่องตั้งแต่เวลา 15.00-22.00 น. ต่อเนื่องถึงเวลา 02.00 น. วันที่ 1 มี.ค. เจตนาของเจ้าหน้าที่เบื้องต้นคือระงับเหตุ และทำให้เกิดความสงบเรียบร้อยโดยเร็วที่สุด การจับบางครั้งต้องพุ่งออกไปนอกแนวจับ และต้องดึงกลับเข้ามาในแนว ในช่วงนั้นเจ้าหน้าที่อาจจะต้องใช้มาตรการเด็ดขาดรวดเร็ว อยากให้มองภาพรวมทั้งหมด ข้อเท็จจริงตำรวจบาดเจ็บ 90 นาย รักษาตัวในร.พ. 27 นาย เสียชีวิต 1 นาย

ต่อข้อถามถึงการแชร์ภาพผู้ชุมนุมที่ถูกจับกุมกลางวงล้อมอาสาสมัครทีมแพทย์ ผบช.น.กล่าวว่ากรณีดังกล่าวมีการตรวจสอบ แต่ไม่ได้จับกุมแต่อย่างใด ผู้ที่ถูกจับกุมมีพยานหลักฐานว่าอยู่บริเวณที่เกิดเหตุ มีการปะทะและเป็นผู้ชุมนุมที่ใช้ความรุนแรง

ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีมีผู้โพสต์ข้อความระบุตำรวจทำร้ายสื่อมวลชน พล.ต.ท.ภัคพงศ์กล่าวว่าต้องถามสื่อมวลชนจริงหรือไม่ว่าตำรวจทำร้ายสื่อมวลชน ส่วนจำนวนคนที่จับกุมตัวไปมีสื่อมวลชนหรือไม่ อยู่ระหว่างตรวจสอบ เนื่องเป็นการจับกุมอยู่ภายในที่เกิดเหตุ ถ้ามีการแจ้งเหตุอันสมควรว่าเข้ามาปฏิบัติหน้าที่โดยสุจริต ตำรวจก็รับฟัง เพียงแต่แจ้งกับตำรวจหรือไม่

ต่อข้อถามถึงการใช้กระสุนยาง พล.ต.ท. ภัคพงศ์กล่าวว่าเป็นครั้งแรกที่เริ่มใช้กระสุนยาง อุปกรณ์ดังกล่าวไม่อันตรายถึงชีวิต แต่ต้องใช้ตามสถานการณ์ ใช้ตามความจำเป็นเพื่อหยุดยั้งเหตุรุนแรงที่เพิ่มมากขึ้น พอหยุดก็หยุดใช้ เจ้าหน้าที่ได้รับการฝึกมาโดยเฉพาะ

รุดเยี่ยม – พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผบ.ตร. พร้อม พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ รอง ผบ.ตร. และพล.ต.ท.ภัคพงศ์ พงษ์เภตรา ผบช.น. เข้าเยี่ยมตำรวจที่ได้รับบาดเจ็บจากเหตุปะทะกับผู้ชุมนุมเมื่อวันที่ 28 ก.พ.บริเวณหน้าร.พ.ทหารผ่านศึก พร้อมมอบเงินบำรุงขวัญ ที่โรงพยาบาลตำรวจ เมื่อวันที่ 1 มี.ค.

 

ที่ร.พ.ตำรวจ พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผบ.ตร. พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ รองผบ.ตร. เข้าเยี่ยมตำรวจที่ได้รับบาดเจ็บ พร้อมมอบเงินบำรุงขวัญ โดย พล.ต.อ.สุวัฒน์กล่าวว่าตำรวจไม่เคยสนับสนุนเรื่องการใช้กำลัง แต่เมื่อจำเป็นต้องบังคับ ล่าสุดจะเห็นว่าจากที่เคยมีแกนนำ รถเครื่องขยายเสียง มีการควบคุมมวลชน ซึ่งครั้งนี้หายไป จะมีกลุ่มหนึ่งเริ่มใช้กำลังกับเจ้าหน้าที่เลย แต่ไม่ขอพูดว่าเป็นเรื่องเจตนาหรือไม่

พล.ต.อ.สุวัฒน์กล่าวถึงการใช้กระสุนยางว่า ถ้าถามว่าระหว่างกระบองกับกระสุนยาง อันไหนรุนแรงกว่ากัน ตอบไม่ได้ หากใช้กระบองตีเข้าตรงจุดที่ไม่ควรตี ก็รุนแรง ขณะเดียวกันหากใช้กระสุนยางในสิ่งที่สมควรยิง ก็ไม่รุนแรง เพราะกระสุนยางใช้กับเป้าหมายที่มีระยะไกล หากระยะประชิดต้องใช้กระบอง ขึ้นอยู่กับว่าสถานการณ์ขณะนั้นต้องใช้อะไร คนที่อยู่ระยะไกลใช้หนังสติ๊กยิงตำรวจ จะให้เอากระบองไปตีมันไม่ถึง แต่ของที่เราใช้ทุกอย่างเป็นมาตรฐานสากลใช้ในการควบคุมฝูงชน และเราเลือกใช้เมื่อจำเป็น ไม่ใช่อยู่ดีๆ ไปยิงใคร ก็ต้องดูว่าสถานการณ์เป็นอย่างไรถึงต้องใช้

ผบ.ตร.กล่าวต่อถึงกรณีภาพตำรวจเตรียมปืนชอร์ตไฟฟ้ามาด้วยว่า เตรียมมาจริง แต่ไม่มีใครใช้ คนที่พกผ่านการฝึกมาแล้ว เราไม่มีนโยบายสนับสนุนการใช้ความรุนแรงใดๆ ทั้งสิ้น แต่ถ้าจะดูก็ต้องว่าเหตุการณ์นี้พัฒนาจากอะไร ไม่ใช่อยู่ดีๆ เข้าไปใช้ความรุนแรง ถึงบอกว่าเมื่อมันเกิดเรื่อง มันยากที่จะควบคุม แม้แต่ม็อบเองก็คุมกันไม่ได้ อย่างเตะฟุตบอล เราบอกว่าอย่าไปฟาวล์ แต่บางครั้งก็เห็นนักฟุตบอลเตะฟาวล์ ถูกใบแดงไล่ออก แต่โดยหลักไม่ควรมีเรื่องอย่างนี้ ถึงได้ย้ำแล้วย้ำอีกเรื่องนี้ ถ้ามีใครได้เริ่ม โอกาสที่คุมจะยาก ไม่มีใครอยากให้เกิดเรื่องแบบนี้ ใครทำผิดก็ว่าไป

สำหรับรายชื่อผู้ชุมนุมที่ถูกจับกุม 1.นายพรชัย มายอด อายุ 38 ปี 2.นายสงกรานต์ ดาราดาษ อายุ 24 ปี 3.นายวัชรพล เมืองโคตร อายุ 24 ปี 4.นายบัญชา จันทร์สมบูรณ์ อายุ 35 ปี 5.นายฐาปนพงศ์ พะเนตรรัมย์ อายุ 24 ปี 6.นายซูเฟียน ยามา อายุ 23 ปี สัญชาติมาเลเซีย 7.นายบุญทัย พิกุลทอง อายุ 52 ปี 8.นายพัชรพล เอี่ยมวัฒนพงศ์ อายุ 20 ปี 9.นายพชร วัฒนศิริสุข อายุ 24 ปี

10.นายธนพล พันธุ์งาม อายุ 28 ปี 11.นายพีรวุฒิ วิชัยดิษฐ กีรติกานต์ อายุ 31 ปี 12.นายกำพล วัฒยา อายุ 43 ปี 13.นายพรชัย โลหิตดี อายุ 46 ปี 14.นายธนพัฒน์ กาเพ็ง อายุ 18 ปี 15.นายขวัญน้อม ท่าหาด อายุ 25 ปี 16.นายทักษิณ อัปมาโน อายุ 56 ปี 17.นายวีระชาติ เกตุแก้ว อายุ 50 ปี และ 18.นายอรรถพล เรืองรัมย์ อายุ 20 ปี

ส่วนผู้ชุมนุมอีก 4 คนที่ถูกจับกุมตกเป็นผู้ต้องหานั้นเป็นเยาวชน ต่อมาพนักงานสอบสวนนำตัวส่งศาลเยาวชนฯ จากนั้นผู้ปกครองยื่นคำร้องขอปล่อยตัวชั่วคราว ศาลพิจารณาแล้วมีคำสั่งอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราว และนัดรายงานตัวในวันที่ 20 เม.ย. ขณะที่ 18 คนที่ถูกคุมตัวอยู่ที่ตชด.ภาค 1 นั้น มีส.ส.พรรคก้าวไกล และเครือข่ายนักวิชาการไปยื่นประกันตัว ต่อมาศาลอาญาอนุญาตและนัดรายงานตัววันที่ 19 เม.ย.

ขณะที่ศูนย์เอราวัณ สำนักการแพทย์ กทม. สรุปข้อมูลผู้บาดเจ็บในเหตุการณ์ชุมนุมเมื่อช่วงค่ำวันที่ 28 ก.พ.ว่า มีผู้บาดเจ็บถูกนำส่งร.พ. 33 ราย แบ่งเป็นเจ้าหน้าที่ 23 ราย ประชาชน 10 ราย กระจายไปร.พ.ต่างๆ ดังนี้ ร.พ.ตำรวจ 22 ราย ร.พ.ราชวิถี 7 ราย ในจำนวนนี้เจ้าหน้าที่เสียชีวิต 1 ราย ร.พ.รามาธิบดี 2 ราย ร.พ.พระรามเก้า 1 ราย และร.พ.จุฬาลงกรณ์ 1 ราย ผู้บาดเจ็บส่วนใหญ่มีแผลฟกช้ำ บวม แผลจากโดนก้อนหิน ล้ม โดนแก๊สน้ำตา และแผลจากถูกกระสุนยาง

ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ นายกฯ กล่าวถึงการชุมนุมหน้ากรมทหารราบที่ 1 ว่าก็เห็นแล้วว่าเป็นความรุนแรง ฉะนั้นสื่อต้องเสนอข่าวทั้ง 2 ทาง ไม่ใช่บางสื่อเสนอข่าวว่าตำรวจใช้ความรุนแรงแต่เพียงข้างเดียว ภาพอีกฝ่ายไม่ออกเลย ท่านไม่ดูก่อนหน้าที่จะเกิดการชุมนุมที่มีความรุนแรง แรกๆ ก็โอเคเป็นไปตามปกติของเขา แต่หลังจากนั้นมีการใช้ความรุนแรง รุกเข้ามาในพื้นที่ของตำรวจ รุกเข้ามาในพื้นที่หวงห้าม ใช้กำลังทำร้าย เจ้าหน้าที่ เขาก็จำเป็นต้องใช้มาตรการตามมาตรฐานสากล

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่าถ้าเราไม่ทำแบบนี้จะอยู่กันอย่างไร ตนบังคับใครไม่ได้อยู่แล้ว เพียงแต่ทำอย่างไรบ้านเมืองจะมีความสงบ เคารพกฎหมาย เป็นไปตามกฎหมายของบ้านเมืองก็แค่นั้นเอง ไม่ว่าจะเป็นประชาธิปไตยแบบใดก็ตามต้องมีกฎหมาย ในการสู้คดีอะไรก็ว่าไป เราไม่ได้ละเมิดอะไรเขา เพราะฉะนั้น ถ้าละเมิดกฎหมายก็เป็นเรื่องที่เจ้าหน้าที่ต้องดำเนินการ เห็นใจเจ้าหน้าที่บ้าง เขาทำงานหนัก ต้องอดทน เขาก็บาดเจ็บเสียหายเหมือนกัน การทำลายข้าวของทรัพย์สินทางราชการ ทำได้ไหม อยากชุมนุมก็ชุมนุมกันอย่างสงบก็ว่ากันไป การชุมนุมสงบ หรือไม่สงบ กฎหมายเป็นตัวตัดสิน

ด้าน น.ส.อรุณี กาสยานนท์ โฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวว่าพรรคเพื่อไทยขอประณามและไม่ยอมรับการใช้ความรุนแรง ขอเรียกร้องให้รัฐบาลทบทวนท่าที และใช้มาตรการจัดการกับการเคลื่อนไหวของประชาชนตามมาตรฐานสากล เคารพ และคุ้มครองเสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบ แทนการใช้มาตรการที่มุ่งเน้นจำกัด หรือสกัดกั้นการชุมนุม เพราะที่ผ่านมามีบทเรียนแล้วว่ามาตรการที่ใช้ความรุนแรงอย่างเคยชินนำไปสู่ความล้มเหลวของรัฐบาล จนเกิดสภาวะตึงเครียดระหว่าง เจ้าหน้าที่กับประชาชน และเป็นบ่อเกิดของสถานการณ์ที่ขยายตัวรุนแรงขึ้น ทั้งนี้เจ้าหน้าที่ไม่มีสิทธิ์ทำร้ายประชาชนเกินกว่าเหตุราวกับอาชญากรร้ายแรง และขอแสดงความเสียใจต่อครอบครัวตำรวจที่เสียชีวิตจากภาวะหัวใจล้มเหลวขณะปฏิบัติหน้าที่ และขอให้เยียวยาประชาชนและเจ้าหน้าที่ที่ได้รับบาดเจ็บโดยเร็วที่สุด

ขณะที่ นายรังสิมันต์ โรม ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ในฐานะโฆษกคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การกฎหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร กล่าวถึงกรณีตำรวจใช้กระสุนยาง แก๊สน้ำตา และฉีดน้ำแรงดันสูงสลายการชุมนุมว่า เข้าข่ายละเมิดสิทธิมนุษยชนตามหลักสากลอย่างชัดเจน โดยเฉพาะการใช้กระสุนยาง เจ้าหน้าที่ใช้วิธียิงแบบสุ่ม แทนการยิงไปยังบุคคลที่ใช้ความรุนแรงกับ เจ้าหน้าที่ ภาพการสลายการชุมนุมที่เกิดขึ้นในระยะหลัง พบแนวโน้มใช้ความรุนแรงเพิ่มมากขึ้น เป็นห่วงการกระทำดังกล่าวจะทำลายสิทธิการชุมนุมของประชาชน ไม่ว่าการชุมนุมรูปแบบใด รวมถึงจะเพิ่มความขัดแย้งมากขึ้น เนื่องจากใช้ความรุนแรงกับประชาชน

นายรังสิมันต์กล่าวว่าทุกฝ่ายต้องร่วมรับผิดชอบต่อกัน ทั้งรัฐบาล เจ้าหน้าที่ และฝ่ายผู้ชุมนุม โดยเจ้าหน้าที่ต้องรับผิดชอบใน การควบคุมการชุมนุมที่ใช้ความรุนแรง และการใช้อำนาจในทางมิชอบ ทั้งกรณีทำร้ายประชาชน หรือจับกุมประชาชนที่อยู่ระหว่างรักษาอาการบาดเจ็บในเต็นท์พยาบาลฝั่ง ผู้ชุมนุม หากพบหลักฐานที่ใช้ความรุนแรงกับเจ้าหน้าที่ก่อน มีอาวุธ ต้องดำเนินคดี ส่วนรัฐบาลในฐานะผู้คุมนโยบายให้ใช้กระสุนยางกับประชาชน ต้องยุติการดำเนินการที่รุนแรง เพราะไม่ใช่ทางออกของปัญหา และอาจทำให้สถานกาณ์บานปลาย อีกทั้งสำนักงานตำรวจแห่งชาติต้องรับผิดชอบต่อกรณีเจ้าหน้าที่เสียชีวิตขณะปฏิบัติหน้าที่

ประณาม – คณะราษฎรโขงชีมูล ทำกิจกรรมแฟลชม็อบ โชว์รูปภาพผู้ชุมนุมที่ถูกตำรวจทำร้าย พร้อมประณามการกระทำ ของเจ้าหน้าที่ที่ใช้ความรุนแรงเข้าสลายการชุมนุม ที่บริเวณด้านหน้าศูนย์อาหารและบริการ 1 มหาวิทยาลัยขอนแก่น เมื่อวันที่ 1 มี.ค.

 

เย็นวันเดียวกัน ที่มหาวิทยาลัยขอนแก่น กลุ่มนักศึกษาและกลุ่มราษฎรขอนแก่นร่วมชุมนุมประณามตำรวจใช้ความรุนแรงสลายการชุมนุมม็อบรีเดม โดยเขียนข้อความประณามและเผยแพร่ภาพจากคลิปวิดีโอตำรวจยิงกระสุนยางและแก๊สน้ำตา พร้อมปราศรัยถึง 3 ข้อเรียกร้องคณะราษฎร และจะยกระดับการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ให้เข้มข้นขึ้น

ที่ศาลหลักเมือง จ.อุบลราชธานี คณะอุบลปลดแอกรวมตัวทำกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์เขียนจดหมายส่งถึง พล.อ.ประยุทธ์ ที่กำกับดูแลสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เรียกร้องเจ้าหน้าที่หยุดใช้ความรุนแรงกับผู้ชุมนุม และประณามการใช้ความรุนแรงสลายการชุมนุมของประชาชน พร้อมทั้งร่วมกันเขียนจดหมาย และส่งมอบให้ พ.ต.อ.ธนาพันธ์ ผดุงการ ผกก.สภ.เมืองอุบลราชธานี ที่นำกำลังตำรวจมาดูแลความสงบเรียบร้อย

ป้องตร. – พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และรมว.กลาโหม กล่าวถึงกรณีเหตุการณ์ความรุนแรงในการชุมนุมทางการเมืองเมื่อวันที่ 28 ก.พ. โดยระบุว่าฝ่ายผู้ชุมนุมเข้าหาตำรวจสร้างความรุนแรงก่อน เจ้าหน้าที่จึงตอบโต้ตามหลักมาตรฐานสากล เมื่อวันที่ 1 มี.ค. ที่ทำเนียบรัฐบาล

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน