‘สรยุทธ’พ้นคุกแล้ว คนดังแห่รับ

15 มี.ค. 2564 - 07:55 น.

แต่ต้องติดกำไล
ยาวอีก14เดือน
ทั้งโก๊ะตี๋-ชูวิทย์
ไบรท์สวมกอด
ขอเวลาคิดก่อน
คืนจอทีวีเล่าข่าว

เกาะติดข่าว กดติดตาม ข่าวสด

พ้นคุกได้คืนอิสรภาพแล้ว แต่ต้องใส่กำไล อีเอ็มอีก 14 เดือน คนดังเพื่อนร่วมงานรุดรับ ‘สรยุทธ’เจ้าตัวยืนยันหลังพักโทษ จะกลับมาทำงาน ที่ช่อง 3 แต่จะเป็นเมื่อไหร่ขอกลับไปคิดก่อน ดีใจได้อิสรภาพอีกครั้ง แม้ต้องติดกำไลอีเอ็มและต้องคุมประพฤติก็ตาม เลขาฯ รมว.ยุติธรรม เผยเหตุที่ได้ปรับโทษ เพราะทำความดีความชอบช่วงโควิด-19 ที่ต้องงดเยี่ยม ช่วยทำรายการเรื่องเล่าชาวเรือนจำ ทำให้ผู้ต้องขังได้รับข้อมูลข่าวสารอย่างรวดเร็ว จนช่วยป้องกันเหตุจลาจลในเรือนจำได้ ถึงพักโทษ ก็มีเงื่อนไขต้องอยู่แค่ในกทม. และปริมณฑล ชี้ยังทำงานสื่อได้ แต่ไม่ให้ยุ่งเกี่ยวกับการเมือง หรือเป็นพิธีกรให้พรรคการเมืองใด

เมื่อเวลา 08.30 น. วันที่ 14 มี.ค.ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เจ้าหน้าที่ของเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร ได้นำตัวนายสรยุทธ สุทัศนะจินดา อดีตพิธีกรรายการข่าวคนดัง ไปขึ้นรถของกรมราชทัณฑ์ เพื่อนำตัวไปใส่กำไลอิเล็กทรอนิกส์ติดตามตัวที่สำนักงานคุมประพฤติกรุงเทพมหานคร เขต 7 หลักสี่ หลังจากได้รับการพิจารณาพักโทษโดยเหตุพิเศษ โดยมีญาติของนายสรยุทธนำดอกไม้ธูปเทียนมาให้ทำพิธีกราบไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ภายในเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ก่อนที่จะเดินทางออกจากบริเวณดังกล่าวเวลา 07.30 น. ทั้งนี้ นายสรยุทธจะเข้าสู่กระบวนการคุมประพฤติ โดยต้องใส่กำไลอิเล็กทรอนิกส์ติดตามตัว จนกว่าจะครบกำหนดโทษเป็นระยะเวลา 2 ปี 4 เดือน คือตั้งแต่วันที่ 14 มี.ค. 2564 จนถึง วันที่ 26 ก.ค. 2566 และต้องรายงานตัวกับ เจ้าหน้าที่กรมคุมประพฤติตามกำหนดจนกว่าจะพ้นโทษ

ต่อมาเวลา 09.00 น. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กลุ่มคนดังในวงการมารอให้กำลังใจกับพิธีกรดังที่เพิ่งรับการพิจารณาพักโทษเป็นกรณีพิเศษ เช่น ดร.อริสรา หรือหมวย วิภาตะวัต ผู้ประกาศข่าว นายตัน ภาสกรนที นักธุรกิจชื่อดัง นาย ชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ อดีตนักการเมืองชื่อดัง นายเจริญพร อ่อนละม้าย หรือโก๊ะตี๋ นักแสดงตลกและพิธีกรชื่อดัง และพนักงานรายการเรื่องเล่า เช้านี้อีกเป็นจำนวนมาก

โก๊ะตี๋กล่าวว่า ตั้งใจมารับพี่ยุทธหลังจาก ที่เฝ้ารอมานาน พร้อมกันนี้ยังได้นำชุดสูทที่ พี่ยุทธเคยใส่ขณะเข้าฟังคำพิพากษาศาลตัดสินโทษรับโทษ มามอบให้พี่ยุทธใส่อีกครั้ง ระหว่างที่พี่ยุทธอยู่ข้างในก็ยังให้กำลังใจตนเองในการต่อสู้กับปัญหาชีวิต วันนี้จึงเป็นวันที่ตนเองเฝ้ารอมาตอลด และตั้งใจเดินทางมารอรับด้วยความสุข

ต่อจากนั้น หลังนายสรยุทธติดตั้งกำไล อีเอ็มที่ขาเรียบร้อยแล้ว ก็ออกมาแถลงข่าวพร้อมกับนายวิตถวัลย์ สุนทรขจิต อธิบดี กรมคุมประพฤติ และว่าที่ร.ต.ธนกฤต จิตรอารีย์รัตน์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม

ว่าที่ร.ต.ธนกฤต เปิดเผยว่า นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รมว.ยุติธรรม ได้มอบหมายให้ตนและอธิบดีกรมคุมประพฤติ แถลงถึงกรณีการติดกำไลอีเอ็มนั้น ไม่ได้มีค่าใช้จ่ายหรือมีการเรียกรับผลประโยชน์ใดๆ แต่อย่างใด ซึ่งรมว.ยุติธรรมได้กำชับให้ว่ากรณีนี้เป็นการดูแลของภาครัฐ หากมีใครกระทำการเรียกรับผลประโยชน์ก็สามารถแจ้งความดำเนินคดีได้ทันที ส่วนกรณีการติดกำไลอีเอ็มพักโทษ ทุกคนจะได้โอกาสในการพักโทษนั้นก็ขึ้นอยู่กับเงื่อนไข อาทิ หลักเกณฑ์ในการพักโทษตามโครงการของกรมราชทัณฑ์ ถ้าเข้าเกณฑ์แบบกรณีนายสรยุทธ เป็นผู้ต้องขังในคดีที่ศาลพิพากษาจำคุกมีอัตราโทษได้รับการ พระราชทานอภัยโทษถึง 2 ครั้ง

“ช่วงวิกฤตการแพร่ระบาดโควิด-19 นายสรยุทธถือเป็นบุคคลที่ทำคุณประโยชน์ให้กับกรมราชทัณฑ์ในเวลานั้น เพราะมีผู้ต้องขัง ทั่วประเทศอยู่ประมาณ 380,000 คน เมื่อเกิดปัญหาว่าโควิด-19 จะแพร่ระบาดไปในเรือนจำได้หรือไม่ ท่านรัฐมนตรีและผู้บริหารมองว่าจะต้องมีการดูแล เพราะคนที่อยู่ภายในเรือนจำไม่สามารถออกมาอยู่ภายนอกได้ การรักษาผู้ป่วยที่อยู่ในเรือนจำมีความยากลำบาก ก็เลยใช้วิกฤตเป็นโอกาส โดยเห็นว่านายสรยุทธนั้นเป็นคนทำงานเกี่ยวกับข่าวช่วยประชา สัมพันธ์ ทำรายการเรื่องเล่าชาวเรือนจำเพื่อให้มีการงดเยี่ยมผู้ต้องขัง คนภายในนั้นไม่รู้เรื่องเกี่ยวกับภายนอก ก็อาจจะทำให้เกิดเหตุจลาจลขึ้นได้ จึงมีโครงการบอกเล่าเกี่ยวกับคนในเรือนจำทำอะไรได้บ้าง กรณีที่นายสรยุทธ ทำรายการข่าวดังกล่าว จนทำให้ผู้ต้องขังได้รับข้อมูลข่าวสารรวดเร็ว ถือเป็นการทำความดีความชอบจึงเสนอเรื่องปรับทัณฑ์โทษ หลังจากคดีความสิ้นสุดและจำคุกมาไม่ต่ำกว่า 1 ใน 3 ของโทษที่ได้รับ และถูกคุมประพฤติไป 2 ปี 6 เดือน 14 วัน และต้องมารายงานตัว ต่อเจ้าพนักงานคุมประพฤติ ยังถือว่านาย สรยุทธยังไม่พ้นจากการต้องหาในคดีดังกล่าวจนกว่าจะสิ้นสุดการคุมประพฤติต่อไป” เลขานุการรมว.ยุติธรรมกล่าว


ด้านนายวิตถวัลย์กล่าวว่า หลังนาย สรยุทธติดกำไลอีเอ็มไปแล้ว ก็ต้องเข้ารายงานตัวกับทางเจ้าหน้าที่กรมคุมประพฤติ ระหว่างการรายงานตัวก็ให้ความรู้เรื่องเกี่ยวกับกำไลอีเอ็มให้แก่สังคมด้วย อย่างไรก็ตามกรณี ดังกล่าวก็มีเงื่อนไขคือ ห้ามกลับเข้าไปพื้นที่เรือนจำ ไม่ให้เดินทางไปพื้นที่สนามบินหรือใช้เครื่องบิน กรณีที่จะไปก็ต้องมีการขออนุญาต ส่วนพื้นที่การเคลื่อนไหวทางนาย สรยุทธมีการกำหนดความยินยอมรับกัน โดยจะอยู่แค่ในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑลเท่านั้น เนื่องจากมีความจำเป็นต้องปฏิบัติงานด้านสื่อมวลชน จึงไม่ได้ห้ามเรื่องการออกสื่อเนื่องจากเป็นอาชีพที่สุจริต แต่ห้ามเกี่ยวกับการประกอบอาชีพทุจริต ห้ามคบค้ากับผู้กระทำความผิด ห้ามยุ่งเกี่ยวกับ ยาเสพติด และไม่ให้ยุ่งเกี่ยวกับการเมือง โดยไม่ใช่ไปเป็นพิธีกรเวทีใดเวทีหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับการเมืองพรรคใดพรรคหนึ่ง แต่ใช้อาชีพสื่อมวลชนในการให้ข้อมูลข่าวสารที่ตรงไปตรงมาตามจรรยาบรรณสื่อ อย่างไรก็ตามกรณีการติดกำไลอีเอ็มอาจมีประชาชนเข้าใจผิดพลาดไม่มีประโยชน์ เครื่องมือนี้ไม่ใช่เครื่องเอาไปเปลี่ยนวิธีคิดคน แต่ใช้ในการติดตาม ผู้ถูกพักโทษอย่างใกล้ชิดและรู้ว่าอยู่ที่ไหน เมื่อไหร่ที่ออกนอกพื้นที่เจ้าหน้าที่ก็จะมีกระบวนการติดตามว่าเขาออกนอกพื้นที่เพราะสาเหตุใด ถ้าฝ่าฝืนก็จะแจ้งให้เกิดการจับกุมนำกลับมารับและเพิ่มโทษต่อไป

ส่วนนายสรยุทธ เปิดเผยว่า วันนี้ตนดีใจที่ได้อิสรภาพอีกครั้ง ถึงแม้ว่าจะยังไม่เต็มร้อยเปอร์เซ็นต์ เพราะขณะนี้ติดกำไลอีเอ็มและอยู่ในการควบคุมความประพฤติของกรมคุมประพฤติ เท่าที่ฟังจากน้องๆ ดีใจที่ทุกคนยังไม่ลืมกัน ไม่มีอะไรที่จะบอกได้มากกว่าขอบคุณมากครับ อย่างไรก็ตามการอยู่ในเรือนจำเคยบอกไว้ก่อนจะเข้าไปแล้วว่า อย่างน้อยคดีความที่ต่อสู้มาตลอด 4-5 ปี ก็จบแล้ว หลังจากที่เข้าไปในคุกและมีชีวิตที่ใช้คำว่าติดลบมา ตั้งแต่ลบ 10 9 8 มาถึงวันนี้ก็กลายเป็น 0 และได้โอกาสกลับไปเริ่มต้นทำกันใหม่อีกครั้ง ก็รู้สึกดีใจที่ได้เริ่มต้นใหม่อีกครั้งและดีใจที่ทุกคนไม่ลืมกัน

ส่วนคำถามที่ว่าจะกลับคืนหน้าจอเมื่อไหร่นั้น นายสรยุทธกล่าวว่า ตอนนี้ตนขอคิดทบทวนก่อนว่าจะกลับเมื่อไหร่ เพราะโลกเปลี่ยนไปค่อนข้างเยอะ ตอนช่วยงานเรือนจำก็ช่วยทำรายการให้คนในเรือนจำพอได้ทำก็มีความสุข ตนอยู่ในคุกมาปีกว่า เมื่อเข้าไป ตอนแรกรู้สึกเคว้งคว้างอยู่บ้าง แต่ตนไม่ได้เกิดมาแล้วสบาย การกินการนอนสามารถปรับเปลี่ยนได้ ต่อมาช่วงสถานการณ์โควิด-19 ท่านรมว.กระทรวงยุติธรรมก็ให้โอกาส ตนก็อาสามาทำหลังเกิดสถานการณ์จลาจลที่ เรือนจำบุรีรัมย์ เพราะผู้ต้องขังเกิดความแตกตื่นโรคโควิด-19 ระบาด จึงมีนโยบายให้ตนมาทำรายการเพื่อให้ผู้ต้องขังเข้าใจลดความตื่นตระหนกและอยู่ในความสงบเรียบร้อย เมื่อกลับมาจัดรายการที่ตนรักก็ทำให้เวลามันผ่านไปได้ไม่ยากนัก เมื่อได้ทำก็มีความสุขพอประมาณ ช่วงโควิด-19 อาจจะเป็นโชคดีของตนเองใช้ชีวิตอยู่ในนั้นได้อย่างมีคุณค่าจน ในที่สุดก็มีวันนี้ ส่วนจะออกไปทำงานโลกภายนอกคงต้องขอเวลาคิด เพราะไม่ได้ทำงานมา 5 ปีกว่าแล้ว ตั้งแต่เมื่อศาลชั้นต้นตัดสิน อีกอย่างตนก็ทำอย่างอื่นไม่เป็น ดังนั้นโลกในสมัยที่ตนเคยทำกับวันนี้ที่ยังไม่รู้ว่าข้างนอกเป็นอย่างไร ตนเคยทำให้คนหันมาดูข่าว แต่วันนี้ก็ไม่รู้ว่าข้างนอกเป็นอย่างไร เนื่องจากทราบว่า รายการข่าวเต็มไปหมดเลย และจะทำอย่างให้ผู้ชมมาดูข่าวแบบที่เราคิด ก็ขออนุญาตกลับไปคิดก่อน แต่ยังยืนยันว่าจะกลับมาทำงานที่ช่อง 3 เหมือนเดิม

พิธีกรข่าวคนดัง กล่าวอีกว่า สิ่งแรกที่ตนจะกลับไปทำคือขอไปไหว้รูปแม่ก่อน เมื่อคืนหลับไปตอน 21.30 น. ตื่นนอนขึ้นมาตอนเวลา 03.00 น. หลังจากตื่นก็เอาหนังสือนิยายจีนเรื่องกระบี่เย้ยยุทธจักรอ่านฆ่าเวลาไป พอวันจะได้รับอิสรภาพก็ไม่มีอะไรต้องตื่นเต้น ชีวิตจองจำความทุกข์ทรมานมันเกิดขึ้นก่อนหน้านี้ พอเข้ามาทางกายปรับตัวได้เหลือแต่ทางใจ ในคุกยังคุยกันเลยว่าพี่ยุทธสบายดีไหม เลยบอกไปว่าอย่าถามเลยว่าสบายดี เพราะไม่มีใครติดคุกแล้วสบายดีหรอก ทุกวันตนต้องเข้าห้องขังตอนเวลา 15.00 น. และอยู่ในนั้นจนถึง 06.30 น. ช่วงหน้าหนาวก็จะสว่างช้า ต้องอยู่ถึง 14-15 ชั่วโมง พออยู่ๆไปก็ปรับตัวได้ ส่วนกรณีที่นายชูวิทย์แนะนำก่อนเข้าไปเรือนจำนั้น เขาบอกตนอยู่ 3 คำคือ อยู่ให้เป็น เย็นให้พอ รอให้ได้ ก็ต้องเป็นแบบนั้น แต่สำหรับในคุกที่ตนเรียนรู้มาที่คนเขาพูดกันคือกินให้อิ่ม นอนให้อุ่น และก็ลุ้นอภัย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายสรยุทธได้ขออนุญาตทางเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ นำรองเท้าแตะช้างดาวแกะสลักลายสัญลักษณ์ทีมลิเวอร์พูลจากเพื่อนในเรือนจำโชว์ให้ผู้สื่อข่าวดู โดยนายสรยุทธกล่าวด้วยว่า หากใครที่ทำสิ่งเหล่านี้มอบให้คือเขาตั้งใจทำจากสิ่งที่มีอยู่อย่างเช่นรองเท้าแตะ จากนั้นก็ได้โชว์กำไลข้อเท้าอีเอ็มให้ผู้สื่อข่าวเก็บภาพก่อนเข้าไปสวมกอดกับผู้มาให้กำลังใจและเดินทางกลับออกไป

ทั้งนี้มีรายงานว่า เงื่อนไขคุมประพฤตินายสรยุทธหลังติดกำไลอีเอ็มนาน 14 เดือน คือตั้งแต่วันที่ 14 มี.ค.64 – 20 พ.ค. 65 โดยต้องรายงานตัวกับกรมคุมประพฤติตามกำหนดจนกว่าจะพ้นโทษคือในวันที่ 26 ก.ค.66 รวม 2 ปี 4 เดือน และสามารถประกอบอาชีพสุจริตได้ โดยนายสรยุทธจะมีน้องสาวเป็นผู้อุปการะ ตามขั้นตอนการคุมประพฤติโดยพักอาศัยอยู่ในเขตบางเขน กทม. ซึ่งเป็นเขตที่อยู่ในความรับผิดชอบของสำนักงานคุมประพฤติกทม. 7 สำหรับเงื่อนไขของผู้ถูกคุมประฤติ ที่จะต้องกระทำภายหลังได้รับการปล่อยตัวคือ

1.รายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ 2.พักอาศัยอยู่กับผู้อุปการะตามสถานที่ที่แจ้ง เว้นแต่มีเหตุจำเป็นให้ยื่นคำร้องต่อพนักงานคุมประพฤติในท้องที่เดิมและต้องได้รับการอนุญาตก่อน 3.ปฏิบัติตามคำแนะนำและคำ ตักเตือนของพนักงานคุมประพฤติ และเข้าร่วมกิจกรรมเพื่อการแก้ไข ฟื้นฟูตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กรมคุมประพฤติกำหนด 4. ปฏิบัติตามกฎหมาย ระเบียบ และข้อบังคับ หากมีการฝ่าฝืนและถูกลงโทษโดยเจ้าพนักงานผู้มีหน้าที่และอำนาจตามกฎหมาย ระเบียบ หรือข้อบังคับ ไม่ว่าจะเป็นโทษสถานใด นักโทษเด็ดขาดหรือผู้อุปการะต้องแจ้งให้พนักงานคุมประพฤติทราบทุกครั้ง 5.ประกอบอาชีพสุจริต และ6.เงื่อนไขอื่นตามที่คณะอนุกรรมการเพื่อพิจารณาวินิจฉัยพักการลงโทษกำหนด

สำหรับนายสรยุทธถือเป็นนักโทษเด็ดขาดชั้นเยี่ยม ได้รับพระราชทานอภัยโทษ โดยการลดโทษมาแล้ว 2 ครั้ง เมื่อช่วงเดือนส.ค.63 และครั้งที่ 2 เมื่อวันที่ 5 ธ.ค.63 กำหนดโทษหลังสุด 3 ปี 6 เดือน 20 วัน แต่จำคุกมาแล้ว 1 ปี 2 เดือน 6 วัน คงเหลือโทษจำคุก 2 ปี 4 เดือน 14 วัน จากโทษเดิม 6 ปี 24 เดือน นายสรยุทธจึงถือเป็นนักโทษที่รับโทษจำคุกมาแล้วระยะหนึ่ง และจะมีคุณสมบัติครบตามหลักเกณฑ์การพักการลงโทษกรณีมีเหตุพิเศษ ทั้งนี้นายสรยุทธและพวกถูกฟ้องเป็นจำเลยในคดีบริษัทไร่ส้ม แก้ไขค่าโฆษณา ของ อสมท เสียหายกว่า 138 ล้านบาท เมื่อปี 2558 ซึ่งนายสรยุทธสู้คดีถึง 3 ศาล โดยศาลชั้นต้น มีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 29 ก.พ. 2559 ให้จำคุก 6 กระทง กระทงละ 3 ปี 4 เดือน รวมจำคุกคนละ 20 ปี แต่ลดโทษให้เหลือจำคุก 13 ปี 4 เดือน ไม่รอลงอาญา ถัดมา ศาลอุทธรณ์ ก็มีคำพิพากษายืนตามศาลชั้นต้น เมื่อวันที่ 29 ส.ค. 2560 และศาลฎีกามีคำพิพากษาแก้เป็นว่าให้จำคุกนายสรยุทธ กระทงละ 2 ปี 6 กระทง รวมจำคุก 12 ปี และลดโทษให้เหลือจำคุก 6 ปี 24 เดือน

อิสรภาพ – ผู้ร่วมงานและบุคคลใกล้ชิด ร่วมกันไปรับนายสรยุทธ สุทัศนะจินดา อดีตพิธีกรรายการเล่าข่าวชื่อดัง หลังได้พักโทษ แต่ยังต้องสวมกำไลอีเอ็มต่อ 14 เดือน ที่สำนักงานคุม ประพฤติ เมื่อ 14 มี.ค.

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน












ภาพที่



อัลบั้มภาพ ‘สรยุทธ’พ้นคุกแล้ว คนดังแห่รับ
ข่าวที่เกี่ยวข้อง